คิม เฮลล์เบิร์กเดือด “สปายเกต” ทำใจสลาย หลังโบโร่ร่วงเพลย์ออฟ
BLOG TOPIC_A
ติดต่อรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Email:
[email protected]
โปรโมชั่นลดจากเดิม 30% (ไม่รับโฆษณาผิดกฏหมายทุกประเภท)
คิม เฮลล์เบิร์ก กุนซือมิดเดิลสโบรห์ ออกมาระบายความผิดหวังอย่างหนักต่อประเด็น “สปายเกต” หลังทีมแพ้เซาแธมป์ตัน 1-2 รวมสองนัด ในรอบรองชนะเลิศเพลย์ออฟ Sky Bet Championship โดยตามรายงานจาก Sky Sports Football ระบุว่า มีข้อกล่าวหาว่าสตาฟฟ์รายหนึ่งของเซาแธมป์ตันถูกจับได้ขณะพยายามสังเกตการณ์การซ้อมของมิดเดิลสโบรห์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
หลังเกมแรกจบลงแบบไม่มีสกอร์ เซาแธมป์ตันมาได้ประตูชัยจาก เชีย ชาร์ลส์ ในนาทีที่ 116 ทำให้ “นักบุญ” ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศเพลย์ออฟที่เวมบลีย์ วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม แต่ชัยชนะดังกล่าวถูกบดบังด้วยประเด็นร้อนเรื่องการสอดแนมการซ้อม
เฮลล์เบิร์กกล่าวในงานแถลงข่าวหลังเกมว่า “ผมทำงานเป็นโค้ชมาตลอด 15 ปี เพื่อพยายามไปให้ถึงพรีเมียร์ลีก นั่นคือความฝันของผมมาตลอด 15 ปี”
“ผมรู้ว่ามีสโมสรที่มีทรัพยากรมากกว่า หรือมีเงินชดเชยตกชั้นที่สามารถใช้เงินได้มากกว่า มีทีมที่มีขนาดทีมใหญ่กว่าเรา มีเงินให้ใช้มากกว่าเรา สิ่งที่คุณมีในฐานะโค้ชและกลุ่มนักเตะคือแง่มุมด้านแท็กติกของเกม ซึ่งเราสามารถใช้เอาชนะคู่แข่งได้ และผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่ทุกคนรักในเกมนี้”
กุนซือโบโร่ย้ำว่า สิ่งที่ทำให้เขาเจ็บปวดคือความพยายามเตรียมทีมอย่างหนักกลับถูกกระทบด้วยเหตุการณ์ลักษณะนี้ “เมื่อคุณทุ่มทุกวินาทีตลอดหนึ่งหรือสองสัปดาห์ก่อนเกมนี้ อยู่ห่างจากครอบครัวเพื่อดูทุกเกมของเซาแธมป์ตันเท่าที่จะทำได้ เพื่อพยายามหาความได้เปรียบที่เราจะหาได้ ถ้าเราไม่จับคนที่พวกเขาส่งมาขับรถห้าชั่วโมงได้ คุณก็คงนั่งอยู่ตรงนั้นแล้วพูดว่า ทำได้ดี ในแง่แท็กติกของเกม และผมคงกลับบ้านไปพร้อมความรู้สึกว่าผมล้มเหลวในสิ่งที่ต้องทำเพื่อช่วยนักเตะของผม”
“เมื่อสิ่งนั้นถูกพรากไปจากคุณในลักษณะนี้ เมื่อมีคนตัดสินใจว่า ‘ไม่ เราจะไม่ดูทุกเกม เราจะส่งคนไปแทน แล้วถ่ายการซ้อม ดูทุกอย่าง และหวังว่าจะไม่ถูกจับได้’ ผมเดาว่านั่นคือเหตุผลที่พวกเขาเปลี่ยนเสื้อผ้าและอะไรพวกนั้น”
“มันทำให้หัวใจผมแตกสลาย เมื่อคิดถึงทุกสิ่งที่ผมเชื่อ นั่นแหละคือเรื่องนี้ ผมไม่สนว่าประเทศอื่นมีกฎอย่างไร ที่นี่คืออังกฤษ ที่ฟุตบอลคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นั่นคือความรู้สึกของผม ผมคิดว่ามันน่าอับอายมาก มันทำให้ผมเศร้ามาก”
