อย่ารอให้คำว่า “สบายดีไม๊” เป็นคำถามที่บั่นทอนท่านนะครับ
สวัสดีฮะ พอดีครอบครัวผมเพิ่งผ่านเรื่องราวบางอย่างมาเลยอยากจะแชร์ประสบการณ์ให้หลายๆท่านในนี้
ภรรยาผมเพิ่งหายจาก “มะเร็ง” ครับ
มันเป็นจุดหักเหครั้งใหญ่ครั้งนึงในชีวิตครอบครัวผมเลย จากสาวนักวิ่งที่วิ่งเพซ4 ติดโพเดี้ยมตลอด ออกกำลังกายหนัก
สู่ผู้ป่วยมะเร็งแบบไม่มีอาการอะไรมาก่อน จนหลายๆครั้งระหว่างรักษาตัว เวลาเจอคนที่รู้จักข้างนอก
หลายคนก็จะมีคำถามติดปากว่า “สบายดีไม๊”
ใช่ครับ สำหรับคนป่วย คำนี้แม่งตอบโคตรยากเลย เราอยากจะแกล้งทำเป็นปกติ ทั้งที่ร่างกายมัน ไม่ปกติ
อยากตอบว่า สบายดี ไม่เป็นไร แต่สภาพมันไม่ใช่ มันเลยกลายเป็นคำถามที่อึดอัดที่จะตอบครับ
จุดเริ่มต้น
Spoil
เริ่มเรื่องจากเมื่อเกือบ 2ปีก่อน ผมก็นอนลูกท้องภรรยาปกติทุกคืนก่อนนอน
จนไปเจอก้อนเล็กๆก่อนนึงขนาดประมาณขนมครก เลยคิดในใจว่า เนื้องอกหรอ
ถามเค้า เค้าก็บอกมันไม่เจ็บไม่ปวด ไม่มีอาการอะไร จนปล่อยมันผ่านเลยมาจนปีที่แล้ว
ที่รู้สึกว่า ก้อนมันเริ่มใหญ่ขึ้น แต่เค้าก็ยังไม่มีอาการอะไรเลย
ผมเลยคิดว่าจะให้เค้าไปหาหมอแล้วเอาออก ผมก็หาข้อมูลโรงพยาบาล ข้อมูลหมอสูติ ที่เก่งๆ
จนมาเจอท่านนึง โปรไฟล์ห้อยท้ายว่า เฉพาะทาง มะเร็งนรีเวช เลยคิดว่า คนนี้ละกันว่า เผื่อเคสร้ายแรงที่สุด
จนได้พบหมอ ตรวจภายใน ตอนนั้นเดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว มีเนื้องอก 2ก้อน 8cm กับ 3cm คุณหมอให้ยาคุมมากินเพื่อดูการตอบสนองของก้อนก่อน
แต่…. มันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆครับ และมีประจำเดือนมามากกว่าปกติขนาดว่าวันนึงใช้ผ้าอนามัยแบบกลางคืนวันละ4แผ่น
จนเดือนก.ย.คุณหมอขอตรวจชิ้นเนื้อ และรอผล2อาทิตย์
แต่ยังไม่ถึงวันนัดเลยครับ โรงพยาบาลโทรด่วนมาว่า คนไข้มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็ง
ขอให้เข้ามา Leep คือการตัดปากมดลูกมาตรวจด้วยห่วงไฟฟ้าพรุ่งนี้เลย เพื่อเช็คว่าเป็นระยะไหนแล้ว
นั่นแหละครับ วันนั้นผมกับแฟนอาการเหมือนโดนฟาดหน้าแรงๆด้วยท่อนไม้ใหญ่ ๆ ตัวชามือไม้สั้น น้ำตาไหลออกมาเอง
ทุกความกลัว ทุกความกังวลถาโถมเข้ามาหมดเลย ทั้งๆที่กำหนดการเดิมคือการผ่าเนื้องอกแบบส่องกล้อง ก็จบ
วันที่ทราบผลคือวันก่อนวันเกิดเค้าเพียง3วัน มันเลยกลายเป็นวันเกิดที่โคตรทุกข์ที่สุด ในชีวิตเค้าเลย
กำหนดการเดิมที่ต้องผ่าคือ 6 ต.ค. ครับ แต่ต้องเลื่อนออกไปอีก 8week หลังจากleep จนได้ผ่าช่วงปลาย พ.ย.
