ไว้คราวหน้า X
ไว้คราวหน้า X
ไม่ต้องแสดงข้อความนี้อีกเลย
ไปหน้าที่ 1
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
ฝากรูป
ผู้ตั้ง
ข้อความ
ออฟไลน์
นักเตะอบต.
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 03 Sep 2018
ตอบ: 1979
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Wed Feb 11, 2026 21:45
สมเกียรติ มีธรรม ถึงพรรคส้ม
เพียงสายลมพัดผ่านเพื่อเดินทางต่อไปของพรรคประชาชน
ผลการเลือกตั้งออกมาอย่างไม่เป็นทางการ ต้องบอกว่าพลิกโผล่เกินคาดที่พรรคภูมิใจไทยชนะขาด ทิ้งห่างพรรคประชาชนและเพื่อไทย ส่วนพรรคกล้าทำก็ผงาดขึ้นตามมาอันดับสี่ ไม่ว่าชัยชนะครั้งนี้จะเป็นอย่างไร เป็นชัยชนะบนความพ่ายแพ้ของความโปร่งใสและยุติธรรมหรือไม่ พรรคประชาชนต้องหันมาทบทวนบทเรียนได้แล้ว
ในการทบทวนบทเรียนนั้น แบ่งออกเป็น 6 ระดับคือ
1.ระดับกรรมการบริหารพรรคฯ
2.ระดับส.ส.
3.ระดับผู้ประสานงานภาคและจังหวัด
4.ระดับตัวแทนประจำอำเภอ
5. ระดับเครือข่ายและแนวร่วม
6. สมาชิกและโหวตเตอร์
ถามว่าที่ผ่านมาพรรคฯมีช่องทางรับฟังข้อคิดเห็นนี้ไหม...? ต้องตอบว่ามีอยู่บ้าง โดยผ่านแบบฟอร์มออนไลน์ในการลงทะเบียนที่เกี่ยวข้องกับพรรคฯ ซึ่งก็มักมีคำถามให้เสนอแนะแทรกอยู่บ้าง หรือไม่ก็จากการพูดคุยส่งผ่านผู้ประสานงานภาค
หากแต่ข้อเสนอเหล่านั้นเหมือนลมพัดผ่าน และยิ่งคนที่เคยร่วมงานในพรรคออกมาพูด ออกมาเขียน เสนอแนะ สะกิด แต่พรรคกลับมีข้อแก้ตัวหล่อๆเสมอ ยิ่งด้อมส้มซึ่งไม่ได้อยู่วงในด้วยแล้ว ลุมกระทืบ ด้อยค่าต่างๆนานากับคนที่ออกมาโพสต์ออกมาพูดสิ่งที่เกิดขั้นในพรรค ก็เท่ากับว่าผลักมิตรไปเป็นศัตรู
แต่อย่างไรเสีย วันนี้มาถึงจุดที่พรรคต้องฟังด้วยหัวใจจากกลุ่มต่างๆให้มากกว่าเดิม และนำไปปรับปรุงแก้ไข ไม่ใช้ฟังเหมือนลมพัดผ่าน ที่สุดก็อาจทำให้เขาและเธอเหล่านั้นรู้สึกว่าสุดมือแล้วปล่อยวาง หันหลังเดินจากไป
สิ่งที่พรรคประชาชนต้องปรับปรุงมีมากมายหลายเรื่อง เห็นตามสื่อต่างๆ บางคนเสนอแนวทางสายแข็งเหมือนสมัยอนาคตใหม่ ไม่ประนีประนอม บางคนเสนอให้ลดประดิษฐ์วาทะกรรม หันมาสร้างเครือข่ายในพื้นที่ให้เข้มแข็ง ฯ ในที่นี่มีข้อเสนอแบบลมพัดผ่านมาให้พรรค 2 ประเด็นใหญ่ๆดังนี้
1.กระบวนการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกระดับ ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่และยากที่พรรคถูกตั้งคำถามเสมอ ในที่นี่ขอแยกออกเป็น 3 ระดับ
