ไว้คราวหน้า X
ไว้คราวหน้า X
ไม่ต้องแสดงข้อความนี้อีกเลย
ไปหน้าที่ 1
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
ฝากรูป
ผู้ตั้ง
ข้อความ
ออฟไลน์
นักบอลลีกภูมิภาค
Status: จิ้งจกเสพความเหงา
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 18 Feb 2021
ตอบ: 13748
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Sun Dec 07, 2025 10:33
⚖️ “คนว่างงานล้นตลาด” แต่ทำไม “บริษัทขาดคนทำงาน”?
“The Hiring Dilemma” เมื่อปริญญาไม่ใช่ใบผ่านทาง และประสบการณ์คือของหายากในยุคแรงงานใหม่

* ประเทศไทยกำลังเผชิญความย้อนแย้งที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ตลาดแรงงานสมัยใหม่ เด็กจบใหม่ว่างงานหลักแสน แต่บริษัทกลับขาดคนคุณภาพอย่างหนัก ทั้งภาคการผลิต ภาคบริการ จนถึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
* โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Global Workforce Mismatch หรือภาวะ “คนหางานไม่ได้…งานหาคนทำไม่ได้” ซึ่งประเทศไทยกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน
* ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องโชคชะตา แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ทักษะ และพฤติกรรมการทำงาน ที่ทั้งบริษัทและแรงงานยุคใหม่ต้องยอมรับความจริงร่วมกัน

อะไรที่ทำให้ “แรงงานเจอกันไม่ลงตัว”

1) ต้องการ “พร้อมใช้ทันที” = ความคาดหวังที่สูงกว่าความจริง

องค์กรยุคนี้ถูกบีบด้วยแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่งบประมาณที่ต้องรัดเข็มขัด จนถึงโปรเจกต์ที่ต้องเร่งส่งผลลัพธ์ ทำให้หลายบริษัทไม่สามารถลงทุนกับการสอนงานเหมือนอดีตได้อีกต่อไป

พนักงานใหม่ถูกคาดหวังว่า “เริ่มงานวันนี้ ต้องทำงานได้พรุ่งนี้” ซึ่งย้อนแย้งกับความเป็นจริงของเด็กจบใหม่ที่มีเพียงพื้นฐานเชิงทฤษฎี แต่แทบไม่มีประสบการณ์ปฏิบัติการจริง (Practical Skills) ที่จำเป็นเพื่อส่งมอบผลลัพธ์ทันที

สิ่งที่หายไปไม่ใช่ความรู้ แต่คือ หลักฐานว่าทำงานได้จริง (Proof of Work) เช่น
* Lab จริงที่เคยทำ
* Project ที่จับต้องได้
* ผลลัพธ์ที่แสดงให้เห็นความสามารถ เป็นต้น

แม้เด็กหลายคนมีเกรดเฉลี่ยสูง มีใบเซอร์เต็มหน้า แต่หากแสดงให้บริษัทเห็นไม่ได้ว่า “ทำงานจริงได้ไหม?” ก็ถูกคัดออกในรอบแรกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

2) เพราะ “เด็กไม่อยู่นาน – บริษัทไม่อยากเสี่ยง”

ยุคนี้เป็นยุคของ Job Hopping อย่างแท้จริง ข้อมูลจาก LinkedIn Workforce Report ระบุว่า คนอายุ 20–30 ปีเปลี่ยนงานเฉลี่ยทุก 12–18 เดือน ขณะที่บางอุตสาหกรรม เช่น Tech หรือ Digital เปลี่ยนงานเร็วกว่านั้นด้วยซ้ำ

บริษัทจำนวนมากจึงเกิดความลังเลในการรับเด็กใหม่ เพราะกลัวว่า
* ใช้เวลา 6 เดือนสอนงาน
* อีก 6 เดือนทำงานเก่งขึ้น
* จากนั้นลาออกเพราะมีที่อื่นเสนอเงินเพิ่ม เป็นต้น

