Biomutant เป็นเกมที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน กราฟิกที่เป็นงานศิลป์ชั้นดี ไอเดียที่หลากหลาย แม้ว่าหลายๆ สิ่งมันจะไม่ได้ดีเลิศ แต่มันก็ทำออกมาได้ดีในระดับนึง
ถ้าคุณไม่ Meh กับมัน คุณก็มีสิทธิ์จะชอบและถูกมันดูดเวลาชีวิตไปพอสมควร
Biomutant มันเป็นเกมที่ Overhyped มากๆ เกมหนึ่งก่อนที่มันจะถูกวางขาย จากเทรลเลอร์ ลักษณะคาแรคเตอร์ คอนเซปต์เกมเพลย์ และแบคกราวด์ของเกม มันทำให้คนมีความคาดหวังมากๆ ว่ามันจะต้องดี แต่หลายๆ คนอาจจะลืมไปว่ามันเป็นเกมที่ไม่ได้มาจากสตูดิโอใหญ่ ไม่ได้มีประสบการณ์ทำเกม AAA มาก่อน ทำให้เกมนี้โดน Backlash ไปเยอะมากหลังวางจำหน่าย
ส่วนตัวผมว่าถ้าคนไม่ชอบ มันก็พอเข้าใจได้ (แต่หลายๆ Forum ใน Steam นี่แม่งโคตรโทรล มาโจมตีทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เล่น อันนี้ไร้สาระ) ผมตัดสินใจอยู่สักพักหลังจากวันที่รีวิวก่อนวันจะหน่ายออก ก่อนที่จะกดซื้อเกมมาเล่น เพราะอยากเล่นเป็นสัตว์ขนฟู มีพลังวังฟู กับ Openworld ที่มีสีสันสวยงาม
…
สำหรับคนที่ยังลังเลอยู่ ลองอ่านข้อดี ข้อเสีย และอะไรที่คาดหวังจากเกมได้ในรีวิวนี้ดู น่าจะช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้น
อย่างแรกที่ผมคาดหวังและประทับใจมากก็คือ กราฟิกในเกม มันเป็นอะไรที่ Visually Stunning ได้ไม่ยาก ทั้งแสง ทั้งต้นไม้ ใบหญ้า Biomes ต่างๆ Geography รวมถึงเซตติ้งโลกหลังการล่มสลาย ที่จะได้เห็นธรรมชาติและซากปรักหักพังแทรกซึมด้วยธรรมชาติต่างๆ
ผมว่า Developer ค่อนข้างจะใส่ใจกับการจัดวางโลกในเกมมากๆ หลายๆ ครั้งที่ผมวิ่งๆ ไปในเกม และจะไปพบกับพื้นที่ที่มันสวยมากๆ โดยที่ไม่ได้เป็นพื้นที่โปรโมท แค่เป็นพื้นที่ทั่วไปในเกม แต่จังหวะนั้น มันสวยจริงๆ มันมีการออกแบบในโลกของเกมมากๆ
ความ Open world ของเกมนี้มันเหมือนจะตาย แต่มันก็มีชีวิตในแบบของมัน ด้วยความที่โลกมันไม่ได้กว้างมากขนาดนั้น วิ่งดูฉากสวยๆ ไปสักพัก ก็จะเจอโน่นนี่ให้ทำ ลักษณะ Open world คือมันจะแบ่งเป็นจุดๆ โดยจุดนั่นก็จะมีการเซ็ตฉาก เช่นวิ่งไปเจอจุด Suburban ที่เป็นหมู่บ้านชานเมือง มีบ้าน มีหญ้า มีซากปรักหักพัง มีของให้เก็บ หรือออ อาจจะไปเจอพื้นที่เตานิวเคลียร์ ที่มีกัมมันตรังสี มีมินิบอส มีของให้เก็บ หรือจะไปเจอจุด NPC ตัวละครรอง ก็จะมีเควสต์ให้เราทำ ไปทำโน่นนี่ แล้วจะได้ของคืนมา
ถ้าถามว่า Open world มันดูตายมั้ย มันก็อาจจะดูแห้งๆ แค่มันคาดเดาได้เลยไม่ตื่นเต้น แต่ข้อดีของมันคือมันมีจุดที่น่าสนใจ ในระยะที่ใกล้ๆ ต่อๆๆๆๆ กันมากๆ ทำให้เราอยากไปลุยต่อ ไปหาของมาคราฟต่อ หยุดเล่นไม่ได้
ข้อดีต่อไป ก็น่าจะเป็นการคราฟของ ที่มันหลากหลายจริง (อีคนทำมันบอกคราฟได้เป็นล้านๆ ชิ้น) ซึ่งมันเป็นเสน่ห์ของเกมมากๆ เราจะเอาชิ้นส่วนของมาติดเสื้อผ้า เอาของบ้าๆ บอๆ มาติดอาวุธ มีแปรงขัดส้วม มีแปรงสีฟันให้ได้ใช้จริง แบบในตัวอย่าง ซึ่งมันดูบ้าบอมาก แต่โคตรเท่
