ไว้คราวหน้า X
ไว้คราวหน้า X
ไม่ต้องแสดงข้อความนี้อีกเลย
ไปหน้าที่ 1
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
ฝากรูป
ผู้ตั้ง
ข้อความ
ออฟไลน์
ซุปตาร์ฟุตบอลโลก
Status: ARSENAL till i die
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 06 Apr 2017
ตอบ: 3667
ที่อยู่: Bigbang/Winner/Treasure/IKON/Blackpink/Somi/ITZY/Nmixx/Taeyeon/BIBI/Zico/Jaypark/Sik-k/Hyuna&Dawn
โพสเมื่อ: Mon Jan 17, 2022 10:44
#Update IT (Jan 17, 2022)
update IT สั้นๆ + เพิ่มข่าววงการอื่นๆมาให้เล็กน้อยครับ



ข่าวลือใหม่ !! iPhone 14 Pro, iPhone 14 Pro Max
จะมาพร้อมกับดีไซน์เจาะรูหน้าจอรูปแคปซูลและแบบวงกลม
เพื่อติดตั้งกล้องหน้าและ Face ID

Spoil




ก่อนหน้านี้มีข่าวลือออกมาจากหลายสำหนักสื่อเกี่ยวกับดีไซน์หน้าจอแบบใหม่ของ iPhone 14 Pro และ iPhone 14 Pro Max นั้นจะไม่ได้ใช้งานหน้าจอรอยบากอีกต่อไป แต่จะมีการนำหน้าจอแบบเจาะรูเข้ามาใช้งาน และจะเป็นในรูปทรงแคปซูลยาเพื่อฝังกล้องหน้าและเซ็นเซอร์เอาไว้ และมีการฝัง Face ID ไว้ใต้หน้าจอ แต่ข่าวลือล่าสุดดูเหมือนจะเป็นการเพิ่มการเจาะรูรูปทรงวงกลมเข้ามาเพื่อที่จะเป็นการใช้งาน Face ID ที่วางคู่กันกับการเจาะรูปรูปแคปซูลยา

Ross Young ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับวงการหน้าจออุปกรณ์อิเล้กทรอนิกส์ ได้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ iPhone 14 Pro และ iPhone 14 Pro Max ว่าจะมีการนำดีไซน์หน้าจอแบบ Punch-hole เข้ามาใช้งาน และเชื่อว่า Face ID จะมาในรูปแบบ Dot ควบคู่กับการเจาะรูรูปทรงแคปซูลยาเพื่อฝังกล้องหน้าและกล้องอินฟาเรดของ Face ID ซึ่งถ้าหากข่าวลือนี้เป็นจริง นั่นหมายความว่า Face ID ที่จะฝังใต้หน้าจอตามข่าวลือก่อนหน้านี้ จะไม่เป็นจริงอีกต่อไป

https://www.flashfly.net/wp/373020
 






TrendForce มั่นใจ iPhone 14 Pro จะมาพร้อมกล้อง 48 ล้านพิกเซล
Spoil


รายงานล่าสุดจาก TrendForce บริษัทวิจัยจากไต้หวัน ยืนยันว่า iPhone 14 Pro จะมาพร้อมกล้อง 48 ล้านพิกเซล ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบกล้อง iPhone
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ iPhone 14 Pro ถูกอ้างว่าจะมาพร้อมกล้อง 48 ล้านพิกเซล ย้อนกลับไปในเดือนกันยายนที่ผ่านมา Ming-Chi Kuo นักวิเคราะห์จาก TF International Securities ก็เคยออกมาทำนายว่ากล้องหลักของ iPhone 14 Pro จะมีความละเอียด 48 ล้านพิกเซล

นอกจากนี้ iPhone 14 ยังถูกลือว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงกล้องหน้าด้วย จากติดตั้งไว้ในรอยบาก อาจถูกเปลี่ยนเป็นการเจาะหลุม ส่วนจะเป็นหลุมวงกลม หรือ แคปซูลยา ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน

https://www.flashfly.net/wp/373227
 






นี่คือเหตุผลที่ iPhone 14 จะยังคงมาพร้อมกับพอร์ต Lightning เช่นเคย
Spoil

ก่อนหน้าที่ Apple จะทำการตัดช่องต่อชุดูฟัง 3.5 มม. ใน iPhone 7 ปี 2016 ต่างก็มีข่าวลือออกมามากมาย รวมถึงการตัดพอร์ต Lightning ออกไปด้วย จนมาไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็เริ่มมีข่าวลือเกี่ยวกับ iPhone ไร้พอร์ตมากขึ้นเรื่อยๆ และในปี 2020 ที่ผ่านมา Apple ได้นำ MagSafe เข้ามาใช้งานใน iPhone 12 และทำให้ iPhone 13 นั้นมีข่าวลือว่าจะไม่ใช้พอร์ตอีกต่อไป แต่แล้วก็ยังมีการใช้ Lightning อยู่ จนมาถึง iPhone 14 รุ่นปี 2022 ที่ก็ยังมีข่าวลือว่าจะไม่มีการใช้พอร์ตใดๆ อีกต่อไป แต่เราก็มีเหตุผลที่ว่า Apple จะยังคงใช้งานพอร์ตต่อไปใน iPhone ของปี 2022 นี้

การออกแบบ iPhone ที่ไม่มีปุ่มหรือพอร์ตต่างๆ น่าจะเป็นเป้าหมายระยะยาวของ Apple เพราะเนื่องจากจะทำให้ตัวเครื่องดูเรียบหรู สะอาดตา แต่ยังมีอุปสรรคสำคัญอยู่ก็คือ การชาร์จ และการโอนถ่ายข้อมูลแบบไร้สาย แน่นอนว่าต้องมองข้าม Bluetooth ไปได้เลย เพราะมีข้อจำกัดทางด้านแบนด์วิดท์ ซึ่งต้องหาวิธีการที่ทำให้การโอนถ่ายข้อมูลทำได้รวดเร็วกว่า ไม่อย่างนั้นการนำพอร์ตออกจะเป็นการก้าวถอยหลังในเรื่องของการโอนถ่ายข้อมูล

อันที่จริงก็ถือว่า Apple เริ่มมีการพัฒนาเข้าใกล้เข้าเป็นจริงขึ้นมาแล้ว ซึ่งทาง MacRumors ได้ค้นพบว่า Apple Watch Series 7 นั้นมาพร้อมกับโมดูลที่ช่วยให้สามารถถ่ายโอนข้อมูลแบบไร้สายได้ถึง 60.5GHz เมื่อวางบนแท่นแม่เหล็กที่รองรับ ทาง Apple อาจไม่โฆษณาความสามารถนี้ เพราะมีไว้สำหรับใช้ภายในเท่านั้น เช่น พนักงาน Apple Store อาจใช้งานเพื่อกู้คืน Apple Watch แบบไร้สาย แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าการถ่ายโอนข้อมูลแบบไร้สายแบบนี้จะมีความเร็วมากขนาดไหน แต่ก็ถือว่ามีความเร็วอยู่พอสมวรเพราะ การถ่ายโอนข้อมูลผ่าน USB 2.0 นั้นความเร็วสูงถึง 480 Mbps

อย่างไรก็ตาม ปัญหาไม่ได้มีแค่เรื่องของการโอนถ่ายข้อมูลเท่านั้น การที่ไม่มีพอร์ต นั่นหมายความว่าการเชื่อมต่อ iPhone เข้ากับคอมพิวเตอร์ในกรณีที่ iPhone ไม่ตอบสนองก็จะไม่สามารถทำได้ ซึ่งแน่นอนว่าผู้ใช้งานจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเบื้องต้นได้ ซึ่งตรงนี้ก็ทำให้เกิดความไม่สะดวกในการใช้งาน

ในเรื่องของการชาร์จไฟก็ยังคงเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ด้วยเช่นกัน หาก Apple ได้มีการพัฒนา MagSafe 2.0 เวอร์ชันใหม่ที่สามารถชาร์จได้เร็วขึ้นกว่าเดิม (15W) ก็น่าจะทำให้ก้าวข้ามอุปสรรคนี้ไปได้บ้าง แต่ทว่าคู่แข่งก็มีการชาร์จไร้สายที่เร็วกว่ามาก รวมถึง Eric Ravenscraft จาก Debugger ได้กล่าวไว้ว่า การชาร์จไร้สายนั้นใช้พลังงานมากกว่าการชาร์จแบบมีสายถึง 47% ในการชาร์จไฟที่ได้ในปริมาณที่เท่ากัน ซึ่งค่อนข้างสวนทางกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของ Apple

และ Apple ยังคงมีประเด็นเกี่ยวกับการกำหนดของสหภาพยุโรปที่พิจารณาออกมาในปี 2020 เกี่ยวกับการกำหนดพอร์ตสากลในอุปกรณ์มือถือทั้งหมด โดยทาง Apple นั้นได้ให้ความเห็นว่า การเปลี่ยนพอร์ต ก็จะทำให้สาย Lightning ที่มีอยู่หลายล้านสายทั่วโลกหมดประโยชน์ และอาจจะทำให้เกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมากทันที

จากอุปสรรคดังกล่าว จึงมีความเห็นว่า iPhone 14 สมาร์ทโฟนรุ่นต่อไปของ Apple จะยังคงมาพร้อมกับพอร์ต Lightning และ MagSafe เช่นเคย จนกว่าจะมีการแก้ปัญหาในการการชาร์จแบบไร้สายที่ใช้งานได้จริง และการออกแบบ iPhone แบบไม่มีพอร์ตที่เวลาเครื่องมีปัญหาแล้วสามารถแก้ไขเองได้

https://www.flashfly.net/wp/373219
 






พบสมาร์ทโฟนพับจอได้ของ Google อยู่ในซอฟต์แวร์ Android 12L เวอร์ชั่น Beta 2
Spoil

Google ปล่อยระบบปฏิบัติการ Android 12L เวอร์ชั่น Beta 2 ออกมาให้อัพเดทแล้ว และพบว่ามีรูปภาพเคลื่อนไหวที่สะดุดตาเว็บไซต์ 9to5Google เนื่องจากเป็นรูปภาพสมาร์ทโฟนพับจอได้ ที่แสดงถึงวิธีการถอดถาดใส่ซิมการ์ด

รูปภาพสมาร์ทโฟนพับจอได้ที่ฝังอยู่ในซอฟต์แวร์ Android 12L เวอร์ชั่น Beta 2 กลายเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยตอกย้ำว่า Google กำลังพัฒนาสมาร์ทโฟนพับจอได้ ซึ่งถูกเรียกว่า Pixel Fold

จากรูปภาพที่รั่วไหลออกมา แสดงให้เห็นดีไซน์สมาร์ทโฟนพับจอได้ในสไตล์เดียวกับ OPPO Find N และ Galaxy Z Fold3 โดยคาดว่าจอหลักที่พับได้จะมีขนาด 7.6 นิ้ว ให้อัตราส่วนภาพ 7:8

คาดว่า Google จะพร้อมเปิดตัวสมาร์ทโฟนพับจอภายใต้แบรนด์ Pixel ในช่วงครึ่งหลังของปี 2022

https://www.flashfly.net/wp/373213
 






OnePlus สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุด OnePlus 10 Pro
มาพร้อมกล้อง Hasselblad รุ่นที่ 2 และชาร์จไว 80w

Spoil

วันพลัส (OnePlus) แบรนด์เทคโนโลยีระดับโลก ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด OnePlus 10 Pro อย่างเป็นทางการในประเทศจีน โดย OnePlus 10 Pro มาพร้อมกับกล้อง Hasselblad รุ่นที่ 2 และเติมความสมบูรณ์แบบด้วย OnePlus Billion Color Solution โหมด Hasselblad Pro รุ่นที่ 2 และเลนส์ ultra-wide 150° ตัวใหม่ นอกจากนี้ OnePlus 10 Pro ยังมีประสิทธิภาพที่เร็วแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสมาร์ทโฟนของวันพลัส ด้วยพลังของ Snapdragon® 8 Gen 1 ควบคู่ไปกับ RAM LPDDR5 ที่สูงสุดถึง 12 GB และยังมาพร้อมกับแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาของวันพลัส รวมถึงการชาร์จที่ทรงพลังที่สุดในรูปแบบของ SuperVOOC Flash Charge 80W

