กำเนิดดาวรุ่ง
Status:

: 0 ใบ

: 0 ใบ
เข้าร่วม: 03 Jun 2020
ตอบ: 106
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Sat Aug 30, 2025 11:51
หรือนี่จะเป็นการจงใจ "เตะหมูเข้าปากหมา" เหล่าสีเขียวติดเครื่องรถถังรอกันแล้ว
ดูเหมือนว่าวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน อาจไม่ใช่เรื่องของอุบัติเหตุหรือความผิดพลาด แต่เป็นผลลัพธ์ของแผนการที่ถูกวางไว้อย่างแยบยลโดยคณะบุคคลกลุ่มหนึ่ง ที่ต้องการผลักให้ประเทศเดินเข้าสู่สภาวะ "ทางตัน" หรือ "Deadlock" อย่างจงใจ เป้าประสงค์สูงสุดคือการสร้าง "สุญญากาศทางการเมือง" (Political Vacuum) เพื่อเปิดทางให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนอกวิถีทางประชาธิปไตยตามปกติ
แผนการดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นลำดับขั้นตอน นับตั้งแต่การใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อนำไปสู่การสิ้นสุดของตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากนั้นเมื่อมี "รักษาการนายกรัฐมนตรี" ขึ้นปฏิบัติหน้าที่ ก็ได้มีการใช้อำนาจนั้นสั่ง "ยุบสภา" ทันที ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และตามมาด้วยการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจของรักษาการนายกฯ ทันที จังหวะทั้งหมดนี้ได้สร้างเงื่อนไขที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการ "แช่แข็ง" ประเทศ เพราะตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำวินิจฉัย การเลือกตั้งใหม่ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ตามกรอบเวลา และนี่คือจุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์ที่ลึกซึ้งกว่าที่เคยเป็นมา
หัวใจทางกฎหมาย: ข้อต่อสู้ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือ
.
ใจกลางของวิกฤตครั้งนี้อยู่ที่คำถามทางกฎหมายเพียงข้อเดียวคือ "รักษาการนายกรัฐมนตรีมีอำนาจยุบสภาหรือไม่?" ซึ่งความคลุมเครือในข้อกฎหมายนี้เองที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในแผนการสร้างทางตัน
ฝ่ายที่เห็นว่า "มีอำนาจ": อาจอ้างว่ารักษาการนายกฯ ต้องมีอำนาจเต็มเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน และการยุบสภาก็คือการคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจเมื่อเกิดวิกฤต
ฝ่ายที่เห็นว่า "ไม่มีอำนาจ": โต้แย้งว่าสถานะ "รักษาการ" มีไว้เพื่อประคองสถานการณ์เท่านั้น ไม่ใช่เพื่อตัดสินใจทางการเมืองครั้งใหญ่ที่จะเปลี่ยนอนาคตของประเทศ การยุบสภาจึงเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต
สภาวะสุญญากาศ: เมื่อประเทศถูกแช่แข็ง
.
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้พิจารณา แต่ยังไม่มีคำวินิจฉัยออกมา และกรอบเวลา 45-60 วันสำหรับการเลือกตั้งกำลังจะหมดไป ประเทศไทยจะเข้าสู่สภาวะสุญญากาศอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งส่งผลกระทบรอบด้าน:
ผลกระทบทางการเมือง:
วิกฤตความชอบธรรม: รัฐบาลรักษาการจะไร้ความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง เพราะไม่สามารถนำประเทศไปสู่การเลือกตั้งได้
การบริหารเป็นอัมพาต: ไม่มีสภาฯ ตรวจสอบ และรัฐบาลเองก็มีอำนาจจำกัด ไม่สามารถอนุมัติงบประมาณ, โครงการลงทุนขนาดใหญ่ หรือแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งสำคัญได้
ความขัดแย้งรุนแรง: มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดการชุมนุมประท้วงบนท้องถนนจากทุกฝ่ายเพื่อกดดันและเรียกร้องในแนวทางของตน
ผลกระทบทางเศรษฐกิจ:
ความเชื่อมั่นพังทลาย: นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติจะหยุดการลงทุนทันที เพราะไม่สามารถคาดเดาทิศทางการเมืองได้ ตลาดหุ้นจะผันผวนอย่างรุนแรง
เศรษฐกิจชะงักงัน: โครงการต่างๆ ของรัฐและเอกชนจะหยุดชะงัก กระทบต่อการจ้างงานและความเป็นอยู่ของประชาชนในวงกว้าง
ทางสองแพร่ง: ฉากทัศน์หลังคำวินิจฉัยของศาล
ท้ายที่สุดแล้ว ทางออกจากสภาวะสุญญากาศนี้ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะนำไปสู่ 2 ฉากทัศน์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ฉากทัศน์ที่ 1: ศาลชี้ว่า "การยุบสภาชอบด้วยกฎหมาย"
ผลลัพธ์: สถานการณ์จะคลี่คลายเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง กกต. จะต้องกำหนดวันเลือกตั้งใหม่โดยเร็วที่สุด แม้ว่าจะล่าช้าไปมากและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลแล้วก็ตาม
ฉากทัศน์ที่ 2: ศาลชี้ว่า "การยุบสภาไม่ชอบด้วยกฎหมาย"
ผลลัพธ์: นี่คือสถานการณ์ที่จะนำไปสู่ความโกลาหลที่สุด เพราะคำสั่งยุบสภาจะเป็นโมฆะ สภาผู้แทนราษฎรชุดเดิมจะฟื้นคืนชีพกลับมา และกระบวนการทางการเมืองทั้งหมดจะต้องย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น คือการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาฯ เดิมอีกครั้ง ท่ามกลางความขัดแย้งที่รุนแรงกว่าเดิม
ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์สมมตินี้คือภาพสะท้อนของความเปราะบางในระบอบประชาธิปไตยของไทย ที่สามารถถูกท้าทายและทำให้หยุดชะงักได้โดยการใช้ช่องว่างทางกฎหมายเป็นเครื่องมือ ซึ่งผู้ที่ต้องรับผลกระทบหนักที่สุดก็คือประเทศชาติและประชาชนทุกคน
โหวตเป็นกระทู้แนะนำ