เรืองไกรร้องศาลขอระงับประชามติ 8 ก.พ.
UPDATE : ‘เรืองไกร’ บุกศาลปกครอง ฟ้อง กกต. ขอระงับประชามติ 8 ก.พ. ชี้มติรัฐสภาขัดคำวินิจฉัยศาล รธน. ปมถ้อยคำ เห็นชอบ-เห็นด้วย
.
วันนี้ (4 กุมภาพันธ์) เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ได้เดินทางเข้ายื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนการจัดการออกเสียงประชามติที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้
.
พร้อมทั้งยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา โดยสั่งให้ กกต. ระงับการจัดทำประชามติดังกล่าวไว้เป็นการชั่วคราวทั่วประเทศ และสั่งให้ส่งเรื่องคืนไปยังรัฐสภาเพื่อดำเนินการแก้ไขมติให้ถูกต้องตามกฎหมาย
.
เรืองไกร ได้ชี้แจงถึงเหตุผลและข้อกฎหมายในการยื่นฟ้องครั้งนี้ว่า จากการตรวจสอบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 เกี่ยวกับการแก้ไขหรือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ระบุชัดเจนว่ารัฐสภาจะต้องลงมติเห็นชอบ ว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
.
แต่จากการตรวจสอบหนังสือสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ด่วนที่สุด ที่ สผ 0014/13808 ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เรื่องการออกเสียงประชามติครั้งที่ 1 กลับพบว่ามติของที่ประชุมรัฐสภาใช้ถ้อยคำว่าเห็นด้วย ให้ส่งญัตติด่วนไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อจัดทำประชามติตามประเด็นคำถามของชูศักดิ์ ศิรินิล ซึ่งถือว่าถ้อยคำดังกล่าวไม่ถูกต้องตรงกับคำบังคับในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และจนถึงปัจจุบันยังไม่มีการแก้ไขมติดังกล่าวแต่อย่างใด
.
เรืองไกร ระบุต่อว่า ความผิดพลาดในถ้อยคำสาระสำคัญดังกล่าว ส่งผลให้คำถามประชามติที่ กกต. นำมาใช้นั้น ไม่ใช่คำถามที่ชอบด้วยกฎหมายตามมติของรัฐสภา ดังนั้น การที่ กกต. ประกาศแจ้งให้ประชาชนไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ จึงมิใช่คำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมาย ถือเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ นอกเหนืออำนาจหน้าที่ หรือไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้ ตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
.
ด้วยเหตุนี้ ตนในฐานะผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้จากการกระทำของ กกต. จึงมีความจำเป็นต้องนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งระงับยับยั้งการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวโดยเร่งด่วน ก่อนที่จะมีการจัดการออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้
.
สอบถาม งงที่คุณโบว์เขียนว่าศาลอาจจะรับลูกทำให้ผลเป็นโมฆะในภายหลังได้ด้วยเหรอ?