ริโอเปิดปมเกาเหลาเจอร์ราร์ด ชี้รอยร้าวสโมสรฉุดอังกฤษยุคทอง
BLOG TOPIC_A
ติดต่อรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Email:
sale@soccersuck.com
โปรโมชั่นลดจากเดิม 30% (ไม่รับโฆษณาผิดกฏหมายทุกประเภท)
ริโอ เฟอร์ดินานด์ อดีตกองหลังแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดเผยถึงความสัมพันธ์อันตึงเครียดกับ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ในช่วงรับใช้ทีมชาติอังกฤษ โดยยอมรับว่าทั้งคู่ไม่ชอบกันจริง ๆ ท่ามกลางบรรยากาศของขุมกำลัง “โกลเด้น เจเนอเรชั่น” ที่เต็มไปด้วยสตาร์แต่ไม่สามารถพาทีมประสบความสำเร็จในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ได้ ตามรายงานจาก GiveMeSport
เฟอร์ดินานด์ ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ในดูไบ มองว่าความเป็นอริระหว่างสโมสร โดยเฉพาะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกับลิเวอร์พูล มีผลต่อการรวมใจของทีมชาติอังกฤษในยุคนั้น เขากล่าวว่า “สตีเว่น เจอร์ราร์ดไม่ชอบผม และผมก็ไม่ได้ชอบเขาจริง ๆ มีความเกลียดชังระหว่างเราและทีมของเรา [แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกับลิเวอร์พูล]”
อดีตแนวรับวัย 47 ปี ยังอธิบายด้วยว่าความสัมพันธ์ของเขากับเจอร์ราร์ดดีขึ้นแล้วหลังแขวนสตั๊ด โดยทั้งคู่ได้ร่วมงานกันในฐานะนักวิเคราะห์เกม และดูเหมือนจะเข้ากันได้มากขึ้นกว่าเดิม
ประเด็นดังกล่าวยิ่งสะท้อนภาพปัญหาภายในทีมชาติอังกฤษยุคนั้น ซึ่งมีผู้เล่นชื่อดังอย่าง เวย์น รูนี่ย์, แฟรงค์ แลมพาร์ด, ไมเคิ่ล โอเว่น และอีกหลายคน แต่กลับไม่สามารถเปลี่ยนพรสวรรค์ของแต่ละคนให้กลายเป็นความสำเร็จระดับชาติได้
เจอร์ราร์ดเองเคยพูดถึงบรรยากาศที่แตกแยกในแคมป์อังกฤษเช่นกัน โดยยอมรับว่าทีมเต็มไปด้วย “พวกขี้แพ้ที่มีอีโก้” และเสริมว่า “เราไม่ใช่ทีม เราเป็นกลุ่มนักเตะที่มีพรสวรรค์ และมันไม่มีทางเวิร์กแบบนั้น”
อดีตกัปตันลิเวอร์พูลยังเคยยอมรับว่าในช่วงค้าแข้ง เขาไม่ชอบทั้งเฟอร์ดินานด์และแกรี่ เนวิลล์ โดยกล่าวว่า “ตอนที่คุณยืนเรียงแถวในอุโมงค์เจอกับริโอและแกรี่ เนวิลล์ คุณอยากทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อเอาชนะพวกเขา มันมีความเกลียดชังอยู่ตรงนั้น นั่นแหละคือสิ่งที่เป็นจริง”
อย่างไรก็ตาม เจอร์ราร์ดยืนยันว่าความรู้สึกเหล่านั้นเปลี่ยนไปหลังจบอาชีพนักเตะ “ตอนที่คุณมาเจอกันในทีมชาติอังกฤษเวลานั้น คุณแสร้งทำเป็นว่าชอบพวกเขา แต่เมื่ออาชีพของคุณจบลง อาชีพของพวกเขาจบลง มิตรภาพของคุณถึงเริ่มขึ้นจริง ๆ ผมมีแต่ความเคารพต่อริโอในฐานะนักเตะ เขาเล่นให้สโมสรระดับท็อปมาตลอดชีวิต เขาเป็นคนดีด้วย ผมสนุกกับบทบาทที่ BT ร่วมกับเขาเหมือนกัน”
เรื่องราวนี้กลายเป็นอีกมุมหนึ่งที่อธิบายได้ว่าทำไมทีมชาติอังกฤษชุดที่เต็มไปด้วยยอดนักเตะจึงไปไม่ถึงจุดหมาย ขณะที่ยุคของแกเร็ธ เซาธ์เกต แสดงให้เห็นว่าบรรยากาศที่ดีในทีมมีความสำคัญเพียงใด และโธมัส ทูเคิ่ล จะต้องสานต่อพลังบวกนั้น หากหวังพา “สิงโตคำราม” ยุติการรอคอยแชมป์ที่ยาวนาน 60 ปีให้ได้.