1.1 ระดับเทศบาลและอบต. พรรคควรหลีกเลี่ยงส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเทศบาลและนายกอบต. (เว้นแต่เขา เดินเข้ามาขอเอง) เนื่องจากผู้สมัครนายกฯบางคนต้องการลงอิสระ บางคนมีความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์กับนักการเมืองเก่าแนบแน่น ถ้าเราไม่ชนะก็จะทำให้ส.ส.พรรคฯในเขตนั้นทำงานกับเทศบาล/อบต.ยากขึ้น ขณะที่ผู้สมัครฯนายกอิสระก็รู้สึกว่าพรรคส่งคนมาแข่งกับตน อาจส่งผลกระทบการทำงานของส.ส.เขตได้อีกเช่นกัน ยิ่งส.ส.เขตไม่ได้อุปถัมภ์เหมือนกับส.ส.พรรคอื่นด้วยแล้ว สร้างปัญหาให้กับส.ส.เขตมากกว่าเป็นผลดี และที่สำคัญเลือกตั้งเทศบาล/อบต. ชาวบ้านให้ความสำคัญกับตัวบุคคลมากกว่าพรรค หากนายกฯคนไหนทำงานไม่เข้าตาชาวบ้านก็จะตัดสินชะตากรรมเอง พรรคไม่ควรเข้าไปยุ่ง
1.2 ระดับอบจ./ส.อบจ.และเทศบาลนคร ในระดับนี้ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ไม่มีปัญหาเหมือนเทศบาล/อบต. แต่ต้องคัดกรองและวางตัวผู้สมัครฯตั้งแต่เนิ่นๆไม่น้อยกว่า 2 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตชนบทและกึ่งเมืองกึ่งชนบท เพื่อให้ผู้สมัครได้ทำพื้นที่ เป็นที่รู้จักของชาวบ้าน และที่สำคัญ กรณี ส.อบจ.ต้องเป็นคนที่มีภูมิลำเนาในเขตนั่นๆ ห้ามเอาคนนอกเขตพื้นที่เลือกตั้งมาลงรับสมัครเลือกตั้งเด็ดขาด ถ้าหากไม่มีคนก็ให้ปล่อยว่างไป เพราะเขตเลือกตั้งในชนบทและกึ่งเมืองกึ่งชนบทมีความเป็นท้องถิ่นนิยมสูงมาก ต่างไปจากในเขตเมือง ประชาชนยังมองที่ตัวบุคคลมากกว่าพรรค แต่ที่ยากสุดก็คือส.อบจ.ที่มีอุดมการณ์แท้จริง ทำหน้าที่ตามกฎหมายกำหนด ไม่ตกไปอยู่ในแก๊งกวนใคร ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ ไม่อาศัยกระแสพรรคให้ตนมีตำแหน่ง ดังนั้นจึงต้องคัดกรองและวางตัวผู้สมัครตั้งแต่เนิ่นๆ
1.3 ระดับส.ส.เขต กรรมการบริหารพรรคเป็นคนตัดสินใจบนฐานข้อมูลที่คณะสรรหาแต่ละจังหวัดส่งให้ ต้องเป็นไปตามกติกาที่พรรคกำหนดเคร่งครัด เช่น เป็นสมาชิกพรรค ต้องผ่านการอบรม 3 ครั้ง ไม่ใช่หย๋วนๆกันในตอนท้ายๆ พอไม่มีใครก็ทำลายกติกาที่สร้างมากับมือเสียเอง/ ส.ส.บัญชีรายชื่อก็เช่นกัน ต้องเป็นไปตามกติกาที่กำหนดไว้ ไม่ใช่คนใกล้ชิด ไม่ใช่คนมีดีกรี ไม่ใช่บ้านใหญ่ และไม่ใช่ส.ส.ที่ไม่มีบทบาทในสภาแต่ว่าเป็นคนใกล้ชิด ถ้าเราเชื่อมั่นในกระบวนการสรรหา ไม่ประนีประนอมที่จะขึ้นมาเป็นรัฐบาล ต้องการสร้างพรรคมวลชนจริง ต้องเดินตามกติกาตั้งแต่หลังเลือกตั้งใหญ่ผ่านไป และวางผู้สมัครไว้ตั้งแต่เนิ่นๆเช่นกัน เพื่อให้ว่าที่ผู้สมัครได้ลงพื้นที่และต้องมีตราพรรคติดตามตลอด
