ธนาธร "250 ขึ้นไป หรือ 30 ที่นั่งระหว่างที่ 2 เท่านั้น"
การเดินทางของอุดมการณ์และการตื่นรู้: สรุปเจาะลึกบทสนทนากับ "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ"
1. ประเมินบทบาทของคุณธนาธรในปัจจุบันที่เปลี่ยนผ่านสู่การเป็นผู้ช่วยหาเสียง ซึ่งเขาสะท้อนว่าเป็นภารกิจที่สร้างความสุขจากการได้สัมผัสชีวิตประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่จริงครับ หัวใจสำคัญของความเคลื่อนไหวในวันนี้คือการที่อำนาจไม่ได้ยึดโยงอยู่กับตัวบุคคลเพียงคนเดียวอีกต่อไป แต่ตั้งอยู่บนรากฐานของการ "ตื่นรู้" ของมวลชนที่มองเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างทะลุปรุโปร่งแล้วค่ะ ความกลัวของฝ่ายผู้มีอำนาจจึงไม่ใช่การกลัวตัวบุคคล แต่เป็นการหวาดกลัวต่อพลังของประชาชนที่ตื่นรู้และไม่ยินยอมที่จะกลับไปอยู่ภายใต้วงจรเดิมอีกต่อไป ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางทางอุดมการณ์ที่มั่นคงและไม่มีกลไกใดจะสามารถหยุดยั้งได้อีกแล้วครับ
2. วิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านผู้นำจากการยุบพรรคนำมาสู่ "พรรคประชาชน" ที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของบุคลากรคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดค่ะ โดยเฉพาะการเติบโตของคุณรังสิมันต์ โรม และความโดดเด่นของ "คุณเท้ง" ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำคนใหม่ที่ได้รับฉันทามติจากคนภายในพรรคอย่างเป็นเอกฉันท์ครับ การก้าวขึ้นมาของคุณเท้งไม่ใช่เพียงการสืบทอดตำแหน่ง แต่เป็นการพิสูจน์ฝีมือผ่านคุณภาพงานบริหารที่คนในพรรคให้ความไว้วางใจเพื่อแบกรับความฝันของประเทศท่ามกลางแรงเสียดทานและคำปรามาสจากรอบด้าน ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของพรรคที่ไม่ได้ผูกติดกับผู้นำเพียงคนเดียวอีกต่อไปค่ะ
3. สังเคราะห์ปรากฏการณ์การเลือกตั้งปี 2566 ที่พรรคก้าวไกลคว้าชัยชนะอันดับหนึ่งด้วยคะแนน 14 ล้านเสียง ซึ่งถือเป็นการสร้างสภาวะ "สะอึก" ให้แก่ระบบอำนาจเก่าที่ไม่ได้เตรียมการรับมือความพ่ายแพ้ในระดับแลนด์สไลด์เช่นนี้ครับ ผลลัพธ์ที่เกินความคาดหมายได้เปิดหน้าต่างแห่งความหวังขึ้นมาในช่วงเวลาสั้นๆ ประมาณสองสัปดาห์ที่ทำให้ประชาชนเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประเทศกำลังจะเกิดขึ้นจริงค่ะ อย่างไรก็ตาม เมื่อระบบเก่าเริ่มตั้งตัวได้และใช้กลไกที่วางไว้มาสกัดกั้น ความตื่นตระหนกของฝ่ายอนุรักษนิยมจึงเปลี่ยนเป็นการตอบโต้อย่างเป็นระบบเพื่อรักษาอำนาจเดิมเอาไว้อย่างเต็มที่ในก้าวต่อมาครับ
4. วิเคราะห์สภาวะชะงักงันทางการเมืองที่เกิดจากกลไกของวุฒิสภา (สว.) ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการขัดขวางการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ โดยสัญญาณความพ่ายแพ้นี้เริ่มชัดเจนตั้งแต่วันโหวตเลือกประธานสภาค่ะ คุณธนาธรประเมินว่าหากกลุ่มพันธมิตรเดิมยังคงยึดมั่นในสัญญาประชาคมและไม่หวั่นเกรงต่อแรงบีบคั้น พลังจากการโหวตซ้ำรอบที่สองหรือสามประกอบกับความกดดันมหาศาลจากภาคประชาชน จะเป็นตัวบังคับให้วุฒิสภาต้องยอมจำนนต่อเจตจำนงของเจ้าของอำนาจอธิปไตยในที่สุดครับ แต่เมื่อความเหนียวแน่นของพันธมิตรเริ่มสั่นคลอน เส้นทางการใช้อำนาจของประชาชนจึงต้องเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญทันทีค่ะ