พีท เหลา ผู้ก่อตั้ง วันพลัส กล่าวว่า “OnePlus 10 Pro ได้รับการสานต่อความร่วมมือ (partnership) กับผู้ผลิตกล้องในตำนานอย่าง Hasselblad ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่ของกล้องอีกมากมาย โดยกล้อง Hasselblad รุ่นที่ 2 ของเราใน OnePlus 10 Pro ได้ผสานเข้าไปกับประสิทธิภาพของสมาร์ทโฟนที่เร็วแรงเป็นพิเศษ รวมไปถึงการชาร์จเร็วที่เร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมาของวันพลัส ทำให้สมาร์ทโฟนรุ่นนี้เป็นสมาร์ทโฟนเรือธงที่ครบครันที่สุดของเราในปัจจุบัน”

กล้อง Hasselblad รุ่นที่สองของวันพลัส

กล้อง Hasselblad รุ่นที่ 2 สำหรับสมาร์ทโฟน OnePlus 10 Pro ได้รองรับ OnePlus Billion Color Solution ที่จะช่วยให้การปรับเทียบสีธรรมชาติกับสีมากกว่า 1,000 ล้านสี และยังมาพร้อมกับกล้องหลังทั้งหมด 3 ตัว ได้แก่ กล้องหลัก กล้อง Telephoto และกล้อง Ultra-wide ที่รองรับการถ่ายภาพด้วยสี 10 บิต อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยเหตุนี้ OnePlus 10 Pro จึงสามารถถ่ายภาพได้เพิ่มขึ้น 25% ในการครอบคลุมช่วงสี DCI-P3 และประมวลผลสีได้มากกว่าสมาร์ทโฟนที่ถ่ายด้วยสี 8 บิตถึง 64 เท่า

โหมด Hasselblad Pro ได้รับการยกระดับขึ้นไปอีกขั้นใน OnePlus 10 Pro ซึ่งโหมดนี้จะรองรับการถ่ายแบบ RAW 12 บิต บนกล้องหลังทั้ง 3 ตัว พร้อมด้วย Hasselblad Natural Color Solution โดยโหมด Hasselblad Pro ยังรองรับไฟล์ RAW รูปแบบใหม่ที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมเรียกว่า RAW+ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ถ่ายภาพในรูปแบบของ RAW 12 บิต สามารถรักษาองค์ประกอบของการถ่ายภาพไว้ได้ทั้งหมดด้วย Computational Photography การถ่ายภาพโดยใช้ RAW+ จะช่วยให้ช่างภาพสามารถมีอิสระในการสร้างสรรค์และปรับแต่งภาพถ่ายได้อย่างมากขึ้น ด้วยขนาดรายละเอียดไฟล์ภาพที่เพิ่มขึ้น Dynamic Range ที่มากขึ้นและ Noise ของภาพที่ลดลง

OnePlus 10 Pro ยังเป็นสมาร์ทโฟนเครื่องแรกของวันพลัสที่มีโหมดภาพยนตร์ (Movie Mode) สำหรับการถ่ายวิดิโอที่สามารถปรับค่า ISO ความเร็วชัตเตอร์ และ white balance ได้ทั้งก่อนและระหว่างการถ่าย โดยโหมดภาพยนตร์ยังรองรับการถ่ายในรูปแบบของไฟล์ LOG โดยไม่ต้องตั้งค่าโปรไฟล์รูปภาพไว้ล่วงหน้า ทำให้สามารถเก็บแสงและสีได้มากขึ้น และสะดวกในการแก้ไขยิ่งขึ้น

วันพลัส ได้ร่วมมือกับผู้ชนะ Hasselblad Masters จำนวน 2 ท่าน และ Hasselblad Ambassador เพื่อสร้างสรรค์ Master Style สำหรับ OnePlus 10 Pro โดย Master Style ประกอบด้วยสีทั้งหมด 3 สไตล์ ได้แก่ Serenity, Radiance และ Emerald ซึ่งแต่ละสีได้รับการปรับโดย คุณ Yin Chao แอมบาสเดอร์ของ Hasselblad พร้อมทั้งคุณ Ben Thomas และ คุณ David Peskens ผู้ชนะ Hasselblad Masters ตามลำดับ โดยอันดับแรก Serenity เป็นการจับรูปลักษณ์และความรู้สึกของการถ่ายภาพแฟชั่นอันมีชื่อเสียงของคุณ Yin Chao ซึ่งสไตล์นี้เหมาะสำหรับการถ่ายภาพบุคคลมากที่สุด ถัดมา Radiance เป็นการสร้างสรรค์สไตล์ไฮเปอร์เรียลลิตี้ของ คุณ Ben Thomas ขึ้นมาใหม่ ทำให้ภาพที่ถ่ายได้มีสไตล์ที่น่าส่งต่อ สุดท้ายนี้ Emerald เป็นสไตล์ที่ได้ทำร่วมกับ คุณ David Peskens ซึ่งมีความโดดเด่นในการถ่ายภาพสัตว์ป่าของเขา ซึ่งสไตล์นี้เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการถ่ายภาพทิวทัศน์ที่สวยสดงดงาม

ระบบของกล้อง OnePlus 10 Pro ยังมีกล้อง ultra-wide ตัวใหม่ที่ให้มุมมองภาพกว้างถึง 150° ซึ่งกว้างกว่ากล้อง ultra-wide ในสมาร์ทโฟนอื่น ๆ ถึง 4 เท่า โดยมุมมองภาพที่เพิ่มขึ้น ทำให้ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และช่วยให้สามารถเก็บภาพในแต่ละช็อตได้กว้างขึ้นอีกด้วย โดยกล้อง ultra-wide ของ OnePlus 10 Pro ยังรองรับโหมด Fisheye ใหม่ที่จะทำให้สามารถถ่ายภาพในมุมมองใหม่ ๆ ได้อีกด้วย

ค่าเริ่มต้นที่ตั้งมาของ OnePlus 10 Pro กล้อง ultra-wide จะถ่ายภาพได้ในมุมมอง 110° มาพร้อมกับ AI distortion correction ที่จะช่วยปรับความผิดเพี้ยนของภาพให้ดีขึ้น ทั้งนี้หากต้องการใช้โหมด 150° และโหมด Fisheye สามารถเข้าได้ผ่านแท็บภาพในแอปกล้อง (Camera app)

Fast and Smooth Performance

OnePlus 10 Pro มอบประสิทธิภาพที่เร็วแรงและลื่นไหลที่สุดที่เคยมีมาในสมาร์ทโฟนของวันพลัส ด้วยชิปประมวลผล Snapdragon 8 Gen 1 พร้อม Qualcomm® AI Engine เจนเนอเรชั่น 7 ที่เร็วแรงกว่ารุ่นก่อนถึง 4 เท่า และ Qualcomm Adreno GPU ที่ออกแบบใหม่ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่า 25% โดย Snapdragon 8 Gen 1 ยังมี Snapdragon X65 เจนเนอเรชั่นที่ 4 มาพร้อมกับ 10 Gigabit 5G Modem-RF solution แรกของโลกที่รองรับเครือข่าย ความถี่ และ bandwidth มากกว่าที่เคยเป็นมาอีกด้วย และความเร็วแรงที่พิเศษยิ่งขึ้นของ CPU Snapdragon 8 Gen 1 คือ การมาพร้อมกับ RAM LPDDR5 สูงสุดถึง 12 GB และ ROM สูงสุดถึง 256 GB พร้อม UFS 3.1เพื่อความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น

หน้าจอ

วันพลัส ยังคงเสาะหาเทคโนโลยีที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยแผงหน้าจอ QHD+ ขนาด 6.7 นิ้ว ของ OnePlus 10 Pro ที่มาพร้อมกับค่า Refresh rate 120 Hz โดยจอแสดงผลยังมีเทคโนโลยี LTPO รุ่นที่ 2 มาอีกด้วย ซึ่งจะช่วยให้อุปกรณ์สามารถปรับ Refresh rate ระหว่าง 1 Hz ถึง 120 Hz ได้เร็วกว่า OnePlus 9 Series ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทและเนื้อหาการใช้งานของแต่ละคน โดยจะส่งผลให้จอแสดงผลของ OnePlus 10 Pro ใช้พลังงานน้อยกว่าจอแสดงผล 120 Hz และ 90 Hz บนสมาร์ทโฟนเครื่องอื่น ๆ

จอแสดงผลของ OnePlus 10 Pro เป็นจอแสดงผลแรกในอุตสาหกรรมที่มีการ Dual Color Calibration ซึ่งหมายความว่าจอแสดงผลจะมีการปรับเทียบเพื่อให้ได้สีที่แม่นยำและเป็นธรรมชาติที่ระดับความสว่างสองระดับที่แตกต่างกันคือสูงและต่ำโดยการ Dual Color Calibration จะช่วยให้จอแสดงผลของ OnePlus 10 Pro สามารถแสดงสีได้อย่างแม่นยำและเป็นธรรมชาติสม่ำเสมอมากยิ่งขึ้น

ซอฟต์แวร์

OnePlus 10 Pro ในประเทศจีน จะมาพร้อมกับ ColorOS 12.1 based on Android 12 และสำหรับ OnePlus 10 Pro เมื่อเปิดตัวใน อินเดีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ จะมาพร้อมกับ OxygenOS 12 based on Android 12

SuperVOOC


OnePlus 10 Pro ได้รองรับการชาร์จเร็วที่สุดที่เคยมีมาในวันพลัส ด้วย 80W SuperVOOC Flash Charge ที่สามารถชาร์จให้กับแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 5,000 mAh จาก 1-100% ในเวลาเพียงแค่ 32 นาที นอกจากนี้ OnePlus 10 Pro ยังรองรับการชาร์จเร็วแบบไร้สายด้วย AirVOOC 50W Flash Charge ซึ่งสามารถชาร์จ จาก 1-100% ภายใน 47 นาที โดยภายในกล่องจะมีหัวชาร์จ 80W และสาย USB-C แถมมาให้

ดีไซน์

OnePlus 10 Pro ได้ยกระดับการออกแบบที่ ใช้แสงและเงา ราบรื่นเป็นหนึ่งเดียว และมีสไตล์ขึ้นไปอีกขั้น ด้วยระบบกล้องที่ออกแบบใหม่ที่ผสมผสานจากกรอบอะลูมิเนียมของโทรศัพท์เข้ากับแผงกระจกด้านหลังได้อย่างราบรื่น และการกระจายน้ำหนักของอุปกรณ์ที่ได้รับการจัดวางให้อยู่ในแนวเดียวกันตรงกลางเพื่อรู้สึกสมดุลเมื่อสมาร์ทโฟนอยู่ในมือ มีให้เลือกทั้งหมด 2 สี ได้แก่ Volcanic Black และ Emerald Forest

OnePlus 10 Pro จะวางจำหน่ายในประเทศจีน วันที่ 13 มกราคม และจะเปิดตัวทั่วโลกในปี 2565

https://www.flashfly.net/wp/373003
 






OnePlus 10 Pro สร้างรายได้ทันที 521 ล้านบาท
หลังจากเปิดขายใน 1 วินาทีแรก

Spoil

หลังจากเปิดตัวทางการเมื่อวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา ล่าสุด OnePlus 10 Pro ก็เริ่มวางจำหน่ายแล้วในประเทศจีน และมีเสียงตอบรับที่ดีเกินคาด โดยทาง OnePlus ได้ออกมาประกาศว่าสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่ของบริษัทฯ สามารถทำเงินได้ถึง 100 ล้านหยวน หรือราว 521 ล้านบาท ภายใน 1 วินาที

OnePlus ไม่ได้เปิดเผยจำนวนเครื่องที่จำหน่ายได้ในช่วง 1 วินาทีแรก แต่จากรายได้ 100 ล้านหยวน สามารถประเมินได้ว่าจะอยู่ที่ราวๆ 18,000 – 21,000 เครื่อง

OnePlus 10 Pro ในประเทศจีน มี 3 ตัวเลือก ได้แก่

◉ RAM 8GB + ROM 128GB ราคา 4,699 หยวน หรือราว 24,790 บาท
◉ RAM 8GB + ROM 256GB ราคา 4,999 หยวน หรือราว 26,390 บาท
◉ RAM 12GB + ROM 256GB ราคา 5,299 หยวน หรือราว 27,890 บาท

https://www.flashfly.net/wp/373209
 







Windows 11 เปลี่ยนดีไซน์แถบปรับระดับเสียง-ความสว่างเป็นแนวนอน

Spoil

ไมโครซอฟท์ออก Windows 11 Insider Preview Build 22533 รุ่นทดสอบตัวแรกของปีเข้า Dev Channel

การเปลี่ยนแปลงสำคัญคือดีไซน์ flyout หรือหน้าจอแสดงการเปลี่ยนแปลงสถานะของฮาร์ดแวร์ เช่น ปรับระดับเสียง ความสว่าง เปิดปิดกล้อง-ไมโครโฟน และโหมด airplane ฯลฯ ให้เข้าชุดกับ Fluent Design ของ Windows 11 ซึ่งจะเห็นว่าย้ายตำแหน่งมาแสดงที่ตรงกลางหน้าจอ ด้านบนเหนือ Taskbar และเปลี่ยนเป็นแนวนอน แทนของเดิมที่เป็นแนวตั้งซึ่งใช้มาตั้งแต่ยุค Windows 8

