แค่อ่านยังหัวร้อนเลย ปกสค กับ นาย อาร์ม
มหากาพย์ระบบไอที 850 ล้าน: เมื่อเงินภาษีและเงินออมของประชาชนถูกบริหารจัดการด้วย "ไม้บรรทัด"
1. ประกันสังคมคือ Safety Net หรือตาข่ายรองรับทางสังคมที่สำคัญที่สุดของแรงงานไทยกว่า 24 ล้านคนครับ ระบบนี้ดูแลเราตั้งแต่ยามเจ็บป่วย ตกงาน ไปจนถึงเงินบำนาญยามเกษียณ โดยมีมูลค่ากองทุนมหาศาลระดับ "ล้านล้านบาท" ซึ่งถือเป็นเงินออมก้อนใหญ่ที่สุดก้อนหนึ่งของประเทศที่ต้องถูกบริหารจัดการด้วยความระมัดระวังสูงสุด เพื่อให้มั่นใจว่าเงินทุกบาทจะกลับมาดูแลเจ้าของเงินได้อย่างแท้จริงในยามที่จำเป็นที่สุดครับ
2. ที่มาของเงินกองทุนนี้มาจาก หยาดเหงื่อแรงงาน ของพวกเราและเงินสมทบจากนายจ้างครับ ไม่ได้มาจากภาษีรัฐบาลโดยตรง แม้ค่าบริหารจัดการจะอยู่ที่ 3% ซึ่งฟังดูน้อยเมื่อเทียบกับเพดานกฎหมายที่ 10% แต่เมื่อคำนวณจากยอดกองทุนล้านล้านบาทแล้ว มันคือเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่ต้องถูกนำมาใช้เพื่อพัฒนาอนาคตและระบบบริการของผู้ประกันตนอย่างคุ้มค่าที่สุด เพื่อไม่ให้เงินออมในอนาคตของประชาชนต้องสั่นคลอนจากการบริหารที่ผิดพลาดครับ
3. เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อผมได้รับการติดต่อจากทีม "ประกันสังคมก้าวหน้า" ให้เข้าไปช่วยตรวจสอบระบบไอทีที่เป็นประเด็นดราม่าอย่างหนักในขณะนี้ครับ จากตอนแรกที่คิดว่าเป็นเพียงปัญหาทางเทคนิคทั่วไป แต่เมื่อได้ก้าวเข้าไปสัมผัสบรรยากาศจริงที่เต็มไปด้วยความเข้มงวดและข้อสงสัย ผมจึงได้เห็นเบื้องหลังของโครงการมูลค่า 850 ล้านบาท ที่เต็มไปด้วยเงื่อนงำและความล้มเหลวที่น่าตกใจอย่างยิ่ง จนต้องนำมาถ่ายทอดให้ทุกคนได้รับทราบครับ
4. ปัญหาเชิงโครงสร้างเริ่มต้นจากระบบเดิมที่ชื่อว่า "Sapan" (มาจากคำว่า Sapient ที่แปลว่ามนุษย์) ซึ่งรันบน Mainframe IBM OS390 มานานกว่า 32 ปีแล้วครับ ระบบนี้ใช้ภาษา COBOL และเก็บฐานข้อมูลในรูปแบบ Text File ที่เก่าแก่และทำงานแบบ Batch Processing คือต้องรอรวบรวมข้อมูลมาประมวลผลตอนกลางคืน ทำให้ข้อมูลไม่เป็นแบบ Real-time ซึ่งความเก่าขลังนี้เองที่เป็นคอขวดสำคัญที่ขัดขวางการก้าวสู่ยุคดิจิทัล และทำให้เกิดต้นทุนแฝงมหาศาลครับ
5. โครงการระบบใหม่มูลค่า 850 ล้านบาท นี้เริ่มร่างแผนตั้งแต่ปี 2562 และเริ่มทำสัญญาในปี 2564 โดยมีกำหนดเสร็จสิ้นในปี 2566 ครับ แต่จุดที่น่าสังเกตคือการประมูลที่ราคาจบต่ำกว่าราคากลางเพียง 0.1% เท่านั้น ซึ่งสะท้อนถึงความผิดปกติในการจัดซื้อจัดจ้างที่ดูเหมือนจะถูกคำนวณไว้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำ และที่สำคัญคือจนถึงปัจจุบันโครงการนี้ก็ยังไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ตามสัญญาที่ระบุไว้ แม้เวลาจะล่วงเลยมานานเกินกำหนดไปมากแล้วก็ตามครับ
6. ความล่าช้าของโครงการลากยาวมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งตามสัญญาหากงานเลทจะต้องเสียค่าปรับสูงถึง วันละ 850,000 บาท ครับ แต่สิ่งที่น่าเจ็บใจคือความเสียหายของกองทุนถูกบรรเทาลงด้วยความ "ใจดี" ของ สปส. ที่ใช้เวลาตรวจรับงานนานกว่า 300 วัน และนำเรื่องสถานการณ์โควิดมาอ้างเพื่อลดหย่อน จนค่าปรับที่ควรจะได้มหาศาลลดฮวบเหลือเพียง 150 วัน เป็นการเสียโอกาสในการนำเงินค่าปรับกลับเข้าสู่กองทุนเพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตนอย่างน่าเสียดายครับ
