ไว้คราวหน้า X
ไว้คราวหน้า X
ไม่ต้องแสดงข้อความนี้อีกเลย
ไปหน้าที่ 1
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
ฝากรูป
18 May 2022 17:12 by ZONG'TEEN
ราม่อน คาลิสเต้ : อดีตดาวรุ่งผีสู่นักธุรกิจนาฬิกาหรู
BLOG TOPIC_A
ติดต่อรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Line ID: @saless เบอร์โทรศัพท์ 0654695416 , 0654693944 โปรโมชั่นลดจากเดิม 30% (ไม่รับโฆษณาผิดกฏหมายทุกประเภท)


ดูเหมือนว่า รามอน คาลิสเต้ มีพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่ในการก้าวมาเป็นนักฟุตบอลแถวหน้าของโลกสมัยเป็นวัยรุ่น แต่ตอนนี้ เขากลับมาสร้างความร่ำรวยด้วยการขายนาฬิกาหรู และเครื่องเพชรมากมายใจกลางลอนดอนแทน

ตอนเป็นดาวรุ่งที่กำลังแจ้งเกิดขึ้นมา นักเตะเชื้อสายเวลส์รายนี้ได้รับการยกย่องถึงขนาดที่ว่าเป็น "นิว ไรอัน กิ๊กส์" โดยเขาเริ่มลงสนามให้ทีมเยาวชนของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเคยร่วมลงซ้อมกับทีมชุดใหญ่ที่มีซูเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่าง คริสติอาโน่ โรนัลโด้ และเวย์น รูนี่ย์ เป็นพี่เลี้ยงอีกต่างหาก

อย่างไรก็ดี เมื่อปี 2006 หรือตอนที่เขาอายุเพียง 21 ปี อาการบาดเจ็บรุนแรงที่ข้อเท้า ทำให้หนุ่มจากเมืองคาร์ดิฟฟ์ ต้องประกาศอำลาวงการลูกหนังแบบไม่ทันตั้งตัวตั้งแต่ยังไม่ทันแจ้งเกิดเสียด้วยซ้ำ

หลังผิดหวังอย่างแรงกับความฝันการเป็นนักฟุตบอลอาชีพเหมือนหนุ่มๆ ในสหราชอาณาจักรส่วนใหญ่ ในปี 2013 คาลิสเต้ เริ่มเปิดธุรกิจของตัวเองขึ้นมา ด้วยการขายนาฬิกาหรูระดับไฮท์-เอนด์

ทุกวันนี้ เขาใช้ชีวิตเหมือนอยู่ในความฝันที่มหานครดูไบ พร้อมๆ ไปกับการบริหารร้านเครื่องเพชรและเครื่องประดับหรูต่างๆ ในร้านที่ย่านไฮโซอย่างเมย์แฟร์ กลางกรุงลอนดอน

หากคุณเป็นคนที่กำลังมองหานาฬิกาโรเล็กซ์ เดย์โทนา สุดคลาสสิกราคา 30,000 ปอนด์ หรือแม้แต่กระเป๋าแอร์แมสสุดหรูในคอลเล็คชั่นต่างๆ ร้าน โกลบอล บูติก ที่ถนนเซาธ์ มอลตัน คือสถานที่ที่คุณควรไปเลือกชมสินค้าเหล่านี้

ธุรกิจร้านค้าแห่งนี้เป็นที่หล่อเลี้ยงชีวิตของเขาและครอบครัวที่ดูเหมือนจะยั่งยืน และสนุกสนานมากกว่าการที่เขายังเป็นพ่อค้าแข้งเหมือนที่ตั้งใจเอาไว้ในตอนแรก

โปรเจ็คต์ที่เต็มไปด้วยแพสชั่น

คาสิสเต้ ให้สัมภาษณ์จากดูไบ ถึงแพสชั่นในการหันมาเอาดีด้านธุรกิจว่า "สำหรับผมแล้ว นาฬิกาคือแพสชั่นเสมอ"

"ผมเรียนรู้เรื่องการซื้อขายได้อย่างรวดเร็ว หลงใหลในเรื่องของโรเล็กซ์ และขอบคุณจริงๆ ที่ธุรกิจก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ตอนนั้น"

