ไว้คราวหน้า X
ไว้คราวหน้า X
ไม่ต้องแสดงข้อความนี้อีกเลย
ไปหน้าที่ 1
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
ฝากรูป
ผู้ตั้ง
ข้อความ
ออฟไลน์
นักบอลลีกภูมิภาค
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 8163
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Sat Jan 24, 2026 14:11
จาก นิสิตถูกล็อคคอกลางพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ มาเป็น สส ส้มหน้าใหม่


พอได้อ่านแล้ว ชอบตรงเป็นคนธรรมดาที่เจอปัญหา ความไม่ถูกใจ ไม่ทันสมัยสู้กับระบบเดิมๆ จนมาสมัครเป็นสส ปาร์ตี้ listอันดับ66

รวมอดีตคนมีปัญหากับการเมือง ระบบไม่ถูกใจ ไอซ์ โรม เท่า อีกหลายคน


บทความเต็มๆ
https://www.matichon.co.th/weekly/special/article_879623 หรือ อ่านในspoilได้ครับ

Spoil
ถ้าใครยังจำภาพข่าวนิสิตจุฬาฯ ที่ถูกผู้บริหารมหาวิทยาลัยล็อกคอกลางพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณได้ ภาพนั้นคือหนึ่งในจุดเปลี่ยนชีวิตของ “ศุภลักษณ์ บำรุงกิจ” ที่วันนี้กลายมาเป็นในนามนักการเมืองหน้าใหม่ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

แม้จะลงสนามการเมืองครั้งแรก แต่เขาไม่ใช่มือใหม่ในโลกกิจกรรมการเมือง

จากนิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่เดินออกจากพิธี เพราะผู้บริหารไม่ทำตามข้อตกลงว่าจะหยุดพิธีหากฝนตก เพื่อป้องกันนิสิตใหม่ป่วย เขาถูกปลดจากตำแหน่งรองประธานสภานิสิตจุฬาฯ ถูกตั้งกรรมการสอบสวน และถูกตัดสินว่าผิด ก่อนจะต่อสู้คดีจนถึงศาลปกครอง และชนะในที่สุด

จากนิสิตเศรษฐศาสตร์เขาสนใจเรื่องความเหลื่อมล้ำ ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ต่อมาทำงานเป็นนักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ กระทั่งได้มาทำงานเบื้องหลังกับพรรคอนาคตใหม่ คลุกคลีกับปัญหาแรงงานยาวนาน ก่อนตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโท Lund University โดยเรียนด้านรัฐสวัสดิการโดยตรงจากประเทศแม่แบบสวัสดิการของโลกอย่างสวีเดน แต่ก็ยังไม่หนำใจ

เพื่อตอบคำถามที่มักถามกันว่า ประเทศไทยไม่ได้ร่ำรวย เรายังไม่พร้อมจะมีนโยบายรัฐสวัสดิการแบบยุโรป เขาจึงเรียนปริญญาโทที่ประเทศสวีเดนต่ออีกในสาขา “ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ” เพื่อมาตอบคำถามนี้

และวันนี้เขาพร้อมแล้วทั้งความรู้และประสบการณ์ด้านการวิจัยทางนโยบาย จึงตัดสินใจผันตัวจาก “เบื้องหลัง” มาทำงานการเมือง “เบื้องหน้า” …


การเมืองที่ซึมเข้ามาโดยไม่รู้ตัว


ทันทีที่คุยกันถึงที่มาที่ไปความสนใจการเมือง “ศุภลักษณ์ บำรุงกิจ” พูดออกตัวอย่างตรงไปตรงมา ตั้งแต่ประโยคแรกเมื่อถามถึงเบื้องหลังการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ว่า “เป็นคนที่สนใจเรื่องความเท่าเทียมมาตั้งแต่เด็ก”

เขาเล่าว่า เวลามีประเด็นข่าวสารบ้านเมืองเกี่ยวกับเรื่องเสรีภาพ สิทธิต่างๆจะรู้สึก “อิน” ช่วงที่เรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่ จ.เชียงใหม่ ก็มีญาติพี่น้องพาไปชุมนุมกับคนเสื้อแดงอยู่บ่อยครั้ง ตอนอยู่บ้านครอบครัวก็เปิดทีวีช่องเสื้อแดงอยู่ตลอด ก็อาจเป็นไปได้ว่าอาจซึมซับประเด็นเรื่องเสรีภาพจากสิ่งแวดล้อมขณะนั้น