องค์กรจึงเลือกทางลัดคือ จ้างคนที่มีประสบการณ์ทันที แม้ต้องจ่ายแพงกว่า แต่ไม่ต้องเสี่ยงกับการ “ปั้นแล้วบินหนี”

นี่คือความจริงอันเจ็บปวด แต่เป็นความจริงที่ทุกฝ่ายต้องปรับตัว

3)  “ใบเซอร์เฟ้อ” = ความจริงที่ไม่มีใครบอก

อุตสาหกรรมคอร์สออนไลน์เติบโตระเบิดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ใบเซอร์ฯ จึงกลายเป็นสินค้ายอดนิยมที่เด็กจบใหม่ใช้เพิ่มน้ำหนักให้เรซูเม่

แต่ HR หลายองค์กรพบว่า
* ใบเซอร์การันตีว่า “เรียนจบ”
* แต่ไม่การันตีว่า “ทำงานได้”

และที่สำคัญ ใบเซอร์จำนวนมากไม่มีมาตรฐานกลางวัดทักษะจริง ทำให้เกิดปรากฏการณ์ Certificate Inflation หรือภาวะ “ใบเซอร์ล้นตลาดแต่คุณภาพไม่ต่างกัน”

นี่คือเหตุผลที่ใบเซอร์ช่วยแค่ 20% แต่ผลงานจริงช่วย 80%

จาก “รอโอกาส” → “สร้างหลักฐานด้วยตัวเอง”?

“สำหรับเด็กจบใหม่ —> Portfolio สำคัญกว่า Transcript 3 เท่า”
องค์กรยุค 2025–2030 ไม่ได้สนใจว่าคุณจบจากไหน แต่สนใจว่า คุณทำอะไรได้จริงบ้าง

สิ่งที่ให้คะแนนมากที่สุด ได้แก่
* Project ที่เคยทำจริง (Real Project)
* ผลงานที่ตรวจสอบได้ (Portfolio)
* ความสามารถใช้ AI และ Tool สมัยใหม่
* ความเร็วในการเรียนรู้ และปรับตัว เป็นต้น

คำแนะนำแบบลงมือทำได้ทันที
* ทำ Project นอกห้องเรียนแทนการอ่านทฤษฎี
* รับฟรีแลนซ์เล็กๆ เพื่อสร้างเคสจริง
* สร้าง Portfolio บน GitHub, Behance, Notion หรือ LinkedIn
* เข้าแข่งขัน Hackathon, Data Challenge หรือ Design Challenge เพื่อวัดมาตรฐานตัวเอง
* เขียนบทความสรุปกระบวนการทำงานให้องค์กรที่สมัครเห็นวิธีคิด

ในยุคงานที่พิสูจน์ได้ชนะทุกอย่าง ทั้ง “เรียน, เกรด, หรือใบเซอร์”

สำหรับองค์กร = เลิกมองหา “ซูเปอร์แมน” แล้วสร้าง “ระบบนิเวศน์ด้านคน” แทน

องค์กรที่ไปได้ไกลในช่วง Talent Shortage มีแพทเทิร์นเดียวกันคือ เลิกหวังว่าจะหาคนที่ Perfect แต่สร้างระบบที่ทำให้คนพัฒนาเร็วที่สุด

แนวทางที่องค์กรควรทำทันที?
* สร้าง Sandbox Program กับมหาวิทยาลัย เพื่อคัดเลือกเด็กตั้งแต่ยังเรียน
* เปิด Apprenticeship Track สำหรับงานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะ เช่น Data, UX, Coding
* ใช้หลักคิด “Hire for Attitude, Train for Skill” มากขึ้น
* ยอมรับว่าคนยุคใหม่อยู่ไม่นาน แต่ต้องสร้าง ROI ของคนภายใน 3–6 เดือนแรกให้คุ้มค่า
* ออกแบบ Career Track ที่โปร่งใสและเติบโตได้จริงเพื่อรักษาคนเก่ง เป็นต้น

