เจาะลึกวิกฤตสเปอร์ส จากผู้ท้าชิงแชมป์ สู่ทีมหนีตกชั้นใน 10 ปี
คงไม่มีใครเชื่อว่าทีมอย่าง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ กำลังต้องมาดิ้นรนเอาตัวรอดอยู่ท้ายตารางเป็นฤดูกาลที่สองติดต่อกัน เราได้เห็นภาพแฟนบอลเดินออกจากสนามในช่วงพักครึ่งหลังจากที่ คริสตัล พาเลซ บุกมานำ 3-1 ในนัดล่าสุด นั่นเป็นภาพที่หดหู่มากๆสำหรับแฟนไก่เดือยทอง
ทิศทางของสโมสรในปัจจุบันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับภาพจำของทุกคนเมื่อทศวรรษที่แล้ว ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2016 เมาริซิโอ โปเชตติโน่ นำทีม สเปอร์ส เปิดสนามไวท์ ฮาร์ท เลน พบ สวอนซี ซิตี้ สเปอร์ส ที่โดนนำไปก่อน เดินหน้าบุกแหลกจนแซงชนะในช่วง 13 นาทีสุดท้าย แฟนบอลฉลองชัยชนะกันอย่างบ้าคลั่ง โปเชตติโน่ต้องห้ามตัวเองไม่ให้กระโดดลงไปในกลุ่มคนดู
เสียงนกหวีดหมดเวลาดังขึ้น สเปอร์ส ไล่ตามจ่าฝูงอย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ เพียง 2 แต้ม แถม อลัน เคอร์ติส ผู้จัดการทีมชั่วคราวของ สวอนซี กล่าวหลังจบเกมว่าเขามั่นใจมากว่า สเปอร์ส จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก
แต่ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน ทิศทางของสโมสรหลังจากยุคนั้นคือการดิ่งลงสู่จุดต่ำสุด สโมสรสร้างความผิดพลาดหลายประการและปล่อยปละละเลยโอกาสสำคัญมากมาย เราจะมาเจาะลึกกันว่าสโมสรแห่งนี้ทำอะไรพลาดไปบ้างตลอดเส้นทาง 10 ปีที่ผ่านมา
1.การแช่แข็งขุมกำลังไว้แบบเดิม
ความล้มเหลวเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดคือการที่สโมสรไม่ยอมขายนักเตะเก่าเพื่อเปิดทางให้นักเตะใหม่ เมาริซิโอ โปเชตติโน่ สร้างทีมที่ยอดเยี่ยมขึ้นมาภายใต้งบประมาณจำกัด แต่วัฏจักรของทีมฟุตบอลทุกทีมย่อมมีวันสิ้นสุด ความกระหายและพลังงานของทีมจะคงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อสโมสรหมุนเวียนนักเตะหน้าใหม่เข้ามา
สโมสรขาย ไคล์ วอล์คเกอร์ ให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2017 แดเนียล เลวี่ ประธานสโมสร ต้องการรักษาสถานภาพของทีมเอาไว้ เขาไม่อยากให้ใครมองว่าสเปอร์สเป็นสโมสรที่เน้นขายนักเตะกิน ขณะที่ แดนนี่ โรส พลาดโอกาสย้ายไป เชลซี ในปี 2017 สโมสรยังเลือกเก็บ เดเล่ อัลลี่ ไว้กับทีมจนเขาสูญเสียความเฉียบคม โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ หลุดจากตำแหน่งตัวจริงและไม่ได้ย้ายทีม
ทีมงานเปรียบเทียบสถานการณ์นี้เหมือนกับการไม่ยอมเปลี่ยนน้ำในสระว่ายน้ำ โปรเจกต์ในสร้างทีมเริ่มหมดความสดใหม่เมื่อสโมสรเก็บนักเตะชุดเดิมไว้ด้วยกันนานเกินไป สิ่งนี้คือความเจ็บปวดที่จำเป็นสำหรับการผลักดันทีมให้ก้าวไปข้างหน้า
2.ช่องว่าง 18 เดือน การหยุดซื้อนักเตะที่ตามหลอกหลอนสโมสร
สเปอร์ส นำงบประมาณจำนวนมหาศาลไปลงทุนกับการสร้างสนามใหม่ พวกเขาซื้อ ลูคัส มูร่า จากปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในเดือนมกราคม 2018 ซึ่ง ลูคัส มูร่า เป็นคนสำคัญที่พาทีมเข้าชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีก แต่สโมสรกลับหยุดการเสริมทัพไปอย่างสิ้นเชิงจนถึงซัมเมอร์ปี 2019
