ไว้คราวหน้า X
ไว้คราวหน้า X
ไม่ต้องแสดงข้อความนี้อีกเลย
ไปหน้าที่ 1
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
ฝากรูป
ผู้ตั้ง
ข้อความ
ออฟไลน์
นักบอลไทยพรีเมียร์ลีก
Status: I am Leeds United Fanclub!! *-*
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 21 Jan 2015
ตอบ: 1825
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Tue May 12, 2026 15:55
LEEDS - คุยหลังเกมเยือนสเปอร์ส
บทความนี้ผมเอามาจากเพจ Leeds United Supporters Club Thailand
https://www.facebook.com/luscthailand

เขียนโดย แอดมิน หนาว
.
(มิใช่ผมเด้อ)


#คุยหลังเกมเยือนสเปอร์ส
—-----------------------------
เป็นเกมที่สนุก ทั้งสองทีมต่างใช้จุดเด่นด้านพละกำลังเข้าสู้กันอย่างเต็มที่ เป็นสงครามชิงบอลสองและการเพรสซิ่งอย่างที่คาดการณ์ สุดท้ายจบที่แบ่งแต้มกันไป ในแบบที่มีโอกาสชนะกันทั้งสองฝ่าย เกมนี้มีประเด็นอะไรน่าสนใจบ้าง ผมขอมาชวนคุยดังนี้ครับ

1. ผู้เล่น 11 ตัวจริงของลีดส์ออกมากลายเป็นว่า แดน เจมส์ ได้ออกสตาร์ตในตำแหน่งวิงแบ็กขวาแทนที่ขอเจย์เดน โบเกิล ที่มีปัญหาบาดเจ็บ ส่วนการขาดโอคาฟอร์ในแนวรุก ก็เป็นแอรอนสันมาเล่นแทนตามคาดอีกเช่นกัน ในขณะที่สเตราค์ผ่านการเช็กความฟิตมาลงสนามได้ ทั้งที่มีอาการเจ็บสะโพกอยู่ก่อนหน้านี้
ส่วนสเปอร์สมาในชุดที่ลงตัวที่สุดในช่วงหลังของพวกเขา

2. อย่างที่ผมเคยคุยก่อนเกมไว้ว่า สเปอร์สรู้ดีว่าทานากะคือตัวคุมจังหวะของลีดส์ และมิดฟิลด์ชาวญี่ปุ่นจะเป็นเป้าหมายในการเล่นงานของนักเตะสเปอร์สแน่นอน ซึ่งรูปเกมในครึ่งแรกก็ออกมาเป็นแบบนั้นจริงๆ แต่การเล่นงานทานากะของนักเตะสเปอร์สไม่ใช่การไล่บดบี้แบบถึงลูกถึงคน แต่มันคือการวางแทคติคให้ทานากะไม่สามารถทำเกมได้ถนัดมากกว่า
เวลาที่ลีดส์จะบิลด์อัปจากแดนหลัง จะสังเกตเห็นเลยว่า นักเตะสเปอร์สตั้งใจดันสูงขึ้นมาโดยปิดช่องทางการผ่านบอลไม่ให้ผ่านมาทางฮาล์ฟสเปซด้านซ้ายของสนามได้ ซึ่งนั่นคือพื้นที่ที่ทานากะรอรับบอลอยู่นั่นเอง โดยจะมีกัลลาเกอร์คอยจับตาทานากะอยู่อย่างใกล้ชิด ส่วนแนวเพรสซิ่งคนอื่นที่เหลือคือพยายามบีบให้ลีดส์จ่ายบอลออกขวาเท่านั้น

ถ้าดูจากแผนภูมิการจ่ายบอล จะเห็นเลยว่า ดาร์โลว์ผ่านบอลออกไปทางฝั่งของบิโยลซึ่งอยู่ทางขวามากกว่าสเตราค์ที่อยู่ทางซ้าย เพราะนักเตะสเปอร์สต้องการให้บอลอยู่ห่างจากทานากะให้มากที่สุด
แล้วพอบอลถูกส่งออกมาทางขวา นั่นก็คือ Pressing Trigger ของนักเตะสเปอร์ส พวกเขาจะวิ่งเต็มกำลังเข้ามากดดันบิโยลหรือโรดอนทันที นำโดยลิชาริซอน