ความตระหนักเรื่องสิทธิเสรีภาพยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆในช่วงสมัยเรียน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการบังคับตัดผมทรงนักเรียนช่วงมัธยมฯ หรือจะเป็นกรณีการบังคับใส่ชุดนิสิตในสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ด้วยการอ้างเหตุผลแบบไม่เมกเซนส์ เช่น ใส่ชุดนักเรียนแล้วจะทำให้คนแบ่งแยกได้ว่าใครอยู่ร.ร.ไหน เป็นต้น เหล่านี้คือค่านิยมที่หล่อหลอมความเป็นตัวตนของเขาขึ้นมา

เมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เขาจึงเลือกเรียนต่อคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ด้วยเหตุผลว่าชอบการเรียนสายสังคมแต่ก็ชอบมิติทางธุรกิจด้วย พร้อมกับแบกความหวังว่าการเรียนที่นี่จะช่วยให้เขาได้เปิดหูเปิดตาพรมแดนความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ

“ตอนนั้นคาดหวังว่าได้เข้าคณะที่มีคะแนนอันดับ 1 น่าจะได้เจอคนที่อย่างน้อยก็คิดแบบเราเยอะ แต่เข้ามาวันแรกก็เจอโซตัสเลย เจอฤทธิ์ของหอในเลย เจ้าหน้าที่พูดจาไม่ดี ยกเหตุผลไม่ถูกต้อง ตอนนั้นก็ผิดหวังมากๆ แต่ยังเอนจอยชีวิตปีหนึ่ง จากนั้นก็ตั้งใจว่าอะไรที่ไม่ชอบ จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงเท่าที่ทำได้”

ด้วยความไม่ชอบวัฒนธรรมการว้าก รับน้องของคณะ ศุภลักษณ์เริ่มต้นความพยายามเปลี่ยนแปลง จากการสมัครเข้าไปเป็นประธานฝ่ายสวัสดิการ สโมสรของคณะ พอได้รับเลือกตั้งสิ่งแรกที่เขาทำก็คือประกาศเลิก “ประเพณีกินน้ำถังเดียวกันของคณะ” ที่สืบทอดทำต่อกันมายาวนาน

แม้จะทำด้วยเจตนาดีแต่เขากลับถูกต่อต้านอย่างหนัก นั่นยิ่งทำให้เขาสงสัยมากขึ้นไปอีกว่า การกินน้ำจากถังเดียวกันซึ่งมันไม่ถูกสุขลักษณะมากๆ และมันเป็นเรื่องง่ายๆมากที่ทุกคนควรจะเห็นตรงกัน แต่กลับได้รับการต่อต้านจากคนที่เขาคิดว่ามีระดับการศึกษาน่าจะฉลาดมากๆในประเทศด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นพี่ระดับเกียรตินิยมเหรียญทองและอาจารย์ในคณะ

แม้จะถูกต่อต้าน แต่ศุภลักษณ์ก็ยังไม่หยุดความอยากที่จะเปลี่ยนแปลง ช่วงที่เขากำลังศึกษาอยู่และมีโอกาสทำกิจกรรมของคณะได้เกิดวิวาทะทางวิชาการเรื่องนโยบายจำนำข้าวขึ้นในสังคม เขามีแนวคิดอยากให้คณะจัดสัมมนาทางวิชาการเพื่อตอบคำถามสังคมจึงเสนออาจารย์เพื่อให้มีการจัดเวทีทางวิชาการเรื่องจำนำข้าวขึ้น แต่ก็ถูกอาจารย์แตะเบรกด้วยเหตุผลว่า “เราเป็นสถาบันการศึกษา อย่าไปยุ่งการเมือง” ซึ่งขัดกับความคิดของเขาที่มองว่ามหาวิทยาลัยควรมีบทบาททางวิชาการชี้นำสังคมในประเด็นที่สำคัญ หรืออย่างน้อยต้องนำความคิดงานศึกษามาบอกสังคมในประเด็นต่างๆได้ มิใช่ไม่ยุ่งกับสังคมเลย แต่ช่วงปี 2555-2556 กลับพบว่าอาจารย์ท่านดังกล่าว ไปถือนกหวีดเข้าร่วมการประท้วงกับ กปปส.นั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกย้อนแย้งมากขึ้นไปอีก

