*** อยากให้รัฐซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก หรือ ไม่ซื้อ ***

ทำไมจีนถึงไม่ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026?
✍ ตัน กวาร์ดิโอล่า - Tan Guardiola
ถ้าเราย้อนกลับไปในปี 2002 บรรยากาศในแผ่นดินจีนตอนนั้นไม่ต่างอะไรกับเทศกาลเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
แฟนบอลนับล้านเฝ้าหน้าจอรอเชียร์ทีมชาติตัวเองในฟุตบอลโลกครั้งแรกและครั้งเดียวที่พวกเขาได้เข้าร่วม
แต่นั่นคือเรื่องราวเมื่อ 24 ปีที่แล้ว... วันนี้ภาพของพญามังกรที่เคยเป็น "ตู้เอทีเอ็ม" ให้องค์กรกีฬาโลกถอนเงินไปใช้อย่างสนุกมือได้เปลี่ยนไปแล้ว
เกิดอะไรขึ้นกับการเจรจาลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026? ทำไมสถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่อย่าง CCTV ถึงยอมเสี่ยงให้หน้าจอ "จอดำ" แทนที่จะยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินให้ FIFA?
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของฟุตบอล แต่มันคือการต่อสู้ในเชิงกลยุทธ์ เศรษฐศาสตร์ และศักดิ์ศรี
ชนวนเหตุสำคัญคือตัวเลขที่ FIFA ปักป้ายขายให้จีนสูงถึง 250-300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9,000 - 11,000 ล้านบาท) ซึ่งพุ่งสูงขึ้นจากครั้งก่อนที่กาตาร์ถึง 60%
FIFA ให้เหตุผลว่าพวกเขามีแมตช์เพิ่มขึ้นเป็น 104 นัด และเพิ่มทีมเป็น 48 ทีม
แต่ในมุมของ CCTV งบประมาณที่พวกเขาวางไว้มีเพียง 60-80 ล้านดอลลาร์ เท่านั้น
แม้ FIFA จะพยายามลดราคาลงมาเหลือ 120-150 ล้านดอลลาร์ แต่ช่องว่างก็ยังกว้างเกินกว่าจะตกลงกันได้
ความโกรธเคืองของแฟนบอลจีนยิ่งทวีคูณ เมื่อรู้ว่า FIFA ขายลิขสิทธิ์ให้ อินเดีย ซึ่งมีประชากรใกล้เคียงกัน ในราคาเพียงเศษเสี้ยวของจีน
โดยรายงานระบุว่า อินเดีย ได้แพ็กเกจ 2 สมัย (2026 และ 2030) ในราคาเพียง 35 ล้านดอลลาร์ หรือถูกกว่าจีนถึง 50-60 เท่า!
ทำไม CCTV ถึงไม่ยอมสู้ราคา? คำตอบซ่อนอยู่ใน "คณิตศาสตร์ของความจริง"
1️⃣ Time Zone Trap : ฟุตบอลโลกครั้งนี้จัดที่อเมริกาเหนือ ซึ่งเวลา 70% ของการแข่งขันตรงกับช่วง 02.00 - 10.00 น. ตามเวลาปักกิ่ง ในฐานะสถานีโทรทัศน์ ใครจะยอมจ่ายหมื่นล้านเพื่อฉายบอลตอนตี 4 ที่ไม่มีใครตื่นมาดูโฆษณารถยนต์หรือเครื่องดื่ม?
2️⃣ ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป : แฟนบอลรุ่นใหม่ไม่ได้นั่งเฝ้าจอทีวีอีกแล้ว แต่เน้นดูไฮไลต์ผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งทำให้มูลค่าของ "ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด" แบบเดิมลดน้อยถอยลง
3️⃣ ความล้มเหลวซ้ำซาก : ทีมชาติจีน ไม่สามารถไปถึงรอบสุดท้ายได้เป็นสมัยที่ 6 ติดต่อกัน เมื่อไม่มีทีมชาติตัวเอง ความคลั่งไคล้ก็กลายเป็นความเฉยชา
แฟนบอลจีนบางคนถึงกับบอกว่า "จะจ่ายแพงไปทำไม ในเมื่อทีมเราไม่ได้ไป และยังต้องตื่นมาดูตอนตี 4 อีก"
สิ่งที่ FIFA อาจคาดไม่ถึงคือการที่ จีน ใช้ระเบียบจาก SAPPRFT เป็นเกราะป้องกัน
กฎที่ว่านี้ระบุให้ CCTV เป็นผู้เจรจาเพียงรายเดียวเพื่อป้องกันไม่ให้ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีรายอื่นเข้ามาประมูลตัดหน้าจนราคาพุ่ง
สิ่งนี้ทำให้สถานะของ CCTV กลายเป็น "ผู้ซื้อรายเดียว" (Monopsony) ที่มีอำนาจต่อรองเหนือ FIFA
ในยุคที่รัฐบาลจีนเน้นการบริหารงบประมาณอย่างรัดกุม การยอมจ่ายเงินมหาศาลให้องค์กรต่างชาติโดยที่มองไม่เห็นกำไร ถือเป็นการกระทำที่ "ไร้ความรับผิดชอบ" ต่อสาธารณะ
ซึ่งผลสำรวจชี้ว่าแฟนบอลส่วนใหญ่เห็นด้วยและสนับสนุนความใจแข็งของ CCTV ครั้งนี้
สถานการณ์นี้คือ "Game of Chicken" หรือเกมวัดใจครั้งใหญ่
แม้สปอนเซอร์รายใหญ่ของจีนอย่าง Hisense, Vivo และ Mengniu จะลงเงินสนับสนุน FIFA ไปแล้วกว่า 500 ล้านดอลลาร์ แต่ถ้าดีลไม่จบ แบรนด์เหล่านี้ก็อาจสูญเสียโอกาสในการสื่อสารกับคนในประเทศตัวเองไปอย่างน่าเสียดาย
สุดท้ายแล้ว นี่คือสัญญาณเตือนไปยังองค์กรกีฬาระดับโลกว่า ยุคสมัยแห่งการมองจีนเป็น "บ่อเงินบ่อทอง" ที่ไม่มีวันหมดสิ้นนั้นได้จบลงแล้ว
เมื่อข้อมูลความจริงและตรรกะทางธุรกิจอยู่เหนืออารมณ์ร่วมเพียงอย่างเดียว พญามังกรก็พร้อมที่จะเดินออกจากโต๊ะเจรจาโดยไม่หันหลังกลับ
คำถามทิ้งท้ายถึงแฟนบอลทุกท่าน หากเป็นคุณ... คุณจะยอมจ่ายภาษีของคนในชาติเพื่อให้ได้ดูทีมชาติอื่นเตะตอนตี 4 หรือคุณจะยอม "จอดำ" เพื่อรักษาความถูกต้องของกลไกตลาด?
#ตันกวาร์ดิโอล่า #ลิขสิทธิ์บอลโลก #ฟุตบอลโลก2026 #SIAMSPORT