3. เกมเพรสซิ่งแดนบนของสเปอร์สยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องในยุคของ เด แซร์บี้
ที่เคยบอกว่าพวกเขามีสถิติแย่งบอลแดนบนสำเร็จเฉลี่ย 5.3 ครั้งต่อเกม ตั้งแต่กุนซือชาวอิตาเลียนเข้ามาคุมทีม เกมนี้พวกเขาก็ยังคงทำได้ตามมาตรฐาน เมื่อสามารถเข้าปะทะ+ตัดบอล+เก็บบอลสองในแดนบนได้สำเร็จ 5 ครั้ง

การเปลี่ยนมาใช้ตัวผู้เล่นที่มีความโดดเด่นด้านพละกำลังเป็นหลัก ช่วยให้สเปอร์สแข็งแกร่งขึ้นจริงๆ
4. ถ้าดูตามรูปที่ 2 ซึ่งเป็นแผนผังของ Defensive Attribution หรือจังหวะการเล่นเกมรับของทั้งสองฝ่าย จะเห็นเลยว่าจังหวะเหล่านั้นเกิดขึ้นอย่างหนาแน่นมากๆ ในบริเวณฝั่งฮาล์ฟสเปซซ้ายของสนาม ซึ่งนั่นคือพื้นที่ทำการของทานากะ และจะเห็นเลยว่าจุดสีม่วง ซึ่งหมายถึงจังหวะของนักเตะสเปอร์สนั้นมีจำนวนหนาแน่นกว่าสีแดงของลีดส์มากในบริเวณนั้น นั่นก็เพราะแทคติคที่นักเตะสเปอร์สตั้งใจมาจัดการการปั้นเกมของทานากะนั่นเอง

5. เกมในครึ่งแรกทานากะได้ผ่านบอลเพียงแค่ 17 ครั้ง และแม่นยำเพียง 12 ครั้ง คิดเป็น 71% ซึ่งถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานของเจ้าตัวมาก เพราะแทคติคที่สเปอร์สนำมาใช้จัดการเขา ทำให้เขาเล่นยาก แม้ว่าทานากะจะเก็บบอลสองได้มากถึง 7 ครั้งในครึ่งแรก มากที่สุดในสนาม แต่เขาก็ทำให้ทีมเสียการครองบอลไปถึง 9 ครั้ง มากที่สุดในบรรดานักเตะลีดส์ในครึ่งแรกเช่นกัน เพราะเมื่อไรก็ตามที่ทานากะเก็บบอลสองได้ หรือได้บอล นักเตะสเปอร์สจะพุ่งเข้ามารุมกินโต๊ะทันที จนมิดฟิลด์ญี่ปุ่นแทบไม่มีเวลากับบอลเลย การผ่านบอลในแดนของสเปอร์ส ทานากะมีโอกาสเพียงแค่ 7 ครั้งตลอดครึ่งแรก และสำเร็จเพียงแค่ 4 ครั้ง ซึ่งจุดนี้ต้องชื่นชมทางฝั่งสเปอร์สเลยที่วางแผนมาจัดการทานากะได้ผลจริง

6. ทำให้รูปเกมในครึ่งแรกลีดส์ค่อนข้างเป็นรองพอสมควร เพราะสิ่งที่สเปอร์สทำได้ดีกว่าอย่างชัดเจนคือการเอาชนะการดวลบนพื้น ซึ่งในครึ่งแรกเกิดขึ้นทั้งหมด 41 ครั้ง เป็นสเปอร์สชนะได้ถึง 24 ครั้ง เกินครึ่งของทั้งหมด ลีดส์จึงไม่สามารถปั้นเกมของตัวเองได้ เพราะพละกำลังที่ไล่บดบี้ทุกจังหวะของนักเตะสเปอร์สสร้างปัญหาให้กับทัพยูงทองจริงๆ