เขาเริ่มตกผลึกกับตัวเองในช่วงนั้นว่า การเปลี่ยนแปลงทำด้วยตัวเองคนเดียวไม่ได้ ถ้าสังคมส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย การเปลี่ยนแปลงใดๆในจุฬาฯ เป็นไปได้ยากหากประชาคมในจุฬาฯไม่เห็นด้วย ช่วงปี 3 เขาจึงพักจากงานกิจกรรมระยะหนึ่ง ด้วยความรู้สึกยอมแพ้ แม้จะเห็นความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น จนกระทั่งเขาได้มาเจอกับ “แฟรงค์ เนติวิทย์ โชติภัทธไพศาล” ซึ่งขณะนั้นเป็นนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เข้ามาเรียนปีที่ 1 โดยบังเอิญเจอกันในงานดนตรี 6 ตุลาฯ จากที่เขาไปเล่นกีต้าร์

วันที่เดินออก…และถูกล็อกคอ

ศุภลักษณ์ เล่าว่า เนติวิทย์เป็นคนออกปากชวนตั้งทีมเพื่อลงเลือกตั้งชิงเก้าอี้สภานิสิตจุฬาฯ จึงได้ตกลงร่วมทีม ครั้งนี้ทีมของเนติวิทย์ชนะเลือกตั้งถล่มทลายได้เป็นประธานสภานิสิตจุฬาฯ ส่วนเขาเป็นหนึ่งในทีม ได้รับเลือกตั้งเป็นรองประธานสภานิสิตจุฬาฯ โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือการทำให้นิสิตจุฬาฯมีส่วนร่วมกับการเมืองภาพใหญ่มากขึ้น เขาเริ่มจากการเปลี่ยนระบบการทำงานสภานิสิตทั้งหมด เปิดรับทุกคนที่อยากทำงาน สภานิสิตฯ มิใช่ระบบดึงตัวแบบที่เคยเป็นมา มีการตัดงบผู้อัญเชิญพระเกี้ยวในงานฟุตบอลฯประเพณีเพราะเป็นการเชิดชูความสวยงามตรงตาม Beauty Standard แบบเดียว กดทับความงามแบบอื่น ไม่มีความแตกต่างหลากหลายของความงาม กระบวนการคัดเลือกก็ปกปิดอธิบายไม่ได้ ส่วนงานภายนอก สภานิสิตฯยุคนั้นก็ต่อสู้เรื่องการเวนคืนที่ดินของจุฬาฯที่พยายามสร้างอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการเข้าไปรับฟังปัญหาความเดือดร้อน และต่อรองกับผู้บริหารมหาวิทยาลัย

สภานิสิตจุฬาฯชุดนั้นพยายามอย่างยิ่งที่จะต่อสู้ ลดเลิกประเพณีต่างๆที่ละเมิดสิทธิฯ วัฒนธรรมที่ไม่เข้ากับยุคสมัยจำนวนมาก และพยายามสนับสนุนเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม ประเพณีใหม่ๆให้เป็นไปในทางสร้างสรรค์ขึ้น ซึ่งนั่นก็นำมาสู่หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญในชีวิต

ศุภลักษณ์ เล่าถึงพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณซึ่งเขาปรากฏเป็นภาพข่าวดังจากการถูกผู้บริหารมหาวิทยาลัยล็อกคอในพิธี ครั้งนั้นทีมสภานิสิตได้พูดกับรองอธิการบดีที่ดูแลด้านพิธี ขอว่าหากฝนตกระหว่างพิธีก็ขอให้หยุด เพื่อป้องกันมิให้นิสิตป่วย จากปีก่อนๆที่เคยมีปัญหากันมาจนกระทบการสอบ เพราะช่วงเวลานั้นต้องมีการสอบวัดระดับภาษา สุขภาพนิสิตต้องสำคัญกว่าพิธีการทั้งหมด และขอให้ทบทวนวิธีการหมอบกราบในพิธีฯ ว่าในยุคปัจจุบันการกระทำแบบนี้เหมาะสมหรือไม่ เพราะ ร.5 ท่านก็เคยมีพระประสงค์ให้ยกเลิกประเพณีเช่นนี้มาแล้ว ซึ่งในวันยื่นข้อเสนอรองอธิการบดีก็ตกลงจะพิจารณาเสียดิบดี แต่พอถึงวันจริง กลับไม่เป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะเรื่องฝนตกและการหมอบกราบ ทั้งสองเรื่องไม่ได้รับการพิจารณาใดๆ ไม่ได้สนใจว่านิสิตจะเสี่ยงป่วยไข้ ทีมสภานิสิตจึงตกลงกันเดินออกจากพิธี

นั่นคือที่มาของภาพข่าวดัง เพราะเขาเดินออกจากพิธีเป็นคนสุดท้ายจึงถูกอาจารย์ที่ร่วมพิธีในขณะนั้นเข้ามาล็อกคออย่างรุนแรง และที่เขารู้สึกเสียใจมาก คือหลังเกิดเหตุ อาจารย์ที่มาทำร้ายเขาจู่ๆกลับโผล่เข้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลซะอย่างนั้น โดยมีผู้บริหารมหาวิทยาลัยพากันเอากระเช้าดอกไม้ไปเยี่ยม แต่กลับเขาซึ่งถูกทำร้ายร่างกาย ไม่ได้รับการติดต่อพูดคุยใดๆ แม้แต่อาจารย์ในคณะหรือที่ปรึกษา

เขายอมรับว่าคราวนั้นโชคดีที่ฝ่ายสภานิสิตมีเนติวิทย์ช่วยเหลือ เพราะตอนนั้นเนติวิทย์ถือเป็นคนดังมีคนติดตามเยอะ ต่างจากการทำงานขององค์การนักศึกษาที่ผ่านมาที่ไม่มีสื่อเป็นของตัวเอง ผลจากการกระทำครั้งนั้นทำให้ทีมสภานิสิตจุฬาฯ ถูกผู้บริหารมหาวิทยาลัยตั้งกรรมการสอบสวนกระทั่งถูกตัดสินว่าผิด จึงยื่นอุทธรณ์ต่อ แต่ยังถูกคณะกรรมการชุดใหม่ซึ่งใกล้ชิดกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยตัดสินว่าผิดต่อ จึงตกลงกันที่จะยื่นฟ้องต่อศาลปกครองจนในที่สุดศาลปกครองตัดสินให้สภานิสิตจุฬาฯ ชนะ คำสั่งปลดของผู้บริหารมหาวิทยาลัยและคณะกรรมการที่จุฬาฯแต่งตั้งมาตัดสินไม่ชอบด้วยกฏหมาย จึงได้รับความยุติธรรมคืน แน่นอนแม้จะได้คะแนนกลับคืนแต่ก็ไม่ทันแล้ว เพราะเรียนจบการศึกษาแล้ว


เศรษฐศาสตร์ที่ไม่มีผู้คนอยู่ในนั้น

ส่วนในเรื่องวิชาการ ศุภลักษณ์เล่าให้ฟังถึงความสนใจทางการเรียนว่า หลังเข้าเรียนคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ก็พบว่าการเรียนจะเน้นตัวเลข สมการและตัวแปรสูงมาก ซึ่งขัดกับความสนใจของเขาที่มองว่าเศรษฐศาสตร์ควรจะมีมิติทางสังคมศาสตร์ บริบททางสังคมและประวัติศาสตร์ มากกว่านี้ กระทั่งอาจารย์บางคนยังบอกว่าเศรษฐศาสตร์สมัยนี้ตัวเลขมากเกินไป ขาดบริบทสังคม แต่เอาเข้าจริงคนที่พูดแบบนี้ก็ยังไม่ได้ทำแบบที่พูดเท่าไหร่ ยอมรับว่าตอนนั้นไม่อินกับการเรียนเลย ผลการเรียนก็ย่ำแย่ กระทั่งปี 3 เทอม 2 ได้มาเรียนวิชา Political Economy (เศรษฐศาสตร์การเมือง) และได้เรียนวิชาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ จึงได้เข้าใจว่าทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ต่างๆที่เกิดขึ้นมันเกิดจากอะไร และมีที่มาที่ไปอย่างไร ตอนนั้นเปลี่ยนความคิดทันที หันมาตั้งใจเรียน ช่วง 2-3 เทอมสุดท้ายเกรดเฉลี่ยจึงพุ่งขึ้นแบบเยอะมาก