องค์กรที่สร้าง Talent Pipeline ของตัวเอง คือองค์กรที่จะรอดในอีก 5 ปีข้างหน้า

✨ ยุคของ “ผลงานเหนือวุฒิ” มาถึงแล้ว

โลกการทำงานกำลังเปลี่ยนด้วยความเร็วสูงกว่าที่ระบบการศึกษาไทยจะตามทัน Skill ที่เรียนวันนี้อาจหมดอายุในอีก 24 เดือน หากไม่เรียนรู้ต่อเนื่อง

“ตลาดจึงให้รางวัลกับคนที่ ทำงานได้จริง มากกว่าคนที่ ถือใบปริญญา”

นี่คือความจริงใหม่ที่ทุกคนต้องยอมรับ
* งานจริงชนะใบเซอร์
* Portfolio ชนะ Transcript
* ผลลัพธ์ชนะประสบการณ์ยาวนานแต่ไม่ปรับตัว

คำถามสำคัญสำหรับคนหางานจึงไม่ใช่ “จะสมัครงานที่ไหนดี?” แต่ควรเปลี่ยนเป็น “เรามีหลักฐานอะไรที่พิสูจน์ได้ว่าองค์กรควรเลือกเราเหนือผู้สมัครอีก 100 คน?”

เมื่อคุณตอบคำถามนี้ได้ คุณจะไม่ใช่คนหางาน แต่จะกลายเป็น “คนที่องค์กรอยากได้” ทันที
1
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
โหวตเป็นกระทู้แนะนำ
ออฟไลน์
นักบอลลีกภูมิภาค
Status: จิ้งจกเสพความเหงา
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 18 Feb 2021
ตอบ: 13748
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Sun Dec 07, 2025 10:40
[RE: ⚖️ “คนว่างงานล้นตลาด” แต่ทำไม “บริษัทขาดคนทำงาน”?]
“ทฤษฎีรถบัส” (The Bus Theory)

เมื่อที่นั่งมีจำกัด… ทำไมคุณไม่ควรรับ “ทุกคน” ขึ้นรถ?

(บทเรียน "การคัดคน บริหารเวลา และจัดพลังงานชีวิต" ในวันที่ “คนที่ใช่” คือทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุด)

ในโลกการทำงานตอนนี้ที่เต็มไปด้วยความผันผวน ความเร็ว และการแข่งขันที่ไม่ปรานีใคร แนวคิดคลาสสิกจาก Good to Great ของ Jim Collins กลับมามีความหมายยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะประโยคที่ทรงพลังที่สุดของหนังสือเล่มนั้น

รถบัสหนึ่งคันไม่เคยถูกออกแบบให้รับคนได้ทุกประเภท เช่นเดียวกับ เวลา พลังงาน ความจุทางอารมณ์ และ ความสามารถในการดูแลผู้คน ของผู้นำ ทุกที่นั่งมีต้นทุน และทุกที่นั่งที่เลือก “คนผิด” ขึ้นมา ย่อมทำให้ทั้งรถช้าลง "บางครั้งถึงขั้นหลงทาง"

การเลือกเพื่อนร่วมทางจึงไม่ใช่เรื่องของความเกรงใจ แต่เป็น “ยุทธศาสตร์” ที่จะกำหนดว่า รถคันนี้จะไปได้ไกลแค่ไหน และผู้นำจะยังมีพลังเพียงพอให้กับงานสำคัญหรือไม่?