5. วิเคราะห์เหตุผลเชิงลึกที่นำไปสู่การแตกหักของพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญหลังจากสภาวะตีบตันทางกลยุทธ์ที่เกิดจากวุฒิสภา โดยมีปัจจัยหลักคือ "เป้าหมายการกลับบ้าน" ของบุคคลสำคัญที่พรรคประชาชนไม่สามารถอำนวยความสะดวกให้ได้เนื่องจากอำนาจนั้นไม่ได้อยู่ในมือของพรรคค่ะ การที่พรรคยึดถือหลักการความถูกต้องและไม่ยอมเป็นทางผ่านให้แก่ข้อตกลงส่วนบุคคลที่ขัดต่อเจตนารมณ์ทางการเมือง จึงทำให้เกิดการจัดสรรขั้วอำนาจใหม่ดังที่เห็นในปัจจุบันครับ นี่คือบทเรียนสำคัญที่ตอกย้ำว่าในอนาคต พรรคจำเป็นต้องคว้าชัยชนะที่เด็ดขาดกว่าเดิมเพื่อปกป้องความฝันของประชาชนไม่ให้ถูกนำไปเจรจาต่อรองลับหลังอีกต่อไปค่ะ
6. ประเมินยุทธศาสตร์การเข้าสู่อำนาจรัฐในอนาคตว่ามีเพียงสองเส้นทางที่จะการันตีการจัดตั้งรัฐบาลได้ คือการคว้าที่นั่งให้เกิน 250 หรือการชนะโดยมีช่องว่างห่างจากพรรคอันดับสองให้มากพอ เช่น 30 ที่นั่งขึ้นไป เพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมืองที่สมบูรณ์ครับ คุณธนาธรวิเคราะห์ว่าหากคะแนนห่างกันเพียงเล็กน้อย พรรคอันดับสองอาจใช้ความ "หน้าด้าน" ในการแย่งชิงอำนาจผ่านกลไกพิเศษ แต่หากชนะถล่มทลาย ความชอบธรรมนั้นจะอยู่กับผู้ชนะอย่างเบ็ดเสร็จและป้องกันการบิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชนได้ค่ะ ดังนั้นภารกิจในครั้งหน้าจึงไม่ใช่เพียงแค่การชนะ แต่คือการชนะให้ขาดเพื่อปิดสวิตช์การสกัดกั้นจากระบอบเดิมอย่างถาวรครับ
7. สะท้อนข้อโต้แย้งที่กล่าวว่าความสำเร็จของพรรคเป็นเพียง "กระแส" ชั่วคราว โดยคุณธนาธรยืนยันว่ามันคือผลจากการสั่งสมความเชื่อมั่นผ่านการทำงานที่สม่ำเสมอตลอด 8 ปีที่ผ่านมาอย่างแท้จริงค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโปง "ตั๋วช้าง" ในระบบตำรวจโดยคุณรังสิมันต์ โรม หรือการต่อสู้กับขบวนการไอโอ (IO) ของกองทัพที่ใช้ภาษีประชาชนมาสร้างความเกลียดชังโดยคุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศรครับ ความศรัทธาที่เกิดขึ้นจึงเปรียบเสมือนสินค้าคุณภาพดีที่ได้รับการพิสูจน์แล้วซ้ำเล่าว่าสามารถพึ่งพาได้จริงในยามวิกฤต จนเกิดเป็นความไว้วางใจที่ฝังรากลึกและระเบิดออกมาเป็นพลังสนับสนุนอย่างมหาศาลในช่วงเลือกตั้งที่ไม่มีใครสามารถมองข้ามได้อีกต่อไปครับ
8. วิเคราะห์บทบาทการตรวจสอบของพรรคผ่านกรณีทางกฎหมายที่สร้างผลกระทบในวงกว้าง เช่น คดีของคุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่ถูกคุณปกรณ์วุฒิอภิปรายเรื่องการใช้พฤติกรรมนอมินีอำพรางทรัพย์สินเพื่อรับงานรัฐจนศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้พ้นตำแหน่งค่ะ นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบกองทุนประกันสังคมมูลค่า 3 ล้านล้านบาท ที่พบความผิดปกติเรื่องการจัดซื้ออาคารจากราคา 3,000 ล้านเป็น 7,000 ล้านบาทโดยทีมงานของคุณรักชนก และคุณสาสวัตครับ การทำงานเชิงรุกเช่นนี้สะท้อนถึงการทำหน้าที่ "สุนัขเฝ้าบ้าน" ที่ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนอย่างเข้มงวด โดยไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพลของรัฐมนตรีหรือกลุ่มทุนที่เกาะกินงบประมาณแผ่นดินมาอย่างยาวนานเพื่อคืนความโปร่งใสให้แก่ระบบรัฐค่ะ