สเปอร์ส พยายามเซ็นสัญญากับ แจ็ค กรีลิช ในช่วงซัมเมอร์ปี 2018 เลวี่เริ่มต้นการเจรจาด้วยข้อเสนอเพียง 3 ล้านปอนด์พร้อมกับมอบ จอช โอโนมาห์ กองกลางดาวรุ่งให้พิจารณา อย่างไรก็ตามกลุ่มทุนใหม่เข้ามาเทคโอเวอร์ แอสตัน วิลล่า พร้อมกับประกาศชัดเจนว่าจะเก็บกรีลิชไว้ใช้งาน สเปอร์ส จบตลาดซื้อขายรอบนั้นโดยไม่ได้นักเตะใหม่เลย
ช่องว่าง 18 เดือนที่สโมสรไม่ยอมเสริมนักเตะส่งผลร้ายแรงตามมา สโมสรปล่อยให้ทุกคนในทีมต้องเล่นแบบวิ่งตามหลังคู่แข่งตลอดเวลา พวกเขาขาดแคลนนักเตะที่ก้าวขึ้นมาสู่ช่วงพีคของอาชีพในช่วงกลางทศวรรษ 2020 ปัญหานี้ตามหลอกหลอนสโมสรมาจนถึงปัจจุบัน
3.การมอบอำนาจเด็ดขาดให้ ฟาบิโอ ปาราติชี่
สโมสรเริ่มต้นค้นหาตัวตนอีกครั้งในช่วงฤดูร้อนปี 2021 เลวี่ตัดสินใจจ้าง ฟาบิโอ ปาราติชี่ อดีตผู้บริหารยูเวนตุส เข้ามาทำงาน เลวี่หวังให้ปาราติชี่นำมาตรฐานระดับยูเวนตุสเข้ามาสู่สโมสร เลวี่มอบอำนาจให้ปาราติชี่จัดการเรื่องฟุตบอลมากกว่าผู้บริหารคนอื่นๆในอดีต เลวี่สนับสนุนการทำงานของเขาอย่างต่อเนื่อง แถมเลวี่ยังจ้างเขาทำงานในฐานะที่ปรึกษาต่อไปหลังจาก ปาราติชี่ ลาออกในปี 2023 เนื่องจากรับโทษแบนจากวงการฟุตบอล
เครือข่ายของ ปาราติชี่ ช่วยให้สโมสรดึงนักเตะฝีเท้าดีอย่าง คริสเตียน โรเมโร่ จากอตาลันต้า และ เดยัน คูลูเซฟสกี้ จากยูเวนตุส มาร่วมทีม แต่ในทางกลับกันสโมสรเซ็นสัญญากับนักเตะที่ทำผลงานน่าผิดหวังอีกหลายคนตามมา สเปอร์สเต็มไปด้วยผู้เล่นที่ไม่สามารถพึ่งพาได้และขาดความสม่ำเสมอ การมอบอำนาจให้คนเพียงคนเดียวดูแลทุกอย่างเป็นเวลานานทำให้ สเปอร์ส สูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน เสียเปรียบทีมคู่แข่งที่มีแนวทางการทำงานก้าวหน้าและมีวิสัยทัศน์ชัดเจนกว่า
4.สิ้นสุดยุค เคน-ซน โดยปราศจากแผนรับมือ
แฮร์รี่ เคน และ ซน ฮึง-มิน คือผู้เล่นระดับโลกที่เป็นหัวใจหลักของทีมตลอด 10 ปีที่ผ่านมา พวกเขามีส่วนสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จในยุคของ โปเชตติโน่
ยุคทองของ เคน และ ซน เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด สโมสรปล่อย เคน ไปร่วมทีมบาเยิร์น มิวนิค ในปี 2023 สโมสรปล่อย ซน ไปอยู่กับแอลเอเอฟซี ในเมเจอร์ลีกซอกเกอร์ ในปี 2025 พวกเขาจำเป็นต้องใช้เงินหลายร้อยล้านปอนด์เพื่อหานักเตะระดับเดียวกันมาแทนที่ แต่ทีมดันไม่มีแผนการรองรับการจากไปของนักเตะทั้งสองคน พวกเขาไม่ได้สร้างดาวรุ่งรุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทน และสโมสรก็ไม่ได้ศึกษาตลาดเพื่อหานักเตะชื่อดังคนต่อไปเข้ามาร่วมทีม
เคนและซนคือสายเลือดแห่งความยิ่งใหญ่สองคนสุดท้าย และตอนนี้ก็ไม่มีใครก้าวขึ้นมาสานต่อตำนานของ แกเร็ธ เบล, ลูก้า โมดริช, เคน และ ซน ได้อีกเลย
5.เปลี่ยนสไตล์ตลอด การทำทีมที่ไร้ทิศทาง
สโมสรขาดรูปแบบการเล่นที่ชัดเจนตั้งแต่ โปเชตติโน่ อำลาทีม สเปอร์สกระโดดจากแนวคิดหนึ่งไปสู่อีกแนวคิดหนึ่งอย่างต่อเนื่อง เลวี่อธิบายถึงดีเอ็นเอของท็อตแน่มในปี 2021 ว่าเป็นฟุตบอลเกมรุกที่ไหลลื่นและน่าตื่นเต้น เดือนต่อมาเลวี่และปาราติชี่แต่งตั้ง นูโน่ เอสปิริโต ซานโต เข้ามาคุมทีม สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความสับสนในแนวทางการบริหารอย่างชัดเจน
