อบรมขอไลเซนส์
Status:

: 0 ใบ

: 0 ใบ
เข้าร่วม: 01 Dec 2013
ตอบ: 42591
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Sat Jan 24, 2026 20:16
เหตุใด "เจ้าพระยานครศรีธรรมราช" เป็นก๊กเดียวพระเจ้าตากสินไม่ประหาร?
* เหตุใด "เจ้าพระยานครศรีธรรมราช" จึงเป็นผู้นำชุมนุมเพียงหนึ่งเดียว ที่ได้รับการสถาปนาพระยศเสมอ "เจ้าประเทศราช"
**๑. ปฐมบท: นครศรีธรรมราช... มหาอำนาจแห่งคาบสมุทรที่ใครก็มิอาจมองข้าม**
ย้อนกลับไปก่อนพุทธศักราช ๒๓๑๐ ดินแดนด้ามขวานทองคำนี้มิใช่เพียงหัวเมืองไกลปืนเที่ยง หากแต่คือที่ตั้งของอดีตมหาอาณาจักร “ตามพรลิงค์” ศูนย์กลางความเจริญทางพุทธศาสนาและการค้าทางทะเลที่รุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมื่อเข้าสู่ร่มเงาของกรุงศรีอยุธยา นครศรีธรรมราชได้รับสถานะ “เมืองพระยามหานคร” ชั้นเอก มีศักดิ์ศรีเกรียงไกร เป็นผู้ควบคุม “หัวเมืองปักษ์ใต้ ๑๒ นักษัตร” รวมถึงหัวเมืองมลายูประเทศราชอย่างปัตตานี ไทรบุรี กลันตัน และตรังกานู เปรียบเสมือน “อุปราชแห่งทักษิณ” ที่คุมเส้นทางความมั่งคั่งจากเครื่องเทศและของป่า ด้วยความมั่งคั่งและไพร่พลที่เข้มแข็งนี้เอง ทำให้นครศรีธรรมราชมีอำนาจต่อรองสูงยิ่ง
**๒. สุญญากาศแห่งอำนาจและการกำเนิด “ชุมนุมเจ้านครฯ”**
ความน่าเกรงขามของชุมนุมนี้ มิได้มีเพียงแค่กำลังทหาร แต่คือ “โครงสร้างอำนาจที่ปึกแผ่น” เจ้านครฯ (หนู) ได้ดึงตระกูลขุนนางท้องถิ่นในสงขลาและพัทลุงเข้ามาเป็นพันธมิตร โดยแต่งตั้งหลานเขยอย่าง “หลวงฤทธิ์นายเวร (จันทร์)” ขึ้นเป็นอุปราช ทำให้ชุมนุมนครศรีธรรมราชกลายเป็นขั้วอำนาจที่มีความพร้อมทั้งทรัพยากร เสบียงอาหาร และ **ภูมิรัฐศาสตร์** ทางทะเลที่ได้เปรียบที่สุด
**๓. ความพ่ายแพ้ที่ท่าหมาก: บทเรียนราคาแพงของธนบุรี**
ในปี พ.ศ. ๒๓๑๒ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงเล็งเห็นแล้วว่า หากปล่อยให้นครศรีธรรมราชตั้งตัวติด จะกลายเป็นหอกข้างแคร่ที่อันตรายยิ่ง จึงโปรดเกล้าฯ ให้ “เจ้าพระยาจักรี (แขก/หมุด)” ยกทัพหน้า ๕,๐๐๐ นาย ลงไปปราบ
แต่สงครามมิใช่เรื่องง่าย... ณ **สมรภูมิ** บ้านท่าหมาก (อ.สิชล) กองทัพกรุงธนบุรีต้องเผชิญกับฝันร้าย เมื่อต้องปะทะกับทัพผสมนครศรีธรรมราช-สงขลา-พัทลุง ที่ชำนาญพื้นที่มากกว่า ผลปรากฏว่าทัพธนบุรี “พ่ายแพ้ยับเยิน” แม่ทัพนายกองอย่างพระยาศรีพิพัฒน์และพระยาเพชรบุรีต้องจบชีวิตลงในสนามรบ แม้แต่บุตรชายของเจ้าพระยาจักรีเองก็ยังถูกจับกุมตัว
**๔. มหายุทธนาวีและ “อภินิหารบารมี” ที่บางทะลุ**
วิกฤตการณ์ที่ท่าหมาก ทำให้สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงตัดสินพระทัยเด็ดขาด “เสด็จยกทัพหลวงทางชลมารค” ด้วยพระองค์เอง เพื่อกู้สถานการณ์และเรียกขวัญกำลังใจทหารหาญ
**๕. การรุกฆาตที่นครศรีธรรมราช: สงครามจิตวิทยาและการประสานทัพ**
สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงใช้ยุทธวิธีที่ชาญฉลาด “ตีโอบล้อม” โดยให้ เจ้าพระยาพิชัยราชา ยกทัพบกหนุนลงไปสมทบกับเจ้าพระยาจักรีที่เมืองไชยา เพื่อเข้าตีขนาบพร้อมกับทัพเรือหลวง
