[RE: ผู้บริหารมาม่า พูดไว้ถูกต้องเลย]
GNR พิมพ์ว่า:
themasksocccer พิมพ์ว่า:
GNR พิมพ์ว่า:
Celberos พิมพ์ว่า:
แสดงว่าไตรมาสหน้า ถ้าขาดทุน ก็แสดงว่าไม่มีการกักตุนสินะ เพราะซื้อสต๊อกมาแพง แต่ต้องขายถูก
เจอค่าการกลั้่น ลิตร นึง ล่อไป20 บาท เอาไรมาขาดทุนครับท่าน ก้กำไร เท่าๆเดิมนั้นแหละครับ ที่สำคัญ มี กองทุนอุดหนุนอยู่แล้ว ที่ขาย ถูก ไม่ใช่เพราะโณงกลั่นขาย ราคานั้น โรงกลั่นขายราคา บวกกำไร แต่กองทุนน้ำมัน เอาเงินอุดหนุน
ค่ากลั่นไหน 20 บาท เอาราคามากางก่อน
ถ้าราคาน้ำมัน 29.99 บาท แล่วกลั่น 20 มันจะเป็นไปได้หรือ
ผมก้ให้ก้ได้ครับ เพื่อความสบายใจท่าน ผมพูดเชิงปัดเศษ งั้นเอาให้แปีะละกันครับ
เดือนเมษา ค่าการกลั่น เคยขึ้นไปเตะสูงสุดที่ 17 บาท ต่อลิตร ครับ อันนี้ ข้อเท็จจริงแล้วนะครับ ใช่ครับ ไม่ถึง 20 บาท แค่ 17 บาทเองครับ
ตอนนี้เอาราคาค้าปลีกมาปนกันมั่วไปหมด ค่ากลั่น ค่าภาษี ค่าการตลาดมันอยู่คนละจุด กว่าน้ำมันจะกระจายมาถึงมีผู้บริโภคมันผ่านหลายหน่วย
คนมักเรียกคำว่า Gross Refining Margin (GRM) ว่าค่าการกลั่น แต่ไม่ใช่ราคาจริงที่โรงกลั่นได้กำไร เพราะต้นทุนการได้มาของน้ำมันสูงขึ้นด้วย แต่ไม่ได้รวมเข้าไป
ขอตอบทีละประเด็นให้เข้าใจระบบสินค้าโภคภัณฑ์
1 หากเราฝืนกลไกตลาดโดยกำหนดราคาขายปลีกตามต้นทุนในอดีต (Historical Cost) แทนราคาต้นทุนทดแทน จะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "การขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรง" หรือ Oil Shortage
วัฏจักรของการไหล (Supply Continuity) น้ำมันเป็นสินค้าที่ต้องมีการสำรองตลอดเวลา (Buffer Stock) หากผู้ค้าขายด้วยราคาในอดีตขณะที่ราคาต้นทุนใหม่กระโดดไปสูงขึ้น เงินทุนหมุนเวียนจะหายไปครึ่งหนึ่งทันที
ส่งผลให้การจัดซื้อในรอบถัดไปไม่สามารถทำได้ในปริมาณเดิม เมื่อของขาดตลาดก็จะเกิดการแย่งชิงและหยุดชะงักของภาคขนส่ง ซึ่งสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจมากกว่าราคาน้ำมันที่แพงขึ้นเสียอีก
2 การอ้างอิงราคาสินค้าตามตลาดสากล โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์อย่างน้ำมัน เป็นการรักษา "ดุลยภาพของอุปทาน" เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าจะไหลเข้าสู่จุดที่มีความต้องการอย่างต่อเนื่องค่ะ หากเราตั้งราคาต่ำกว่าตลาดโลก สินค้าจะถูกแรงผลักดันทางเศรษฐกิจทำให้เกิดการ "รั่วไหล" ออกไปยังพื้นที่ที่ให้ราคาสูงกว่า ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกอย่างถูกกฎหมายหรือการลักลอบค้าของเถื่อนตามแนวชายแดน ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณสินค้าในประเทศขาดแคลนอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ผู้ผลิตในประเทศเองก็จะไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบใหม่ได้เพราะต้นทุนการซื้อจากตลาดโลกสูงกว่าราคาขายที่ถูกบังคับไว้ ทำให้วงจรการผลิตและการจัดหาหยุดชะงักลงทันทีค่ะ
3 ค่าการกลั่น (Gross Refining Margin - GRM) ไม่เท่ากับ กำไรสุทธิ (Net Profit) ทั้งที่ต้นทุนการผลิตในโรงงานเท่าเดิม เป็นเพราะค่าการกลั่นไม่ใช่ "ค่าจ้างกลั่น" ที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า แต่มันคือ "ส่วนต่างราคาตลาด" เมื่อโรงกลั่นทั่วโลกเดินเครื่องเต็มกำลังแล้วแต่ยังผลิตไม่ทันความต้องการ ราคาขายจะถูกประมูลให้สูงขึ้นตามกลไกตลาด และ การเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันอ้างอิง เนื่องจากประเทศไทยอ้างอิงราคานำเข้าจากตลาดสิงคโปร์ หากตลาดสิงคโปร์มีความต้องการน้ำมันเบนซินหรือดีเซลสูงมากจนราคาพุ่งสูงกว่าน้ำมันดิบดูไบมาก ๆ ค่าการกลั่นที่คำนวณได้ในไทยก็จะพุ่งสูงตามไปด้วยทันทีเพื่อจูงใจให้โรงกลั่นไม่ส่งน้ำมันออกไปขายที่สิงคโปร์หมด