1. ที่นั่งมีจำกัด = "ต้นทุนค่าเสียโอกาสที่ผู้นำต้องกล้ายอมรับ”

ในความเป็นจริง ผู้นำจำนวนมาก “รู้” ว่ามีคนที่ไม่ควรอยู่บนรถ แต่ “ไม่กล้า” ตัดสินใจ เพราะติดกับดักความสัมพันธ์ ความเสียดาย หรือความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าเขาอาจจะดีขึ้น someday

แต่กฎเหล็กของการบริหารทีมคือ
"ทุกที่นั่งที่คนผิดครอบครอง = การกันที่นั่งของคนที่ถูกออกไป"

นี่คือความจริงที่โหดร้ายที่สุดในงานบริหารคน และเป็นความจริงที่องค์กรใหญ่ทั่วโลกเรียนรู้จากประสบการณ์จริงซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เมื่อ “คนที่ไม่ใช่” อยู่บนรถนานเกินไป จะเกิดอะไรขึ้น?
* ทีมช้าลง เพราะต้องคอยแก้ปัญหาซ้ำเดิม
* คนเก่งลดไฟลง เพราะต้องแบกงานที่ไม่ใช่ของตัวเอง
* บรรยากาศทีมติดลบ เพราะพลังงานลบแพร่กระจายเร็วเสมอ
* งานสำคัญถูกดึงออกไป เพราะผู้นำต้องคอยแก้ Drama มากกว่าแก้ Strategy

ในโลกจริง คนที่ทำร้ายความเร็วของทีมมากที่สุด ไม่ใช่คนที่ทำงานไม่ได้…แต่คือคนที่ ไม่ยอมรับผิด ไม่แก้ไข และไม่พัฒนาต่างหาก

ผู้นำมืออาชีพจึงต้อง “คัดเลือกอย่างตั้งใจ” และ “ย้ายออกอย่างสุภาพ” เพื่อปกป้องสภาพแวดล้อมของทั้งรถคันนี้

รถที่ไปได้ไกล ไม่ใช่รถที่คนเยอะที่สุด แต่คือรถที่คนบนรถ “สอดคล้องกันที่สุด”

2. “รถมีขึ้นได้… ก็ต้องมีลงได้" (Normalize the Exit ให้เป็นวัฒนธรรม ไม่ใช่ดราม่า)

หนึ่งในความเข้าใจผิดของวัฒนธรรมองค์กรไทยคือ “การลาออก = การทรยศ” ทั้งที่ในความเป็นจริง การลงจากรถคือ ธรรมชาติของวงจรชีวิตการทำงาน เช่นเดียวกับการเปลี่ยนเส้นทางของรถบัส

ทำไมบางคนถึงควรลงจากรถ?
* เขาเหมาะกับทางเรียบ แต่ไม่พร้อมในช่วงขึ้นเขา
* เขาเหมาะกับเส้นทางเดิม แต่ไม่สนใจเส้นทางใหม่ขององค์กรอีกต่อไป
* เขาจะไปได้ไกลกว่า เมื่ออยู่ในรถอีกคันที่ตอบโจทย์ความฝันของเขามากกว่า

ความสัมพันธ์ที่ดี คือความสัมพันธ์ที่เคารพ “เส้นทางของกันและกัน”

บทบาทของผู้นำ คือ
“ป้ายหน้าเราจะเลี้ยวซ้าย ถ้าคุณอยากไปขวา ลงป้ายนี้ได้เลย ไม่มีใครผิด”

บทบาทของผู้โดยสาร คือ
“รถคันนี้ยังตอบโจทย์เป้าหมายชีวิตฉันอยู่ไหม?”

บทบาทของผู้โดยสาร คือ
“รถคันนี้ยังตอบโจทย์เป้าหมายชีวิตฉันอยู่ไหม?”