ที่สำคัญกว่านั้นคือ ถอดของเข้าออกแล้วชิ้นส่วนมันไม่พัง ไม่หาย คือเกมมันเซตติ้งมาดี encourage ให้คุณได้ลอง ได้คราฟของเยอะมากๆ (ไม่ใช่บางเกมเอาของออกแล้วของพัง คนก็งกใช้ของกันไป สุดท้ายก็ไม่ได้ประสบการณ์ที่แตกต่าง)
เอาจริงๆ สามข้อนี้ มันก็เพียงพอที่ทำให้ผมเล่นเกมนี้ไปเรื่อยๆ ยันจบ ยันคิดว่าจะเก็บ 100% ดีมั้ย? แต่ก็อย่าดีกว่า ขี้เกียจ ทีนี้มาดูข้อเสียบ้าง
เกมนี้เริ่มต้นมาได้ชวนง่วงมาก มันเป็นช่วงเวลาการตัดสินใจในระยะรีฟันด์ ว่าจะอยู่หรือจะไป ซึ่งมันมอบประสบการณ์ที่ยืด ยาวนาน และสอนทุกอย่าง รวมทั้งยัดเยียดการตัดสินใจหลายๆ อย่างโดยไม่ทันตั้งตัว และไม่จำเป็น… มันเป็นด่านที่หลายๆ คนต้องผ่านไปให้ได้ และผมก็คิดว่ามีหลายๆ คนที่คงล้มเลิกที่จะให้โอกาสเกมนี้จากช่วงต้นเลยด้วยซ้ำ
(โชคดี ที่ Developer ฟังเสียงฟีดแบค และได้ปรับแก้ไขปัญหานี้ไปแล้ว ก่อนที่ผมจะเขียนรีวิว)
ปัญหาต่อมาคือ ความบาลานซ์ของระบบในเกม ผมว่าแม่งโคตรรรร ไม่บาลานซ์ ตั้งแต่ทักษะ สกิล ยันสิ่งของ เช่นสกิลอาวุธปืนของอาชีพ Deadeye มันฮาร์ดคอร์มาก ศัตรูตัวขนฟูยังไม่ทันจะลุก ไม่ทันจะแอคชั่นขยับตัวเสร็จ ยิงแม่งตายห่าไปแล้วว (จนตอนนี้ผู้พัฒนาก็ออกมาเนิร์ฟแล้ว แต่แม่งก็เทพอยู่ดี)
ส่วนสิ่งของบางอันก็เทพเกิน จนพอได้แล้วก็ไม่อยากเปลี่ยน ไม่ต้องกดสกิลอื่นๆ ลองกันอีกเลย เพราะมัน OP เสียเหลือเกิน ใช้มันตั้งแต่ต้นจนจบ (แต่มันก็ยังเหลือพื้นที่ให้เราพัฒนาได้อยู่ คือการ ‘คราฟต์’ ที่มันมาช่วยชีวิตได้จริงๆ เพราะมันทำให้เราต่อเติม อัพเกรดเล็กๆ น้อยๆ ได้ตลอด)
ระบบ Tribes สงครามเผ่าพันธุ์ ที่มีอยู่ แต่ก็เหมือนไม่มี ไม่มีก็ได้นะ แล้วจะมีไปทำไมวะ ก็ยังทำให้งงๆ อยู่ ซึ่งอีระบบเลือกข้างเผ่านี่ล่ะ ที่เปิดมาโดนรีบจับยัดให้เลือกกันไปเลยสองเผ่าแต่ต้น คือกูไม่ได้อยากเลือกเผ่าห่าสองอันนี้ไงงงง (คือมันก็เปลี่ยนได้และ แต่กูไม่อยากอยู่กะเผ่าห่าสองอย่างนี้ + NG+ มันแก้ตัวให้โดยเปิดมาไม่จำเป็นต้องมาเลือกเผ่าแค่สองอันแต่ต้นแล้ว จริงๆ ควรทำแต่แรกแล้วมั้ยวะ)
คือความจำเป็นของมันไม่มีอะไรเลย เลือกเผ่า แล้วไปตีเผ่าอื่น โดยเราจะได้ชุดของเผ่าที่เลือก และก็อาวุธของทุกเผ่าที่ไปตีชนะ สุดท้ายพอรวบรวมเผ่าทุกเผ่าเป็นหนึ่งเดียว ก็ยังเจอเผ่าที่เราเป็นพวกแล้วนั่งข้างถนนดักตีเราอยู่ดี… เพื่อออ
และที่ อีหยังวะ ไปกว่านั้นก็คือออออ… การให้เราเลือกหลังตีเผ่าอื่นไปสองเผ่า ว่าเผ่าอื่นยอมจำนน เห็นว่าสู้ไปก็เท่านั้น จะมาเป็นพวกเราเลย คือถ้าเราตอบรับ ก็จบการตีเผ่ายึดพื้นที่ ซึ่งผมว่ามันบ้ามากกกก การตีเผ่าแต่ละเผ่า มันคือการให้เราค่อยๆ เปิดโลก ค่อยๆ เจอพื้นที่ ค่อยๆ เจอหมู่บ้าน ค่อยๆ เจอ NPC ค่อยๆ เจอ Biomes ใหม่ๆ… แล้วมึงจะมาตัดตอนส่วนสำคัญที่ทำให้คนเอนจอยกับเกมทำไมมมม (บอกตรงๆ ผมโหลดเซฟเล่นใหม่เลย เพราะถ้าเลือกรวมตี้แต่แรกโดยไม่ตีแต่ละอันเอง ทำให้เกมหมดสนุกไป 60% แน่นอน)