และที่พึงตราว่า ไม่ว่าผู้สมัครอบจ./ส.อบจ. และส.ส.ที่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง พรรคต้องรักษาสายสัมพันธ์เพื่อสร้างเครือข่ายไว้ ไม่ใช่“ตัดหางปล่อยวัด” บางคนมีความสามารถก็ต้องชวนเข้าไปช่วยในประเด็นที่เขาถนัด หรือประเมินศักยภาพและวางตัวเขาไว้เป็นผู้สมัครสมัยต่อไป บางคนแพ้ไม่กี่เปอร์เซ็น บางคนชาวบ้านก็ยังจำและรู้จักมากกว่าตอนเลือกตั้ง ทั้งยังเป็น FC เขาอยู่ก็มีไม่น้อย
ถ้าพรรคตัดหางปล่อยวัดหลังพ่ายแพ้เลือกตั้งไป ก็เท่ากับว่าเครือข่ายในพื้นที่นั่นๆหายตามไปด้วย กระทบกับผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใหม่ทันที ไม่สามารถหาเครือข่ายในพื้นที่ได้ เลือกตั้งทุกครั้งก็มาเริ่มใหม่ทุกครั้ง ชาวบ้านก็มีคำถามเดิมๆตามมาเช่นเคย ว่าผู้สมัครเป็นใคร...? ไม่รู้จัก...? ฯ กว่าผู้สมัครจะละลายคำถามนี้ได้ โดยเฉพาะในเขตเลือกตั้งชนบท-กึ่งเมืองกึ่งชนบทก็สายเกินไปแล้ว ความพ่ายแพ้ของผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกระดับ ส่วนหนึ่งมาจากที่พรรคตัดหางปล่อยวัดแล้วนับหนึ่งใหม่ทุกครั้งนี้แหละ ซึ่งวิธีนี้ใช้ได้กับในเขตเมืองเท่านั้น ชนบท-กึ่งเมืองกึ่งชนบทยังใช้ไม่ได้
2. เครือข่ายอ่อนแอ อันที่จริงพรรคจัดโครงสร้างไว้น่าสนใจไม่น้อย ถ้าไล่ลำดับจากโครงสร้างบริหารพรรคลงมา ก็จะมีโครงสร้างระดับจังหวัด มีผู้ประสานงานจังหวัด โครงสร้างระดับอำเภอ ก็จะมีตัวแทนประจำอำเภอ หรือที่เรียกย่อๆว่า ตทอ. ลงมาจนถึงระดับตำบล นอกจากนั้นยังมีปีกแรงงาน LGBTQ และปีกชาติพันธุ์ พรรคก็ให้อิสระในการทำงานเครือข่ายและให้โคต้าส.ส.ด้วย แต่ทำไมเครือข่ายไม่เข้มแข็ง
2.1 การจัดวางโครงสร้างข้างต้นของพรรคแตกต่างๆไปจากพรรคการเมืองอื่นที่เป็น“เครือข่ายอุปถัมภ์”ต้องใช้เงินและผลประโยชน์เป็นตัวสร้างหรือตัวขับเคลื่อนให้เกิดความ“ภักดี”จนสามารถทำในสิ่งที่เป็นสีเทาสีดำได้หมด
