นักบอล ดิวิชั่น 1
Status:
I am Leeds United Fanclub!! *-*

: 0 ใบ

: 0 ใบ
เข้าร่วม: 21 Jan 2015
ตอบ: 1820
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Fri Apr 17, 2026 00:38
#หลังเกม V แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จากเพจ Leeds United Supporters Club Thailand
บมความนี้จาก แอดมิน หนาว จากเพจ Leeds United Supporters Club Thailand ครับ
จริงๆ ในเพจ แบ่งเป็น 2 Part แต่ผมรวมมาเลยในมู้เดียว ยาวนิดนึงแต่อ่านเพลินครับ
เริ่ม...
อันดับแรกก็ต้องยอมรับเลยว่า นี่เป็นเกมที่มาตรฐานการตัดสินของกรรมการส่งผลต่อการแข่งขันมากๆ เกมหนึ่ง
เอาจริงๆ ถ้าเป็นไปได้ ผมก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อะไรอย่างนี้ขึ้นในเกม แต่แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องนอกเหนือสิ่งที่แฟนบอลอย่างเราๆ จะควบคุมได้
ตราบใดที่การตัดสินยังขึ้นอยู่กับ “ดุลยพินิจ” มันก็มีโอกาสจะเกิดกรณีที่เป็นข้อโต้แย้งได้เสมอ ไม่ว่าจะมีวีเออาร์หรือไม่มีวีเออาร์ก็ตาม สุดท้ายแล้วมันก็กลับมาที่การตัดสินด้วยคนอยู่ดี
ทุกๆ ทีมต่างก็เจอพิษสงของดุลยพินิจแตกต่างกันไป วันไหนเป็นใจก็ได้เฮ วันไหนขัดใจก็มีน้ำโห ฟุตบอลเป็นอย่างนี้มาช้านาน แม้จะมีการพยายามสร้างมาตรฐานใหม่ในการตัดสิน แต่มันก็ไม่เข้าใกล้ความยุติธรรมที่มีมาตรฐานเสียที
.
กลับมาพูดเรื่องรูปเกม ก็เป็นไปตามที่ผมคาดการณ์เอาไว้ว่าทานากะจะได้ลงเป็นตัวจริงต่อ เพราะมันมีสัญญาณมาตั้งแต่เกมกับเบรนต์ฟอร์ดแล้วว่ามิดฟิลด์ชาวญี่ปุ่นเหมือนจะซื้อใจแดเนียล ฟาร์เคอ กลับมาได้แล้ว
ปกติ เวลาที่มีทานากะอยู่ในทีม เรามักจะเห็นว่าลีดส์เล่นไฮเพรสเต็มรูปแบบ แต่กับเกมนี้มันไม่ใช่แบบนั้น เพราะลีดส์ยังคงเล่นมิดบล็อกแบบมี pressing trigger อยู่ เหมือนกับตอนที่ฟาร์เคอเชื่อใจกรูเอฟ เลยดรอปทานากะเป็นสำรองเพราะสไตล์การเล่นของทานากะไม่ตอบโจทย์มิดบล็อก
ทว่าเกมนี้เรากลับเห็นทานากะเล่นมิดบล็อกแบบมี pressing trigger ได้ นั่นแสดงว่าเขาทำให้ฟาร์เคอเชื่อมั่นได้แล้วว่าเขาทำได้ในระบบนี้ กรูเอฟที่เคยได้รับความไว้วางใจมาก่อน ถูกเบียดกลับไปเป็นสำรอง ต้องชื่นชมทานากะว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาก็ทำงานหนัก พัฒนาตัวเองขึ้นมาให้โค้ชเห็นโดยไม่ปริปากบ่น และสุดท้ายก็ทำสำเร็จจนได้
.