9. ประเมินการทำงานเพื่อปกป้องสิทธิของผู้บริโภคและการคัดค้านทุนผูกขาดอย่างแหลมคม เช่น การคัดค้านการควบรวม True-DTAC โดยคุณศิริกัญญา ตันสกุล ที่มุ่งเตือนถึงความเสี่ยงของการขาดการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมครับ รวมถึงการเรียกร้องความรับผิดชอบในวิกฤต "ปลาหมอคางดำ" โดยคุณกาย ณัฐชา ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเกษตรกรและระบบนิเวศค่ะ การกระทำเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพรรคไม่ได้มองเพียงปัญหาการเมืองระดับบนเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการตรวจสอบทุนผูกขาด (Thun Phuk-Khat) ที่เอารัดเอาเปรียบประชาชนในทุกมิติของชีวิต เพื่อสร้างความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจที่ประชาชนเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริงครับ
10. สะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตสาธารณสุข โดยเฉพาะบทบาทของคุณหมอวาโย อัศวรุ่งเรือง ที่กดดันให้รัฐบาลจัดหาวัคซีน mRNA และกระจายช่องทางจัดหาให้หลากหลายในช่วงโควิด-19 ค่ะ ผลงานการตรวจสอบและข้อเสนอแนะที่ตั้งอยู่บนฐานความจริงในช่วงเวลาแห่งความตายนี้เองที่สร้าง "ศรัทธา" ในแบรนด์พรรคการเมืองที่ประชาชนมองว่าพึ่งพาได้จริงในยามสิ้นหวังครับ เมื่อประชาชนเห็นว่าคุณภาพการทำงานคือของจริง พวกเขาจะกลายเป็นกระบอกเสียงที่ช่วยโฆษณาพรรคให้ขยายวงกว้างขึ้นเองอย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องใช้การตลาดที่หวือหวาแต่ใช้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตผู้คนเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงใจในอุดมการณ์ทางการเมืองค่ะ
11. วิเคราะห์กับดักทางจิตวิทยาที่พันธนาการสังคมไทยประดุจ "สุนัขในกรง" ที่ถูกขังและเลี้ยงดูจนเกิดความเกรงใจและหวาดกลัวต่อการเปลี่ยนแปลงแม้ประตูกรงจะถูกเปิดออกแล้วก็ตามค่ะ สภาวะความยากจนและความเหลื่อมล้ำที่เรื้อรังทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่กล้าเสี่ยงกับความไม่แน่นอน และเลือกที่จะรับ "ความเมตตา" จากระบบอุปถัมภ์เดิมมากกว่าจะเลือกเส้นทางแห่งเสรีภาพและความเท่าเทียมครับ ภารกิจของพรรคคือการทำลายกรงขังทางความคิดนี้ และสร้างความหวังให้ผู้คนเชื่อมั่นว่าการเมืองที่โปร่งใสสามารถมอบชีวิตที่ดีกว่าได้ โดยไม่ต้องก้มหัวรอเศษทานจากระบบเดิมที่กดทับศักยภาพและความทะเยอทะยานของพวกเขาไว้มานานแสนนานค่ะ
12. สะท้อนการโต้กลับข้อมูลบิดเบือนที่มุ่งเป้าทำลายพรรค เช่น ข่าวลือเรื่องการตัดงบบำนาญข้าราชการเกษียณหรือการยุบกองทัพ ซึ่งคุณธนาธรยืนยันว่าเป็นเรื่องเท็จที่ถูกสร้างเพื่อสร้างความหวาดกลัวค่ะ ในความเป็นจริงนโยบายของพรรคคือการปฏิรูปกองทัพให้ทันสมัยและอยู่ภายใต้ "การควบคุมของพลเรือน" (Civilian Control) เพื่อให้มั่นใจว่าคนถือปืนกับคนสั่งการคือคนละส่วนกันตามหลักสากลครับ พรรคมุ่งหวังที่จะยุติการซ้อมทรมานทหารเกณฑ์และระบบเส้นสาย เพื่อสร้างกองทัพที่มีสมรรถภาพและมีสวัสดิการที่ดีขึ้นสำหรับทหารชั้นผู้น้อย โดยไม่มีนโยบายใดที่จะไปลิดรอนสิทธิบำนาญของข้าราชการ แต่ต้องการสร้างระบบที่มั่นคงและยุติธรรมให้แก่ข้าราชการทุกคนในระยะยาวค่ะ