กล่อง flyout จะถูกแสดงเมื่อเรากดปุ่มจากคีย์บอร์ดเท่านั้น (การคลิกไอคอนเสียงที่มุมขวาของ Taskbar จะยังเห็นแถบของตัวเองแบบเดิม) โดยจะรองรับทั้ง light/dark mode ตามที่ผู้ใช้ตั้งค่าไว้ด้วย

ไมโครซอฟท์ยังปรับปรุงแอพ Your Phone ที่เชื่อมต่อพีซีกับมือถือ ดีไซน์หน้าจอตอนคุยโทรศัพท์ใหม่ สามารถใช้ได้แล้วบน Windows Insider Dev Channel ทุกเวอร์ชัน (ไม่จำเป็นต้องเป็น Build 22533)

https://www.blognone.com/node/126689
 






หนุ่มอินโดฯ ถ่ายรูปตัวเองทุกวัน 4 ปี ลงขายเป็น NFT
มียอดซื้อขายแล้วมากกว่า 30 ล้านบาท

Spoil

Ghozali Ghozalu หนุ่มอายุ 22 จากอินโดนีเซีย ถ่ายภาพตัวเองนั่งหน้าคอมหน้านิ่งๆ ทุกวันตั้งแต่อายุ 18 ปี จนถึง 22 ปี แล้วนำมาลงขายบนเว็บไซต์ตลาดขาย NFT OpenSea มากกว่า 900 ภาพในชื่อคอลเล็กชั่น Ghozali Everyday และประสบความสำเร็จแบบงงๆ โดยมียอดซื้อขายปัจจุบันถึง 284 ETH หรือราว 31 ล้านบาท คาดว่าเพราะไอเดีย และความเป็นเอกลักษณ์ของคอลเล็กชั่นรูปเขา

ผู้สนใจสามารถเลือกเข้าไปร่วมอุดหนุนได้บน OpenSea โดยแต่ละรูปจะมีราคาอยู่ที่ราวๆ 0.3-0.4 ETH หรือราว 34,000 ถึง 45,000 บาท

https://www.blognone.com/node/126690
 






Leica เปิดตัว M11 กล้อง rangefinder พร้อมเซนเซอร์ 60 ล้านพิกเซล
ราคาราว 3 แสนบาท

Spoil

Leica เปิดตัว M11 กล้องรุ่นใหม่ในซีรีส์ rangefinder โดยมีจุดเด่นที่เซนเซอร์ CMOS BSI 60 ล้านพิกเซล ใช้เทคโนโลยีที่ Leica เรียกว่า Triple Resolution ที่ทำให้ตัวกล้องถ่ายได้ตั้งแต่ 60, 36 หรือ 18 ล้านพิกเซลโดยใช้เต็มพื้นที่เซนเซอร์

ตัวเซนเซอร์ของ Leica M11 ครอบด้วยฟิลเตอร์ IR+UV ที่ออกแบบใหม่ให้บางมาก ๆ เพื่อลดการเบี่ยงเบนแสงให้มากที่สุด พร้อม color filter array ใหม่ที่ให้สีที่เป็นธรรมชาติกว่าเดิม มี ISO ให้ใช้ตั้งแต่ 64-50,000 และมีไดนามิกเรนจ์ 15 สต็อป ส่วนหน่วยประมวลผลในตัวกล้องใช้เป็น Maestro III

ภายนอกของ Leica M11 จะยังคงคล้ายกับรุ่นเดิมของซีรีส์ M ส่วนที่ปรับปรุงคือจอที่ปรับเป็นหน้าจอสัมผัส 2.3 ล้านจุด ส่วนด้านล่างมีการเปลี่ยน baseplate ตัวกล้องมีพื้นที่เก็บข้อมูลในตัวอีก 64GB แบตเตอรี่ 1800mAh ที่ให้พลังงานมากกว่าเดิม 84% พร้อมพอร์ต USB-C ที่สามารถชาร์จแบตได้

Leica M11 มีให้เลือก 2 สี คือ silver-chrome ที่ใช้ท็อปเพลตเป็นทองเหลือง น้ำหนัก 640 กรัม และสีดำที่ใช้ท็อปเพลตเป็นอะลูมิเนียมน้ำหนัก 530 กรัม โดยราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 8,995 ดอลลาร์หรือราว 3 แสนบาท

https://www.blognone.com/node/126697
 






Sony เปิดตัว wena 3 Frosted Black Edition Styled for Xperia
สายนาฬิกาอัจฉริยะใช้งานคู่กับนาฬิกาข้อมือทั่วไปได้

Spoil

ใครที่อยากจะได้สมาร์ทวอทช์หรือสมาร์ทแบนด์สำหรับออกกำลัง และติดตามข้อมูลสุขภาพตัวเอง แต่ก็ยังชอบใส่นาฬิกาหรู ๆ งาม ๆ อยู่ (ใส่ทีละ 2 เรือนก็จะดูอินดี้ไปหน่อย) ก็ต้องลองหาอุปกรณ์อย่าง wena 3 จาก Sony มาใช้กันแล้วล่ะ เพราะมันเป็น Smart Strap หรือสายนาฬิกาอัจฉริยะที่มีฟีเจอร์ของสมาร์ทแบนด์ครบครัน แต่พิเศษตรงที่เอาไปใช้เป็นสายรัดข้อมือสำหรับนาฬิกาเรือนอื่น ๆ ได้…แถมยังเปิดตัวเวอร์ชั่นพิเศษ wena 3 Frosted Black Edition Styled for Xperia ที่ออกแบบมาให้เข้าชุดกับ Xperia 1 III อีกด้วย!


ปกติแล้ว wena 3 เป็นสายนาฬิกาอัจฉริยะที่สามารถเอาไปติดกับตัวเรือนนาฬิกาอื่น ๆ เพื่อแปลงให้มันกลายเป็นสมาร์ทวอทช์ + นาฬิกาข้อมือได้ โดยเจ้า wena 3 Frosted Black Edition Styled for Xperia (ชื่อยาวสุด ๆ) ใช้วัสดุเป็นสเตนเลสสตีลสีดำด้านเข้ากั๊นเข้ากันกับมือถือ Xperia 1 III


บริเวณหน้าจอของ wena 3 ซึ่งจะอยู่ตรงข้ามกับเรือนนาฬิกา เป็นหน้าจอสีพาเนลแบบ OLED สี่เหลี่ยมผืนผ้า เชื่อมต่อกับมือถือได้ทั้งระบบ Android 6+ และ iOS 12+ รองรับการใช้งานทั้งนับก้าว, วัดชีพจร, ตรวจจับการนอน, ตรวจจับความเครียด, ตรวจจับ VO2 Max และยังกันน้ำได้ที่ระดับ 5ATM ด้วย

ส่วนฟีเจอร์การใช้งานอื่น ๆ ก็ให้มาครบทั้งการแจ้งเตือนข้อความ, นาฬิกาปลุก, นัดหมายกำหนดการจาก Calendar, ควบคุมแอปเพลง, รองรับการใช้งานแทนบัตร Suica เอาไปแตะขึ้นรถไฟหรือซื้อของได้เลย นอกจากนี้หากเชื่อมกับมือถือที่รองรับอย่าง Xperia 1 III หรืออื่น ๆ ก็จะใช้ควบคุมแอปกล้องได้ด้วย


สำหรับ wena 3 Frosted Black Edition Styled for Xperia จะเป็นรุ่นที่พิเศษกว่า wena 3 ทั่วไป โดยนอกจากจะใช้สีดำด้านเข้าเซ็ตกับ Xperia 1 III แล้ว มันยังมากับตัวเรือนนาฬิกาแบบเข็มที่มีโลโก้ Sony อีกต่างหาก…รับรองว่าชาวอารยธรรมต้องถูกใจกันแน่นอน

wena 3 Frosted Black Edition Styled for Xperia วางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นแบบจำกัดสุด ๆ เพียง 1,000 เรือนเท่านั้น ส่วนราคาอยู่ที่ 74,800 เยน หรือราว ๆ 21,700 บาทครับ


https://droidsans.com/sony-wena-3-frosted-black-edition-styled-for-xperia-smart-strap/?utm_source=thaitechfeed
 






TiTum เปิดตัวหูฟังเลียนเสียง – ก็อบปี้คุณภาพได้หมด…ไม่ว่าจะแพงแค่ไหน
Spoil

TiTum Audio เปิดระดมทุน TiTum หูฟังที่มาพร้อมกับความสามารถสุดล้ำ ในการ “เลียนแบบเสียงหูฟังรุ่นอื่น” ต่อให้แพงแค่ไหนก็ก็อบปี้ได้ แค่เชื่อมต่อกับพีซีหรือมือถือ แล้วกดเลือกหูฟังรุ่นที่ต้องการในแอปเพียงปุ่มเดียว แถมยังมี DAC ในตัว สำหรับฟังเพลงคุณภาพสูงสุดที่ระดับ Hi-Res ใช้ได้ทั้ง Amazon Music, Apple Music, TIDAL หรืออื่น ๆ และรองรับ Dolby Atmos เสริมความกระหึ่มของเสียง รวมถึงโคเดก aptX กรณีใช้งานแบบไร้สายผ่าน Bluetooth 5.2 ด้วย


โปรเจกต์ TiTum ถูกริเริ่มขึ้นมาด้วยแนวคิดที่เรียบง่ายแต่แฝงความน่าสนใจอยู่เต็มเปี่ยม กับคำถามที่ว่า “จะเกิดอะไรขึ้นหากเราผลิตหูฟังที่ ‘กลายเป็น’ หูฟังอะไรก็ได้ขึ้นมา ?” หูฟังระดับสตูดิโอที่มีค่าตัวเฉียด 2 แสนบาทคงไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันสำหรับใครหลายคนอีกต่อไป


ไดรเวอร์ขนาดใหญ่และวัสดุคุณภาพสูง ทำให้สามารถก็อบปี้เสียงได้
TiTum สามารถจำลองโปรไฟล์เสียงของหูฟังอื่น ๆ ได้ด้วยเทคโนโลยี TRUELY TRANSFORM ที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะตัว แต่แค่นั้นยังไม่เพียงพอ เพราะหูฟังจำเป็นต้องใช้วัสดุที่เหนือกว่าแบรนด์ใด ๆ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพเสียงตามที่ต้องการ





จากการทดสอบอย่างเข้มข้นมานานหลายปี สุดท้ายบริษัทฯ พบว่า “เบริลเลียม” เป็นตัวเลือกที่เข้าท่าที่สุด เนื่องจากมีอัตราส่วนความแข็งต่อมวลที่เหมาะสมอย่างที่ไม่มีวัสดุใดสามารถเทียบเคียงได้ โดยนำไปเคลือบบนไดรเวอร์เสียงขนาด 50 มม. ซึ่งเมื่อรวมเข้ากับ DAC คุณภาพสูงตามที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ทำให้ TiTum ควบคุมปัจจัยหลักของเสียงได้ครบทั้ง 4 ประการ คือ

● การตอบสนองความถี่
● ไดนามิกเรนจ์
● คาแรกเตอร์ของเสียงในแต่ละช่วงความถี่
● ความเพี้ยนของฮาร์โมนิกในสัญญาณและความอิ่มตัวของเสียงทั่วทั้งสเปกตรัม


นอกจากนี้ TiTum ยังมีไดรเวอร์ตัดเสียงรบกวนแบบแอกทีฟหรือที่เรียกว่า ANC แยกออกมาจากไดรเวอร์เสียงอีกชุดหนึ่ง พร้อมทั้งเคลมว่า การทำงานของฟังก์ชันนี้จะไม่ไปรบกวนหรือลดทอนคุณภาพเสียงตามปกติอีกต่างหาก ส่วนช่อง AUX-in เองก็ใช้วัสดุระดับสตูดิโอเกรดเช่นกัน เรียกได้ว่า เป็นหูฟังที่จัดเต็มทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง


สรุปฟีเจอร์น่าสนใจ TITUM
● เลียนแบบเสียงหูฟังรุ่นอื่นได้ โดยการกดเพียงแค่ปุ่มเดียวจากในแอป
● มี DAC ในตัวเมื่อใช้งานผ่าน USC Type-C รองรับทั้ง Android, iOS, Windows และ Mac
● ใช้งานแบบไร้สายได้นานสุด 15 ชั่วโมง ต่อแบตเตอรี่ 100%
● ระยะเชื่อมต่อไกลสุด 15 เมตร ผ่าน Bluetooth 5.2
● ไดรเวอร์ขนาด 50 มม. เคลือบด้วยเบริลเลียม
● พอร์ต Aux-in ใช้วัสดุเกรดเดียวกับอุปกรณ์ในสตูดิโอ
● มีปุ่มควบคุมที่ด้านข้างของหูฟัง
● รองรับฟังก์ชันตัดเสียงรบกวน ANC โดยที่เสียงไม่เพี้ยน
● รองรับเพลงระดับ Lossless และ Hi-Res
● รองรับโคเดก LDAC และ aptX
● รองรับเทคโนโลยี Dolby Atmos

ราคาและการวางจำหน่าย
TiTum มีราคาในช่วงระดมทุนเริ่มต้นที่ 198 เหรียญ (ประมาณ 6,600 บาท) ยิ่งซื้อเป็นชุดบันเดิลหลาย ๆ ตัวยิ่งมีราคาถูกลง โดยตอนนี้ตัวโครงการสามารถระดมทุนบนแพลตฟอร์ม Indiegogo ไปได้กว่า 1 ล้านบาทแล้ว เกินกว่าที่ตั้งเป้าเอาไว้ตอนแรกเพียง 4 แสนบาท หรือคิดเป็น 267% สำหรับราคาปกติหลังช่วงระดมทุนจะอยู่ที่ตัวละ 499 เหรียญ (ประมาณ 16,600 บาท)

https://droidsans.com/titum-headphone-becomes-any-headphone/?utm_source=thaitechfeed
 






Instagram ทดสอบ เลื่อนดูฟีด Stories แนวตั้ง
Spoil

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ทาง Instagram เตรียมทดสอบ Stories แบบใหม่ที่ใช้การเลื่อนหน้าจอขึ้นลงคล้าย TikTok แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดอะไรออกมา ล่าสุดได้มีการปล่อยทดสอบให้ใช้งานในกลุ่มเล็กๆแล้ว

ทาง Matt Navarra ที่ปรึกษาด้านสื่อสังคมออนไลน์ได้พบว่า มีผู้ใช้ตุรกีบางส่วนหลังจากอัปเดตแอปเป็นเวอร์ชันใหม่แล้วพบว่า เมื่อเข้าใช้งาน Stories นั้นจะเลื่อนการใช้งานแบบแนวตั้งเพื่อเปลี่ยนไปดู Stories ของคนอื่น นอกจากนั้นมีผู้สื่อข่าวในบราซิลก็พบว่า มีผู้ใช้บางส่วนในบราซิลก็พบว่าได้รับการอัปเดตฟีเจอร์นี้เช่นกัน นั่นหมายความว่าทาง Instagram กำลังทดสอบการใช้งานในคนกลุ่มเล้กๆเพื่อให้มั่นใจ ก่อนจะปล่อยสู่ผู้ใช้ในวงกว้าง

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ถือว่า ออกมาเพื่อแข่งกับ TikTok โดยเฉพาะ เนื่องจาก TikTok นั้นใช้การปัดขึ้นลงเพื่อเปลี่ยนคลิปนั่นเอง ซึ่งตรงกับทิศทางในปีนี้ของ Instagram ที่จะโฟกัสเรื่องของวิดีโอมากขึ้น ย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา Instagram ทดลองเพิ่มความยาวของ Stories จากเดิม 15 วินาที ขยายมาเป็น 60 วินาที

นอกจากนั้นก็ยังมีฟีเจอร์อื่นๆที่อยู่ในช่วงทดลองใช้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดหน้าฟีดใหม่ การแก้ไขหน้าฟีดใหม่ เพื่อให้ตรงกับที่ผู้ใช้แต่ละคนต้องการมากขึ้น ส่วนจะเปิดให้ใช้งานเมื่อไหร่นั้นก็ต้องมารอติดตามกันค่ะ

https://www.dailygizmo.tv/2022/01/13/instagram-vertical-stories-scroll/
 






Samsung เปิดตัว The Freestyle โปรเจกเตอร์สุดคิวท์ พกพาง่าย
ใช้งานได้แบบสมาร์ททีวี

Spoil

Samsung เปิดตัว The Freestyle โปรเจกเตอร์ขนาดกะทัดรัด ดีไซน์สวย ตัวเล็กนิดเดียวแต่ยัดฟีเจอร์มาให้แน่นเอี้ยด ฉายภาพได้ตั้งแต่ 30 จนถึง 100 นิ้ว ความละเอียด 1080p มีลำโพง 360 องศาในตัว สามารถต่อพ่วงแบตเตอรี่เสริมหรือเพาเวอร์แบงก์ที่รองรับ USB-PD แล้วใช้งานในลักษณะพกพาได้ นอกจากนี้ยังรองรับการปรับเลนส์ ภาพ โฟกัส และสีให้สอดคล้องกับพื้นผิวที่ฉายโดยอัตโนมัติ ต่อให้ไม่ใช่ผนังหรือกำแพงสีขาวก็ไม่มีปัญหา

The Freestyle สามารถหมุนได้ 180 องศา ฉายภาพได้ทั้งบนผนังและเพดาน หรือจะฉายลงพื้นก็ทำได้ตามสะดวก โปรเจกเตอร์มีฟังก์ชันปรับตำแหน่งภาพจากตัวเลนส์ สามารถกำหนดตำแหน่งของภาพที่ต้องการฉายได้โดยไม่จำเป็นต้องไปขยับที่ตัวโปรเจกเตอร์ (ในกรณีที่ไม่ได้ฉายภาพเต็มขนาด 100 นิ้ว) เลื่อนซ้าย ขวา บน ล่าง ตามสะดวก

ภายใน The Freestyle ใช้ระบบ Tizen ลงแอปด้านความบันเทิงต่าง ๆ ได้ เช่น Netflix, Disney, YouTube และสามารถสะท้อนภาพจากทีวีหรือมือถือเครื่องอื่นมาฉายได้แบบเรียลไทม์ อีกทั้งยังสามารถใช้งานเป็นลำโพงอัจฉริยะโดยรับคำสั่งเสียงผ่าน Bixby หรือ Alexa ได้ด้วย


นอกจากนี้ The Freestyle ยังมีอุปกรณ์เสริมที่ดูแล้วน่าสนใจอีก 2 ชิ้น ชิ้นแรกคือ “อะแดปเตอร์” สำหรับเชื่อมต่อเข้ากับขั้นหลอดไฟ E26 ซึ่งสามารถดึงพลังงานมาใช้โดยตรงได้ทันทีแบบไม่ต้องเสียบปลั๊กที่ตัวโปรเจกเตอร์อีกทอดหนึ่ง ส่วนอีกชิ้นหนึ่งคือ “ฝาครอบโปร่งแสง” สำหรับเปลี่ยนโปรเจกเตอร์ให้เป็นโคมไฟในโหมด Ambient ช่วยสร้างสีสันและบรรยากาศในห้อง

ทั้งนี้ Samsung จะเริ่มเปิดให้พรีออร์เดอร์ The Freestyle ในสหรัฐฯ เป็นที่แรก ค่าตัวอยู่ที่ 899 เหรียญ หรือประมาณ 29,800 บาท ราคานี้ไม่รวมภาษีและอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ส่วนประเทศอื่น ๆ จะทยอยวางขายตามมาในภายหลัง

ปล. พอร์ตที่ให้มาจะมี USB-C สำหรับจ่ายไฟเข้า และ Micro HDMI อย่างละ 1 ช่อง

https://droidsans.com/samsung-the-freestyle-portable-projector-with-tizen/
 






iPad Air 5 ใช้ชิป A15 Bionic รองรับ 5G
มาพร้อมกล้องหน้าใหม่ มีฟีเจอร์ Center Stage เปิดตัวปีนี้่

Spoil

จากรายงานล่าสุดของ Mac Otakara ได้อ้างอิงว่า iPad รุ่นที่ 5 ที่ Apple วางแผนไว้จะเปิดตัวในปีนี้จะมีพีเจอร์ที่อัปเกรดขึ้นมาคล้ายกับ iPad mini รุ่นที่ 6 โดยจะมาพร้อมกับชิป A15 Bionic พร้อมกับกล้องหน้าอัลตร้าไวด์ความละเอียด 12 ล้านพิกเซลพร้อมกับฟีเจอร์ Center Stage รวมไปถึงรองรับการใช้งานเครือข่าย 5G และมีไฟแฟลช Quad-LED True Tone นอกจากนี้ยังมีแหล่งข่าวจากประเทศจีนเคลมว่า Apple จะมีการเปิดตัว iPad Air รุ่นใหม่นี้พร้อมๆ กับ iPhone SE รุ่นที่ 3 ในช่วงเดือนมีนาคมหรือเมษายน 2022 นี้

iPad Air รุ่นใหม่ของปี 2022 นี้จะยังคงมาในดีไซน์เดิม กล้องหลังเลนส์เดียว หน้าจอขนาด 10.9 นิ้ว มี Touch ID ที่ด้านข้างตัวเครื่อง พอร์ต USB-C และมาในตัวเลือกสีสเปซ เกรย์, เขียว, ชมพู Rose Gold และฟ้า Sky Blue

Mac Otakara เคยให้ข้อมูล iPad Air รุ่นที่ 4 ที่มาพร้อมพอร์ต USB-C และ iPad Pro รุ่นหน้าจอ 12.9 นิ้ว ที่จะบางลง 0.5 มม. และใช้งานจอภาพ mini-LED ได้อย่างถูกต้อง ก็ต้องรอดูกันว่าข้อมูลที่รายงานนี้จะมีความแม่นยำมากน้อยแค่ไหน
https://www.flashfly.net/wp/373590
 






(ลือ) iPhone 14 ทุกรุ่นรองรับ ProMotion 120Hz, RAM 6GB และอื่น ๆ
Spoil

Jeff Pu เผย iPhone 14 ทุกรุ่นมาพร้อม RAM 6GB, รองรับ ProMotion 120Hz, iPhone 14 Pro ความจุเริ่มที่ 256GB และอื่น ๆ


iPhone 14 ทุกรุ่นรองรับ ProMotion 120Hz
Pu เผยว่า iPhone 14 ทุกรุ่น ได้แก่ iPhone 14 จอ 6.1 นิ้ว, iPhone 14 Max จอ 6.7 นิ้ว, iPhone 14 Pro จอ 6.1 นิ้ว และ iPhone 14 Pro Max จอ 6.7 นิ้ว จะมาพร้อมหน้าจอรองรับ ProMotion 120Hz ซึ่งใน iPhone 13 จะมีเพียง iPhone 13 Pro, iPhone 13 Pro Max เท่านั้นที่รองรับ ProMotion 120Hz

iPhone 14 ทุกรุ่นมาพร้อม RAM 6GB
ด้าน RAM นั้น Pu เผยว่า iPhone 14 ทุกรุ่นจะใช้ RAM เท่ากันคือ 6GB ต่างจาก iPhone 13 ที่ iPhone 13, iPhone 13 mini ใช้ RAM 4GB ส่วน iPhone 13 Pro, iPhone 13 Pro Max ใช้ RAM 6GB

iPhone 14 Pro, 14 Pro Max กล้องหลัก 48MP
Pu iPhone 14 Pro จะมาพร้อมกล้องหลัก (Wide) ความละเอียดที่ 48MP ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของ Ming-Chi Kuo

iPhone 14 ความจุเริ่ม 64GB, iPhone 14 Pro ความจุเริ่ม 256GB
นอกจากนั้น Pu ยังเผยว่า iPhone 14 Pro, iPhone 14 Pro Max จะมีความจุะเริ่มต้นที่ 256GB เพิ่มจาก iPhone 13 Pro, iPhone 13 Pro Max ที่มีความจุเริ่มต้น 128GB

แต่ที่น่าแปลกคือ Pu เผยว่า iPhone 14, iPhone 14 Max ความจุจะเริ่มต้นที่ 64GB ปรับลดจาก iPhone 13, iPhone 13 mini ที่มีความจุเริ่มต้น 128GB

แน่นอนว่าข้อมูลนี้เป็นเพียงข่าวลือและรายงานจากนักวิเคราะห์เท่านั้น กว่า iPhone 14 จะเปิดตัวก็อีกหลายเดือน (ก.ย.) ซึ่งก่อนจะถึงเวลานั้นก็จะมีข่าวลือมาให้เราติดตามกันเรื่อย ๆ

https://www.iphonemod.net/iphone-14-all-model-support-promotion-120hz-jeff-pu-report.html
 






ยืนยันโดยฝ่ายซัพพอร์ต!! iPhone 13 ไม่รองรับฟีเจอร์ Noise Cancellation
ที่มีใน iPhone รุ่นก่อนหน้า