ความแตกต่างของไฮเพรสซิ่ง และ มิดบล็อกแบบมี pressing trigger คือ เวลาเล่นไฮเพรส นักเตะจะไล่กดดันคู่แข่งตั้งแต่แดนบนในทุกจังหวะ ในขณะที่มิดบล็อกคือการถอยลงมาปิดแนวกลางสนามก่อน ยืนคุมโซนไว้ รอให้คู่ต่อสู้ทำบางอย่างที่เป็น trigger แล้วค่อยไล่
ซึ่ง trigger ในวิธีการของแต่ละทีม โค้ชแต่ละคนก็จะแตกต่างกันไป
อย่างเช่น trigger ของลีดส์คือ ถ้าคู่แข่งจะเตะ goal kick ด้วยการเล่นสั้น เราจะขึ้นไปบีบทันที หรือเช่น ถ้าแบ็กจ่ายคืนหลังให้เซนเตอร์ เราค่อยวิ่งไล่ หรือถ้ากองหลังจ่ายคืนผู้รักษาประตู เราค่อยไล่ อันนี้เป็นการยกตัวอย่างคร่าวๆ ว่ามิดบล็อกแบบมี pressing trigger ทำงานอย่างไร
ในความเป็นจริง trigger ตามแต่ละแทคติคของโค้ชจะมีรายละเอียดยิบย่อยกว่าที่ยกตัวอย่างมาก ผมเคยค้นคว้าเจอบางคนถึงกับบอกว่าต้องสังเกตไปถึงองศาร่างกายตอนรับบอล หรือการรับบอลด้วยเท้าข้างไม่ถนัด อะไรแบบนั้นเลยทีเดียว เป็นรายละเอียดเล็กน้อยที่นักเตะต้องโฟกัสตลอดเวลา
ในช่วงก่อนหน้านี้ทานากะจึงไม่เหมาะกับระบบเท่าไหร่ เพราะเขาพร้อมจะไล่วิ่งกดดันโดยไม่สนใจ trigger ตามสไตล์ความทุ่มเทที่เป็นข้อดีของเขา ซึ่งนั่นทำให้แนวมิดบล็อกที่เราจำเป็นต้องคุมพื้นที่ไว้ก่อนเกิดการพังทลาย แต่ก็อย่างที่บอกว่าทานากะก็ไปปรับปรุงจุดนี้มาจนกลับมายึดตัวจริงได้อีกครั้งแล้ว
.
อย่างที่ผมเคยตั้งคำถามว่าฟาร์เคอนั้นออกแนว “ไม่กล้า” มากกว่าจะบอกว่า “ไม่มีกึ๋น” ก่อนหน้านี้เขาน่าจะพยายามเล่นแบบปลอดภัย ไม่แพ้ไว้ก่อน เอาเกมรับให้ดี ให้ชัวร์ก่อน เพราะสิบกว่าปีที่ผ่านมา เราต่างมีหลักฐานเชิงประจักษ์กันแล้วว่า การมีแต้มเฉลี่ย 1 แต้มต่อเกมนั้นเพียงพอกับการอยู่รอดในพรีเมียร์ลีก
แต่ปีนี้กลับแตกต่างออกไป เมื่อมาถึงช่วงโค้งสุดท้าย แนวโน้มของการ “ไม่แพ้ไว้ก่อน” อาจจะไม่เพียงพอแล้ว เราก็เลยได้เห็นว่าเกมนี้ฟาร์เคอกล้าเสี่ยงมากขึ้นด้วยการส่งทานากะลงตัวจริงไปเลย หลังจากที่มิดฟิลด์ซามูไรนั้นแสดงให้เห็นในการฝึกซ้อมแล้วว่าเขาสามารถปรับปรุงตัวเองได้ และคราวนี้พอเขาได้กลับเข้าสู่ทีมอีกครั้ง จุดเด่นเรื่องไดนามิกการเคลื่อนที่ของเขาก็ยิ่งช่วยให้เกมรุกของลีดส์มีแรงขับเคลื่อน
.
แม้ทานากะจะถูกเปลี่ยนตัวออกช่วงนาที 74 แต่เขาก็ยังเป็นคนที่สัมผัสบอลมากที่สุดอันดับ 2 ของทีมที่ 67 ครั้ง เป็นรองเพียงแค่กุดมุนส์สันที่สัมผัสบอลไป 69 ครั้งตลอดทั้งเกม นั่นก็เพราะทานากะการพยายามเคลื่อนที่ไปเชื่อมบอลให้เพื่อนทั่วทั้งสนาม ดูจากแผนภูมิทิศทางการจ่ายบอลของลีดส์ได้ จะเห็นว่าทานากะเป็นจุดศูนย์กลางที่ทุกคนจะส่งบอลไปให้
แต่เขาไม่ได้เป็นคนสร้างเกมรุก การเคลื่อนที่ตลอดคือข้อดีของเขา ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำเกมรุกมากกว่า เพราะสุดท้ายแล้วคนที่จ่ายบอลเข้าพื้นที่อันตรายได้มากที่สุดของเราคือกุดมุนส์สัน 11 ครั้ง ตามด้วยอัมปาดูและโบเกิล คนละ 7 ครั้ง ส่วนทานากะจ่ายบอลเข้าพื้นที่สุดท้าย 5 ครั้ง
ในด้านการสร้างโอกาสให้เพื่อนได้ยิง ทานากะทำได้มากที่สุดในวันนี้ ซึ่งทั้งหมดมาจากลูกตั้งเตะ ที่วันนี้เขารับผิดชอบแทนชตัคที่บาดเจ็บ
และที่สำคัญคือการที่เขาจับจังหวะไล่เพรสซิ่งตาม trigger แต่ละครั้งได้ดี เล่นเป็นระบบกับเพื่อนได้ การที่สถิติบอกว่าเขาไม่ได้เป็นคนที่แย่งบอลสำเร็จมากที่สุด เป็นเครื่องยืนยันว่าเขาเข้าใจระบบแล้วว่าเขาไม่จำเป็นจะต้องตะบี้ตะบันไล่บีบคู่แข่งตลอดเวลาขนาดนั้น (อัมปาดูเป็นคนที่ช่วยให้เราแย่งบอลกลับมาครองได้มากที่สุดในเกมนี้) แต่ก็มีจังหวะแย่งบอลสวยๆ ที่เข้าตาแฟนลีดส์อย่างมากคือช่วงก่อนจบครึ่งแรกที่ไปแย่งจากโยโรมาได้ ก่อนจะหลุดไปแตะหลบลัมเมนส์แล้วโดนมาร์ติเนซมาบล็อกไว้ได้บนเส้น
แต่ทั้งหมดทั้งมวล เกมนี้ลีดส์แย่งบอลแดนบนสำเร็จได้มากถึง 8 ครั้งและทำได้ 1 ประตูจากการแย่งบอลแดนบน(ลูกที่สองของโอคาฟอร์)
.......