13. ประเมินความแตกต่างระหว่าง "Zero Corruption" ที่เป็นอุดมคติที่ยากจะเกิดจริง กับ "Zero Tolerance on Corruption" ซึ่งเป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่รัฐบาลต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคโดยไม่สนนามสกุลหรืออิทธิพลใดๆ ค่ะ ในระบบการเมืองปัจจุบันที่ที่นั่ง ส.ส. ถูกซื้อขายกันในราคา 50-100 ล้านบาท เงินเหล่านี้มักมาจากกลุ่มทุนสีเทาที่ต้องการการเกื้อกูลจากรัฐเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนครับ ภายใต้รัฐบาลของพรรคประชาชน กฎหมายจะต้องถูกใช้เป็นเครื่องมือที่เท่าเทียมกันเพื่อยุติวงจรการใช้เงินซื้ออำนาจ และนำงบประมาณที่เคยถูกโกงกินไปสร้างสวัสดิการให้แก่คนส่วนใหญ่แทนที่จะตกอยู่ในมือของนักการเมืองและนายทุนเพียงไม่กี่กลุ่มอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันค่ะ
14. วิเคราะห์นวัตกรรมการเงินของพรรคการเมืองผ่านโมเดล "People's Party Finance" ที่พึ่งพาการระดมทุนจากมหาชนผ่านรหัสภาษี 129 การขายสินค้า และงาน Dinner Talk ที่ระดมทุนได้มหาศาลจนทำให้พรรคมีงบประมาณอิสระปีละกว่า 90 ล้านบาทครับ สิ่งนี้เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้พรรคมี "เอกราชทางการเมือง" เพราะไม่ต้องติดหนี้บุญคุณนายทุนผูกขาดรายใหญ่ที่มักจะเข้ามาแทรกแซงนโยบายในภายหลังค่ะ เมื่อพรรคไม่มีพันธะกับกลุ่มทุน การตัดสินใจและพิจารณากฎหมายในสภาจึงสามารถทำได้อย่างตรงไปตรงมาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนเพียงอย่างเดียว โดยไม่ต้องหวาดเกรงอิทธิพลหรือยอมเป็นเบี้ยล่างในเกมการเมืองที่ใช้เงินเป็นตัวตั้งอีกต่อไปครับ
15. สะท้อนแนวคิดการ "ผลักดันพรมแดนแห่งความเป็นไปได้" โดยยกตัวอย่างจากประวัติศาสตร์ เช่น สิทธิลาคลอด 90 วัน หรือระบบประกันสังคมที่ครั้งหนึ่งเคยดูเหมือนเป็นเรื่องเพ้อฝันแต่กลับกลายเป็นความจริงได้เพราะการต่อสู้ของประชาชนค่ะ เช่นเดียวกับกฎหมาย "สมรสเท่าเทียม" (Somrot Thao Thiam) ที่พรรคริเริ่มผลักดันมาตลอด 8 ปีจนได้รับการยอมรับในระดับสากลในปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่าหน้าที่ของพรรคการเมืองคือการเปลี่ยนสิ่งที่เป็นอุดมคติให้กลายเป็นความจริงผ่านความกล้าที่จะฝันครับ การขยับกำแพงแห่งความเป็นไปได้ออกไปเรื่อยๆ คือกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าของสังคมและคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียมกันของมนุษย์ทุกคนค่ะ
16. ประเมินภาพลักษณ์การปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ฝ่ายอนุรักษนิยมพยายามตราหน้าว่าเป็นความรุนแรงหรือการ "ทุบกำแพง" (Thup Kampaeng) โดยคุณธนาธรชี้แจงว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต้องผ่านกระบวนการพูดคุยและเจรจาต่อรองอย่างลึกซึ้งกับทุกภาคส่วนเสมอค่ะ เช่น การปฏิรูปพลังงานที่พรรคได้เดินสายพูดคุยกับบริษัทใหญ่อย่าง Gulf, B.Grimm และ Banpu เพื่อหาทางออกในการสร้างการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมมากขึ้นครับ การใช้วาทกรรมความกลัวจึงเป็นเพียงเครื่องมือของกลุ่มผู้เสียประโยชน์เพื่อรักษาสถานะเดิมเอาไว้ ทั้งที่การปฏิรูปคือการทำงานร่วมกันเพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่อนาคตที่รองรับการแข่งขันระดับโลกได้อย่างยั่งยืนที่สุดค่ะ