เมื่อถูกถามว่าเขาเชื่อหรือไม่ว่า ทอนดา เอคเคิร์ต เฮดโค้ชเซาแธมป์ตัน รู้เรื่องการสอดแนมดังกล่าว เฮลล์เบิร์กตอบสั้น ๆ ว่า “ผมตอบไม่ได้ ไม่มีความเห็น”
ด้านเอคเคิร์ตเคยเดินออกจากงานแถลงข่าวหลังเกมเมื่อวันเสาร์ หลังถูกซักถามเรื่อง “สปายเกต” และเกิดเหตุซ้ำอีกครั้งในคืนวันอังคาร เมื่อคำถามที่สองของงานแถลงข่าวคือ “คุณเป็นคนโกงหรือเปล่า?” ก่อนที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อของสโมสรจะรีบยุติประเด็นและบอกนักข่าวให้ “แสดงความเคารพบ้าง”
อีเอฟแอลแนะนำให้มีการพิจารณาทางวินัยก่อนเกมรอบชิงชนะเลิศ เนื่องจาก “ลักษณะของเรื่อง” โดยการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับคณะกรรมการวินัยอิสระ แม้ผลในสนามจะออกมาแล้ว แต่บทลงโทษทุกรูปแบบยังอยู่ในอำนาจการพิจารณา
กรณีสอดแนมเคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2019 แต่ตอนนั้นยังไม่มีกฎชัดเจน และลีดส์ถูกลงโทษภายใต้กฎเรื่อง “ความสุจริตใจ” อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีกฎดังกล่าวอยู่ พร้อมกับกฎข้อ 127 ที่ห้ามการสอดแนมภายใน 72 ชั่วโมงก่อนแข่งขัน ทำให้กรณีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่กฎนี้ถูกทดสอบอย่างแท้จริง
ฝั่งมิดเดิลสโบรห์เชื่อว่าเซาแธมป์ตัน “โกง” อย่างชัดเจน และต้องการบทลงโทษที่รุนแรงที่สุดเท่าที่มี โดยเฉพาะบทลงโทษด้านกีฬา เพราะมองว่าการปรับเงินแทบไม่มีความหมาย
ก่อนเกมวันอังคาร เซาแธมป์ตันขอเวลาเพื่อตรวจสอบภายในเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว หลังสโมสรถูกอีเอฟแอลตั้งข้อหาเมื่อวันศุกร์ โดยอีเอฟแอลขอให้คณะกรรมการวินัยอิสระลดระยะเวลาตอบกลับจากปกติ 14 วัน และจัดการพิจารณา “โดยเร็วที่สุด”
ฟิล พาร์สันส์ ประธานบริหารเซาแธมป์ตัน กล่าวผ่านเว็บไซต์สโมสรว่า “สโมสรกำลังให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับอีเอฟแอลและคณะกรรมการวินัย พร้อมกับดำเนินการตรวจสอบภายใน เพื่อให้ข้อเท็จจริงและบริบททั้งหมดได้รับการทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง”
“ด้วยความเข้มข้นของโปรแกรมแข่งขันและระยะเวลาที่สั้นระหว่างเกม เราจึงขอเวลาเพื่อดำเนินกระบวนการนี้ให้ครบถ้วนและรับผิดชอบ เราเข้าใจการพูดคุยและการคาดเดาที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่เราก็เชื่อว่าสิ่งสำคัญคือการทำให้บริบททั้งหมดชัดเจน ก่อนที่จะมีการสรุปใด ๆ”