Spoil

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ทาง 9to5Mac นั้นได้รับการรายงานคอมเพลนเพิ่มเติมจากผู้ใช้งาน iPhone 13 เกี่ยวกับฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน Noise Cancellation ที่หายไปจากหน้าตั้งค่าที่ปรากฏใน iPhone รุ่นก่อนหน้า ซึ่งก็มีผู้ใช้งานต่างๆ ได้ทำการสอบถามฝ่ายซัพพอร์ตของ Apple แล้วได้คำตอบว่า iPhone 13 นั้น จะไม่รองรับฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน จึงไม่มีเมนูการตั้งค่าปรากฏให้เห็น

ซึ่ง iPhone 13 ไม่เคยมีตัวเลือก Phone Noise Cancellation นี้กับ iOS 15 โดยทำให้ผู้ใช้งานพบกับปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเสียงของการสนทนาผ่าน Face Time รวมถึงปัญหาเสียงสะท้อนในการใช้งาน CarPlay ในรถยนต์ โดยยังไม่ชัดเจนว่าทำไมที่ Apple นำฟีเจอร์นี้ออกใน iPhone 13 และดูเหมือนจะยังไม่มีแผนที่จะนำฟีเจอร์นี้กลับมาด้วย

ในการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น สามารถเปิดใช้งาน Voice Isolation เวลาโทรสายสนทนาที่ Control Center ก่อนได้

https://www.flashfly.net/wp/373389
 






Samsung Galaxy Tab A8 วางจำหน่ายในไทยแล้ววันนี้ราคา 10,990 บาท
สำหรับ รุ่น LTE และรุ่น Wi-Fi ราคา 9,990 บาท

Spoil

ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ประกาศเปิดตัว Galaxy Tab A8 แท็บเล็ตขนาดกระทัดรัดและทรงพลังที่สุดในตระกูล Galaxy Tab A Series อัดแน่นด้วยสเปคที่ครบครัน ทั้งหน้าจอขนาดใหญ่ แบตเตอรี่อึดจุใจ และประสิทธิภาพเต็มเปี่ยมในดีไซน์บางเบา พร้อมยกระดับทุกการใช้งานตั้งแต่การเรียน ความบันเทิง การเชื่อมต่อ และอื่นๆ อีกมากมาย มอบประสบการณ์ที่เต็มอิ่มจุใจในแบบฉบับที่พกพาง่ายเข้ากับทุกไลฟ์สไตล์ ในราคาที่คุ้มค่า และยังสามารถเชื่อมต่อกับผลิตภัณฑ์ซัมซุงกาแลคซี่อื่นๆ ได้อย่างลื่นไหลไร้รอยต่อ

ประสิทธิภาพที่เหนือกว่าในทุกโสตสัมผัส

เริ่มต้นสัมผัสแรกของการใช้งาน Galaxy Tab A8 ด้วยดีไซน์แท็บแล็ตอันเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงผิวสัมผัสอันน่าหลงใหลแบบเดียวกับที่ใช้ในแท็บเล็ตรุ่นแฟลกชิป Galaxy Tab S Series โดยแท็บเล็ตรุ่นนี้มาพร้อมกับน้ำหนักที่เบา หน้าจอขนาดใหญ่ 10.5 นิ้ว และขอบจอบางเฉียบ ด้วยอัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องที่ 16:10 หรือนับเป็น 80% ของขนาดทั้งหมด ซึ่งจะมอบประสบการณ์การรับชมที่สมจริงมากกว่าแท็บเล็ตรุ่นก่อนๆ ไม่ว่าจะชมรายการโปรด เล่นเกมกับเพื่อนๆ หรือวิดีโอคอลกับครอบครัว ตลอดจนการเรียนออนไลน์และทำงาน พร้อมคุณสมบัติที่ช่วยให้ดื่มด่ำไปกับความบันเทิงได้อย่างเต็มอิ่ม ด้วยลำโพง 4 ตัว Quad-Speaker และระบบเสียงของ Dolby Atmos® ที่มีใน Galaxy Tab A8 จะยิ่งช่วยมอบคุณภาพเสียงที่สมบูรณ์แบบ ดังชัดแบบ 3D รอบทิศทาง พร้อมรายละเอียด ความลึก และความสมจริงของเสียงที่ไม่มีใครเทียบได้

สำหรับผู้ใช้ใหม่ของ Galaxy Tab A8 ยังสามารถรับชม YouTube Premium แบบไม่มีโฆษณาคั่นได้ฟรีถึง 2 เดือน เพื่อรับชมวิดีโอโปรดได้ต่อเนื่องแบบไม่ขาดตอน โดยไม่จำเป็นต้องเปิดแอปฯ ทิ้งไว้ หรือสามารถเล่นวิดีโอได้แม้กระทั่งออฟไลน์

นอกเหนือจากจอแสดงผลที่น่าทึ่งแล้ว Galaxy Tab A8 ยังอัดแน่นไปด้วยพลังและประสิทธิภาพด้วยการอัปเกรด CPU และ GPU เพิ่มขึ้นถึง 10%[2] เพื่อมอบการใช้งานที่รวดเร็วและราบรื่นไม่ติดขัด Galaxy Tab A8 มาพร้อมกับความจุขนาด 64GB พร้อมพื้นที่จัดเก็บขนาดใหม่ใหญ่ถึง 128GB ที่สามารถเพิ่มความจุได้ด้วยการ์ดหน่วยความจำ microSD สูงสุดถึง 1TB[3] นอกจากนี้ Galaxy Tab A8 ยังมาพร้อมกับ RAM 4GB[4] และแบตเตอรี่ขนาด 7,040mAh[5] พร้อมการชาร์จเร็วสูงสุด 15W[6] ช่วยให้ผู้ใช้สามารถรับชมวิดีโอสตรีมมิ่ง หรือเรียนออนไลน์ได้ต่อเนื่องหลายชั่วโมงจนจบคลาส โดยไม่ต้องกังวลว่าแบตจะหมด

สะดวกสบายและปลอดภัยไปกับกาแลคซี่

Galaxy Tab A8 มอบความบันเทิงและประสบการณ์อันยอดเยี่ยม เสริมด้วยอีโคซิสเต็มที่เปิดกว้างของผลิตภัณฑ์ซัมซุงกาแลคซี่ และพาร์ทเนอร์มากมายเพื่อช่วยให้ผู้ใช้ดำเนินชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้นและดีขึ้น ซึ่งในช่วงสองปีที่ผ่านมา แท็บเล็ตได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นอุปกรณ์ที่เหมาะทั้งสำหรับการทำงานและความบันเทิง รวมถึงในด้านการศึกษา ที่Galaxy Tab A8 มาพร้อมฟีเจอร์ Samsung Kids ที่มีคอนเทนต์สำหรับเด็กแบบอินเตอร์แอคทีฟ ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของซัมซุงกับพาร์ทเนอร์ระดับโลก เพื่อให้พวกเขาได้เพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การใช้แท็บเล็ตที่สนุกสนานและปลอดภัยไร้กังวล พร้อมเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองได้มีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดไปกับลูกๆ ได้ทุกที่

หรือหากเด็กต้องการใช้งานแท็บเล็ตตามลำพัง ฟีเจอร์นี้ยังให้ผู้ปกครองสามารถกำหนดเวลาการใช้งานของ Galaxy Tab A8 และติดตามความคืบหน้ากับลูกๆ ได้ตลอดทั้งสัปดาห์ ทั้งนี้ ผู้ใช้ยังสามารถปรับแต่งหน้าจอหลักให้สนุกสนานมากขึ้นด้วยไอคอนและโทนสีที่มีมาให้มากมายอีกด้วย

ในด้านการทำงาน Galaxy Tab A8 สามารถรองรับการใช้งานแบบมัลติทาส์กได้อย่างง่ายดายและมีประสิทธิภาพด้วยการแบ่งหน้าจอและเปิดสองแอปฯ พร้อมกัน หรือแม้กระทั่งเพิ่มหน้าต่างป๊อปอัปด้วย Multi-Active Window เพื่อแชทกับเพื่อนร่วมชั้น จดบันทึก และดูพรีเซนเทชันขณะเรียนไปได้พร้อมๆ กัน หรือเมื่อท่องอินเทอร์เน็ต เพียงผู้ใช้ลากลิงก์จากหน้าต่างปัจจุบันไปด้านข้างเพื่อเปิดหน้าจอแยก หลังจากนั้นฟีเจอร์ Drag & Split จะช่วยเปิดอีกเบราว์เซอร์หนึ่งโดยอัตโนมัติ เพื่อให้การใช้งานเว็บไซต์เป็นไปได้อย่างหลากหลายมากขึ้น[7]

ด้วยกล้องหลังความความละเอียด 8MP และกล้องหน้าความละเอียด 5MP ของ Galaxy Tab A8 รวมไปถึงฟีเจอร์ใหม่ล่าสุด อย่าง Screen Recorder เพื่อบันทึกหน้าจอ จะช่วยให้ผู้ใช้ไม่ว่าจะเป็น นักเรียน ครู หรือแม้แต่เกมเมอร์ ไม่พลาดทุกโมเมนต์สำคัญ เพราะว่าแท็บเล็ตเครื่องนี้สามารถบันทึกวิดีโอเพื่อเก็บทุกรายละเอียดการเรียนการสอน หรือแม้แต่บันทึกเสียงของตัวเองไปพร้อมๆ กับการบันทึกหน้าจอ เพื่อให้ทุกคำอธิบาย การเน้นจุดสำคัญ หรือเขียนบนหน้าจอ ตรงกับภาพที่เห็นบนหน้าจอ และเมื่อคุณต้องการที่จะสลับการใช้งานจาก Galaxy Tab A8 ไปเป็นสมาร์ทโฟนซัมซุง กาแลคซี่ คุณก็สามารถแชร์ข้อความ หน้าเว็บ รูปภาพ ระหว่างอุปกรณ์ได้ ด้วยการคัดลอกและวางอย่างรวดเร็ว

และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ผู้ใช้สามารถเพลิดเพลินกับฟังก์ชันทั้งหมดของ Galaxy Tab A8 ได้อย่างมั่นใจและอุ่นใจ เพราะ Galaxy Tab A8 ได้รับการสนับสนุนโดยแพลตฟอร์มความปลอดภัยชั้นนำอย่าง Samsung Knox พร้อมการป้องกันแบบหลายชั้น การจดจำใบหน้า ทำให้เจ้าของ Galaxy Tab A8 เป็นคนเดียวที่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ได้อย่างง่ายดาย และการป้องกันซอฟต์แวร์หลักแบบเรียลไทม์อย่างต่อเนื่องทำให้มั่นใจได้ว่าภัยคุกคามภายนอกจะไม่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ได้


การวางจำหน่าย

Galaxy Tab A8 มีให้เลือกทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีเทา และสีพิงค์โกลด์ วางจำหน่ายวันที่14 มกราคม 2565 เป็นต้นไป ในราคา 10,990 บาท สำหรับ รุ่น LTE และรุ่น Wi-Fi ราคา 9,990 บาท ทาง samsung.com, Samsung Experience Store และร้านค้าที่ร่วมรายการ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.samsung.com/th/tablets/galaxy-tab-a/galaxy-tab-a8-lte-dark-gray-64gb-sm-x205nzaethl/h

https://www.flashfly.net/wp/373424
 






Apple มีแผนที่จะปรับโลโก้ด้านหลัง iPad Pro 2022 รุ่นใหม่เป็นกระจก
และใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับ MagSafe

Spoil

ก่อนหน้านี้ข่าวเลือเกี่ยวกับ iPad Pro รุ่นปี 2022 นั้นจะมาพร้อมกับดีไซน์ใหม่ ใช้งานกระจกด้านหลังเพื่อรองรับการใช้งานชาร์จแบบไร้สาย ในขณะเดียวกัน Apple ก็มีความต้องการที่จะนำ MagSafe มาใช้งานบน iPad Pro รุ่นใหม่ของปีนี้ด้วย ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าดีไซน์กระจกทั้งหมดจะถูกทิ้งไป แต่จะถูกทดแทนด้วยโลโก้ Apple ด้านหลังที่จะมีขนาดใหญ่ขึ้นและเป็นกระจกเพื่อใช้งาน MagSafe

จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้นั้นได้รายงานว่า Apple นั้นยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับการใช้ดีไซน์ฝาหลังกระจกทั้งหมด เพราะมีการแตกง่าย อย่างไรก็ตามการใช้ฝาหลังอะลูมิเนียมก็จะทำให้ยากที่จะรองรับการใช้งานชาร์จไร้สายด้วย MagSafe