แน่นอนว่าระหว่างเรียน ความ “อิน” ในจิตใจที่มีต่อประเด็นความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคมก็ยังดำรงอยู่ หลังเรียนจบก็ไปเริ่มงานเป็นนักวิจัยด้านธุรกิจยั่งยืนเพราะช่วงนั้นกำลังเป็นเทรนด์ หลังจากทำงานไปสักพักก็พบว่าเขายังไม่ “อิน” เพราะการแก้ปัญหาสังคมต่างๆหลายเรื่องไม่สามารถฝากความหวังกับภาคธุรกิจได้ ทำให้การทำงานด้านนี้ไม่ค่อยดีนักเขาจึงตัดสินใจลาออก ซึ่งช่วงนั้นเองเขาได้มีโอกาสไป Sit-in วิชารัฐสวัสดิการ ที่ รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สอนอยู่ และมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความเห็นกัน

และนั่นคือจุดเปลี่ยนชีวิตครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของเขา ศุภลักษณ์เล่าว่า หลังได้รู้จักกันมากขึ้น รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ก็แนะนำว่าพรรคอนาคตใหม่ยังขาดคนทำงานปีกแรงงาน เขาจึงไปสมัครเป็นทีมนโยบายปีกแรงงานของพรรคอนาคตใหม่ เขายอมรับว่ารู้สึกพอใจกับการทำงานในหน้าที่นี้มาก ก่อนหน้าที่จะทำงานที่นี่ เวลาเรียนรู้เรื่องความเหลื่อมล้ำจะเป็นการศึกษากันแบบตัวเลข หรือภาพรวมระดับกว้าง พอมาทำงานกับแรงงานจริงๆ ทำให้เขาได้เติมเต็มวิชาเศรษฐศาสตร์และความเหลื่อมล้ำในมิติที่มีชีวิตผู้คนเข้าไปอยู่ด้วย เห็นความหลากหลายของความเป็นแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นแรงงานคอปกขาว คอปกน้ำเงิน แม้แต่พนักงานรัฐก็เป็นแรงงานหมด

นอกจากนี้จากการทำงานวิชาการในปีกแรงงานของพรรคอนาคตใหม่ทำให้เขาตระหนักในประเด็นปัญหาแรงงานอีกหลายอย่าง เช่นเรื่องสิทธิแรงงาน เขายกตัวอย่างอัตราการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานแต่ละประเทศ ก็เป็นตัวชี้วัดเรื่องสิทธิแรงงาน อย่างในประเทศที่สิทธิแรงงานดีอย่างสวีเดน อัตราการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานสูงถึง 60-70% แต่ของประเทศไทย อัตราการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานคือ 1.3 % แถมนี้แนวโน้มลดลงเรื่อยๆ โดยเอาอัตรา 1.3% ไปเทียบกับภาพรวมทั้งโลก อันดับของไทยอยู่เกือบบ้วย