สิ่งที่เอาออกมาคือ เนื้องอกขนาด 17cm ที่มาจากก้อน 3+8cm ตั้งแต่แรก / ถุงน้ำอีก 10 cm / มดลูก / ปากมดลูกอีก2 cm / ต่อมน้ำเหลืองข้างอุ้งเชิงกราน โดยผ่าแบบเปิดหน้าท้องแนวตั้ง
นอนร.พ.อีก9คืน เพราะต้องใส่ถุงฉี่ และรอผลตรวจต่อมน้ำเหลืองที่เลาะออกไป
ด้วยความที่เค้าค่อนข้างแข็งแรง ผ่าได้2วันก็ลุกเดินรอบวอร์ดได้ วันละ3รอบหลังอาหาร
จนกลับมาบ้าน พอถึงวันฟังผลได้ข้อสรุปว่า เชื้อปะปนอยู่ในต่อมน้ำเหลือที่เลาะออก ทำให้ยังไม่จบกระบวนการรักษา
ต้องให้คีโมอีก 8เข็ม / ฉายแสง 25 แสง และฝังแร่อีก2ครั้ง
การรักษา
Spoil
ตรงนี้แหละครับ จุดเริ่มต้นนรกบนดิน ก่อนนี้ผมเคยได้ยินมาเยอะนะ ว่าผู้ป่วยหลายๆคน ทนรับการรักษาไม่ไหว ขอให้หยุดการรักษา ขอกลับไปตายที่บ้าน
ทั้งคีโมและฉายแสง มันมีผลกับร่างกายเยอะมาก
คีโม >> สูตรที่แฟนผมได้คือ Cisplatin ตัวนี้ไม่ทำให้ผมร่วงครับ แต่มีผลกระทบกับไตมาก
และแฟนผมน้ำหนักน้อย แค่42kg จึงต้องผสมน้ำเกลือเพื่อเจือจางเยอะ และให้ยาขับปัสสาวะเพิ่มเพื่อให้ร่างกายรีบขับยาออก เวลาให้จึงใช้เวลาแต่ละครั้งเกินครึ่งวัน เริ่มให้ 9โมงกลับบ้าน2ทุ่มกว่าตลอด
ผลข้างเคียงคือ ไม่อยากกินอะไรเลย อะไรที่เคยชอบกินก็ไม่อยากกิน ช่วงเข็ม7-8 ร่างกายยิ่งทรุดหนัก เพราะคีโมทำลายเม็ดเลือดขาวไปเยอะ จนค่าเหลือ 2.5 จากที่ควรมากกว่า 4.4 ทำให้ร่างกายป่วยง่าย ออกไปไหนไม่ได้ เพราะร่างกายตอนนั้นเสมือนคนไร้ภูมิคุ้มกัน แถมซีดเหลืองไปหมดทั้งตัว
ฉายแสง >> ไอ้การนอนเฉยๆให้เครื่องหมุนรอบจุด 15นาที ต่อวันติดต่อกัน จันทร์-ศุกร์ นาน5สัปดาห์
มันดูเหมือนไม่น่าจะมีผลกระทบอะไรใช่ไม๊ครับ
แต่มันเยอะมากครับ เนื่องจากเค้าเป็นบริเวณปากมดลูก บริเวณใกล้เคียงที่ต้องโดนแสงด้วยคือ ลำไส้+กระเพาะปัสสาววะ
ผมที่ตามมาคือ ท้องเสีย ถ่ายเหลว และฉี่แสบขัด ทุกคืนไม่เคยได้นอนเต็มตื่น เพราะต้องลุกมาฉี่เองทุก2ช.ม. แต่พอฉี่ก็เหมือนไม่สุด จนจบการรักษาก็ยังเป็นแบบนี้อยู่เกือบ2อาทิตย์