อีกเรื่องนึงที่ผมอยากชวนคุยจากสิ่งที่เกิดขึ้นในเกมนี้ก็คือ การที่ผ่านมาถึง 32 เกมในลีกแล้ว ระบบมิดบล็อกของฟาร์เคอก็ยังดูมีจุดอ่อนมากมายอยู่เหมือนเดิม ทั้งที่บอสก็ตั้งใจติดตั้งแทคติคนี้มาใช้แทนการเล่นไฮเพรสซิ่งแบบสมัยอยู่แชมเปี้ยนชิป
ตอนต้นฤดูกาล ฟาร์เคอสตาร์ตด้วย 433 ที่เล่นมิดบล็อกด้วยโครงสร้างการยืนตอนไม่ได้ครองบอลเป็น 4141 ใช้ดีอยู่เกมเดียวคือเกมเปิดซีซั่นกับเอฟเวอร์ตัน หลังจากนั้นก็ค่อยๆ เผยจุดตายให้เห็นจนเก็บแต้มไม่ค่อยได้แล้วร่วงลงไปอยู่โซนแดง
ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นแผน 352 ที่มีโครงสร้างการยืนตอนไม่ได้ครองบอลเป็น 532 ช่วงนี้แทบจะย้ายมาเล่นเป็น low block แล้ว
หลังจากนั้นก็ปรับมาเล่นมิดบล็อกอีกรอบ เปลี่ยนแผนตั้งต้นเป็น 3421 เชปการยืนตอนไม่ได้ครองบอลเป็น 541 (ช่วงนี้แหละที่ทานากะหลุดไปเป็นสำรอง)
แล้วสิ่งที่น่าประหลาดใจก็เกิดขึ้น คือลีดส์กลายเป็นทีมที่เล่นมิดบล็อก (แบบมี pressing trigger ที่ได้อธิบายไปในพาร์ท1) แต่ยังสามารถอยู่ในระดับท็อป 6 ของทีมที่แย่งบอลแดนบนสำเร็จได้
แต่…
ก็กลายเป็นทีมที่มีสัดส่วนโดนคู่แข่งทำประตูในกรอบเขตโทษได้มากที่สุดเป็นอันดับสามของลีกเช่นกัน
พูดง่ายๆ ว่า มิดบล็อกของฟาร์เคอ ดันไม่ได้ช่วยให้เราปิดพื้นที่เกมรับได้ดีขนาดนั้น ซึ่งผิดจุดประสงค์ของมิดบล็อก แต่ในด้านการแย่งบอลแดนบนยังทำได้ดี
ผ่านมา 32 เกม ส่วนตัวผมก็ยังไม่เห็นว่าเวลาเราถอยมามิดบล็อกในจังหวะที่คู่แข่งไม่มีการเล่นที่เป็น trigger ให้เราไล่เพรส การปิดพื้นที่ของเราก็ไม่ได้มีความรู้สึกว่าจะเหนียวแน่นเลยอยู่ดี
.
เกมกับแมนยูก็ยังเห็นได้ชัด ว่าเรามักจะระส่ำระสายจากการโดนตัววิ่งสอดจากแนวหลังเสมอ พอคู่แข่งใช้การขยับที่เป็น Double Movement คือพอมีคนนึงขยับแล้วอีกคนขยับตามทันที ก็จะสามารถเจาะแนวรับเราได้ง่ายๆ พริบตาเดียวโดนบุกถึงเขตโทษตลอด (เกมที่เราบุกไปเสมอเชลซีก็เห็นได้ชัด) นั่นแสดงให้เห็นว่าเชปมิดบล็อกและการยืนคุมพื้นที่ไลน์หลังของเรายังค่อนข้างหลวมมากอยู่ดี ลูกที่เราเสียประตูให้แมนยูก็มาจากลักษณะนี้ คือเราจ้องแต่จะคุมพื้นที่ แต่ไม่ระวังว่าคู่แข่งมีการขยับเปลี่ยนตำแหน่งและมีตัวสอดจากแนวหลัง กาเซมิโร่จึงได้โหม่งโล่งๆ
.