ยิ่งทำงานวิจัยด้านแรงงาน ความสนใจประเด็นสิทธิแรงงานของเขานับวันยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ศุภลักษณ์ ระบุว่า นอกจากสิทธิแรงงานของไทยจะอยู่ในระดับต่ำแล้ว ที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือวิธีคิดของสังคมที่มองต่อคนที่ออกมาต่อสู้เรียกร้องเรื่องสิทธิแรงงาน เขาพบว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กลายเป็นว่าการลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิแรงงานในประเทศ กลับถูกวิจารณ์ว่าเป็นเรื่องเห็นแก่ตัว เรียกร้องเยอะ ไม่สนใจสังคม ยิ่งเขาทำความเข้าใจเรื่องนี้ยิ่งทำให้เขากลับไปทบทวนภาพกว้างของประเทศไทย และเชื่อว่า ที่ประเทศไทยมีความเป็นอนุรักษนิยมทางการเมืองมายาวนาน มีความเป็นทุนนิยมอนุรักษนิยมแบบทุกวันนี้เพราะประเทศไทยไม่มีขบวนการแรงงานที่เข้มแข็ง การเมืองภาคประชาชนถูกทำลายมาต่อเนื่องตั้งแต่ยุค 6 ตุลา ขบวนการแรงงานไทยก็ถูกทำลายตั้งแต่ยุค รสช.2535 ที่มีการแยกแรงงานธรรมดาออกจากรัฐวิสาหกิจจนขาดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

เขาสรุปว่า นั่นจึงทำให้ประเทศไทยเป็นแบบที่เห็นในปัจจุบัน คนไทยทำงานหนักเป็นอันดับต้นๆของโลก ค่าแรงขึ้นน้อยมากถ้าเทียบกับประเทศมาใหม่ หรือไต้หวัน เกาหลีใต้ ที่เคยอยู่จุดเดียวกับเรามาก่อนเมื่อราว 50 ปีก่อน ปัจจุบัน 2 ประเทศนี้สหภาพแรงงานแข็งแกร่งมาก นี่จึงเป็นเรื่องที่คนไทยขาดมากๆ ถ้าคนไทยยังไม่กล้าต่อรอง ประเทศไทยจะแย่ลงกว่านี้อีก ประเทศจะถูกยึดมากไปอีก แค่นี้แรงงานไทยก็ไม่มีสิทธิมีเสียงมากอยู่แล้ว ทุกวันนี้นักวิชาการชนชั้นกลางไทยยังเสนอวิธีการแก้หนี้ครัวเรือนคือการแก้ที่วินัยการเงินอยู่เลย แทนที่จะไปพูดเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ


รัฐสวัสดิการไม่ใช่เรื่องรวยไม่รวย แต่คือการเมือง

หลังทำงานวิจัยด้านแรงงานอยู่ที่อนาคตใหม่ระยะหนึ่ง เขาก็ตระหนักได้ว่าประเทศไทยไม่ได้ขาดคนเก่ง คนไทยที่เข้าใจเรื่องนโยบายต่างๆมีเยอะ แต่ปัญหาคือคนเก่งไม่มาทำงานการเมือง แม้ในวันนั้นพรรคอนาคตใหม่จะเป็นพรรคการเมืองแรกที่มีส.ส. 3-4 คน ที่มาจากแรงงานโรงงานจริงๆ เข้าไปทำงานในสภา แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ยังขาดความหลากหลายเช่นแรงงานจากชนชั้นกลาง คอปกขาว พนักงานออฟฟิศ นั่นคือแรงบันดาลใจสำคัญที่เขาเองเห็นว่าอยากมาทำงานการเมือง แต่ก็ยังคิดว่าตัวเองยังมองเห็นโลกทางวิชาการไม่มากพอ จึงตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทเรื่องรัฐสวัสดิการที่ประเทศสวีเดน

“ผมตั้งใจไปเรียนเรื่องรัฐสวัสดิการ เพื่อจะกลับมาลง ส.ส. เพื่อจะปลุกสำนึกความเป็นแรงงานของทุกคน โดยเฉพาะแรงงานคอปกขาว ให้กลับมาอีกครั้ง ผมตั้งใจจะเป็นตัวแทนแรงงานคอปกขาวเลย” ศุภลักษณ์ ระบุ