การใช้ Layout อาคารซ้ำในบางพื้นที่ คือก็เข้าใจว่ามันเหนื่อยแหละ ถ้ามันจะไม่ซ้ำ แต่มึงก็ Mirror ให้กูหน่อยก็ได้ จะทำเป็นมองข้ามไป นี่เล่นเหมือนเดิมเป๊ะๆ มันก็ทำทำหมดอารมณ์ได้เหมือนกัน ถึงแม้มันจะไม่ซ้ำเยอะอะไร แต่มันดันเป็นพื้นที่ที่จดจำได้พอดี มันก็เซ็ง
ทีนี้มาดูอะไรที่มันกลางๆ บ้าง
Narrator ที่หลายๆ คนด่า ว่าซ้ำซาก น่ารำคาญ ผมกลับมองว่ามันก็เพลินดี เหมือนมีคนคุยด้วยตอนเรากำลังเล่นเกม ไม่ได้แย่อะไร มันช่วยได้เวลาเจอโน่นนี่นั่น ดูมีปฏิสัมพันธ์ดี ที่สำคัญคือ อีคนพากย์แม่งอ่านสถานที่ทุกจุดเล็กจุดน้อยที่เราไป ว่าชื่ออะไร เป็นยังไง (ใช้ความถึกและใส่ใจพอสมควร)
บอสไฟต์ในเกม… ที่มันมีทั้งดีทั้งแย่ บวกลบคูณหารกันไป มันก็กลายเป็นกลางๆ คือฉากการต่อสู้บางบอสแม่งมาเหนือเมฆมากๆ คาดไม่ถึง(ไม่ได้เหนือเมฆแบบ literally นะ) ซึ่งมันทำให้เราประทับใจกับการใส่ใจในการออกแบบ และดีไซน์บอสก็โคตรเท่และมีลักษณะเฉพาะ แต่ การต่อสู้มันก็คาดเดาได้ และไม่ได้ยากอะไร ไม่ต้องใช้ความสามารถเท่าไหร่ มันเลยไม่น่าจดจำไปซะอย่างงั้น
อีกอย่างก็คือ การโอเพ่นเวิลด์ของเกม มันจะให้เราไปไหนก็ได้ทันที (บางทีไปไม่ได้ทันที มันก็ไปทำเควสต์แถวๆ นั้นล่ะ มันก็ไปได้ทันที) ทำให้เราเข้าถึงทุกส่วนของเกม และด้วยเหตุนี้ ผมที่ออกเดินทางแวะโน่นนี่นั่นไปเรื่อย ก็ไปป๊ะกับดาบเทพในตำนาน ที่บรรดายูทูปเบอร์มันออกมาบอกกันว่าอันนี้เทพ เลยกลายเป็นว่ามีดาบเทพติดตัวมาแต่แรกๆ ได้แค่ mod ดาบกันไปนิดหน่อย ส่วนปืน ก็มีปืนเทพยิงตายยกตี้ในกระสุนแม็กเดียว ใช้แทบจะแต่ต้นยันจบเหมือนกัน แต่อันนี้ยังดีหน่อย ให้เราได้ม็อดเยอะ การเก็บของข้างทางเลยมีประโยชน์
สรุปปป
สำหรับผม ผมคิดว่า Biomutant เป็นเกมที่ดีมากเกมหนึ่ง ที่ไม่ควรจะมองข้าม แม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องบาลานซ์ในเกม แต่จากการตอบรับ Feedback ของทีมงาน ผมว่า Biomutant น่าจะถูกขัดเกลาให้ดีมากขึ้นเรื่อยๆ จะรอ ก็คงรออย่างมีความหวัง
ซึ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกในเกมก็คือ มันเป็นเกมที่ให้ Relax vibe มากๆ จากการเคลื่อนไหวของตัวละคร ของต้นไม้ใบหญ้า และแสง มันทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและการเดินทางไปยังจุดต่างๆ ในเกม ไม่น่าเบื่อ
และก็อย่างว่า ถ้าคนชอบเกมนี้ ก็สามารถที่โดนมันดูดเวลาไปได้ง่ายๆ ส่วนคนไม่ชอบ ก็อาจจะไม่ชอบไปเลย หวังว่ารีวิวนี้จะช่วยให้ตัดสินใจได้บ้างครับ
...
ถ้าชอบการรีวิว รบกวนฝากกดติดตามเพจได้ที่
https://www.facebook.com/an0nyme0w ฮะะะ