จริงๆ คาร์ริควางแผนมารับมือและเจาะจุดตายเราได้ดีมากแล้ว ทั้งการใช้เชชโก้ อามาด และคุนญ่า ที่วิ่งสอดได้ดีทั้งหมด การมีเชชโก้ช่วยเพิ่มออปชั่นให้พวกเขาใช้บอลกลางอากาศได้ด้วย เรียกว่าพร้อมมาโจมตีเราแบบทุกทิศทาง
การใช้ CB ที่ออกบอลได้ดีทั้งสองคนอย่างโยโรกับลิซานโดร ก็หวังบอลทะลุไลน์จากสองคนนี้ ในขณะที่การเปลี่ยนมาใช้มาซราวีตรงแบ็กขวาแทนดาโลต์ ก็น่าจะเพราะหวังบอลทะลุไลน์การแบ็กชาวโมรอกโกเช่นกัน ซึ่งเขาทำเรื่องนี้ได้ดีกว่าดาโลต์ที่เป็นแนวเติมเกมสุดเส้น คือคาร์ริคกะจะมาใช้วิธีนี้กับเราแบบเต็มพิกัด
แต่การขาดค็อบบี้ เมนู เป็นจุดสำคัญเลยที่ทำให้บอลทะลุไลน์ของแมนยูไม่ค่อยมี ต้องใช้บอลไดเรกต์จากแนวหลังเอาอย่างเดียว ในขณะที่มาซราวีดูยังสนิมเกาะเยอะ ออกบอลก็ไม่ค่อยมีได้เสีย เกมรับก็เร่งสปีดตามกุดมุนส์สันกับโอคาฟอร์ไม่ค่อยทัน แต่กระนั้นทีมของคาร์ริคก็ยังจ่ายบอลทะลุไลน์เข้าเขตโทษเราได้บ่อยมากอยู่ดี ปัญหาเดียวของพวกเขาคือแค่จบไม่คม แต่ผมว่าหมากที่คาร์ริควางมามันถูกต้องแล้ว
ลองนึกย้อนไปดูดีๆ ก็จะเห็นเลยว่า ในเกมลีก เวลาเราเจอกับทีมที่ไม่มีตัวจ่ายบอลทะลุไลน์เก่งๆ เกมรับเราจะไม่ค่อยโดนทดสอบเท่าไหร่ (อย่างเกมกับซันเดอร์แลนด์ พาเลซที่ไม่มีวอร์ตัน และเบรนต์ฟอร์ด)
.
ถ้ายังจำกันได้ ตอนต้นฤดูกาลผมเคยเขียนไปแล้วว่า เชปเกมรับที่ยืน 4141 มันไม่เวิร์ก มันทำให้ให้แบ็กเราโดนรุมตลอด อยากให้เปลี่ยนมาใช้การยืนแนวสุดท้ายเป็น 5 คน
ฟาร์เคอเปลี่ยนจริง แต่การยืน 5 คนเพื่อหวังจะปิดช่องการเล่นทั้ง 5 ช่องของสนาม กลับสร้างปัญหาใหม่จากการคิดแต่จะคุมพื้นที่กันมากเกินไป แต่สุดท้ายก็ยังมีช่องอยู่ดี
ส่วนตัวผมเลยรู้สึกว่า โครงสร้างการยืนตอนไม่มีบอลแบบ 541 ที่ใช้อยู่ตอนนี้มันยังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ แต่นี่ก็ไม่ใช่เวลาที่จะมาเปลี่ยนกันอีกรอบ เพราะเราเปลี่ยนมาหลายครั้งแล้วในฤดูกาลนี้ ต้องแก้ไขปรับจูนกันเอาในเกมที่เหลือให้ได้ หรืออีกวิธีก็คือเลิกใช้มันไปเลยแล้วกลับไปเล่นไอเพรสเต็มระบบเหมือนเดิม ที่เคยเล่นในแชมเปี้ยนชิป แต่นั่นก็จะเกิดความเสี่ยงใหม่อีกเช่นกัน คือถ้าไล่สูงกันหมดแล้วไล่ไม่จน หลังก็จะยิ่งมีช่องว่างเยอะขึ้น ซึ่งผมว่าในช่วงเวลาที่เหลืออีก 6 เกมนี้ ฟาร์เคอคงไม่เสี่ยงใช้ไฮเพรสทุกเกมแน่นอน
โหวตเป็นกระทู้แนะนำ