ไม่บอกลูก - ครูหญิงเกษียณ83ปี ทยอยส่งเงิน-ทรัพย์สินให้มิจ ตลอด3ปี=หมดตัว
คุณเอมลูกสาวของผู้เสียหาย เปิดเผยว่า
-เมื่อต้นปี 66 มิจฉาชีพได้โทรศัพท์มาหาคุณแม่อ้างว่า “คุณคือผู้โชคดี ได้กองทุนทองคําสะสม แต่อย่าบอกคนอื่นนะ” ทําให้แม่หลงเชื่อและไม่เคยบอกลูกหลานเลย หลังจากนั้นคุณ
แม่ได้มีการทยอยถอนเงินสดไปให้มิจฉาชีพกับมือแบบเจอตัวทุกครั้ง
-ต่อมาปี 67
เงินเก็บแม่คงเริ่มจะหมดแล้ว มิจฉาชีพจึงถามหาของมีค่าอื่นๆ อ้างว่านําไปคํ้าประกันเพื่อให้มูลค่าของกองทุนทองเพิ่มขึ้นและจะคืนให้ทั้งหมด ทําให้ช่วงปี 67 คุณแม่เริ่มทยอยขนของมีค่าต่างๆ อาทิ ทองคํา เพชร นาฬิกา ปืนพกพร้อมทะเบียน พระบูชา พระเครื่องซึ่งเป็นพระเก่าที่เคยชนะรางวัลประกวดที่ประเมินมูงค่าไม่ได้ประมาณ 80 - 90 องค์ และแหวนแต่งงาน ไปให้กับมิจฉาชีพ
-ต่อมาปี 68 มิจฉาชีพได้ให้แม่นําบัตรเครดิตวงเงิน 108,000 บาท ไปเยาวราชเพื่อรูดบัตรซื้อทองคํา จํานวน 3 ครั้ง จนวงเงินเต็ม ซึ่ง
แม่ยอมรับว่าออกไปพร้อมกับมิจฉาชีพหลังซื้อทองเสร็จก็ให้มิจฉาชีพไปเลย
จากนั้นแม่บอกว่ามิจฉาชีพได้ขาดการติดต่อไปช่วงหนึ่ง และกลับมาช่วงปลายปี 68 เพราะ
แม่ได้ไปขอยืมเงินกับพี่ชายรวม 20 ครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 400,000 บาท และบอกไม่ให้พี่ชายมาบอกกับตนเองว่ายืมเงินอ้างไม่อยากให้ลูกเครียด
ตอนนั้นตนเองเริ่มเอะใจเพราะรู้สึก
แม่เหมือนคนไม่มีเงินทั้งที่ให้เงินใช้ทุกเดือนแต่ยังไม่ได้สอบถามอะไร จนกระทั่ง 20 กุมภาพันธ์ 2569 พี่ชายที่ให้ยืมเงินเริ่มรู้สึกแปลกและทักมาคุยกับตนเองว่าแม่มายืมเงิน จนทราบเรื่องและคิดว่าแม่น่าจะโดนมิจฉาชีพหลอก
สุดท้ายไปถามเรื่องราวกับแม่จนยอมเล่าว่าโดนมาตลอด 3 ปี แต่ที่ตกใจไปกว่านั้นคือเพิ่งมารู้ว่าแม่มีโทรศัพท์มือถืออีกเครื่องที่เอาไว้ใช้คุยกับมิจฉาชีพด้วย ตอนนี้สงสารเพราะแม่เริ่มร้องไห้และเริ่มรู้สึกว่าจะได้ของคืนไหมแต่ลึกๆแม่ยังหวังว่าจะได้คืนอยู่ หลังทราบเรื่องได้ไปแจ้งความที่ สน.บางขุนนนท์ ซึ่งทีแรกแม่เล่าไม่หมดทําให้ต้องแจ้งความหลายรอบ ล่าสุดทางตํารวจได้นัดให้ไปพบเพื่อเรียบเรียงใหม่ทั้งหมดในวันพุธที่จะถึงนี้
คุณเอม เล่าเพิ่มเติมว่า ครั้งสุดท้ายที่แม่เจอมิจฉาชีพคือเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา มิจฉาชีพได้นัดให้
แม่เอาเงินก้อนสุดท้าย 16,000 บาท และโทรศัพท์มือถือที่ใช้ติดต่อไปให้ภายในซอยบางขุนนนท์ 20 ซึ่งตนเองได้ไล่ดูกล้องวงจรปิดพบว่าเวลาประมาณ 06.12 แม่ได้เดินออกจากบ้านเพิ่อนําเงินและมือถือไปให้กับมิจฉาชีพก่อนจะเดินกลับมาที่บ้านเวลา 06.29 น. สอบถามแม่ทีแรกบอกว่าไปใส่บาตรจนสุดท้ายยอมรับว่านําเงินพร้อมโทรศัพท์มือถือไปให้มิจฉาชีพ ซึ่งแม่บอกว่าทางมิจฉาชีพบอกว่า “งวดนี้เป็นงวดสุดท้ายแล้วนะ รอเงินอย่างเดียว 31 มีนาคมนี้“ แต่สิ่งที่โกรธแม่มากตอนนั้นคือแม่คืนโทรศัพท์มือถือของคนร้ายไปด้วยทําให้หลักฐานและข้อมูลในโทรศัพท์หายไปทั้งหมด
อย่างไรก็ตามไม่ได้คาดหวังว่าจะได้เงินคืนแต่อยากให้จับแก๊งมิจฉาชีพเหล่านี้ได้และอยากเตือนภัยกับเป็นอุทาหรณ์ให้กับครอบครัวที่มีผู้สูงอายุเพราะเชื่อว่าน่าจะมีคนที่กําลังตกเป็นเหยื่ออีกจํานวนมากอย่างแน่นอน “นี้ถือเป็นภัยเงียบที่อันตรายเหมือนสิงจิต
มีโจรอยู่ในบ้านในคราบของญาติผู้ใหญ่นาน 3 ปี ยิ่งกว่าขโมยขึ้นบ้าน”
https://www.one31.net/news/detail/78557
เคสนี้เกมยาวจัดๆ พ่อแม่-ญาติผู้ใหญ่ จนถึงพี่น้องลูกหลานก็ตาม เราก็ต้องคอย สัง เก ตุ (สังเกต) พูดคุยอยู่เรื่อยๆ เพราะไม่ใช่แค่เงิน แต่ของในบ้านก็ปลิวหมด