แมนยูฯ ออกนำลิเวอร์พูล 2-0 เชชโก้ยิงผ่าน VAR, เซอร์อเล็กซ์ถูกส่งโรงพยาบาลก่อนเกม
BLOG TOPIC_A
ติดต่อรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Email:
sale@soccersuck.com
โปรโมชั่นลดจากเดิม 30% (ไม่รับโฆษณาผิดกฏหมายทุกประเภท)
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเริ่มเกมแดงเดือดได้เฉียบขาด เมื่อออกนำลิเวอร์พูล 2-0 ในช่วงครึ่งชั่วโมงแรกของศึกพรีเมียร์ลีกที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ตามรายงานสดของ The Guardian Sport โดยมาเตอุส คุนญ่า และเบนยามิน เชชโก้ เป็นคนทำประตูให้เจ้าถิ่น
ยูไนเต็ดขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 8 จากจังหวะเตะมุมที่แนวรับลิเวอร์พูลเคลียร์ไม่ขาด บอลมาเข้าทางคุนญ่าบริเวณหน้าเขตโทษ ก่อนยิงจังหวะแรกติดบล็อกไรอัน กราเฟนแบร์ก แล้วตามซ้ำด้วยเท้าซ้าย บอลแฉลบอเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ เปลี่ยนทางเข้าประตูไป
ประตูที่สองเกิดขึ้นหลังยูไนเต็ดสวนกลับทางขวาอย่างรวดเร็ว บรูโน แฟร์นันด์สเปิดบอลจังหวะแรกให้เชชโก้ยิงระยะใกล้ติดเซฟวูดแมน ก่อนบอลถูกโยนกลับเข้ามาอีกครั้ง บรูโนโหม่งย้อนเข้ากลาง วูดแมนพยายามปัดแต่บอลไปโดนเชชโก้และเด้งเข้าประตู ผู้ตัดสินเช็ก VAR ทั้งเรื่องล้ำหน้าและแฮนด์บอล ก่อนยืนยันให้เป็นประตู เพราะไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าบอลโดนมือของเชชโก้
ประตูนี้เป็นลูกที่ 11 ของเชชโก้ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ โดย 9 ประตูเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2026 ขณะที่สถานการณ์ของเกมเข้าทางยูไนเต็ดอย่างชัดเจน เพราะสามารถตั้งรับลึกและใช้ความเร็วโจมตีสวนกลับใส่ลิเวอร์พูลได้ต่อเนื่อง
ลิเวอร์พูลมีโอกาสบ้างจากโคดี้ กัคโปที่โหม่งหลุดกรอบในช่วงต้นเกม และต่อมายิงปั่นจากระยะประมาณ 25 หลาเฉียดเสาออกไป ส่วนฟลอเรียน เวียร์ตซ์ก็ได้ยิงจากหน้าเขตโทษแต่บอลหลุดกรอบไกล
อีกประเด็นสำคัญก่อนพักครึ่งคือ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ถูกนำตัวจากโอลด์ แทรฟฟอร์ดส่งโรงพยาบาล หลังรู้สึกไม่สบายก่อนเกม โดยรายงานระบุว่าเป็นการป้องกันไว้ก่อนมากกว่าจะเป็นเรื่องร้ายแรง
เกมนี้แมนฯ ยูไนเต็ดส่ง ลัมเมนส์, ดาโลต์, แม็กไกวร์, เฮฟเว่น, ชอว์, กาเซมิโร่, ไมนู, เอ็มเบอโม่, บรูโน แฟร์นันด์ส, คุนญ่า และเชชโก้ลงตัวจริง ส่วนลิเวอร์พูลไม่มีโม ซาลาห์ และอเล็กซานเดอร์ อิซัคจากอาการบาดเจ็บ ทำให้ต้องใช้ วูดแมน, โจนส์, โกนาเต้, ฟาน ไดค์, โรเบิร์ตสัน, กราเฟนแบร์ก, แม็ค อัลลิสเตอร์, ฟริมปง, โซบอสไล, เวียร์ตซ์ และกัคโป
แม้เกมนี้ถูกมองว่าเดิมพันในตารางอาจไม่หนักเท่าหลายครั้งที่ผ่านมา เพราะทั้งสองทีมใกล้คว้าตั๋วแชมเปียนส์ลีกฤดูกาลหน้า แต่ชื่อของแมนฯ ยูไนเต็ดกับลิเวอร์พูลยังทำให้ทุกจังหวะในสนามมีความหมายเสมอ และครึ่งแรกที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดก็ย้ำชัดว่า “แดงเดือด” ไม่เคยเป็นเกมธรรมดาเลยจริงๆ