LFC:บทความSlot FSG บอก DATA ยังโอเค
FSG เป็นกลุ่มทุนที่ยึดมั่นในข้อมูลตัวเลขสถิติมาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยทำทีม บอสตัน เรด ซอกส์ จนถึงยุคลิเวอร์พูล ซึ่งก็เห็นกันมาตลอด โดยเฉพาะการนำหลักการ "Moneyball" มาใช้ ซึ่งเน้นการวัดมูลค่าผู้เล่นจากสถิติที่คนทั่วไปมองข้าม มากกว่าชื่อเสียงหรือสัญชาตญาณ
FSG เคยรอให้ข้อมูลแสดงผลลัพธ์แบบว่าชี้ขาดได้ เช่นการเลือกทนกับ เบรนดัน ร็อดเจอร์ส ในช่วงปี 2014/15 (รายนี้งัดกับทีมข้อมูลซื้อขายด้วยช่วงท้าย) หรือแม้แต่ทีม บอสตัน เรด ซอกส์ ก็คุ้นเคยกับอะไรแบบนี้เป็นอย่างดี
จอห์น ดับเบิลยู เฮนรี แกเคยกล่าวไว้ในบทสัมภาษณ์กับ AP ว่า "เราไม่ได้บริหารทีมเพื่อชนะแค่ในวันพรุ่งนี้ แต่เราบริหารเพื่อให้ชนะอย่างยั่งยืนในอีก 10 ปีข้างหน้า"
พูดง่ายๆ เลย เฮียแกไม่รีบ
ตราบใดที่ตัวเลข, สถิติ และข้อมูลด้านอื่นๆ ยังดีอยู่ พวกเขาจะมองว่าผลการแข่งขันที่แย่เป็นเพียง "ความซวย" ชั่วคราว (ซึ่งนักข่าวสายหงส์หลายคนเคยรายงานตรงกันถึงประเด็นนี้)
สำหรับ FSG อันดับในตารางคะแนนเป็นเพียงภาพลวงตาระยะสั้น แต่ค่าสถิติการสร้างโอกาสคือ "ความจริงระยะยาว"
พวกเขาเชื่อว่าถ้าสล้อธ ทำทีมให้สร้างโอกาสได้เรื่อยๆ เดี๋ยวประตูจะมาเอง และชัยชนะจะตามมา
FSG ให้ความสำคัญกับค่า xG (ประตูที่ควรจะได้) และ xPoints (แต้มที่ควรจะได้) มากกว่าแต้มจริงในตารางซะอีก หากกราฟ xG ยังสูงกว่าคู่แข่งต่อเนื่อง พวกเขาจะถือว่า "กระบวนการถูกต้องแล้ว" แม้ผลลัพธ์จริงจะแพ้ก็ตาม
อีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้เก้าอี้ของสล้อธ ยังแข็งแรง คือการที่เขาปฏิบัติตามนโยบาย "ดันเด็ก" ของสโมสรได้อย่างยอดเยี่ยม เท่าที่เห็นตอนนี้ก็มีเจ้าหนู ริโอ กับ เทรย์ ที่ได้ขึ้นมาซ้อมกับทีมชุดใหญ่และมีชื่อสำรองแบบขาประจำ และยังมีอีกหลายคนที่สลับกันขึ้นมา
อันนี้สำคัญสุด เพราะตอนอยู่ เฟเยนูร์ด อาร์เน่อ ปลุกปั้นนักเตะขายออกได้ราคาดีหลายคน ข้อนี้นอกจากจะชนะใจ ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ และ ริชาร์จ ฮิวจ์ส เป็นอย่างดีแล้ว ทางฝั่ง FSG ที่มองว่าการขายนักเตะจากอคาเดมี่แบบได้กำไรเพียวๆ สามารถทำเงินได้มหาศาล จะไม่ปลื้มได้อย่างไร?
สำคัญยังไง?
มันคือการเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ให้กับสโมสรไงล่ะครับ ช่วง 4-5 ปีมานี้ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าลิเวอร์พูล ขายดาวรุ่งฟันกำไรระดับมหาศาล ซึ่งในมุมมองของนักธุรกิจอย่าง FSG นี่คือความสำเร็จรูปแบบหนึ่ง แม้ว่าทีมจะแพ้การแข่งขันก็ตาม
ในช่วง 5 ปีหลังสุด ลิเวอร์พูลทำเงินจากการขายนักเตะที่พัฒนาจากอคาเดมี่ได้กว่า 150 ล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็น "กำไรเพียวๆ" ในทางบัญชี ช่วยพยุงสถานะทางการเงินของสโมสรให้เป็นบวกท่ามกลางกฎ PSR และสารพัดกฎที่เข้มงวด
___
To be fair จะบอกว่าวิธีการบริหารแบบ FSG มันไม่ดี อันนี้ก็คงไม่ใช่ เพราะเรื่องการทำกำไรและบริหารการเงินสโมสรควบคู่ไปกับสารพัดกฎในปัจจุบันต้องบอกว่า FSG นี่ระดับตัวพ่อเลย
ในมุมมองแบบลับๆ (โดยส่วนตัว) ทฤษฎีของ FSG มีจุดบอดเล็กๆ คือการมองข้าม "อารมณ์ของมนุษย์"
อ้างอิงจากสถานการณ์ช่วงนี้
ประวัติศาสตร์ฟุตบอลสอนให้รู้ว่า ผู้จัดการทีมคนไหนที่สูญเสียศรัทธาจาก The Kop มักจะมีจุดจบที่ไม่สวยงาม ไม่ว่าสถิติจะดีแค่ไหน หากสนามแอนฟิลด์กลายเป็นความ Toxic นักเตะก็จะหมดไฟ
เยอร์เก้น คล็อปป์ เคยพูดไว้ว่า "บรรยากาศในสนามไม่ได้เป็นแค่เสียงเชียร์ แต่มันคือลมใต้ปีกที่ทำให้นักเตะวิ่งได้เกิน 100%" หากสิ่งนี้หายไป ตัวเลขสถิติการวิ่งก็อาจจะตกลงตามไปด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ Data ของ FSG อาจคำนวณไม่ได้
ผมไม่ได้กำลังจะมานั่งสาธยายเรื่องความโรแมนติกฟุตบอลขนาดนั้นนะ แต่แอนฟิลด์ช่วงนี้มันไม่ได้รู้สึกทำให้ใจกระชุ่มกระชวยเลย ความน่าเกรงขามดูคล้ายๆ จะถูกลดทอนลงไป
และจนถึงตอนนี้สิ่งเดียวที่ผมมักจะติง อาร์เน่อ สล้อธ มาโดยตลอดคือเรื่องอารมณ์ร่วมกับแฟนบอล เป็นข้อเดียวเลยในมุมมองส่วนตัว
แต่วันนี้ขอพูดถึงเรื่องรูปแบบการเล่นที่เน้นเพลย์เซฟเอาซะจนแฟนบอลเกือบหลับ ถ่ายบอลไปมาเป็น "รูปตัว U" เพื่อลดความเสี่ยงเพราะแกบอกว่ากลัวนักเตะเจ็บ ขุมกำลังไม่พอ ส่วนเรื่องโชคร้าย,โชคดีผมไม่ติดเพราะมันมีให้เห็นจริงๆ
และเมื่อตัวเลขสถิติถูกนำมากางในสนามจริง สิ่งที่เราเห็นคือความน่าเบื่อหน่าย
ระบบตัว U ยิ่งครองบอลในแดนหลังนานโดยขาดความดุดันในการเข้าทำ ไร้ไอเดีย ยิ่งเป็นการเปิดโอกาสให้คู่แข่งบีบพื้นที่ได้ง่ายขึ้น มันนำมาซึ่งอะไรละครับ ก็ความผิดพลาดส่วนบุคลลที่เราเห็นกันประจำนี่ไง คือต่อให้เอา มาร์ค เอกี มาจริงๆ แล้วยังเล่นแบบนี้ มาร์ค เอกี อาจจะกลายเป็น มาร์ค เอวัง เลยก็ได้
อีกเรื่องคือกลัวนักเตะเจ็บ, ขุมกำลังไม่พอ แต่ฝืนใช้แท็กติกที่ขัดแย้งกับทรัพยากรที่มี
คือถามจริงๆ ว่าข้ออ้างหรือวิธีแก้ปัญหาของผู้จัดการทีมระดับแชมป์พรีเมียร์ลีก มีอะไรที่ฟังแล้วไม่คาใจบ้างไหม
เราอยากจะคัดคุณออกไหม แต่ที่เราบ่นเพราะอะไร อยากเห็นสปิริตของยูไง ช่วยสร้างมันมากกว่านี้ ช่วยสร้างให้คนทางบ้านเขาเห็นมากกว่านี้
___
อันนี้มองไกลไปอีกนิด คือผมมั่นใจว่า FSG จะให้โอกาส สล้อธ ได้ไปต่อจนจบฤดูกาลนี้แน่ๆ แต่ต้องได้ Top 4-5
ที่น่ากังวลคือปีที่แล้วทุ่มเงินไปมหาศาลแล้วยังบอกว่า Squad Depth ไม่เพียงพอ หากสโมสรปล่อยให้มีการซื้อตัวผู้เล่นใหม่เข้ามาเพื่อตอบโจทย์สไตล์ "ตัว U" แต่หากผลงานในระยะยาวยังไม่กระเตื้องและต้องมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โค้ชคนใหม่ที่จะเข้ามารับงานต่อจะต้องแบกรับกับอะไร?