7. ครึ่งแรกสเปอร์สมีโอกาสขึ้นนำสวยๆ จากทั้งปาลินญ่าที่ได้ซัดจ่อๆ ปอร์โร่ที่ได้ยิงไกลเกือบเสียบเสาแต่สเตราค์เฝ้าอยู่พอดี ก่อนหน้านั้นก็มีแตลที่แหวกแนวรับลีดส์ได้สวยแต่ยิงติดบล็อก
ในขณะที่ทางฝั่งลีดส์มีโอกาสจะแจ้งครั้งเดียวจากลูกโหม่งของโรดอนที่คินสกี้ปัดบนเส้นไว้ได้พอดี จบครึ่งแรกทั้งสองทีมยังเสมอกัน 0-0 ในรูปเกมที่สเปอร์สมีโอกาสมากกว่า การดวลกันก็เป็นสเปอร์สที่ชิงจังหวะได้มากกว่า

8. ฝั่งลีดส์มีสิ่งที่ต้องแก้ไขคือจังหวะเชื่อมบอลต่อให้เพื่อนของ DCL ที่อุตส่าห์พักบอลได้หลายครั้งแต่ก็เสียบอลเองในจังหวะถัดมาตลอด ในขณะที่เจมส์ก็ดูยังสนิมเกาะพอสมควร จังหวะดวลในครึ่งแรกเขาแพ้เกือบหมด และปัญหาอาการบาดเจ็บกำเริบของสเตราค์

9. แล้วพอเริ่มครึ่งหลังมาก็เป็นสเปอร์สที่ทำประตูขึ้นนำได้ก่อนจากจังหวะยิงแถวสองของแตลที่ทำได้อย่างหมดจด

ข้อสังเกตจากจังหวะนี้ก็คือ ถ้าเราตามดูลีดส์มาตลอดทั้งฤดูกาล ก็จะเห็นได้ว่า ในจังหวะป้องกันลูกเตะมุม ลีดส์มักจะเก็บบอลแถวสองไม่ได้ เพราะแทคติคที่ฟาร์เคอให้ผู้เล่นทั้ง 10 คน เข้าไปป้องกันในเขตโทษทั้งหมด เป็นที่มาของการที่เราไม่ค่อยมีจังหวะเคาเตอร์จากลูกเตะมุมเลย เวลาเราเสียเตะมุมเราจึงทำได้แค่ป้องกันจังหวะแรกให้ได้แล้วรีบเตะเคลียร์ออกไปแล้วค่อยว่ากันใหม่

ส่วนหนึ่งที่ทำแบบนี้ก็น่าจะมาจาก mindset ตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาลว่าเราต้องพยายามเล่นให้ไม่แพ้ไว้ก่อน เพื่อเป้าหมายรอดตกชั้นในปีนี้ แม้วันนี้เราจะรอดแล้ว แต่การจะมาเปลี่ยนสูตรตั้งรับลูกเตะมุมในตอนที่เหลืออีก 3 เกมจะจบฤดูกาลก็ดูเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นเท่าไหร่
ซึ่งลีดส์ก็ต้องยอมรับไปว่า การซื้อการป้องกันในกรอบให้แน่นไว้ก่อน แลกกับการเพิ่มโอกาสโดนยิงจากแถวสอง มันก็จะมีโอกาสเสียประตูในลักษณะนี้

แถมลีดส์เกือบเสียประตูที่สองถัดจากนั้นมาไม่กี่นาที เมื่อบอร์โนว์ที่ลงมาแทนสเตราค์ แพ้การดวลกับโคโล่ มูอานี่ ที่ได้หลุดเข้าไปตบให้ลิชาริซอนได้ยิงแต่บอลหลุดกรอบแบบไม่ได้ลุ้น

10. หลังจากคลับไก่ได้ประตูขึ้นนำ พวกเขาก็ดูจะลดความเข้มข้นลงไป และพยายามเล่นเน้นผลมากขึ้น ก็เลยเปิดโอกาสให้ลีดส์ได้เป็นฝ่ายคุมเกมบ้าง แสดงให้เห็นถึงความกดดันที่สเปอร์สต้องแบกรับว่ามันมหาศาลมากขนาดไหน
พูดตรงๆ ก็คือมีความรู้สึกคล้ายคลึงกับทีมเราเหมือนกัน ที่บางทีพอขึ้นนำแล้วเกมดรอปลงเพราะกดดันตัวเองเยอะ