"เมื่อไม่นานมานี้ เราเพิ่งเปิดร้านหรูระดับไฮท์-เอนด์ ที่เมย์แฟร์ ผมแฮปปี้มากที่จะบอกว่ามันกำลังไปได้สวยเลย"

"เราขายนาฬิกา เครื่องเพชรสวยๆ เรามีเครื่องประดับมากมายก่ายกองรวมถึงกระเป๋าแอร์เมส ซึ่งนี่คือสิ่งที่เราจะขยายธุรกิจออกไป เพราะกระเป๋าเหล่านี้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเลย"

"การมีที่ตั้งในเมย์แฟร์ ซึ่งมีลูกค้ามากมายทั่วโลกเดินวอล์คอินเข้ามา รวมไปถึงกลุ่มลูกค้าที่เราดึงดูดนั้น นี่คือธุรกิจที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง"

ก่อนหน้านี้ คาลิสเต้ เคยบอกเอาไว้ว่า เขาขายนาฬิการาคาตั้งแต่ 50,000 - 70,000 ปอนด์ โดยบริษัทของเขาทำรายได้มากกว่า 15 ล้านปอนด์ต่อปี มากกว่าที่เขาอาจได้รับหากยังเป็นนักฟุตบอลอาชีพไล่หวดลูกหนังเสียอีก

ลูกค้าส่วนใหญ่ของเขาก็เป็นบรรดานักฟุตบอลชื่อดัง, คนเด่นคนดังในแวดวงสังคม รวมถึงบรรดาเซเล็ปทั้งหลายที่แวะเวียนเข้ามาเลือกชมสินค้าสุดหรูไปประดับบารมี

"เป็นโรเล็กซ์นั่นแหล่ะที่คอยขับเคลื่อนธุรกิจ มันได้รับความนิยมมากที่สุดเลย"

"แต่ก็มียี่ห้ออื่นที่สำคัญเช่นกัน อย่าง ปาเต็ก ฟิลิปป์, โอเดอมาร์ ปิเกต์ และริชาร์ด มิลล์ ที่ขายทำรายได้มหาศาล"

"การบริหารธุรกิจทุกๆอย่างมันยากลำบากจริงๆนะ เมื่อคุณดีลกับสินค้าราคาแพง มันมีความร่วมมือและกฏเกณฑ์ต่างๆ มากมายอยู่ภายในใจ"

"ที่นี่เราทำทุกสิ่งทุกอย่างตามหนังสือ มันสำคัญมากๆ ที่เมื่อคุณกำลังทำอะไรมันต้องชัดเจนแจ่มแจ้งเสมอ"

"ผมโชคดีที่ทำกำไรงามตั้งแต่แรกเริ่ม นาฬิกาบางอันที่เราขายนั้น ราคาพุ่งไปสูงถึง 250,000 ปอนด์"

"การที่มีพื้นเพเกี่ยวกับฟุตบอลก็ช่วยได้เยอะเลย ผมดีลกับนักฟุตบอลในช่วงเริ่มแรก ขายนาฬิกาให้กับพวกเขา ผมได้รับความไว้วางใจอยู่ก่อนแล้ว"

"แม้แต่ทุกวันนี้ ลูกค้าที่มาจากออนไลน์ พวกเขาเห็นว่าเป็นผม พวกเขาจะรู้สึกสบายใจที่ได้ซื้อของจากผม"

"อาจมีบริษัทอื่นที่แข็งแกร่งกว่าบริษัทของผม แต่เพราะผมเคยอยู่ในวงการมันก็เลยช่วยเรื่องธุรกิจได้มากพอตัว"

"เรามีบริการตามใจลูกค้า ซึ่งเราจะออกไปหาพวกเขา ไม่ใช่เพียงแค่นักฟุตบอลเท่านั้นหรอกนะ เราเริ่มต้นจากออฟฟิศในเมย์แฟร์ แล้วก็มีหน้าร้านที่ลอนดอนเหนือ"

"เมื่อคุณสามารถนำสินค้าไปยังบ้านของบรรดานักฟุตบอล หรือมหาเศรษฐีร้อยล้านได้ มันก็เป็นเรื่องที่ดีกว่า พวกเขาชอบการบริการเหล่านี้ และมันยิ่งทำให้มีโอกาสขายสินค้าได้ง่ายขึ้น"