ในขณะเดียวกัน Apple กำลังพัฒนารุ่นต้นแบบของ iPad Pro รุ่นใหม่ ด้วยโลโก้ Apple ขนาดใหญ่ที่ด้านหลังตัวเครื่อง และทำจากกระจกเพื่อให้พลังงานสามารถผ่านฝาหลังไปชาร์จให้กับตัวเครื่องได้ ซึ่งจะมีแรงดูดและการชาร์จที่เร็วกว่า MagSafe บน iPhone และ iPad Pro รุ่นปี 2022 ยังคาดว่าจะมีการใช้ชิป Apple Silicon รุ่นใหม่อย่าง M2 อีกด้วย


https://www.flashfly.net/wp/373370
 






Razer โดนแฉ… หน้ากากกันฝุ่น Zephyr RGB
ไม่ได้มาตรฐาน N95 จริงตามที่โฆษณา

Spoil
Razer ได้ผลิต Zephyr หน้ากากกรองฝุ่นติดไฟ RGB มาขาย ด้วยดีไซน์ที่ดูสะดุดตา ประกอบราคาที่ไม่ได้สูงมากนักทำให้มันขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จนทำ Zephyr Pro ที่เป็นรุ่นอัปเกรดตามออกมาในภายหลัง แต่ทว่า หน้ากากดังกล่าวทั้งสองรุ่นได้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นมา เมื่อมี YouTube เบอร์รายหนึ่งออกมาแฉว่า ตัวหน้ากากไม่ได้ผ่านมาตรฐาน N95 ตามที่โฆษณาไว้ จนบริษัทฯ ต้องแก้ไขและไล่ลบข้อความใช้โปรโมตในช่องทางต่าง ๆ ทิ้ง

Naomi Wu ระบุว่า แม้ Zephyr ของ Razer จะใช้ฟิลเตอร์ N95 จริง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่การันตีถึงมาตรฐาน N95 ที่ออกโดยสถาบันความปลอดภัยและอนามัยในการทำงานของสหรัฐฯ หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ NIOSH เพราะในการทดสอบที่ถูกต้องนั้น จำเป็นต้องทำกับ “หน้ากากทั้งใบ” ไม่ใช่แค่วัสดุกรอง เมื่อผ่านมาตรฐานแล้วจะมีหมายเลขใบอนุญาตกำกับด้วย ซึ่งแน่นอนว่า ทั้ง Zephyr และ Zephyr Pro ต่างก็ไม่มีใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น โดยสามารถตรวจสอบได้จากหน้าเว็บ

เจ้าตัวยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า แค่ไล่ลบหรือแก้ไขข้อความการตลาดออกยังไม่ใช่ความรับผิดชอบที่ดีพอ เพราะ Razer สร้างความเข้าใจผิดในวงกว้างไปแล้วว่า Zephyr เป็นหน้ากาก N95 และมีหลายคนที่หลงซื้อไปเพราะเชื่อในคำกล่าวอ้างนี้ในขณะที่ COVID-19 ยังระบาดอยู่ แต่หน้ากากไม่ได้มีคุณสมบัติป้องกันเชื้อไวรัส

นอกจากนี้ Naomi Wu ยังได้เรียกร้องให้ Razer เรียกเก็บสินค้าคืน และชี้แจงต่อสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา จนกว่าจะมีการออกแบบใหม่ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน N95 อย่างถูกต้องตามที่ควรจะเป็น

ภายหลังที่สื่อต่างประเทศพากันประโคมข่าว มีลูกค้าบางรายที่ซื้อ Zephyr ไปแล้วยื่นเรื่องขอเงินคืนจากทางบริษัทฯ แต่ถูกปฏิเสธผ่านทางอีเมล ซึ่งต้องรอดูกันต่อไปว่า Razer จะมีความเคลื่อนไหวใด ๆ เพิ่มเติมหลังจากนี้หรือไม่

https://droidsans.com/razer-zephyr-rgb-not-certified-n95/

 






Hankook มากับยางล้อแบบไร้ลม
Spoil
ยางรถยนต์แบบไร้ลมหรือ “Airless tires” ยางล้อรถรูปแบบใหม่ที่ดูแปลกตาและไม่ต้องคอยเติมลมกำลังจะออกสู่ตลาดให้เราได้ใช้งานกันในอีกไม่กี่ปีนี้แล้ว ซึ่งก็มีผู้ผลิตยางรถยนต์หลายรายต่างก็มุ่งพัฒนาและเตรียมนำออกขายให้ผู้ใช้รถได้ใช้กัน อย่างเช่น Michelin ผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่ของโลกที่ได้ประกาศเตรียมวางจำหน่ายยางรถชนิดไร้ลมนี้ภายในปี 2024 หรืออย่าง Goodyear ก็ได้มีการเปิดตัวยางแบบไร้ลมมาพักใหญ่ซึ่งล่าสุดก็ได้มีการนำไปทดลองติดตั้งใช้กับล้อหุ่นยนต์ส่งอาหารอัตโนมัติด้วย

และล่าสุดในงาน CES 2022 ผู้ผลิตยางรถยนต์ Hankook จากเกาหลีใต้ที่ก็มีจำหน่ายในบ้านเราก็ได้เปิดตัว i-Flex airless tire ซึ่งมาพร้อมกับ Hyundai concept vehicle ซึ่งเป็นยานยนต์โชว์คอนเซปที่มาพร้อมกับระบบล้อที่ขับเคลื่อนได้หลายทิศทางไม่ใช่แค่เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา เดินหน้า ถอยหลังแบบรถยนต์ทั่วไป โดย i-Flex airless tire system นี้มาในรูปแบบที่เรียกว่า Plug & Drive platform ระบบขับเคลื่อนที่ถอดเปลี่ยนปรับเพิ่มลดจำนวนล้อแล้วก็วิ่งได้เลย พร้อมประสิทธิภาพในการกันสะเทือนที่ดีเยี่ยม โดย Platform นี้ Hyundai มุ่งพัฒนาขึ้นมาสำหรับยานยนต์ไร้คนขับโดยเฉพาะ

ด้วยการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติด้วยชั้นยางที่ซ้อนทับกันในรูปแบบเดียวกับผนังเซลล์ในสิ่งมีชีวิตทำให้สามารถรับน้ำหนักได้เยอะและกันสะเทือนได้ดีเยี่ยม และด้วยลักษณะลายหน้ายางล้อและซี่ล้อยางที่มีลักษณะคล้ายรังผึ้งทำให้ยางชนิดนี้รองรับการวิ่งหลายทิศทางได้ดี

รวมถึงลักษณะเด่นของยางแบบไร้ลมที่ไม่มีวันแบนซึ่งจะช่วยเสริมความปลอดภัยในการวิ่ง ไม่ต้องกลัวยางยางแตก ยางระเบิดเหมือนยางเติมลมในปัจจุบัน ที่สำคัญไม่ต้องกลัวโดนแกล้งเจาะยางด้วย

อ้างอิง;

https://interestingengineering.com/south-koreas-new-airless-tires-offers-excellent-shock-absorption

https://interestingengineering.com/goodyear-tests-its-airless-tires-on-autonomous-delivery-robots-for-the-first-time

https://newatlas.com/automotive/hankook-i-flex-airless-tire-hyundai-l7-concept/


https://www.dailygizmo.tv/2022/01/13/hankook-exhibits-futuristic-airless-i-flex-concept-tyre/
 






ฟีเจอร์ live translated captions บน Google meet
ใช้งานได้แล้วผ่านเว็บและแอป

Spoil
ฟีเจอร์ live translated captions บน Google meet ใช้งานได้แล้วผ่านเว็บและแอป โดย AI รองรับการสร้างซับไตเติลแบบ Realtime แปลภาษาอังกฤษเป็นซับไตเติลภาษาฝรั่งเศส, เยอรมัน, โปรตุเกสและสเปนก่อน

หลังจากที่ Google เปิดตัวฟีเจอร์นี้ไปในงาน Google I/O ปีที่แล้ว จากนั้นก็เริ่มทดสอบในผู้ใช้ Workspace กลุ่มเล็กๆก่อน มาวันนี้ก็ได้มีการประกาศให้สามารถใช้งานได้ทุกคนแล้วทั้งหน้าเว็บและแอป โดยจะสามารถภาษาอังกฤษเป็นซับไตเติลภาษาฝรั่งเศส, เยอรมัน, โปรตุเกสและสเปน

ทาง Google บอกว่าฟีเจอร์ฟีเจอร์ translated captions สามารถช่วยให้ผู้ใช้วิดีโอคอล Google Meet ให้สามารถทำงานร่วมกันได้ดีขึ้นกว่าเดิมด้วยการลดกำแพงภาษา ยกตัวอย่างเช่น ผู้พูดภาษาฝรั่งเศส สามารถวิดีโอคอลหาผู้ใช้ภาษาอังกฤษ เมื่อเปิดฟีเจอร์นี้ก็จะทำให้การสื่อสารเข้าใจกันมากขึ้น โดยตอนนี้จะรองรับการแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาอื่นๆก่อน ส่วนในอนาคตจะรองรับภาษาอื่นๆเพิ่มเติมอีก

แน่นอนว่าการทำงานอาจจะยังไม่สมบูรณ์แบบ 100% เพราะการแปลภาษาแบบสดๆให้เป็นข้อความนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งในช่วงทดสอบที่ผ่านมานั้นก็เจอหลายหลายปัญหา ทาง Google เองก็ยังคงมีกลุ่มทดสอบการใช้งานต่อไป

สำหรับคนที่อยากลองใช้งาน สามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่ Settings > Captions > Translated captions บนเว็บ ส่วนบนมือถือให้เข้าไปที่ Settings > Captions > Live Captions > Translation Language ฟีเจอร์นี้เริ่มทะยอยปล่อยให้ใช้งานได้แล้ว คาดว่าจะใช้งานได้ครบทุกคนภายใน 15 วันค่ะ


https://www.dailygizmo.tv/2022/01/14/live-translated-captions-google-meet/
 






พบเกม PS3 โผล่ในสโตร์ของ PS5, ยืนยันข่าวลือบริการใหม่ PS5 เล่นเกมเจนเก่าได้
Spoil

มีผู้เล่น PS5 บางรายเริ่มพบเกมจาก PS3 โผล่ขึ้นมาใน PlayStation Store ของ PS5 แล้ว แม้ยังไม่สามารถกดซื้อเกมได้ในตอนนี้

เดิมทีหากผู้เล่น PS5 ค้นหาเกมจาก PS3 จะเจอเกมเวอร์ชันสตรีมมิ่งผ่าน PlayStation Now เพราะ PS5 ไม่รองรับการเล่นเกมจาก PS3 โดยตรง แต่ล่าสุดมีผู้เล่นหลายคนเจอเกม PS3 เวอร์ชันมีราคาเป็นรายเกม รวมถึงเจอเกม PS3 ที่ไม่เคยมีบน PS Now ด้วย ตัวอย่างเกมที่ถูกพบคือ Dead of Alive 5, Prince of Persia: The Forgotten Sands, Bejeweled 3 เป็นต้น

การพบเกม PS3 สอดคล้องกับข่าวลือก่อนหน้านี้ว่าโซนี่กำลังพัฒนาบริการใหม่มาแข่งกับ Xbox Game Pass โดยจะยุบรวม PlayStation Now เข้ากับ PlayStation Plus และเพิ่มการเล่นเกมจากคอนโซลยุคเก่าเข้ามา คาดว่าบริการใหม่จะเปิดตัวในเร็วๆ นี้

https://www.blognone.com/node/126737
 






เบอร์ 1 โลก 2 ปีซ้อน! ปี 2021 Toyota ขายรถยนต์มากที่สุด
ชนะ Volkswagen แม้ไม่รวมยอดเดือน ธ.ค.