พอลีดส์ได้ครองบอล สเปอร์สก็ถอยลงไปมิดบล็อก แต่แนวมิดบล็อกของพวกเขาก็แน่นหนาดีมาก ช่องว่างระหว่างไลน์ถูกบีบให้แคบจนผู้เล่นอย่างชตัคแทบไม่มีโอกาสรับบอลในพื้นที่อันตรายเลย ในขณะที่แผงบิลด์อัปของลีดส์ก็ไม่สามารถหาจังหวะผ่านบอลทะลุไลน์ขึ้นหน้าได้ จนต้องวนกลับหลังมาอยู่เรื่อย และทุกครั้งที่วนกลับหลัง นักเตะสเปอร์สก็จะวิ่งสุดฝีเท้าไล่เข้ามาตลอดอีก

11. ฟาร์เคอแก้เกมด้วยการส่งกองหน้าลงมาเพิ่ม คือเมช่าแทนแอรอนสัน เพื่อเพิ่มจำนวนตัวรุกในแนวสุดท้าย และเอาญอนโต้มาแทนเจมส์ที่วันนี้ยังสนิมเกาะจนไม่มีบทบาท

จังหวะตอนเล่นเกมรุกลีดส์ขยับเป็น 4-4-2 ในขณะที่เกมรับยังคงยึด 5-4-1 เหมือนเดิม นั่นทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่าเอาเมช่ามาเล่นปีกซ้าย แต่จริงๆ มันคือตำแหน่งการยืนที่เขาต้องถอยมาในเชป 5-4-1 ตอนไม่มีบอล แต่พอครองบอลเราก็จะเห็นได้ว่าเขาขยับเข้ามาช่วยตรงกลาง และขยับเข้ากรอบเขตโทษหลายครั้ง

12. หลังจากบุกกดดันได้มากขึ้น ลีดส์ก็มาได้ประตูตีเสมอจากจุดโทษ ที่เกิดมาจากการเคลียร์บอลอย่างประมาทเกินไปของแตล ที่ไปจักรยานอากาศในกรอบเขตโทษ ทั้งๆ ที่เขาก็เหลือบมองเห็นแล้วว่าอัมปาดูกำลังปรี่เข้ามาเก็บตก

VAR ใช้เวลาอยู่นานพอสมควรในการวินิจฉัย ก่อนที่จะตัดสินว่าเป็นจุดโทษ และคัลเวิร์ต-ลูวินซัดเข้าไป เป็นประตูตีเสมอ และเป็นประตูที่ 13 ในซีซั่นนี้ของเขา

13. เหตุการณ์ที่น่าประทับใจในเกมนี้อีกเรื่องคือ เจมส์ แมดดิสัน กลับมาลงสนามได้อีกครั้งหลังจากต้องพักรักษาอาการบาดเจ็บ ACL ไปนานถึง 375 วัน โดยก่อนที่เจ้าตัวจะลงสนาม ดาเนียล ฟาร์เคอ เดินเข้ามาทักทายด้วย ทั้งคู่เคยร่วมงานด้วยกันมาก่อนที่นอริช และก็ยังแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาดีที่มีต่อกัน

14. การทดเวลา 13 นาที แทบจะเหมือนแข่งต่อเวลาครึ่งนึง ซึ่งหลังจากที่บู๊ด้วยพละกำลังกันมาทั้งเกมแล้ว ส่วนตัวผมมองว่า 13 นาทีนี้เหมือนต้องเล่นกันด้วยใจล้วนๆ มากกว่า แผนการและแทคติคต่างๆ อาจไม่ใช่เรื่องที่สำคัญแล้ว