เมื่อทัพหลวงเข้าโจมตี แนวรับของเมืองนครฯ ที่ท่าโพธิ์ก็แตกพ่ายไม่เป็นท่า เจ้านครฯ (หนู) จำต้องทิ้งเมืองและพาครอบครัวหลบหนีไป ทัพธนบุรีเข้ายึดเมืองนครศรีธรรมราชได้สำเร็จ
**๖. การไล่ล่าสู่ปัตตานีและนโยบาย “ชนะใจ”**
เจ้านครฯ (หนู) หนีตายลงไปทางใต้ ผ่านสงขลา เทพา จนต้องเข้าไปพึ่งบารมีของ “สุลต่านมูฮาหมัด” แห่งปัตตานี สมเด็จพระเจ้าตากสินมิได้วู่วามยกทัพเข้าตีปัตตานี แต่ทรงใช้การทูตแบบ “Gunboat Diplomacy” (การทูตเรือปืน) ให้เจ้าพระยาจักรีมีหนังสือขู่แกมบังคับ สุลต่านปัตตานีเกรงกลัวอานุภาพกองทัพธนบุรี จึงจำยอมส่งตัวเจ้านครฯ และพรรคพวกกลับคืนมา
๗. การจัดระเบียบอำนาจใหม่: สู่โมเดล “เจ้าประเทศราช”**
ชัยชนะครั้งนี้ นำมาสู่การวางรากฐานอำนาจใหม่ในภาคใต้ที่มั่นคงสืบมา สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงใช้ทั้ง “พระเดช” และ “พระคุณ”
(พ.ศ. ๒๓๑๙) ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้านครฯ (หนู) กลับไปครองเมืองในฐานะ “พระเจ้าประเทศราช” (พระเจ้าขัตติยราชนิคม สมมติมไหสวรรค์ฯ)
คำถามสำคัญคือ... ทำไมพระเจ้าตากสินถึง “ไว้ชีวิต” เจ้านครฯ?
ต่างจากกรณีของ เจ้าพิมาย (กรมหมื่นเทพพิพิธ) ที่ถูกประหารชีวิตเพราะอ้างความชอบธรรมทางสายเลือดราชวงศ์เก่ามาแข่งบารมี กรณีของเจ้านครฯ (หนู) นั้นต่างออกไป ๑. ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์: เจ้านครฯ เป็นเพียงขุนนางที่ตั้งตัวเพราะบ้านเมืองจลาจล มิได้เป็นคู่แข่งทางสายเลือด ๒. มีความสามารถ: ทรงเล็งเห็นว่าเจ้านครฯ เป็นนักปกครองที่มีฝีมือและบารมีในหัวเมืองใต้ หากชุบเลี้ยงไว้ย่อมเป็นประโยชน์ต่อราชการ ๓. การซื้อใจคนใต้: การประหารผู้นำที่คนท้องถิ่นเคารพ อาจสร้างความโกรธแค้นและการต่อต้านในระยะยาว การให้อภัยจึงเป็นกุศโลบายที่เหนือชั้นกว่า
พระเจ้าตากไล่เก็บก๊กอื่นหมด โดยจะเน้นประเทศราชเก่าของอาณาจักรอยุทธยา แต่การไว้ชีวิต พระยานครศรีธรรมราช ก๊กเดียว กลับเป็นผลดีระยะยาวเกินคาด เพราะในยุค สงครามเก้าทัพ สงครามเมืองถลาง พม่าก็ลงมาตีทางใต้ รวมทั้ง การเสียกรุงนอกจากทัพพม่ายกมาทางภาคเหนือ อีกทางคือภาคใต้ ในสงครามเสียกรุงครั้งที่ 2 พม่าก็ใช้ทัพทางใต้ทางด่านสิงขร บุกเข้าล้อมอยุทธยา
ฉะนั้นถ้าพม่าจะบุกกรุงธนบุรี บางกอกหรือกรุงรัตนโกสินทร์ จะต้องปราบหัวเมืองทางใต้ก่อน เช่น ไชยา นครศรีธรรมราช เพราะถ้าข้ามไปด่านสิงขรแล้วบุกไปบางกอก ก็จะโดนทัพจากทางใต้ล้อมตีไว้
เพื่อความมั่นคงของอาณาจักร ถ้าเกิดเจอศึกทาง ญวน ในดินแดนเขมร หรือต้องยกทัพขึ้นเหนือ ทางภาคใต้ก็จะปลอดภัย ทำให้สามารถยกทัพออกไปไม่ต้องกังวลว่าเมืองหลวงจะถูกอาณาจักรไหนไม่รู้ยกทัพขึ้นมาตี จากทางใต้ เช่น พวกหัวเมืองมลายู
การค้าทางทะเล ก็จะทำให้อาณาจักรได้เงินนำมา สร้างอาณาจักรใหม่ขึ้นมา นำไปฟื้นฟูกองทัพ นำอาวุธทันสมัยจากชาติยุโรปเข้ามาเสริมทัพ รับภัยความมั่นคงจากพม่า
พระเจ้าตากสินมีนิสัยเด็ดขาด ถ้าพลาดขึ้นมา หรือใครเป็นศัตรูจะประหารหมด ยกเว้นก๊กฝั่งนครศรีธรรมราชที่รอดและยังมียศได้ปกครองเมืองต่อไป
แก้ไขล่าสุดโดย ปีศาจแดงดำ เมื่อ Sat Jan 24, 2026 20:22, ทั้งหมด 2 ครั้ง
โหวตเป็นกระทู้แนะนำ