"ผมมีความสัมพันธ์อันเยี่ยมยอดกับบรรดานักฟุตบอล และทำให้มั่นใจได้เสมอว่าพวกเขาจะได้รับการดูแล"

"ผมมองว่าตัวเองเป็นเหมือนที่ปรึกษา ผมรู้จักนาฬิกาแทบหมดเปลือก และพยายามให้คำแนะนำแก่ลูกค้าว่าจะซื้ออะไร"

"บางครั้งเมื่อลูกค้ามาหาผมแล้วบอกว่าอยากได้อะไร ผมก็จะบอกพวกเขาตรงไปตรงมาว่ามันดีหรือไม่ดี"

"ผมไม่อยากให้ลูกค้าของผมเสียเงินมากมายตอนที่พวกเขาจะขายนาฬิกาของตัวเอง"

วันเวลาสมัยยังค้าแข้ง

คาลิสเต้ มองย้อนกลับไปบนเส้นทางพ่อค้าแข้งของตัวเองในช่วงต้นยุค 2000 เขาเซ็นสัญญากับ "ปีศาจแดง" และยืนเคียงข้างกับ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตำนานกุนซือผู้โด่งดัง

ราม่อน เผยความรู้สึกเมื่อมองย้อนกลับไปว่า "โทนี่ ฮอปกิ้นส์ แมวมองของยูไนเต็ด ตามดูผมนาน 2 ปี ตั้งแต่ตอนที่ผมเรียนมัธยมที่คาร์ดิฟฟ์"

"เริ่มแรกเลยผมเซ็นสัญญากับโคเวนทรี้ แต่ผมไม่มีความสุขกับที่นั่น ผมถูกเรียกตัวไปเล่นให้เวลส์ รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ตอนอายุแค่ 13 แต่โคเวนทรี้ ขวางไม่ให้ผมลงเล่น"

"ผมคิดว่ามันเป็นเพราะอาจมีใครบางคนเข้ามาทาบทามหากผมลงเล่น และสร้างความประทับใจให้กับแมวมองคนอื่นๆ"

"ผมไม่ชอบอะไรแบบนั้นเลย แค่อยากหนีออกไป ขอบคุณพระเจ้าที่ผมทำได้ แม่มารับผมไป เธอมาแล้วเอาผมไป เราแค่ออกจากสโมสรไปเท่านั้น"

"ผมยกเลิกสัญญา แล้วกลับไปโรงเรียน จากนั้นก็ย้ายไปแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 2000 (อายุ 15 ปี)"

จากนั้นไม่นาน เขาก็เซ็นสัญญากับยูไนเต็ด ภาพที่ คาลิสเต้ ถ่ายภาพกับ "ป๋า" โดยมี นาเดีย คุณแม่อุ้มเชด้า น้องสาวคนเล็กๆ และเคอร์ริม น้องชายอีกคนในห้องทำงาน ยังติดตาเขามาจนถึงปัจจุบัน

"ผมคิดว่านั่นเป็นวันที่ทำสัญญานะ เป็นวันครอบครัว ตอนที่ผมไปโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ผมเจอเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ซึ่งนั่นคือประสบการณ์อันน่าเหลือเชื่อ"

"ได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตาของตัวเอง ผมเข้าไปในห้องๆหนึ่งที่ทุกคนเข้าไปพบปะกับเขา"

"มันวิเศษมาก ตอนผมเป็นเด็กผมไม่ได้ตกตะลึงมากมายอะไรนักหรอก แต่เขามีออร่าของชายผู้ยิ่งใหญ่"

การต้องห่างครอบครัวเป็นปัญหาอีกอย่างของเจ้าหนูรายนี้ สุดท้ายเขาก็ขอร้องให้ครอบครัวย้ายขึ้นเหนือมาอยู่กับเขาในตอนนั้น

"ผมปรับตัวได้ไม่ดีเท่าไหร่ในตอนแรก ผมขอให้พวกเขาเอาครอบครัวขึ้นมาอยู่กับผม พวกเขาดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะไม่ต้องคิดอะไรนอกเหนือไปจากการเล่นฟุตบอล ผมโชคดีพอที่พวกเขาทำแบบนั้น"