นั่นทำให้ช่วงทดเวลานี้เราได้เห็นว่าทั้งสองทีมก็มีโอกาสเพลี่ยงพล้ำพอๆ กัน โดยสเปอร์สเกือบโดนขึ้นนำจากลองสตาฟฟ์ ตัวสำรองของลีดส์ที่ได้หลุดเดี่ยวเข้าไปยิงมุมแคบในกรอบเขตโทษ ลูกยิงเต็มแรงเกือบจะผ่านหน้าคินสกี้ไปอยู่แล้ว แต่มือของเขายังไวพอที่จะปัดเปลี่ยนวิถีให้ลูกไปชนคานกระเด้งออกไปได้ นี่อาจจะเป็นเซฟที่สำคัญที่สุดในฤดูกาลของสเปอร์สเลยทีเดียว
ในขณะที่หลังจากนั้นสเปอร์สก็ยังมีรวนให้เห็น เมื่อลองสตาฟฟ์คนเดิมได้ชาร์จโล่งๆที่เสาสอง แต่โดนเหลี่ยมไม่ดี ก่อนที่สเปอร์สจะค่อยๆ ตั้งสติกลับมาบุกกดดันใส่ลีดส์ต่อในช่วงท้ายของการแข่งขัน

15. เกือบมีดราม่าอีกรอบ เมื่อ VAR ต้องทำงานอีกครั้งจากจังหวะสกัดบอลในกรอบเขตโทษของลีดส์ ที่เป็นการปะทะกันของเมช่ากับแมดดิสัน ทางทีมผู้ตัดสิน VAR ใช้เวลาอยู่พักหนึ่งเหมือนกัน ก่อนจะตัดสินว่าการเข้าสกัดของเมช่านั้นโดนที่บอลก่อน สเปอร์สจึงได้แค่เตะมุม

16. สุดท้ายก็จบเกม ไม่มีสกอร์เพิ่ม สเปอร์สขยับหนีห่างเวสต์แฮมไปเป็น 2 คะแนน ยังต้องลุ้นสุดตัวต่อในสองเกมสุดท้าย ส่วนลีดส์ได้เพิ่มเป็น 44 คะแนน ขยับขึ้นไปรั้งอันดับ 14

17. เป็นการไม่แพ้ 7 เกมติดต่อกันของลีดส์ (ชนะ3 เสมอ4) เป็นทีมน้องใหม่ทีมแรกที่ทำได้ตั้งแต่ปี 1998-99

ลีดส์โชว์ให้เห็นว่าเวลานี้พวกเขาเป็นทีมที่แพ้ยาก จิตใจที่ยังคงสู้ไม่ถอยแม้ว่าเป้าหมายจะบรรลุแล้ว การชอบเสียประตูในช่วงท้ายเกมก็มีพัฒนาการที่ดีขึ้น วันนี้พวกเขามาเยือนลอนดอนแดนอาถรรพ์ และต่อสู้กับสเปอร์สที่กำลังฟอร์มดี และเป็นหนึ่งในทีมระดับ BIG 6 ได้ดี

ฤดูกาลยังเหลืออีก 2 เกม และเกมปิดซีซั่น เราต้องกลับมาลอนดอนอีกครั้ง และอาจจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะตัดสินว่าทีมใดจะตกชั้นสู่แชมเปี้ยนชิปเป็นทีมสุดท้าย ระหว่างสเปอร์สหรือเวสต์แฮม ส่วนแฟนลีดส์ก็ตามเอาใจช่วยทีมให้เก็บคะแนนให้ได้มากที่สุดกัน ทุกอันดับที่ดีขึ้นมีผลต่อเงินรางวัลของพรีเมียร์ลีก ที่จะได้นำเข้ามาทำทุนในการต่อสู้ในฤดูกาลหน้าต่อไปครับ



แก้ไขล่าสุดโดย NariChi เมื่อ Tue May 12, 2026 15:56, ทั้งหมด 1 ครั้ง
3
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
โหวตเป็นกระทู้แนะนำ
ไปหน้าที่ 1
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
กรุณาระบุเหตุผลที่จะแจ้งความ
ผู้ต้องหา:
ข้อความ:
Submit
Cancel
กรุณาเลือก Forum และ ประเภทกระทู้
Forum:

ประเภท:
Submit
Cancel