สโมสรแต่งตั้ง อันโตนิโอ คอนเต้ เข้ามาแทนที่นูโน่ แต่ก็ไม่ได้สนับสนุนนักเตะตามที่ คอนเต้ ต้องการเพื่อลุ้นแชมป์ สโมสรเปลี่ยนทิศทางไปจ้าง อังเก้ ปอสเตโคกลู เพื่อเล่นฟุตบอลเกมรุกแบบเน้นการครองบอล เลวี่กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่าทีมสเปอร์สของเรากลับมาแล้ว ทีมสร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญด้วยการคว้าแชมป์ยูโรป้าลีกเมื่อปีที่แล้ว อังเก้ มอบช่วงเวลาที่ดีที่สุดให้กับสโมสร แฟนบอลหลายแสนคนออกมาร่วมขบวนพาเหรดฉลองชัยชนะ
แต่สโมสรเลือกที่จะปลด ปอสเตโคกลู ออกจากตำแหน่ง เลวี่เปลี่ยนทิศทางอีกครั้งด้วยการแต่งตั้ง โธมัส แฟรงก์ ที่เน้นการเล่นฟุตบอลแบบหวังผลและมีประสิทธิภาพจากลูกตั้งเตะ ซึ่งมีแนวทางฟุตบอลตรงกันข้ามกับ ปอสเตโคกลู อย่างสิ้นเชิง แฟรงก์เผชิญปัญหาในการรักษาสมดุลระหว่างการเล่นฟุตบอลยุโรปและฟุตบอลในประเทศ ก่อนที่จะปลดอีกครั้ง
6.โครงสร้างค่าเหนื่อย ความภาคภูมิใจในอดีตที่กลายเป็นตัวถ่วง
ผลงานในตารางคะแนนมีความสอดคล้องกับค่าเหนื่อยที่สโมสรจ่ายให้นักเตะ สเปอร์สไม่สามารถจ่ายค่าเหนื่อยแข่งขันกับทีมคู่แข่งในกลุ่มผู้นำได้ สโมสรเคยจ่ายค่าเหนื่อยในระดับเดียวกับ อาร์เซน่อล ในช่วงต้นทศวรรษ รายงานของยูฟ่าประจำสัปดาห์นี้ระบุว่า อาร์เซน่อล จ่ายค่าเหนื่อยมากกว่า สเปอร์ส ถึง 95 ล้านยูโรในฤดูกาลที่ผ่านมา เชลซี จ่ายมากกว่า 121 ล้านยูโร ลิเวอร์พูล จ่ายมากกว่า 191 ล้านยูโร คู่แข่งที่แท้จริงของสเปอร์สในเรื่องค่าเหนื่อยคือแอสตัน วิลล่า และนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด สองทีมนี้ทำผลงานแซงหน้าสเปอร์สขึ้นไปแล้ว
โครงสร้างค่าเหนื่อยของสเปอร์สเคยเป็นจุดแข็งในการสร้างความมั่นคงทางการเงินและควบคุมนักเตะ สัดส่วนค่าเหนื่อยต่อรายได้ของทีมในปีที่แล้วอยู่ที่ 42 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่าสโมสรไม่ยอมทุ่มเงินเพื่อสร้างความสำเร็จ แฟนบอลมองเรื่องนี้เป็นจุดอ่อนสำคัญของสโมสร ถึงขนาดที่ อังเก้ ปอสเตโคกลู พูดย้ำถึงปัญหานี้อย่างต่อเนื่องผ่านรายการพอดแคสต์ Stick to Football ในเดือนนี้
สเปอร์ส ในวันนี้ตกต่ำลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่พวกเขายืนอยู่บนจุดสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และการตกชั้นจะสร้างความเสียหายมหาศาล สโมสรเสี่ยงสูญเสียรายได้ 261 ล้านปอนด์
รายได้จากการขายตั๋วเข้าชม ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด และสปอนเซอร์จะลดลงอย่างหนัก นักเตะจะโดนลดค่าเหนื่อยลง 50 เปอร์เซ็นต์ตามเงื่อนไข ในขณะที่ต้นทุนการดำเนินงานอื่นๆ อย่างค่าไฟและค่าบำรุงรักษาสนามยังคงสูงเท่าเดิม สเปอร์สต้องจ่ายเงินเดือนพนักงาน 877 คนต่อไป การตกชั้นจะเปลี่ยนสเปอร์สให้กลายเป็นทีมที่ต้องใช้เวลาฟื้นฟูโครงสร้างการเงินไปอีกหลายปี เพราะฉะนั้นพวกเขาต้องดิ้นรนอย่างถึงที่สุดเพื่อไม่ให้หายนะนี้เกิดขึ้น มารอดูกันว่า 9 นัดสุดท้าย สเปอร์ส จะเอาตัวรอดได้หรือไม่?