"พวกเขาซื้อบ้านหลังหนึ่งเพื่อให้ครอบครัวของผมอยู่ เราเดินไปรอบๆ แล้วก็เลือกบ้าน เสร็จพวกเขาก็ซื้อให้"

เส้นทางของ คาลิสเต้ ดูเหมือนจะรุ่งโรจน์ เมื่อปี 2001 เขามีชื่อเป็น 100 นักเตะดาวรุ่งที่เก่งที่สุดในโลกของ ดอน บาลอน นิตยสารเมืองกระทิง โดยรั้งอันดับ 87 ตามหลังดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ 4 อันดับ

ราม่อน ก้าวขึ้นมาเป็นดาวเด่นในทีมเยาวชน เป็นส่วนสำคัญในการคว้าแชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ เมื่อปี 2003

น่าเสียดายที่ ราม่อน ไม่ได้ลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของยูไนเต็ด แต่เขาก็มีโอกาสถูกเรียกตัวขึ้นไปซ้อมกับบรรดาซุปตาร์คนดังหลายหนเหมือนกัน

"สภาพแวดล้อมสุดยอดมาก ทุกๆวันที่เดินไปก็ได้เห็นซุปตาร์เหล่านี้ ได้เจอเบ็คแฮม, ยาป สตัม ซุปตาร์มากมาย รุด ฟาน นิสเตลรอยโคตรจะเจ๋ง มันทำให้บรรดาเด็กๆ มีแรงบันดาลใจว่าพวกเขาต้องการไปที่ไหน"

"ผมจำได้ว่า รุด ฟาน นิสเตลเรอย เอาแขนมาโอบไหล่ผม ผมคิดว่าเราเคยซ้อมด้วยกันครั้งหนึ่ง ตอนนั้นผมค่อนข้างหงุดหงิด แล้วเขาก็เอาแขนมาโอบไหล่ผม เขาแม่มเจ๋งจริงๆ"

"เราไม่ได้ซ้อมกับทีมชุดใหญ่เสมอหรอกนะ แต่บางทีเราก็เล่นเกมโต๊ะเล็กกัน ผมอยากที่จะลงซ้อมร่วมกับพวกเขาแบบถาวร มันสุดยอดมากที่ผมได้โอกาสนั้น"

"ผมได้ร่วมลงซ้อมกับ รูนี่ย์ และโรนัลโด้ ซึ่งมันสุดยอดมากจริงๆ"

"ผมจำได้ว่าได้เจอแกเร็ธ เบล ตอนที่เราลงซ้อมให้ทีมชาติเวลส์ รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปีที่สนามซ้อมเร็กซ์แฮม ตอนนั้นผมไม่รู้จริงๆ ว่าเขาคือใคร แต่ผมรู้ว่าเขาอยู่ที่เซาธ์แฮมป์ตัน"

"แต่หลังจากซ้อมเสร็จ เราก็มาเล่นกันต่อ ผมเห็นว่าเขากำลังซ้อมยิงฟรีคิกอยู่ คุณเห็นได้ตั้งแต่ตอนนั้นว่าเขาคือนักเตะที่พิเศษ เยี่ยมมากที่ได้ลงเล่นเคียงข้างเขาและคนอื่นๆ ที่เป็นสุกยอดนักฟุตบอลของโลก"

แต่เส้นทางของเขาก็ไปไม่สุดกับ "ปีศาจแดง" เมื่อสโมสรมีการปล่อยนักเตะเยาวชนออกจากทีมมากมายเพราะต้องการปรับโครงสร้างทีมเยาวชน ราม่อน ที่ตอนนั้นอายุ 19 ปี เป็นหนึ่งในคนที่โชคร้าย เขายังจำบทสนทนากับเฟอร์กูสันตอนนั้นได้ดี

"ก็แบบว่า "เอาล่ะ ก็แค่ช่วงเวลาที่ไม่ดี มีคนที่นำหน้านายหลายคนเกินไปในตอนนี้" เขาไม่อยากรั้งผมเอาไว้แล้วให้สัญญาอะไรผิดๆ ผมคิดว่างั้นนะ มันหนักนะ ค่อนข้างช็อคเลย"