เพราะในความเป็นจริง GRM (Gross Refining Margin) อ้างอิงจากราคาตลาดกลาง ซึ่งไม่ได้สะท้อน "ต้นทุนการจัดหาจริง" ของแต่ละโรงกลั่นที่มีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะค่าพรีเมียม (Crude Premium) และ ค่าขนส่งน้ำมัน (Freight) ซึ่งถือเป็นต้นทุนตัวสำคัญที่มักจะ "กิน" เข้าไปในกำไรที่ดูเหมือนจะเป็นลาภลอยค่ะ โรงกลั่นไม่ได้ซื้อน้ำมันดิบได้ในราคาหน้ากระดานตลาดโลกเสมอไป แต่ต้องจ่ายค่าพรีเมียมเพิ่มตามคุณภาพของน้ำมันหรือความต้องการในขณะนั้น รวมถึงค่าระวางเรือที่ผันผวนตามวิกฤตการณ์โลก ซึ่งต้นทุนเหล่านี้จะถูกหักลบออกจากส่วนต่างราคาก่อนจะกลายเป็นกำไรจริงค่ะ
4 หากรัฐบาลประกาศลดค่าการกลั่น (Gross Refining Margin - GRM) โดยการบังคับควบคุมราคาหน้าโรงกลั่นให้ต่ำกว่าราคาตลาดสากล ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ระยะที่น่ากังวล
ในระยะสั้น ประชาชนอาจจะรู้สึกดีที่ได้ใช้น้ำมันราคาถูกลง แต่จะเกิดสภาวะ "น้ำมันขาดแคลน" ทันที
ในระยะยาว การฝืนกลไกนี้จะส่งผลกระทบต่อ "ความมั่นคงทางพลังงาน" และความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างมหาศาลค่ะ โรงกลั่นจะไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการบำรุงรักษาเครื่องจักรหรือการลงทุนในเทคโนโลยีการกลั่นที่สะอาดขึ้น ส่งผลให้ประสิทธิภาพการผลิตของประเทศลดลง และหากสถานการณ์ยืดเยื้อ โรงกลั่นอาจตัดสินใจหยุดดำเนินการหรือย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีนโยบายเสรีมากกว่า ท้ายที่สุดประเทศไทยจะต้องเปลี่ยนสถานะจากการเป็นผู้กลั่นเองมาเป็นการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป 100% ซึ่งจะทำให้เราสูญเสียความสามารถในการควบคุมกลไกพลังงานและต้องแบกรับค่าขนส่งที่แพงขึ้นในอนาคต
เสริม 5
กำไรของโรงกลั่นไม่ได้หายไปไหน แต่จะกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจไทยผ่าน 2 ช่องทางหลักคือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล และ เงินปันผล ค่ะ ในด้านภาษี เมื่อโรงกลั่นมีกำไรสุทธิ (หลังหักค่าการกลั่นและค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว) จะต้องนำส่งภาษีเงินได้ให้แก่รัฐในอัตรา 20% ซึ่งเงินส่วนนี้จะถูกนำไปบรรจุในงบประมาณแผ่นดินเพื่อใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และสวัสดิการต่าง ๆ ของประชากรไทยโดยรวม ยิ่งโรงกลั่นมีกำไรมากจากการบริหารที่มีประสิทธิภาพหรือจังหวะตลาดโลกที่เป็นบวก รัฐบาลก็จะมีรายได้จากภาษีในส่วนนี้เพิ่มขึ้นตามไปด้วยค่ะ
ในส่วนของเงินปันผล ความพิเศษของโครงสร้างพลังงานไทยคือ โรงกลั่นเกือบทั้งหมดในประเทศมี กระทรวงการคลัง หรือรัฐวิสาหกิจอย่าง ปตท. เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ค่ะ เมื่อโรงกลั่นประกาศจ่ายเงินปันผลจากกำไรที่ทำได้ เงินจำนวนมหาศาลจะถูกโอนกลับเข้าสู่คลังหลวงโดยตรงเพื่อใช้เป็นงบประมาณแผ่นดิน หรือส่งผ่านปตท. เพื่อนำมาลงทุนต่อยอดในโครงการพลังงานสะอาดและสวัสดิการอื่น ๆ นอกจากนี้ ประชาชนไทยที่ถือหุ้นโรงกลั่นผ่านกองทุนรวมหรือตลาดหลักทรัพย์ยังได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากเงินปันผลนี้ด้วย ทำให้กำไรของโรงกลั่นไม่ใช่เพียงเรื่องของเอกชน แต่เป็นกลไกหนึ่งในการหมุนเวียนความมั่งคั่งกลับสู่ภาครัฐและประชาชนค่ะ
contactme themasksoccer@gmail.com