[RE: คนไทยประเทศไทย จะผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ จงเชื่อในหลักเศรษฐกิจพอเพียงของ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ครับ]
Spoil
Dr.Panda500 พิมพ์ว่า:
bennikun พิมพ์ว่า:
Dr.Panda500 พิมพ์ว่า:
ผมมองอีกมุมนะ เพราะเรื่องนี้คนเอามาล้อ มาด่ากันประจำ ผมมองแค่หลักการพอเพียงเลย ว่าถ้าเราไม่ได้ฟุ่มเฟือย มีการอดออมให้เหมาะสม มันก็เป็นอะไรที่ดี แต่หลายๆเรื่องก็ต้องปรับแพทซ์นั่นแหละ จากออมธรรมดาก็อาจจะเป็นการต้องลงทุน หรือชาวบ้านก็เหมือนกัน ไม่ใช่เอาเงินมาทำเกษตรกันอย่างเดียว ผมว่าหลักการใจความมันก็ดีนะ คำว่าพอเพียง แต่ไม่ได้มีการนำมาต่อยอดอะไรเลย โหนกันอย่างเดียว
เอ...ถ้าหลักการพอเพียง หมายถึงการไม่ฟุ่มเฟือย ใช้มากกว่าหาได้ค่อยๆสะสม wealth เพื่อถือครอง asset ที่จะเลี้ยงเราได้ในอนาคต
งี้ผมว่าก็ไม่ต้องลงทุนนำเสนอแนวคิดด้วยงบประมาณ
มหาศาลก็ได้มั้งครับ เพราะมันจะขัดแย้งความพอเพียงในตัวของมันเอง
อีกอย่างถ้าทุกคนเอาแนวคิดนี้ไป apply ในทิศทางประเทศจริง ประเทศคงล้าหลังมากๆเลยล่ะครับ เพราะจะไม่มีการลงทุนที่มีความเสี่ยง แต่ในความเป็่นจริงคือกลุ่มทุนใหญ่กู้แหลกเพื่อลุงทุน ชนชั้นกลางเก็บเงินฝากธนาคารไปให้ชนชั้นนำกู้ดอกเบี้ยราคาถูก แต่ถ้าตัวเองจะกู้บ้างจะโดนดอกแพงกว่า
ผมคิดว่าแนวคิดนี้เป็นการบอกกับเราว่า พวกเอ็งน่ะอย่าทะเยอทะยานมาก ส่วนเงินน่ะพวกฉัน(ชั้นชนนำ)จะใช้มันเอง [/u]
ก็คงแบบคุณว่า ผมไม่ได้เป็นพวกหัวธุรกิจอะไร เลยตีความว่ามีเท่าไหร่ แบ่งสรรปันส่วน มีออม มีแบ่งมาใช้ คุ้นๆประมาณนี้นะตอนเรียนมัธยม ไม่ได้ไปลงลึกแนวคิดอะไร ก็อาจจะตีความผิดไปเอง
ผมคิดว่าคำว่าพอเพียงก็คือประมาณตน ใช้ไม่เกินตัว มันก็อาจจะเหมาะกับคนบางกลุ่ม ส่วนตัวก็เป็นคนใช้จ่ายประมาณตน เก็บออม ทำงานไปเรื่อยๆ ไมไได้มานั่งลงทุนไรเท่าไหร่(เริ่มมีบ้าง หาข้อมูลแล้วเลือกออมแบบความเสี่ยงต่ำ ลงทุน ลดหย่อนภาษี) บางคนอาจจะมองว่าไม่ทะเยอะทะยาน แต่ผมคิดว่าตัวเองเป็นคนมีความสุขกับของที่มี แต่ไม่ใช่ขี้เกียจแบบมีแค่ไหนแค่นั้น แต่ถ้าส่วนใหญ่ตีความแบบนั้นก็คงตามนั้นครับ ผมอาจจะตีความผิดไปเอง
ป่าวครับคุณไม่ได้เข้าใจผิด สมถะน่ะดีแล้ว ถึงรวยแล้วแต่ไม่ขยับความต้องการให้โตตามฐานะได้ก็เป็นเรื่องดี = คุณจะมี saving มากขึ้น
ซึ่งไม่ต่างกับที่ปู่ย่าตายายเราสอนนั่นแหละครับ ประหยัด, อดเปรี้ยวไว้กินหวาน
แต่ผมไม่ได้พูดถึงความพอเพียง(สมถะ) ในมุมของปัจเจกแบบปู่ย่าสอนหลาน แต่ผมหมายถึงความพอเพียงแบบที่กษัตริย์พระองค์ก่อน/รัฐ เอามาทำ campaign นำเสนอสังคมซึ่งเป้าหมายของเค้าไม่เหมือนของปู่ย่าเราครับ (ชนชั้นปกครองกำหนดค่านิยมทางสังคมให้ผู้ใต้ปกครอง)
คุณลองคิดดูว่าปีๆนึงงบประมาณที่ใช้ในการทำ campaign นี้กี่บาทแล้วทำต่อเนื่องหลายสิบปี ผลลัพธ์คืออะไร ถ้าไม่ได้ตามวัตถุประสงค์เจ้าของเงินคงไม่ลงทุนทำต่อ แสดงว่ามันได้
- เพื่อแก้จน << คนจนมากขึ้นมาเรื่อยๆ ถ้านี่คือวัตถุประสงค์ campaign นี้ต้องถูกยกเลิกไปนานแล้ว
- รักษาระยะห่างลำดับชั้นทางสังคม << การบอกให้เราไม่ทะเยอทะยาน มันก็แปลได้ว่าอย่าท้าทายคนข้างบนเหมือนกัน ถ้านี่คือวัตถุประสงค์ campaign นี้ถือว่าทำงานได้ดีเยี่ยม
>> ฝั่งคนฝาก: ถูกกล่อมด้วยวาทกรรม "พอเพียง/ออมเงิน" ทำให้เงินไหลไปกองในระบบธนาคารเป็นสภาพคล่อง (Liquidity) มหาศาล
>> ฝั่งทุนใหญ่: เมื่อมีสภาพคล่องในระบบเยอะ ดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับรายใหญ่จะถูกลง ทุนใหญ่กู้เงินเหล่านั้นไปซื้อ Asset (ที่ดิน, หุ้น, กิจการ)
ผลลัพธ์: ทุนใหญ่ใช้เงินของคุณไปสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเอง ในขณะที่คุณได้รับดอกเบี้ยที่ "แพ้เงินเฟ้อ" KPI ของ campaign นี้คือ "ความเชื่อง" ครับ ซึ่งมัน work อย่างเหลือเชื่อ