"คุณเริ่มตระหนักได้ว่าคุณกำลังเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ คุณต้องรับมือกับมันให้ได้ และมูฟออนต่อไป ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุผล"

"ผมคิดว่าตอนนั้นเมื่อคุณอายุย่างเข้า 20 ปี คุณต้องเข้าไปอยู่ในทีมชุดใหญ่ให้ได้"

อาการบาดเจ็บพรากชีวิตนักเตะ

ภายหลังจากรามอน โดนปล่อยออกจากโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เขาย้ายไปอยู่กับทีมสำรองของลิเวอร์พูล อริสำคัญ พร้อมเป็นดาวซัลโวในปี 2005-2006

จากนั้น เขาย้ายไปสคันธอร์ป เพื่อโอกาสลงเล่นในทีมชุดใหญ่ ภายหลังจาก จอห์น โตแช็ค กุนซือทีมชาติเวลส์เวลานั้น แนะนำว่าจำเป็นต้องลงสนามอย่างสม่ำเสมอ

"ตอนแรกเลยผมก็ไม่ได้อยากทำแบบนั้นหรอกนะ แต่โตแช็ค บอกผมว่าผมจำเป็นต้องลงเล่นในเกมการแข่งขันจริง หากอยากก้าวขึ้นมาติดทีมชาติเวลส์ชุดใหญ่"

"ผมคิดว่าก็ลองดู แล้วก็ทำสัญญา ช่วงปรีซีซั่นผมได้รับบาดเจ็บข้อเท้ารุนแรงทันที ผมไม่เคยฟื้นตัวกลับมาได้อีกเลย"

"ตอนที่ผมตระหนักได้ว่าฟุตบอลจะไม่ได้มอบชีวิตที่ผมหวังได้อีกต่อไปแล้ว มันก็แค่ต้องหาอะไรอย่างอื่นมาเลี้ยงชีพ เดินหน้าต่อไปให้เร็ว"

"ผมเริ่มต้นเข้าไปเกี่ยวข้องกับนาฬิกาผ่านช่องทางต่างๆ ที่มีในโลกของฟุตบอล"

"เมื่อผมมองว่ามันอาจกลายเป็นธุรกิจที่จริงจังขึ้นมาได้ ผมก็ก่อตั้ง โกลบอล วอชส์ขึ้นมาในปี 2013 และมันก็กลายเป็นบริษัที่แข็งแกร่ง และสร้างรายได้หลายล้านปอนด์ในตอนนี้"

"ไอเดียก็คือทำให้มันเติบโตยิ่งๆขึ้นไป หวังว่าจะขายบริษัทออกไปในอีก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า เหมือนที่ Watchfinder เพิ่งทำเมื่อไม่นานมานี้"

เมื่อปี 2009 ราม่อน ตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตด้วยการประกาศอำลาวงการฟุตบอลอย่างเป็นทางการ ด้วยวัยเพียง 24 ปีเท่านั้น

แม้เขาจะพยายามย้ายไปอยู่กับทีมเล็กๆ อย่างเคมบริดจ์ ซิตี้ หรือ ซาราเซนส์ ที่อยู่นอกลีก แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรทั้งนั้น อาการบาดเจ็บข้อเท้า พรากความฝันไปจากเขาโดยสมบูรณ์แบบ

ใช้ชีวิตเหมือนฝัน

"ทุกวันนี้ผมยังมีปัญหากับข้อเท้าอยู่เลย ผมไปหาหมอเป็นประจำ บางทีผมอาจต้องเข้ารับการผ่าตัดอีกครั้งหนึ่ง"

"หากผมได้รับบาดเจ็บตอนอยู่กับแมน ยูไนเต็ด หรือลิเวอร์พูล ผมอาจไม่เป็นอะไรก็ได้ แต่เพราะผมเข้ารับการรักษาที่สคันธอร์ป ผมไม่คิดว่าเรามีความใส่ใจเรื่องการแพทย์อย่างเหมาะสม"

แต่เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุผล ตอนนี้ คาลิสเต้ แฮปปี้ดีกับการใช้ชีวิตในตะวันออกกลาง ลูกๆ ของเขาปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้เป็นอย่างดี