17. สะท้อนความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรมผ่านการเปรียบเทียบคดี "นาฬิกาเพื่อน" และคดี "แป้ง" ที่ผู้มีอำนาจไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำผิด แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับกรณีของคุณพรรณิการ์ วานิช ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตจากภาพถ่ายเพียงใบเดียวเมื่อ 20 ปีก่อนค่ะ กระบวนการยุติธรรมที่ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธทางการเมืองเพื่อปกป้องฝ่ายรักษาอำนาจและทำลายฝ่ายแสวงหาการเปลี่ยนแปลง ได้สร้างความเสื่อมถอยให้แก่ระบบนิติรัฐของไทยอย่างรุนแรงครับ การจะกอบกู้ความเชื่อมั่นกลับคืนมาจึงต้องเริ่มต้นจากการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้กลับมาเป็นกลางและบังคับใช้กฎหมายกับทุกคนอย่างเสมอภาค โดยไม่เลือกปฏิบัติเพียงเพราะจุดยืนทางการเมืองค่ะ
18. วิเคราะห์วิกฤตความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยที่ดัชนี SET ลดลงถึง -19% ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา สวนทางกับ S&P 500 ที่เติบโตถึง 86% ซึ่งสะท้อนถึงความล้มเหลวทั้งในระดับมหาภาคและการกำกับดูแลครับ ความเสียหายจากกรณีหุ้น Stark มูลค่าหมื่นกว่าล้านบาทที่ผู้กระทำผิดลอยนวลหนีไปได้ ตอกย้ำถึงความไร้ประสิทธิภาพของหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator Failure) ที่ปล่อยให้นักลงทุนถูกเอาเปรียบค่ะ เมื่อโครงสร้างพื้นฐานทางการเมืองไร้เสถียรภาพและระบบกฎหมายไม่สามารถคุ้มครองนักลงทุนได้ เงินทุนจึงไหลออกไปสู่ตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง การฟื้นฟูเศรษฐกิจจึงไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลข แต่คือการปฏิรูประบบการเมืองและกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้ตลาดไทยกลับมามีอนาคตอีกครั้งครับ
19. ประเมินสภาวะ "สมองไหล" ที่บีบให้คนไทยระดับหัวกะทิต้องไปทำงานต่างประเทศเพื่อให้มีรายได้ 70,000-80,000 บาทต่อเดือนสำหรับการสร้างครอบครัวที่มีคุณภาพ พร้อมวิพากษ์รัฐไทยที่ "บดขยี้" SME ในประเทศผ่านกฎเกณฑ์ที่เหลื่อมล้ำค่ะ ในขณะที่แพลตฟอร์มต่างชาติสามารถนำเข้าสินค้าจีนโดยไม่ต้องผ่าน อย. หรือ มอก. และไม่ต้องเสียภาษี แต่ผู้ประกอบการไทยกลับถูกบังคับด้วยมาตรฐานที่สูงและต้นทุนที่แพงกว่าจนแข่งขันไม่ได้ครับ การปล่อยให้ทุนข้ามชาติเอาเปรียบคนในชาติโดยที่รัฐไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือถือเป็นความล้มเหลวในการปกป้องคนไทย การสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมจึงเป็นวาระเร่งด่วนที่พรรคต้องผลักดันเพื่อคืนลมหายใจให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ค่ะ
20. สรุปใจความสำคัญว่าอนาคตของประเทศไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ในมือของประชาชนทุกคนที่ต้องกล้าที่จะสลัดความกลัวและโอบรับความเปลี่ยนแปลงเพื่อทำลายวงจรความล้มเหลวที่ยาวนานกว่า 20 ปีค่ะ การคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายถือเป็นเครื่องมือเดียวในเชิงโครงสร้างที่จะป้องกันความรุนแรงหรือสงครามกลางเมือง (Silver War) และเป็นหนทางสันติเพียงหนึ่งเดียวในการคืนความปรกติให้แก่ประชาธิปไตยครับ คุณธนาธรทิ้งท้ายด้วยการเชิญชวนให้พลเมืองทุกคนหยุดหวาดกลัวอนาคตที่ยังมาไม่ถึง และจงกลับมาหวาดกลัวปัจจุบันที่ไร้อนาคต เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางใหม่ให้ประเทศไทยเดินหน้าไปสู่อนาคตที่เป็นธรรมและเท่าเทียมสำหรับทุกคนครับ
เครดิต Youtube CK
ตื่นเต้นแล้ว วันอาทิตย์นี้