เมื่อพรรคฯไม่มีสิ่งเหล่านี้ คนที่เป็นผู้ประสานงานจังหวัด ตัวแทนประจำอำเภอ-ตำบล ทำด้วยอุดมการณ์ ทำด้วยความหวัง ทำด้วยจิตอาสา เดินทางมาประชุมจังหวัดที ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนใกล้ไกลแค่ไหน(ส่วนใหญ่)ก็ต้องจ่ายเอง พอเป็นแบบนี้บ่อยๆก็ชักไม่ไหว ไปบ้างไม่ไปบ้าง ทำให้คณะทำงานจังหวัดอ่อนแอลงไปโดยปริยาย ยิ่งผู้ประสานงานทุกระดับทำงานเครือข่ายไม่เป็นก็ยิ่งไปกันใหญ่
ดังนั้น ผู้ประสานงานจังหวัดหลายต่อหลายคนจึงมุ่งทำงาน(อีเว้นท์)ตามใบสั่งจากส่วนกลาง หรือตามที่ตนถนัด มากกว่าการบริหารองค์กรและการสร้างเครือข่าย ที่มีตัวตนทำงานได้อยู่ในโครงสร้างชัดเจน และมีแผนดำเนินงานที่มุ่งทำงานในเชิงรุก
2.2 ในระดับจังหวัดซึ่งเป็นแขนขาของพรรค ขาดนวัตกรรมในการสร้างเครือข่าย และขาดนวัตกรรมในการสร้างนวัตกรช่วยทำงานเครือข่าย หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ไม่มีกระบวนการสร้างเครือข่ายใหม่ๆที่ดึงความสนใจของผู้คน และไม่มีกระบวนการใหม่ๆสร้างคนมาช่วยทำงานเครือข่าย
ดังนั้น ในการจัดประชุม“สมาชิกสัมพันธ์”ที่พรรคจัดๆกันไป ไม่ได้ช่วยสร้างเครือข่ายให้ขยายออกไปได้เลย ยิ่งจัดยิ่ง“ช้ำ” เนื่องจาก 1)ไม่มีกระบวนการที่ดึงความสนใจสมาชิกที่มีร่วมประชุมชนได้ 2)กลุ่มที่เข้ามาร่วมก็กลุ่มเดิมๆไม่เปลี่ยน 3)ขาดคนนำกระบวนการที่ดี 4)ไม่มีประเด็นใหม่ๆท้าทายในการพูดคุยแลกเปลี่ยนที่ดึงความสนใจ และทำให้สมาชิกที่มาร่วมสนุกตามไปด้วยได้ ยิ่งทำไปยิ่งช้ำ
2.3) คณะทำงานจังหวัด ไม่ได้ทำงานประเด็นร้อนเชิงรุกรวมกับกลุ่มต่างๆ หรือชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงทางตรงและเชิงโครงสร้างในจังหวัดนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นปัญหาที่ดินทำกินอาศัย น้ำท่วมน้ำแล้งภัยพิบัติ ผลกระทบจากโครงการภาครัฐและเอกชน เรื่องปากเรื่องท้อง และอื่นๆ ที่แสดงถึงจุดยืนและเป็นที่พึ่งที่หวังของชาวบ้านได้
การสร้างเครือข่ายให้เข้มแข็งได้ด้วยการทำงานแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินและผลประโยชน์เป็นแรงจูงใจในระบบอุปถัมภ์ แต่เป็นการพัฒนาคนให้เติบโตภายในเพื่อเข้าไปรับใช้ประชาชน
2
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
โหวตเป็นกระทู้แนะนำ
ไปหน้าที่ 1
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
กรุณาระบุเหตุผลที่จะแจ้งความ
ผู้ต้องหา:
ข้อความ:
Submit
Cancel
กรุณาเลือก Forum และ ประเภทกระทู้
Forum:

ประเภท:
Submit
Cancel