"ผมรู้สึกโชคดีพอที่โชคชะตาช่วยผมและครอบครัว ดูไบเป็นสถานที่ที่สวยงามและปลอดภัยมาก และยังเป็นศูนย์กลางการค้าขนาดใหญ่ มีโอกาสมากมายอยู่ที่นี่ และมีเงินมหาศาลอยู่ที่นี่ด้วย"

"ทั้งหมดทั้งมวลคือการตัดสินใจอย่างรอบคอบเพื่อครอบครัวและลูกๆ ที่ได้เรียนโรงเรียนอันยอดเยี่ยมที่นี่"

"เมื่อเปรียบเทียบกับที่ที่ผมเริ่มต้นตอนยังเป็นเด็กหนุ่มนั้น ชีวิตของผมเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงจริงๆ"

"ตอนนี้ผมสามารถสร้างบางสิ่งที่อยู่ยงคงกระพัน เมื่อคุณเล่นฟุตบอลคุณก็จะมีช่วงชีวิตแค่เวลาหนึ่งเท่านั้นเอง"

ตอนนี้ผมมองว่าอาการบาดเจ็บนั้นเป็นการอำนวยพร ผมขอบคุณมากๆ ที่มันเปลี่ยนแปลงเส้นทางของผม แม้ว่ามันคือสิ่งที่ยอมรับได้ยากลำบากอย่างยิ่ง ณ เวลานั้น"

"อย่างไรก็ดี ผมขอขอบคุณเส้นทางนี้ที่เป็นไปด้วยดี และจะยืนยาวต่อๆไป"

"ในช่วงชีวิตคุณย่อมก้าวผ่านขุมนรกมากมาย ผมไม่เสียใจเลยกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองในวงการฟุตบอล ผมได้เรียนรู้อะไรเพียบเลย"
แก้ไขล่าสุดโดย ZONG'TEEN เมื่อ Wed May 18, 2022 17:12, ทั้งหมด 3 ครั้ง
โหวตเป็นกระทู้แนะนำ
ออฟไลน์
กำเนิดดาวรุ่ง
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 22 Nov 2006
ตอบ: 512
ที่อยู่: Anfield
โพสเมื่อ: Wed May 18, 2022 17:51
[RE: ราม่อน คาลิสเต้ : อดีตดาวรุ่งผีสู่นักธุรกิจนาฬิกาหรู]
เคยอ่านคอลัมม์ ที่เขียนถึงหมอนี่ด้วยนะสมัยย้ายมาลิเวอร์พูล น่าจะชื่อประมาณว่า จากก้อนหินในมือผีกลายเป็นเพชรห้าสีในมือหงส์
1
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
นักเตะท้ายซอย
Status: the gunner
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 13 Oct 2010
ตอบ: 992
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Thu May 19, 2022 08:15
[RE: ราม่อน คาลิสเต้ : อดีตดาวรุ่งผีสู่นักธุรกิจนาฬิกาหรู]
อ่านบทความนี้แล้ว ทำให้นึกถึงนักเตะ ที่แจ้งเกิดไม่ได้ พวกเขาแต่ละคนจะเป็นไงบ้างนะ
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
3oQ5Lf.gif
ออฟไลน์
นักเตะท้ายซอย
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 2111
ที่อยู่: นครราชสีมา
โพสเมื่อ: Thu May 19, 2022 20:54
[RE: ราม่อน คาลิสเต้ : อดีตดาวรุ่งผีสู่นักธุรกิจนาฬิกาหรู]
ชอบบทความแบบนี้ครับ
1
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
กำเนิดดาวรุ่ง
Status: Since2000
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 06 Oct 2021
ตอบ: 21
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Sat May 21, 2022 14:38
[RE]ราม่อน คาลิสเต้ : อดีตดาวรุ่งผีสู่นักธุรกิจนาฬิกาหรู
ขอบคุณบทความดีๆครับ
โพสต์บนแอป Soccersuck บน iOS
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ไปหน้าที่ 1
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
กรุณาระบุเหตุผลที่จะแจ้งความ
ผู้ต้องหา:
ข้อความ:
Submit
Cancel
กรุณาเลือก Forum และ ประเภทกระทู้
Forum:

ประเภท:
Submit
Cancel