การลงจากรถจึงไม่ใช่การหักหลัง แต่เป็นการ “คืนพลังงาน เวลา และพื้นที่ชีวิต” ให้ทั้งสองฝ่าย เพื่อให้แต่ละคนไปต่อในเส้นทางที่เหมาะสมที่สุดของตนเอง และหลายครั้ง… คนที่ลงจากรถวันนี้ อาจกลับมาขึ้นรถอีกคันในอีก 3 ปีข้างหน้าอย่างเหมาะสมกว่าเดิมด้วยซ้ำ

3. เมื่อปลายทางไม่ชัด… จงวัดทีมจาก “คุณภาพของคนข้างๆ”

ยุคนี้เส้นทางธุรกิจเปลี่ยนเร็วขึ้น ความแน่นอนหายไป แผนที่ล้าสมัยเร็วกว่าเดิม และหลายครั้งผู้นำเห็นเพียงเส้นทางข้างหน้าเพียง 50–100 เมตรเท่านั้น

เมื่อ “ทิศทาง” เปลี่ยนตลอดเวลา สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่แผน แต่คือคนที่พร้อมลุยไปกับคุณ

รูปแบบของผู้โดยสาร ที่กำหนดชะตารถบัส?

1. ถ้าเต็มไปด้วยคนที่รอคำสั่ง…
* คุณจะเหนื่อยเพราะต้องเป็น “GPS ของทุกคน” ตลอดเวลา
* งานช้าลง เพราะทุกเรื่องต้องรออนุมัติ
* ความคิดสร้างสรรค์หายไป เพราะไม่มีใครกล้าเริ่มก่อน

2. แต่ถ้าเต็มไปด้วยคนที่มี Ownership…
* เขาจะช่วยคิดแทน ไม่ใช่รอให้คุณคิดคนเดียว
* เขาจะลุกขึ้นแก้ปัญหา แม้แผนจะไม่ครบ
* เขาจะช่วยกัน “ผลักรถ” ตอนรถติดหล่ม ไม่ใช่มัวแต่รอให้หัวหน้าตัดสินใจ
* เขาจะพารถผ่านเส้นทางที่ท้าทาย แม้ไม่เห็นจุดหมายชัดเจน

บนเส้นทางที่คาดเดาไม่ได้ คนที่ “ลงมือทำก่อน” จะสร้างความได้เปรียบเหนือคนที่ “รอความชัดเจนก่อน” เสมอ

✨ ดังนั้น "เวลาของคุณแพงเกินกว่าจะนั่งไปกับคนที่ไม่ใช่?"

รถบัสชีวิตของเราทุกคนมีที่นั่งจำกัด และระยะทางก็ไม่เคยยืดออกเพื่อรองรับผู้โดยสารที่ไม่จำเป็นได้

จึงถึงเวลาแล้วที่เราต้อง
* เลิกลากจูงคนที่ไม่อยากเดิน
* เลิกอธิบายซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้คนที่ไม่ตั้งใจฟัง
* เลิกอยู่บนรถที่วิ่งในทิศทางที่ไม่ตรงกับชีวิตเรา

คุณค่าของเราจะเฉิดฉายที่สุด เมื่อเราได้อยู่ท่ามกลาง “คนที่ใช่” ใน “เวลาที่ใช่” บนเส้นทางที่เราตั้งใจเลือก

และถ้าวันนี้รถของคุณเริ่มหนักผิดปกติ… ลองเหลียวมองที่นั่งด้านหลังอย่างจริงใจครับว่า ถึงเวลาต้องเปิดประตูให้ใครลงหรือยัง?
2
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออนไลน์
Onion Member
Status: Ola..
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 15 Sep 2005
ตอบ: 19384
ที่อยู่: Ola~
โพสเมื่อ: Sun Dec 07, 2025 13:58
[RE: ⚖️ “คนว่างงานล้นตลาด” แต่ทำไม “บริษัทขาดคนทำงาน”?]
จบใหม่ๆ ก็ต้องหวังได้ เงินเยอะ งานสบาย