ฝังแร่กัมมันตรังสี >> อันนี้มันคือการฉายแสงจากภายในแหละครับ คือการสอดท่อที่มีกัมมันตรังสีเข้มข้น เข้าไปใกล้จุดกำเนิดโรค เพื่อให้เซลล์ตาย
ปัจจุบัน หลังผ่านการรักษาหนักหน่วงกินเวลาเกือบ3เดือน
จนเค้าท้อขนาดบอกว่า ถ้าเป็นอีกไม่รักษาแล้วนะ ปล่อยให้เค้าตายเลย
ตอนนี้ ถึงจะยังใช้คำว่าหายขาดทางการแพทย์ไม่ได้ เพราะยังต้องติดตามโรคต่ออีก2ปี แต่ที่หมอบอกก็ถือว่าเค้าหายแล้วครับ ปัจจุบันเริ่มกลับมาเวทได้เกิน1.ช.ม.
กลับมาวิ่งเพซ5.30ได้ สภาพร่างกายเกือบปกติแล้ว แต่แค่เหนื่อยง่ายกว่าเมื่อก่อน น่าจะเพราะหยุดไปนาน
อยากให้ประสบการณ์ผมครอบครัวผม ช่วยเตือนเพื่อนๆสมาชิก SS ให้สังเกตอาการตัวเองและคนรอบข้างบ้างนะครับ
ถ้ามีอะไรผิดปกติกับร่างกายรีบไปหาหมอเถอะครับ อย่างปล่อยให้มันผ่านไปนานแบบบ้านผม
ถ้าเจอเร็วมันยังมีโอกาสหาย หลายๆคนที่เป็นโรคนี้ แทบไม่มีโอกาสให้ได้กลับมา
บางคนละเลย จนมาเจอระยะลุกลามแล้ว หลายๆคนก็จากไปในระหว่างการรักษา
หรือถ้าใครมีญาติหรือคนใกล้ตัวเป็นอยู่ ให้กำลังใจเค้าเยอะๆนะครับ โรคนี้มันแพ้ความสุข/กำลังใจ
อย่าไปเชื่อข้อมูลจากเน็ตมากไปว่าห้ามกินนู่นห้ามกินนี่ คุณหมอที่รักษาแฟนผมบอกว่า กินไปเถอะ อยากกินอะไรก็กินไป
กินได้ให้ร่างกายมีพลังมีสารอาหาร ดีกว่าห้ามนู่นห้ามนี่จนเหลือแต่สิ่งที่คนไข้ไม่อยากกิน แล้วร่างกายจะเอาอะไรมาสู้กับยา
แฟนผมโชคดีที่คนซัพพอร์ตเยอะ ที่ทำงานเข้าใจ เพราะต้องออกงานเร็วเพื่อไปฉายแสงทุกวัน
กลุ่มวิ่งก็ไปเยี่ยม ไปนั่งคุยเป็นเพื่อนตลอดตั้งแต่ตอนผ่ายันคีโม
ครอบครัวผมและครอบครับเค้าก็สนับสนุนตลอด จนเค้าผ่านมาได้
ส่วนคนดูแลก็ต้องสู้ให้มากที่สุดแหละครับ เพราะท่านก็คือฟูกผืนสุดท้ายที่คอยรับเค้าตอนล้ม
ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ เพราะแม่งยาวมาก
ขอให้ทุกท่านและครอบครัวมีสุขภาพที่ดีครับ เพราะสำหรับผม นี่แหละคือสุขที่สุดแล้วครับ