Spoil
Toyota คือผู้ผลิตรถยนต์ที่มียอดขายมากที่สุดในปี 2021 เอาชนะ Volkswagen 2 ปีติดต่อกัน การขาดแคลนชิ้นส่วน และชิป ส่งผลลบเพียงเล็กน้อย ทำให้บริษัทสามารถขายรถยนต์ได้ต่อเนื่อง


Toyota กับการเป็นเบอร์ 1 ของโลกอีกปี
รายงานข่าวแจ้งว่า Toyota ครองอันดับ 1 ผู้ผลิตรถยนต์ที่มียอดขายมากที่สุดในโลกของปี 2021 แม้ยังไม่รายงานยอดขายเดือน ธ.ค. 2021 เนื่องจาก Volkswagen รายงานยอดขายทั้งปีที่ 8.88 ล้านคัน น้อยกว่าที่ Toyota ทำได้ 9.56 ล้านคัน เมื่อนับตั้งแต่เดือน ม.ค.-พ.ย. 2021

เหตุผลหลักที่ทำให้ Volkswagen ไม่สามารถแซง Toyota ได้ เพราะไม่สามารถบริหารจัดการธุรกิจให้ฝ่าวิกฤตชิ้นส่วน และชิปขาดแคลน จนต้องลดกำลังการผลิตหลายช่วงเวลา ส่งผลให้จำหน่ายรถยนต์ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ต่างกับ Toyota ที่ไม่ได้รับผลจากวิกฤตดังกล่าวมากนัก

หากเจาะไปที่ยอดขาย 8.88 ล้านคัน ในปี 2021 ของ Volkswagen จะพบว่า ยอดดังกล่าวลดลง 4.5% จากปี 2020 โดยตลาดหลักของบริษัท เช่น จีน ปิดยอดขาย 3.30 ล้านคัน ลดลง 14.1% ส่วนยุโรปตะวันตกปิดยอดขาย 2.86 ล้านคัน ลดลง 2.7% ซึ่งตัวเลขดังกล่าวนับรวมแบรนด์ย่อย เช่น Porsche และ Audi

อย่างไรก็ตาม Volkswagen ค่อนข้างทำตลาดดีในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า เพราะในปี 2021 จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าล้วนได้ทั้งหมด 4.52 แสนคัน เพิ่มขึ้นเท่าตัว ส่วนยอดขาย Plug-in Hybrid เพิ่มขึ้น 60% เป็น 3.09 แสนคัน แตกต่างกับ Toyota ที่ยังไม่มียอดจำหน่ายจากรถยนต์ไฟฟ้าล้วนมากนัก

สรุป
Toyota ค่อนข้างทำได้ดีในวิกฤตโรค COVID-19 ระบาด เพราะโรงงานทั่วโลกไม่ได้ถูกหยุดผลิตบ่อยนัก จนการขายรถยนต์ทำได้เต็มประสิทธิภาพเช่นเดิม อย่างไรก็ตามในมุมรถยนต์ไฟฟ้า Toyota อาจต้องเร่งเครื่องกว่านี้ เพื่อตามกระแสโลกให้ทัน และเติบโตไปกับกระแสนี้เพื่อรักษาแชมป์ได้อีกปี

https://brandinside.asia/toyota-top-sale-2021/
 






Manchester City มีรายได้มากกว่า Manchester United เป็นครั้งแรก
Spoil

Manchester City มีรายได้รวมฤดูกาล 2020/21 รวม 644 ล้านยูโร หรือราว 24,000 ล้านบาท มากกว่าคู่แข่งร่วมเมือง Manchester United ที่ทำได้ 557 ล้านยูโร ถือเป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกรายได้

KPMG เปิดเผยรายงาน KPMG Football Benchmark ผ่านการสำรวจผลประกอบการ 8 แชมป์ลีกฟุตบอลยุโรป ประจำฤดูกาล 2020/21 พบว่า Manchester City ทีมแชมป์ลีกฟุตบอลอังกฤษ มีรายได้รวม 644 ล้านยูโร หรือราว 24,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากฤดูกาล 2019/20

รายได้ดังกล่าวประกอบด้วย

● รายได้จากการถ่ายทอดสด (Broadcast) 335.5 ล้านยูโร เพิ่มขึ้น 55% เนื่องจากการแข่งขันบางนัดในฤดูกาล 2019/20 ย้ายมาเตะในฤดูกาล 2020/21
● รายได้จากการร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ (Commercial) 307.9 ล้านยูโร เพิ่มขึ้น 8% ผ่านความสัมพันธ์แข็งแกร่งของ Sheikh Mansour bin Zayed al-Nahyan เจ้าของทีม ทำให้หลากหลายธุรกิจสนเข้ามาลงทุน
● ที่เหลือเป็นรายได้จากวันแข่งขัน (Matchday) ที่แทบไม่มี เพราะต้องปิดสนามความจุ 55,550 ที่นั่ง ไม่ให้มีผู้ชม เพื่อป้องกันการระบาดของโรค COVID-19
อย่างไรก็ตามรายงานดังกล่าวไม่เปิดเผยถึงต้นทุนการดำเนินธุรกิจ รวมถึงผลกำไร/ขาดทุน และตัวเลขผลดำเนินงานอื่น ๆ แต่ตัวเลขดังกล่าวถูกตรวจสอบ และได้รับการยืนยันจากฝั่งบริหารของทีม Manchester City ทั้งนี้ปัจจัยที่ทำให้ทีมแข็งแกร่ง คือการได้ Pep Guardiola เข้ามาคุมทีมปี 2016 และได้แชมป์ลีก 3 ใน 5 ฤดูกาล

ในทางกลับกัน ผลประกอบการของ Manchester United ประจำฤดูกาล 2020/21 มีรายได้รวม 557 ล้านยูโร หรือราว 21,000 ล้านบาท เนื่องจากผลงานตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ผ่านการไม่ได้แชมป์ลีกอังกฤษนับตั้งแต่ปี 2013 ประกอบกับการระบาดของโรค COVID-19 ทำให้รายได้จาก Matchday ลดลง 90%

นอกจากนี้ รายได้ Commercial ยัง ลดลง 17% เนื่องจากสปอนเซอร์ต่าง ๆ จ่ายเงินล่าช้า มีเพียง Broadcast ที่รายได้เพิ่ม 81% เนื่องจากมีการแข่งขันเกมตกข้างจากฤดูกาลก่อน และการได้เล่นฟุตบอลยุโรป แต่จากปัจจัยลบทั้งหมดนี้ทำให้ทีมขาดทุนจากการดำเนินงาน 44 ล้านยูโร

สรุป
ถือเป็นครั้งแรกตั้งแต่มีการบันทึกรายได้ที่ Manchester City มีรายได้มากกว่า Manchester United แม้ช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ผลงานทั้งในลีก และระดับยุโรป จะดีกว่าทีมคู่แข่งร่วมเมืองอย่างชัดเจน

https://brandinside.asia/man-city-more-income-man-utd/
 






Official Teaser : All NEW Honda HR-V สำหรับตลาดอเมริกาเหนือ
Spoil



13 มกราคม 2022 Honda เปิดศักราชใหม่ด้วยการเผยภาพ Official Teaser ของ All NEW Honda HR-V สำหรับตลาดอเมริกาเหนือ ซึ่งจะถูกแยกออกมาจาก HR-V / Vezel เวอร์ชั่น Global สำหรับตลาดอื่นๆ อาทิ ญี่ปุ่น และไทย ที่เพิ่งเปิดตัวไปช่วงก่อนหน้านี้

ภาพ Official Teaser เผยให้เห็นงานแนวทางการออกแบบตัวถังภายนอกของ HR-V สำหรับตลาดอเมริกาเหนือ ซึ่งมีความต้องการของกลุ่มลูกค้าแตกต่างจากที่อื่นๆ ด้านหน้ามาพร้อมกับกระจังหน้าขนาดใหญ่ที่ถูกกดให้ต่ำลง ขนาบข้างด้วยชุดไฟหน้าที่เฉี่ยวคมกว่าเวอร์ชั่นญี่ปุ่น

ด้านข้างมีการใช้ดีไซน์แบบ Six-Windows เหมือน SUV ทั่วๆ ไป เมื่ออยู่รวมกับเส้นสายบนตัวถังด้านข้างมีค่อนข้างเรียบร้อย ส่งผลให้งานออกแบบโดยรวมของ HR-V ใหม่ ที่จะถูกผลิตออกมาให้ชาวอเมริกาเหนือได้ใชนั้น มีความเป็นผู้ใหญ่กว่ารถรุ่นเดิม หรือแม้กระทั่งเวอร์ชั่นญี่ปุ่น อยู่พอสมควรเลยทีเดียว

ด้านรายละเอียดงานวิศวกรรม ตลอดจนภาพภายในห้องโดยสารนั้น ยังไม่ถูกเผยแพร่ออกมา ณ เวลานี้ ต้องรอติดตามกันต่อไปเมื่อใกล้ถึงวันเปิดตัว ซึ่ง Honda ได้ประกาศเอาไว้อย่างชัดเจนว่าจะมีการเผยโฉมต่อสายตาสาธารณชนในตลาดอเมริกาเหนือ ภายในปี 2022 นี้ อย่างแน่นอน !

https://www.headlightmag.com/official-teaser-all-new-honda-hr-v-north-america/
 






ปี 2021 Lamborghini กวาดยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ URUS ครองอันดับหนึ่ง
Spoil

เป็นที่น่าสังเกตว่าแบรนด์รถยนต์หรูหลายแบรนด์ต่างกวาดยอดขายรถยนต์ไปอย่างท่วมท้น ไม่เว้นแม้แต่แบรนด์ซุปเปอร์คาร์กระทิงเปลี่ยวอย่าง Lamborghini เนื่องจากทำยอดขายทั่วโลกไปได้มากกว่า 8,405 คัน เพิ่มขึ้นมากถึง 13% เมื่อเทียบกับปี 2020

เมื่อแยกการเติบโตของตลาดแต่ละภูมิภาคจะเห็นว่า 3 อันดับแรกที่ทำยอดขายเพิ่มได้แก่ ทวีปอเมริกา ทวีปเอเชีย และ EMEA (ยุโรป ตะวันออกกลาง และ แอฟริกา) ซึ่งเมื่อคิดเป็นสัดส่วนจากยอดทั้งหมดจะคิดเป็นจำนวน 35% 27% และ 39% ตามลำดับ สำหรับประเทศที่ทำยอดขายได้สูงสุดได้แก่ สหรัฐอเมริกา 2,472 คัน (เพิ่มขึ้น 11%) ตามมาด้วย ประเทศจีน 935 คัน (เพิ่มขึ้น 55%) ประเทศเยอรมัน 706 คัน (เพิ่มขึ้น 16%) และสหราชอาณาจักร 564 คัน (เพิ่มขึ้น 9%) ส่วนในตลาดบ้านเกิดอย่างประเทศอิตาลีขายได้ 359 คัน (เพิ่มขึ้น 3%)

โมเดลที่ทำยอดขายสูงสุด ได้แก่ URUS SUV สมรรถนะสูงระดับซุปเปอร์คาร์ ที่ขายไปได้มากกว่า 5,021 คัน ตามมาด้วยอันดับสอง Huracan 2,586 คัน เป็นพลพวงมาจากการเปิดตัวรุ่นพิเศษอย่าง Huracan STO และปิดท้ายด้วย Aventadors จำนวน 798 คัน

เมื่อย้อนไปในช่วงปี 2021 Lamborghini ได้เปิดตัวรถรุ่นพิเศษจำนวนมากถึง 3 รุ่น ได้แก่ Huracan STO ที่ได้แรงบัลดาลใจในการออกแบบและเทคโนโลยีต่างๆ จากรถแข่ง Huracán Super Trofeo EVO และ HURACÁN GT3 EVO และรุ่นพิเศษส่งท้ายอย่าง Aventador Ultimate รวมไปถึงการปัดฝุ่นตำนานอย่าง Countach LPI 800-4 ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองการครบวาระ 50 ปี ของ Countach เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งแรกของ Lamborghini ในการเผยถึงแนวทางการเป็นผู้ผลิตรถซุปเปอร์คาร์พลังงานไฟฟ้าในเร็วๆ นี้ หรือที่เรียกว่า “Direzione Cor Tauri” ซึ่งมีการพูดถึงระบบขับเคลื่อนทั้งแบบไฮบริด ที่จะเปิดตัวในปี 2023 และพลังงานไฟฟ้า ในปี 2024 คุณ Stephan Winkelmann ประธานและ CEO ของ Lamborghini กล่าวว่า ”ยอดขายดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันว่า การที่ยึดมั่นตามแผนงานพร้อมด้วยศักยภาพต่างๆ ขององค์กร ทำให้เราได้รับการตอบรับที่ดีจากทั่วโลก ด้วยตัวแทนจำหน่ายจำนวน 173 แห่ง จาก 52 ประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้” โดยในปี 2022 นี้ Lamborghini เตรียมจะเปิดตัวรถโมเดลใหม่จำนวนมากถึง 4 รุ่น


https://www.headlightmag.com/lamborghini-2021-sales-volume-best-year-ever/
 






FasterClass โฆษณาชุดของ Toyota GR86 ผ่านการ์ตูน Initial D
และยอดนักดริฟท์ Tsuchiya