กลายเป็นวงจรที่แก้ไม่ตกเหมือนหลายทีมใหญ่เคยประสบมา มันมีให้เห็นจริงๆ อันนี้ไม่ได้พูดไปเรื่อย
___
ไม่มีใครการันตีอะไรได้เลยว่าในอนาคตจะดีขึ้นได้อีกไหม หรือดีขึ้นในระดับไหน หรือจะแย่ลงอีกไหม สิ่งที่ FSG การันตีได้คือความยั่งยืนของโครงสร้าง
ทีมจะมีระบบการเล่นที่ชัดเจนซึ่งสะท้อนผ่านสถิติการครองบอลที่สูงขึ้น แต่โอกาสยิงตรงกรอบอาจจะลดน้อยลงเมื่อเทียบกับยุคก่อน
แต่สำหรับแฟนลิเวอร์พูลที่เติบโตมากับตำนานแห่งปาฏิหาริย์อิสตันบูล หรือค่ำคืนถล่มบาร์เซโลน่า 4-0 "ความยั่งยืนทางการเงิน" ไม่ใช่สิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของพวกเขา
ย้ำอีกครั้งว่า อาร์เน่อ สล้อธ ไม่ใช่ผู้จัดการทีมที่แย่ในเชิงเทคนิค ข้อมูลสถิติบ่งชี้ว่าเขาสร้างทีมที่มีระบบระเบียบและควบคุมเกมได้ดี แต่สิ่งที่เขาขาดไป และอาจจะไม่มีวันเข้าใจคือ "จิตวิญญาณความเป็นลิเวอร์พูล"
บิลล์ แชงคลีย์ เคยกล่าวว่า "ฟุตบอลไม่ใช่เรื่องของความเป็นความตาย แต่มันสำคัญยิ่งกว่านั้น"
ซึ่งดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับตาราง Data ของผู้บริหารโดยสิ้นเชิง
ลิเวอร์พูล ไม่ใช่สโมสรที่ต้องการเพียงแค่ชัยชนะ แต่ต้องการชัยชนะที่มาพร้อมกับ "ความรู้สึก" การเล่นฟุตบอลที่สมบูรณ์แบบแต่ไร้หัวใจ ไม่สามารถเอาชนะใจคนในเมืองนี้และแฟนบอลทีมนี้ได้
ดังนั้นความเชื่อที่ว่าสล้อธ จะกลับมาทำได้ดีในอนาคตนั้น เป็นเพียงสมมติฐานทางสถิติที่ปราศจากความเข้าใจในมนุษย์
หากเขายังไม่สามารถกู้คืนความสัมพันธ์กับนักเตะแกนหลัก และเรียนรู้วิธีที่จะจุดไฟให้แอนฟิลด์ลุกโชนอีกครั้ง อนาคตที่ว่านั้นอาจไม่มีวันมาถึง และสิ่งที่เหลืออยู่จะมีเพียงตัวเลขสถิติที่สวยหรูในรายงานประจำปี แต่ว่างเปล่าในตู้โชว์ถ้วยรางวัล
#SuperAey เครดิตเพจ พี่ SUPERAEY ครับ