7. ในระหว่างที่ระบบใหม่ยังไม่เสร็จสิ้น ประกันสังคมต้องควักเงินจ่ายค่า Maintenance (MA) ระบบเก่าเพิ่มอีกปีละกว่า 250 ล้านบาท ครับ หมายความว่ายิ่งระบบใหม่เสร็จช้าเท่าไหร่ เรายิ่งต้องเสียเงินให้กับระบบโบราณมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งค่า MA ของระบบเก่าเพียงไม่กี่ปีก็มีมูลค่าแทบจะเท่ากับค่าจ้างทำระบบใหม่ทั้งระบบแล้ว ถือเป็นการผลาญงบประมาณที่ซ้ำซ้อนและแสดงถึงความล้มเหลวในการควบคุมโครงการอย่างรุนแรง ซึ่งนำไปสู่หายนะในวันเปิดตัวระบบครับ
8. เมื่อระบบเปิดตัวในวันที่ 5 มกราคม 2569 สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นคือ "ระบบล่ม" ทันทีตั้งแต่วันแรกครับ สาเหตุหลักเกิดจาก API Gateway รับโหลดจนพุ่งสูงถึง 100% เพราะไม่รู้จักการทำ Backpressure หรือการปฏิเสธโหลดเมื่อระบบเต็มจนทำให้ Gateway "เอ๋อ" ไปทั้งตัว ปัญหานี้สะท้อนว่าผู้รับเหมาไม่ได้ทำการทดสอบร่วมกับระบบใหม่แบบ N2N Testing อย่างจริงจังก่อนใช้งานจริง จนเกิดความวุ่นวายที่ส่งผลกระทบต่อคนนับล้านในทันทีครับ
9. ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการเปิดโปงว่าไม่มีการซื้อ MA สำหรับ API Gateway ตัวเดิม ทำให้เมื่อเกิดปัญหาขึ้นเจ้าหน้าที่ต้องแก้ปัญหาหน้างานกันอย่างทุลักทุเลครับ เมื่อผู้เชี่ยวชาญสอบถามถึงยี่ห้อของ Gateway กลับได้รับคำตอบว่า "บอกไม่ได้" โดยอ้างเหตุผลด้านความลับ ทั้งที่เป็นระบบที่สร้างจากเงินประชาชน ซึ่งหากบอกยี่ห้อมาก็จะรู้ราคาทันทีว่ามีความโปร่งใสหรือไม่ ความลึกลับที่ปิดกั้นการตรวจสอบนี้ยิ่งสร้างความเคลือบแคลงสงสัยให้แก่สังคมเป็นอย่างมากครับ
10. บรรยากาศในห้องประชุมวันนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียด มีทั้ง ตำรวจและฝ่ายรักษาความปลอดภัย คุมเข้มราวกับจะเกิดความไม่สงบครับ มีการปะทะคารมระหว่างบอร์ดประกันสังคมกับผู้เชี่ยวชาญไอที โดยเจ้าหน้าที่พยายามอ้างกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างเพื่อปกปิดรายละเอียดทางเทคนิค จนดูเหมือนความพยายามรักษาความลับจะมีความสำคัญมากกว่าการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกันตนที่กำลังรอการเข้าถึงสิทธิประโยชน์อย่างมีความหวังครับ
11. ผลกระทบที่แท้จริงไม่ได้ตกอยู่ที่ระบบไอทีเท่านั้น แต่คือ "ชีวิต" ของผู้ประกันตนที่พบปัญหาข้อมูลผิดพลาดอย่างรุนแรงครับ ไม่ว่าจะเป็นเลขบัตรประชาชนไม่ตรงหรือวันเกิดผิด ซึ่งทำให้พวกเขาไม่สามารถเบิกเงินชดเชยการว่างงานหรือค่ารักษาพยาบาลได้ ในยามที่เดือดร้อนที่สุดพวกเขากลับต้องมาเจอกับกำแพงของความผิดพลาดที่เกิดจากการถ่ายโอนระบบที่ไร้ประสิทธิภาพ ทำให้เงินออมที่ควรจะเป็นที่พึ่งกลับกลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงไม่ได้เลยครับ
12. กระบวนการแก้ไขปัญหาของหน่วยงานยังคงล้าหลังอย่างเหลือเชื่อ โดยใช้วิธีแก้แบบ Manual Case by Case ผ่านโปรแกรมที่ชื่อว่า "Sapan View" ครับ เจ้าหน้าที่ต้องไปดึงไฟล์ Text เก่าตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 มาเทียบเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ซึ่งเสี่ยงอย่างมากที่ข้อมูลที่อัปเดตในช่วง 4 เดือนก่อนปิดระบบเก่าจะสูญหายไปถาวร หากไม่มีการจ่ายเงินมหาศาลเพื่อ "ชุบชีวิต" ระบบเมนเฟรมเก่ากลับมาตรวจสอบข้อมูลที่หายไปเหล่านั้นครับ
