ศาสนามันเป็นเศษซากจากยุคสมัยเก่า อะไรที่มันมีมานานมันก็จะมีพลวัตของมันไปเรื่อย ๆ
เรื่องพระธรรมวินัยที่ห้ามพระรับเงิน ในสมัยโบราณมันอาจจะเวิคแต่ในยุคนี้พระไม่มีเงินจะอยู่กันยังไง วัดมีรายจ่ายทุกเดือนถ้าไม่รับเงินจะเอาจากไหนมาจ่าย หรือยุบวัดไล่ไปอยู่ป่าให้หมดให้ไปนั่งวิปัสสนาใต้ต้นโพธิ์เดี๋ยวก็โดนเสือคาบไปขบหัวลำบากพวกคฤหัสถ์ต้องไปตามเก็บซากอีก
เรื่องคอนเซ็ปต์ไวยาวัจกร มันเอาไปใช้จริงไม่ได้เพราะไวยาวัจกรแมร่งก็คือกระเป๋าตังค์ที่มีชีวิตของพระ ไวยาวัจกรมันจึงเป็นคอนเซ็ปต์ศรีธนญชัยที่สร้างขึ้นมาให้พระลอยตัวในเรื่องการใช้เงิน
ที่ต้องขบคิดอีกเรื่องคือพระธรรมวินัยที่ห้ามเรื่องเงิน สมัยนั้นแมร่งมี Currency มีทุนนิยมรึยัง นี่ก็มีความเป็นไปได้ว่าน่าจะมาเขียนบัญญัติกันในชั้นหลัง
วิธีการของลุงตื่นธรรมคือแกจะอ้างพระไตรปิฎกท่าเดียว แกจะปฏิเสธพลวัตทั้งหมดของศาสนาพุทธแต่แกคงลืมไปว่าพระไตรปิฎกก็คือพลวัตหนึ่งของศาสนาพุทธ
ส่วนเรื่องอำนาจรัฐที่ลุงตื่นธรรมพูดถึงพรรคส้มก็มีส่วนที่ถูกและส่วนที่ผิด ส่วนที่ถูกคืออะไรที่ยังทำไม่ได้ก็ไม่ต้องไปฝืนทำปล่อยให้มันเป็นไป ในหน้าประวัติศาสตร์วีรบุรุษ,วีรสตรี ที่ยืนหยัดต่อสู้กับอำนาจรัฐ 90% ไม่เกิดเร็วไปก็เกิดช้าไป พวกที่เกิดมาตรงกับช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการเปลียนแปลงมีน้อยมาก
ส่วนที่ผิดก็คือแกเชื่อว่าอำนาจรัฐจะคงอยู่ได้ตลอดไปซึ่งมันไม่จริงเลยเพราะถ้ามันจริงป่านนี้ก็ยังมี โรมัน ไบแซนไทน์ ออตโตมัน อำนาจรัฐมีจุดที่ล่มสลายทั้งนั้นแหละ ที่ยกตัวอย่างไปนี่คือระดับมหาอาณาจักรแล้วกับอีแค่รัฐยากจนรัฐหนึ่งใน SEA ที่ไม่มีขีดความสามารถในการพัฒนาอะไรนับวันก็มีแต่จะถดถอยจะบอกว่ารัฐแบบนี้จะอยู่ได้ตลอดไปมันไม่สมเหตสมผลเอาเสียเลย
แก้ไขล่าสุดโดย Operation Meetinghouse เมื่อ Sun Apr 26, 2026 01:17, ทั้งหมด 2 ครั้ง