บทความโดย บก.โบบัน
เครดิต ขอบสนาม
--------------
"แกเร็ธ เบล" มองเรื่อง "เงิน" คือปัจจัยที่ทำให้ สเปอร์ส ยังไปไม่สุดในแง่ความสำเร็จ
แกเร็ธ เบล อดีตนักเตะทีมชาติเวลส์ ได้ไปออกรายการพอดคาสต์ Stick to Football ในช่อง The Overlap ออนแอร์เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2026 โดยในรายการเขาได้พูดถึงหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ทีมที่เขาเคยลงเล่นสมัยค้าแข้งอยู่ใน พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ
ช่วงหนึ่งของรายการ แกเร็ธ เบล ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการลงทุนของ สเปอร์ส ที่เขามองว่าชอบลงเม็ดเงินไปกับนักเตะดาวรุ่ง เพื่อหวังให้ดาวรุ่งโตขึ้นมามีมูลค่า มากกว่าจะทุ่มเงินเพื่อคว้าตัวนักเตะที่มีความสามารถและประสบการณ์ พร้อมใช้งานมาร่วมทีม
รวมถึงเรื่องค่าเหนื่อยนักเตะ ที่ สเปอร์ส ยังมีเพดานค่าเหนื่อยต่ำกว่าหลายทีมที่อยู่ในระดับท็อป ซึ่งเรื่องแบบนี้มันอาจจะไม่เหมาะสำหรับ สเปอร์ส ที่ยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นสโมสรที่มีความมั่นคง และพร้อมที่จะก้าวสู่ความสำเร็จแล้ว
"ผมว่ามันเป็นเรื่องของ เงิน ลองดูที่ค่าเหนื่อยนักเตะ (สเปอร์ส) สิ รวม ๆ แล้วยังต่ำกว่าหลาย ๆ ทีมที่มีความทะเยอทะยาน ผมว่ามันมีเหตุผลของมันนะ ก็เพื่อทำให้คุณดึงดูดนักเตะบิ๊กเนมเข้ามาได้"แกเร็ธ เบล กล่าว
"นอกจากนี้ พวกเขาชอบซื้อนักเตะดาวรุ่ง และหวังว่าดาวรุ่งเหล่านี้จะโตขึ้นมามีมูลค่า ก็เหมือนกับตอนที่ผมย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่แหละ ซึ่งมันใช้ได้ผลในอดีต แต่ตอนนี้ สเปอร์ส เติบโตขึ้นมาก ผมไม่รู้เรื่องสถานะทางการเงินของพวกเขาหรอกนะ แต่ปัญหาใหญ่ที่สุด คือการที่พวกเขาไม่ยอมซื้อนักเตะที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้ว"
แกเร็ธ เบล ได้ชื่นชม สเปอร์ส ที่สามารถยกระดับโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ของสโมสรให้มีความใหม่และมีคุณภาพสูงขึ้น ทั้งสนามเหย้า สนามซ้อม รวมถึงฐานแฟนบอล แต่ก็อยากให้ทีมกล้าเสี่ยงกับการลงทุนเพื่อเสริมทัพนักเตะ ให้มากกว่านี้
"มีสิ่งที่พวกเขา (สเปอร์ส) ทำได้น่าประทับใจมาก ทั้งสนามแข่งและสนามซ้อมที่มีความใหม่ ฐานแฟนบอลของพวกเขาซึ่งจริง ๆ แล้วใหญ่กว่าที่หลายคนคิด พวกเขาต้องดึงนักเตะบิ๊กเนมมาให้ได้มากกว่านี้ ต้องยอมลงทุนให้มากขึ้น สิ่งที่พวกเขาต้องทำเพิ่มขึ้นมาก็คือ กล้าเสี่ยงให้มากขึ้นอีกนิด ผมว่าทีมอื่น ๆ กล้าที่จะรับความเสี่ยงทางการเงินมากกว่าพวกเขา"
เครดิต Main Stand