13. หัวใจของความล้มเหลวครั้งนี้คือการทำ Parallel Test ที่ผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัยครับ เพราะเป็นการเทสแค่ Functional ว่าโปรแกรมรันได้ แต่ไม่ได้เทส Correctness หรือความถูกต้องของข้อมูล เนื่องจากใช้ชุดข้อมูลคนละเวลากัน (สิงหาคม vs กันยายน) ทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมาเทียบกันไม่ได้เลย ระบบราคา 850 ล้านบาทควรจะมีการทดสอบแบบ Automate ที่แม่นยำกว่านี้ ไม่ใช่ปล่อยให้ข้อมูลผู้ประกันตนผิดเพี้ยนจนแก้ไม่ตกในปัจจุบันครับ
14. จุดที่น่าเวทนาที่สุดคือภาพที่เจ้าหน้าที่ในสำนักงานต่างจังหวัดต้อง "ปริ้นท์ไฟล์ Text" ออกมาเป็นกระดาษตั้งหนาๆ แล้วใช้ "ไม้บรรทัดทาบ" เพื่อไล่หาชื่อผู้ประกันตนแผ่นต่อแผ่นครับ นี่คือความย้อนแย้งที่เจ็บแสบที่สุด เมื่อเทียบกับงบประมาณ 850 ล้านบาท ที่จ่ายไปเพื่อให้ได้ระบบดิจิทัลที่ทันสมัย แต่สุดท้ายประชาชนกลับต้องรอเจ้าหน้าที่ใช้ไม้บรรทัดทาบกระดาษเพื่อตรวจสอบสิทธิในยุคที่ทุกอย่างควรจะเสร็จสิ้นเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสครับ
15. เมื่อขุดลึกลงไปในบันทึกการประชุม เราพบพฤติกรรมของ Vendor คือบริษัท Steam IT ที่แสดงท่าทีเหวี่ยงใส่คณะอนุกรรมการ และประเด็น Conflict of Interest เกี่ยวกับนามสกุลผู้บริหารที่พ้องกับรัฐมนตรีครับ นอกจากนี้ยังมีความพยายามบีบให้ สปส. ต้องจ่ายค่า MA ระบบเก่าปีละ 250 ล้านบาท ต่อไปเรื่อยๆ แทนที่จะเร่งทำระบบใหม่ให้เสร็จ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นวงจรธุรกิจที่จงใจเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนบนความเดือดร้อนของกองทุนแรงงานครับ
16. หากย้อนรอยประวัติศาสตร์จะพบว่าเราเคยมีโครงการมูลค่า 2,500 ล้านบาท ในช่วงปี 2550-2555 ที่ทำสำเร็จมาแล้วหนึ่งรอบครับ แต่โครงการนั้นกลับถูกปล่อยทิ้งและล็อคระบบไปเพียงเพราะปัญหาการหมดสัญญาเช่าแบบ Turn-key จนต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ที่โครงการ 850 ล้านบาทนี้อีกครั้ง วงจรการผลาญงบประมาณซ้ำแล้วซ้ำเล่านี้แสดงให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่การบริหารจัดการที่เน้นการจ่ายเงินมากกว่าผลลัพธ์ครับ
17. บทสรุปที่น่าเศร้าของมหากาพย์ระบบเฉียดพันล้านนี้คือการที่ระบบรองรับได้เพียง 30 TPS (Transaction Per Second) หรือ 30 รายการต่อวินาทีเท่านั้นครับ ซึ่งถือว่าต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนคอมพิวเตอร์ที่บ้านยังอาจจะรับโหลดได้มากกว่านี้เสียอีก ความล้มเหลวนี้สะท้อนว่าเงิน 850 ล้านบาทถูกใช้อย่างไม่คุ้มค่า และการออกมาแฉครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อความสะใจ แต่เพื่อกระตุ้นให้พวกเราตระหนักถึงพลังในการตรวจสอบเงินออมของตัวเองครับ
18. ผมอยากฝากทิ้งท้ายว่าเงินประกันสังคมคือเงินจากหยาดเหงื่อของคนทำงานทุกคน เราต้องไม่ยอมให้ใครนำไปบริหารจัดการอย่างไร้ประสิทธิภาพแบบนี้ครับ สิ่งสำคัญที่สุดคือการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง บอร์ดประกันสังคม เพื่อส่งตัวแทนที่ซื่อสัตย์และรู้เท่าทันเทคโนโลยีเข้าไปทำหน้าที่ตรวจสอบและปกป้องผลประโยชน์ของพวกเรา ไม่ให้มหากาพย์ที่ใช้ "ไม้บรรทัด" มาบริหารจัดการเงินพันล้านเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมได้อีกในอนาคตครับ
Credit youtube 9arm
อินเตอเนตบ้านเราอย่างเทพ ทำระบบ ปกส ได้กากขนาดนี้