สำหรับเหตุผลที่เลือกประเทศสวีเดนนั้น ศุภลักษณ์ เล่าว่า แม้จะสนใจและศึกษาเรื่องรัฐสวัสดิการมานาน แต่บางทีก็ต้องยอมรับว่าก็ไม่รู้ว่ารัฐสวัสดิการมันคืออะไรกันแน่ โลกทางวิชาการในไทยก็พูดถกเถียงกันหลายโมเดล บางคนบอกว่าอเมริกาก็เป็นรัฐสวัสดิการรูปแบบหนึ่ง จึงตัดสินใจไปเรียนให้รู้และไปสัมผัสจริงๆในประเทศที่มีชื่อเสียงเป็นต้นแบบรัฐสวัสดิการคือ สวีเดน เพื่อให้เห็นความเป็นมาในอดีตจนถึงปัจจุบัน

ศุภลักษณ์ เรียนปริญญาโทด้านรัฐสวัสดิการตามที่เขาต้องการและจบการศึกษาเพื่อตอบคำถามที่ค้างคาใจตัวเองให้เข้าใจทฤษฎีรัฐสวัสดิการทั้งหมด แต่ก็ยังมีความสนใจจึงเรียนต่อปริญญาโทอีกใบด้านประวัติศาสตร์เศรษฐกิจเพื่อที่จะตอบคำถามสำคัญที่เขามักถูกตั้งคำถามว่าประเทศไทยยึดโมเดลรัฐสวัสดิการแบบสแกนดิเนเวียไม่ได้ เพราะประเทศเราไม่รวย?

“ที่คิดคือเรียนให้มันรู้กันไปเลยว่า แต่ละประเทศกว่ามันจะมาเป็นรัฐสวัสดิการ ประเทศเขารวยหรือยัง คนเขาเก่งหรือยัง ซึ่งก็ไม่จริง ยกตัวอย่างตอนสวีเดนพัฒนารัฐสวัสดิการในปี 1930 หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 คนสวีเดน 1 ใน 3 อพยพไปอเมริกา ยากจนไม่มีอะไรเลย แต่เขาก็สร้างรัฐสวัสดิการแบบค่อยๆทำทีละนิด จนประสบความสำเร็จ ซึ่งถ้ารอให้เรารวย เมื่อไหร่จะได้ทำ”

เขายังยกตัวอย่างเปรียบเทียบว่า สหรัฐอเมริกาใครๆก็รู้ว่าเป็นประเทศรวยที่สุดในโลก แต่สวัสดิการก็ไม่ได้ดีถ้าเทียบกับยุโรป สวัสดิการของสหรัฐฯอยู่ระดับแย่ ทุกวันนี้อเมริกาแตกแยกมาก มีคนจนเยอะ คนล้มละลายเพียบ ค่ารักษาก็แพง ค่าแรงก็ไม่ขึ้นเพราะสหภาพแรงงานไม่แข็งแรง ดังนั้น พูดได้เลยว่า ความเป็นรัฐสวัสดิการมันอยู่ที่การเมือง ความเป็นประชาธิปไตยมากกว่า ไม่ได้อยู่ที่ว่าประเทศเราจะรวยแค่ไหน

“ต่อให้เราไม่รวย แต่เอาการเมืองตั้ง เช่น ยึดหลักประชาชนอยากได้การรักษาพยาบาลฟรี ประชาชนอยากได้การศึกษาฟรี ประชาชนอยากได้สวัสดิการเด็ก รถเมล์ ประชาชนอยากได้ศูนย์เด็กเล็กถ้วนหน้า รัฐบาลก็ตั้งงบ แล้วเก็บภาษีได้เลย มันทำได้ มันอยู่ที่การเมืองมากกว่า” ศุภลักษณ์ ยืนยัน

ถามว่าทำไมต้องเป็นพรรคส้ม? เขาอธิบายสาเหตุที่มาสมัครเป็นส.ส.สังกัดพรรคประชาชนว่า เวลาจะดูว่าแต่ละพรรคเป็นแบบใดก็ให้ดูที่นโยบาย ซึ่งดีเอ็นเอของพรรคนี้เริ่มแรกจากการประกาศจะสร้างรัฐสวัสดิการแบบถ้วนหน้า พรรคส้มมีนโยบายสนับสนุนสิทธิแรงงาน สนับสนุนการรวมตัวของแรงงานเป็นสหภาพแรงงาน นโยบายสวัสดิการถ้วนหน้าหลายเรื่องยึดโมเดลยุโรปมา ซึ่งก็ตรงกับจริตของเขา ตรงกันข้ามกับพรรคอื่น เขาบอกว่า เรื่องสิทธิแรงงานที่จะเพิ่มอำนาจต่อรองแรงงาน เรื่องประกันสังคม เรื่องชั่วโมงการทำงาน เรื่องสิทธิแรงงานแพลตฟอร์มในพรรคการเมืองอื่นของไทยมีน้อยมาก หากจะมีก็เป็นเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ

ทิ้งท้ายคำถามว่าหากย้อนเวลากลับไปได้เขายังอยากเปลี่ยนแปลงอะไรไหม เช่นเหตุการณ์ที่ถูกล็อกคอ ยังจะเลือกเดินออกจากพิธีหรือไม่?

ศุภลักษณ์ ตอบกลับมาทันทีว่า

“จะทำแบบเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงอะไร ไม่เสียใจแถมดีใจด้วยที่ทำแบบนั้น ผมทำในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย การเดินออกในวันนั้นและการประท้วงมันเป็นสิ่งที่สังคมที่มีอารยะเขาก็ทำกัน มันไม่ใช่การไปทำร้ายร่างกายใคร ถ้ามันจะขัดกับความเชื่อของสังคมไทยก็ไม่เป็นไร ก็เรียนรู้ไปด้วยกัน ผมเองก็ได้เรียนรู้ว่าหลังเหตุการณ์นั้น มหาวิทยาลัยเลือกปฏิบัติกับเรามาก ไม่เคยติดต่ออะไรมาเลย แต่ไปแสดงความเห็นใจอาจารย์ที่มาทำร้ายร่างกายเรา แถมยังตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหักคะแนนเรา คณะกรรมการอุทธรณ์ก็ไม่ยุติธรรมกับเราอีก มันแสดงให้เห็นว่า สังคมไทยเป็นอย่างไร มหาวิทยาลัยก็เป็นแบบนั้น เป็นแรงบันดาลใจให้ผมต้องต่อสู้ต่อไป”  
11
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
โหวตเป็นกระทู้แนะนำ
ออนไลน์
กำเนิดดาวรุ่ง
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 18 Sep 2020
ตอบ: 1047
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Sat Jan 24, 2026 14:36
[RE: จาก นิสิตถูกล็อคคอกลางพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ มาเป็น สส ส้มหน้าใหม่]
อายุถึง 30 ยัง
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
อบรมขอไลเซนส์
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 04 Jul 2009
ตอบ: 41327
ที่อยู่: Liverpool In Your Area!
โพสเมื่อ: Sat Jan 24, 2026 15:47
[RE: จาก นิสิตถูกล็อคคอกลางพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ มาเป็น สส ส้มหน้าใหม่]
b98se พิมพ์ว่า:
อายุถึง 30 ยัง  


น่าจะราวๆ 29-30 นี่แหละครับยังไม่ถึง 31 แน่นอน
1
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
นักเตะเทศบาล
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 07 Aug 2025
ตอบ: 1589
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Sat Jan 24, 2026 16:00
[RE: จาก นิสิตถูกล็อคคอกลางพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ มาเป็น สส ส้มหน้าใหม่]
เหมือน สส โรม อะ จากนิสิตนักศึกษา นักเคลื่อนไหว โดนศาลทหารขังด้วยยุค คสช
แก้ไขล่าสุดโดย ตุด เมื่อ Sat Jan 24, 2026 16:00, ทั้งหมด 1 ครั้ง
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
I don't like you
You don't like me too
ออนไลน์
นักบอลถ้วย ค.
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 15 Mar 2020
ตอบ: 4322
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Sat Jan 24, 2026 17:10
[RE: จาก นิสิตถูกล็อคคอกลางพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ มาเป็น สส ส้มหน้าใหม่]
เดี๋ยวลุงจัดไปสองใบครับวัยรุ่น
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
COYS!
ไปหน้าที่ 1
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
กรุณาระบุเหตุผลที่จะแจ้งความ
ผู้ต้องหา:
ข้อความ:
Submit
Cancel
กรุณาเลือก Forum และ ประเภทกระทู้
Forum:

ประเภท:
Submit
Cancel