Spoil




ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อพูดถึง Toyota GR86 หลายคนจะนึกถึง AE86 ไปด้วย Toyota สหรัฐฯ จึงเกิดไอเดียที่จะทำแคมเปญ FasterClass ขึ้นมา โดยร่วมมือกับทีมงานผู้ผลิตการ์ตูนชื่อดัง Initial D ที่นำแสดงโดยรถส่งเต้าหู้ในตำนาน พร้อมนำยอดนักดริฟท์อย่าง Keiichi Tsuchiya ผู้ที่เป็นที่รู้จักในนาม Drift King มาร่วมวงด้วย

FasterClass ประกอบด้วย โฆษณา 3 ตอน ตอนละ 15 วินาที เริ่มต้นกับตอนแรกในชื่อ Mastering the Craft เปิดฉากกับ Takumi ซิ่ง Toyota AE86 ตามกิจวัตรปกติ ก่อนจะมี Toyota GR86 ตามมาด้วยความเร็วสูง ตัดไปเป็นตอนที่สองในชื่อ Pursuit ที่เห็นแผ่นหลังชายปริศนาเดินไปขึ้น Toyota GR86 และตัดกลับมายังฉากที่ Toyota AE86 ถูก GR86 ไล่บี้บนโค้งอย่างกระชั้นชิด

ตอนสุดท้ายเปิดมาด้วยฉาก Toyota GR86 ขึ้นนำ ก่อนเฉลยในตอนท้ายว่าผู้ที่อยู่หลังพวงมาลัยคือ Tsuchiya ที่กล่าวรับ Takumi เป็นลูกศิษย์ พร้อมต้อนรับเข้าสู้คอร์ส FasterClass หรือ ระดับที่สูงกว่าซึ่งหมายถึงอีกระดับของการซิ่งรถนั่นเอง และทั้งหมดจะเป็นอย่างไรนั้น ไปรับชมที่วีดีโอข้างล่างกันเลยครับ

https://www.headlightmag.com/news-fasterclass-ads-promoting-toyota-gr86/
 






All NEW Toyota Avanza เตรียมเปิดตัวในไทย กุมภาพันธ์ 2022 นี้ !
เบนซิน 1.5 CVT + Safety SENSE

Spoil

All NEW Toyota Avanza รุ่นล่าสุด เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่อินโดนีเซีย เมื่อ 21 พฤศจิกายน 2021 ที่ผ่านมา ถือเป็นตลาดหลักของรถในกลุ่ม MiniMPV 7 ที่นั่ง ไม่ว่าจะเป็น Suzuki Ertiga, Honda Mobilio, Honda BR-V, Mitsubishi Xpander ต่างก็ได้รับความนิยมอย่างสูงที่นี่ มีหน้าตาให้เลือกด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ Toyota Avanza และ Toyota Veloz (แต่เดิมชื่อเต็มคือ Toyota Avanza Veloz)

คราวนี้ Toyota แบ่งกลุ่มลูกค้าชัดเจนขึ้นกว่ารุ่นเดิม ระหว่าง Avanza และ Veloz ถ้าจะให้เปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนกับคู่แข่งที่ใช้บอดี้เดียวกัน แต่แบ่งออกเป็น 2 รุ่น แยกเป็นตัวธรรมดา และ กึ่ง Crossover เช่น

● Honda Mobilio / BR-V
● Mitsubishi Xpander / Xpander Cross
● Suzuki Ertiga / XL7
● Toyota Avanza / Veloz

สำหรับประเทศไทย Toyota เตรียมเปิดตัว Avanza / Veloz อย่างเป็นทางการในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ 2022 นี้ โดยนำเข้าจากอินโดนีเซียเหมือนเช่นเคย แลกเปลี่ยนรถที่ผลิต และ ส่งออกจากประเทศไทยในกลุ่มรถยนต์นั่ง Passenger Cars รวมไปถึง Fortuner และ นำเข้า Avanza – Innova จากอินโดนีเซีย ใช้สิทธิภาษีนำเข้า 0% AFTA : Asean Free Trade Area

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Toyota Avanza / Veloz ในไทย คือ การเปลี่ยนมาใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า แทนที่ระบบขับเคลื่อนล้อหลังในรุ่นเดิม และ เปลี่ยนจากเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ เป็น เกียร์อัตโนมัติ CVT นอกจากนี้คาดว่าจะมีการติดตั้งระบบ Toyota Safety SENSE ให้ในรุ่น Top สุด อัพเกรดอุปกรณ์ และ Option ให้เป็นผู้นำกลุ่ม MiniMPV 7 ที่นั่ง ในไทย







All NEW Avanza

● ยาว 4,475 มิลลิเมตร
● กว้าง 1,750 มิลลิเมตร
● สูง 1,700 มิลลิเมตร
● ระยะฐานล้อ 2,750 มิลลิเมตร
● ระยะต่ำสุดถึงพื้น Ground Clearance 205 มิลลิเมตร

Avanza รุ่นเดิม

● ยาว x กว้าง x สูง : 4,190 x 1,660 x 1,695 มิลลิเมตร
● ระยะฐานล้อ wheelbase : 2,655 มิลลิเมตร

All NEW Avanza เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม พบว่า ยาวขึ้น 285 มิลลิเมตร กว้าง 90 มิลลิเมตร สูงขึ้น 5 มิลลิเมตร ส่วนระยะฐานล้อ ยาวขึ้น 95 มิลลิเมตร

Chassis แชสซีส์

● ช่วงล่าง
ด้านหน้า MacPherson Strut พร้อมเหล็กกันโคลง
ด้านหลัง Torsion Beam พร้อมเหล็กกันโคลง
● เบรก
คู่หน้า ดิสก์เบรก
คู่หลัง ดิสก์เบรก

Engine เครื่องยนต์

เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ รหัส 2NR-VE Dual VVT-i ขนาด 1.5 ลิตร 1,496 ซีซี. กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก : 72.5 x 90.6 มิลลิเมตร พละกำลังสูงสุด 106 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 137 นิวตันเมตร ที่ 4,200 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อม Manual Mode + – ขับเคลื่อนล้อหน้า รองรับน้ำมันสูงสุด E20 ความจุถังน้ำมัน 43 ลิตร







รายละเอียด Option ที่คาดว่าจะติดตั้งใน Toyota Avanza / Veloz เวอร์ชั่นไทย รุ่น Top สุด

● ล้ออัลลอย ขนาด 17 นิ้ว พร้อมยาง ขนาด 205/50 R17
● ไฟหน้า แบบ LED
● ไฟท้าย พร้อมไฟหรี่แบบ LED
● มาตรวัด Full Digital TFT ขนาด 7 นิ้ว
● หน้าจอเครื่องเสียง Touchscreen ขนาด 9 นิ้ว
● ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB
● ระบบ Auto Brake Hold
● ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย Wireless Charger
● ระบบกุญแจ Smart Keyless Entry
● ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ Push Start Button
● ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว VSC
● ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA
● ระบบ Toyota Safety SENSE
⇨ ระบบเตือนการชนด้านหน้า Pre-Collision System
⇨ ระบบป้องกันการเหยียบคันเร่งผิดพลาด Pedal Misoperation
⇨ ระบบเตือนเปลี่ยนเลน Lane Departure Assist
⇨ ระบบเตือนมุมอับสายตา Blind Spot Monitoring
⇨ เตือนเมื่อมีรถตัดผ่านขณะถอยหลัง Rear Cross Traffic Alert
⇨ ระบบเตือนเมื่อรถคันข้างหน้าเคลื่อนที่ Front Departure Alert
● ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง
⇨ คู่หน้า 2 ตำแหน่ง
⇨ ด้านข้าง 2 ตำแหน่ง
⇨ ม่านนิรภัย 2 ตำแหน่ง
● กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา

สีตัวถังภายนอกของเวอร์ชั่น อินโดนีเซีย จะมีให้เลือก 6 สี

สีเทาม่วง Purplish Silver
สีเทา Grey Metallic
สีดำ Black Metallic
สีเงิน Silver Mica Metallic
สีขาว White
สีขาวมุก Platinum White Pearl

All NEW Toyota Avanza / Veloz เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย ช่วงเดือน กุมภาพันธ์ 2022 นี้ ! รอติดตามกันว่า เวอร์ชั่นไทย จะมีให้เลือกทั้ง 2 รูปแบบหรือไม่ รวมถึง Option และ ราคาจะเป็นอย่างไร หากมีรายละเอียดเพิ่มเติม ทีมงาน Headlightmag.com จะรีบนำมารายงานให้ทราบกันครับ

https://www.headlightmag.com/all-new-toyota-avanza-coming-soon-thailand/
 





















กระทู้เก่า ปี2022


◦ Mon Jan 10, 2022
http://www.soccersuck.com/boards/topic/2101751
◦ Thu Jan 13, 2022
http://www.soccersuck.com/boards/topic/2102877

โหวตเป็นกระทู้แนะนำ
ออฟไลน์
นักเตะเทศบาล
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 14 Feb 2014
ตอบ: 943
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Mon Jan 17, 2022 11:03
[RE: #Update IT (Jan 17, 2022)]
ไอโฟนเมื่อไหร่จะใช้ type-c
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
ดาวเตะลา ลีกา
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 03 Sep 2018
ตอบ: 8771
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Mon Jan 17, 2022 11:42
[RE: #Update IT (Jan 17, 2022)]
หน้ากากใหญ่มากครับ
1
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
นักเตะกลางซอย
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 02 Nov 2008
ตอบ: 872
ที่อยู่: New Highbury Stadium
โพสเมื่อ: Mon Jan 17, 2022 12:01
#Update IT (Jan 17, 2022)
Rustey พิมพ์ว่า:
หน้ากากใหญ่มากครับ  

สารภาพ ไม่ได้ดูหน้ากากเลยครับ
โพสต์บนแอป Soccersuck บน Android
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ไม่ว่าจะร้ายดียังไง... Arsenal ก้อจะอยู่ในใจตลอดไป
ออฟไลน์
นักบอลถ้วย ค.
Status: ตำนาน.....เมื่อยมือ
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 18 May 2011
ตอบ: 3124
ที่อยู่: Top Secret
โพสเมื่อ: Mon Jan 17, 2022 13:03
[RE: #Update IT (Jan 17, 2022)]
อ่านเพลินดีจัง มาสะดุดอันเดียวข่าวแมนซิ
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
นักเตะอบต.
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 05 Sep 2013
ตอบ: 4115
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Mon Jan 17, 2022 14:27
#Update IT (Jan 17, 2022)
1+ ดีไซร์จอกินขาด ว่าแต่แมนซิมันไอทีเฉย
โพสต์บนแอป Soccersuck บน Android
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
ซุปตาร์ฟุตบอลโลก
Status: ARSENAL till i die
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 06 Apr 2017
ตอบ: 3667
ที่อยู่: Bigbang/Winner/Treasure/IKON/Blackpink/Somi/ITZY/Nmixx/Taeyeon/BIBI/Zico/Jaypark/Sik-k/Hyuna&Dawn
โพสเมื่อ: Mon Jan 17, 2022 14:39
[RE: #Update IT (Jan 17, 2022)]
ราเชนไงจะใครล่ะ... พิมพ์ว่า:
1+ ดีไซร์จอกินขาด ว่าแต่แมนซิมันไอทีเฉย  


มีแปะข่าววงการอื่นเล็กน้อยครับ ตามที่ผมเขียนไว้หัวมู้
ออกไปทางเชิงธุรกิจ เพราะมากจากเว็บ brandinside.asia
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
นักเตะอบต.
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 05 Sep 2013
ตอบ: 4115
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Mon Jan 17, 2022 17:16
[RE: #Update IT (Jan 17, 2022)]
Hypervenom1998 พิมพ์ว่า:
ราเชนไงจะใครล่ะ... พิมพ์ว่า:
1+ ดีไซร์จอกินขาด ว่าแต่แมนซิมันไอทีเฉย  


มีแปะข่าววงการอื่นเล็กน้อยครับ ตามที่ผมเขียนไว้หัวมู้
ออกไปทางเชิงธุรกิจ เพราะมากจากเว็บ brandinside.asia  


แล้วเอาความรู้ใหม่ๆมาฝากอีกนะรออ่านครับ
1
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
นักเตะเทศบาล
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 14 Sep 2010
ตอบ: 2971
ที่อยู่: Old Trafford
โพสเมื่อ: Thu Jan 20, 2022 21:06
[RE: #Update IT (Jan 17, 2022)]
1234Y พิมพ์ว่า:
ไอโฟนเมื่อไหร่จะใช้ type-c  

ผมก็รอเหมือนกันครับ


0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ไปหน้าที่ 1
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
กรุณาระบุเหตุผลที่จะแจ้งความ
ผู้ต้องหา:
ข้อความ:
Submit
Cancel
กรุณาเลือก Forum และ ประเภทกระทู้
Forum:

ประเภท:
Submit
Cancel