พอตกงานตอนอายุมาก เดี๋ยวก็เข้าใจสัจธรรมสังขารกันไปเอง

อายุ 35+ ขึ้น เกาะงานให้เหนียวกันเข้าไว้

พอเข้าวัย 40 มันไม่มีที่ไหนต้องการแรงงานที่อายุเกิน 39 แล้ว

ยิ่งเงินเก็บสะสมมามีไม่มากพอ ยิ่งเครียด
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
แผล่บๆ เรื้อนๆ ปั้มเรป วู้ววว !!!
ออฟไลน์
ซุปตาร์ฟุตบอลโลก
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 25 Apr 2009
ตอบ: 29147
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Sun Dec 07, 2025 15:02
[RE]⚖️ “คนว่างงานล้นตลาด” แต่ทำไม “บริษัทขาดคนทำงาน”?
วันก่อนครับ ผมไปหาเพื่อนที่บริษัท ใอหัวหน้าส้นเท้าที่บีบให้ผมต้องออก จนชีวิตผมล้ำคะมำไปช่วงหนึ่ง ปกติมันหนีหน้าผมตลอด วันนั้นจู่ๆ มันเดินเข้ามาทักทายคุยดี แล้วเพื่อนผมก็เอ่ยขึ้นมา “จะเอาพนักงานxxxคนนั้นออก คนที่เข้ามาแทนมรุง ปีนึงแล้วขายของให้ลูกค้าได้แค่ 2 รายเอง วันๆ นั่งอยู่แต่ในออฟฟิศ ไม่ไหวแล้ว มุงสนใจ....” ผมตัดบท ตอบไปว่า “กรูไม่กลับมาทำแล้วครับพี่ กรูทำเซงลี้ของกรูเอง กรูมีความสุขมากกว่า“

ปกติเดือนๆ นึง ผมหาลูกค้าได้ 2-5 ราย แต่ผมไม่ค่อยชอบอยู่ออฟฟิส เข้ามาประทับนิ้วเคลียร์เอกสารแล้วก็ออกไป ชอบไปอยู่ตามบ้านลูกค้าเมาท์มอยมากกว่า ผมไม่ได้ไปขาย แค่ไปสร้างสายสัมพันธ์ แต่หัวหน้าไม่ชอบ หาว่าผมไม่ทำตามวิธีการของแก วิธีการของแกคือ ให้ผมเฝ้าออฟฟิส เดี๋ยวลูกค้าก็มาหา ผมก็งง ก็เด็กพี่(หัวหน้า)ก็ทำตามวิธีการของพี่แล้วไง ปีนึงได้ลูกค้า 2 ราย พี่ยังไม่พอใจอีกเรอะ

ป.ล. ยอดขายของผม หัวหน้าจะได้ % ด้วย
โพสต์บนแอป Soccersuck บน iOS
แก้ไขล่าสุดโดย ตี๋ใหญ่เจ้าปัญหา เมื่อ Sun Dec 07, 2025 15:03, ทั้งหมด 1 ครั้ง
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออนไลน์
นักเตะอบต.
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 11 Feb 2017
ตอบ: 1446
ที่อยู่: TH
โพสเมื่อ: Sun Dec 07, 2025 15:26
[RE: ⚖️ “คนว่างงานล้นตลาด” แต่ทำไม “บริษัทขาดคนทำงาน”?]
คนเก่งๆ เขาก็ไม่ทำงานให้ บอไทยหรอกคับ แรงงานรีโมท มาจ้างเมืองไทยอย่างเยอะ เงินอย่างดี ขอได้ภาษา happy ทั้งคนจ้างคนทำ บอไทยแม่งปวดหัวกับคนนี้แหละ แม่งพูดไม่รุ้เรื่อง ยิ่งต่ำแหน่งสูงๆ แม่งคิดว่าฉีนนี้แหละเหนือมาก หัวจะปวด
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ไปหน้าที่ 1
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
กรุณาระบุเหตุผลที่จะแจ้งความ
ผู้ต้องหา:
ข้อความ:
Submit
Cancel
กรุณาเลือก Forum และ ประเภทกระทู้
Forum:

ประเภท:
Submit
Cancel