ไว้คราวหน้า X
ไว้คราวหน้า X
ไม่ต้องแสดงข้อความนี้อีกเลย
ไปหน้าที่ 1
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
ฝากรูป
ผู้ตั้ง
ข้อความ
ออฟไลน์
นักเตะเทศบาล
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 17 Mar 2020
ตอบ: 477
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Fri Aug 28, 2020 08:29
[SONG ANALYSIS] – ความลับที่ซ่อนอยู่ในเพลงของ Radiohead
สวัสดีเพื่อนๆสมาชิกทุกท่านครับผม กลับมาพบกันในบทความยาวครั้งแรกของผม ที่ว่ากันด้วยเรื่องการวิเคราะห์องค์ประกอบต่างๆของดนตรีในเพลงๆหนึ่งกันครับ จุดเริ่มต้นของบทความนี้ผมต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งที่ได้แชร์เซสชั่นของ Radiohead ไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งมันทำให้ผมได้กลับไปย้อนฟังเพลงต่างๆในเซสชั่นนั้น และอย่างที่เรารู้กันดีว่าบทเพลงของ Radiohead มันมีความเป็น Experimental (ดนตรีทดลอง) ซึ่งด้วยความที่มันเป็นดนตรีทดลอง มันเลยมีความพิเศษบางอย่างซ่อนอยู่ในการทดลองบนเพลงนั้นๆ มันเลยทำให้ผมเกิดไอเดียอยากจะลองเขียนบทความในเชิงวิเคราะห์ดนตรีดูซักหน่อย แต่ก่อนอื่นเลยต้องออกตัวก่อนว่าผมเป็นเพียงแค่คนที่ชอบฟังดนตรีและพอจะเล่นดนตรีได้เท่านั้น ไม่ได้มีความรู้ทางทฤษฎีดนตรีมากมายซักเท่าไหร่ เลยทำให้การเขียนบทความแบบเชิงวิเคราะห์นี้ ทำให้ผมต้องมีการหาข้อมูลอ้างอิงต่างๆ และในระหว่างที่หาข้อมูลอยู่นั้นด้วยบังเอิญ (+ความโชคดี) ทำให้ผมได้พบกับคลิปหนึ่งบน Youtube ที่มีการพูดถึงเพลงๆนี้(ที่ผมจะพูดถึงในบทความตอนนี้) และมีการวิเคราะห์จากผู้ที่มีความรู้ทางด้านดนตรีจริงๆ ซึ่งหลังจากที่ผมได้ดูคลิปนั้นจบ ผมคิดว่าพวกเขาได้วิเคราะห์และพูดถึงเพลงนี้ไว้อย่างดีมากเลย ทำให้ในบทความตอนนี้ ผมจะขอหยิบยกข้อมูลจากคลิปดังกล่าว มาแชร์ในรูปแบบของบทความดนตรีเชิงวิเคราะห์ ให้เพื่อนๆได้อ่านกันอย่างเพลินๆครับ


★ บทสัมภาษณ์ของ Thom Yorke จาก CPR Sound Opinions 18/06/2006 ★
Thom - “This tune called ‘Videotape’ that we’ve got is just driving me crazy. Absolutely crazy.” “We kind of had an idea but we just couldn’t see it through.”
เฮียทอม – “เพลงที่เรียกว่า ‘วิดีโอเทป’ ของพวกเรานั้นมันทำให้ผมเป็นบ้า บ้าบอจริงๆ ประมาณว่าพวกเรามีไอเดียอยู่ แต่เราไม่รู้จะทำมันให้เป็นรูปเป็นร่างได้ยังไง”



Videotape คือแทร็ค Side B จากอัลบั้ม In Rainbow ซึ่งมีการปล่อยออกมาในช่วงปี 2007 และถึงแม้ว่าจะมีการปล่อยเพลงนี้ออกมาในปีดังกล่าวก็ตาม แต่ความจริงแล้วเพลงนี้ได้ถูกนำมาเล่นก่อนหน้านี้แล้วในงาน Bonaroo Festival ที่เมือง Manchester เมื่อปี 2006 ซึ่งในเวอร์ชั่นไลฟ์ Bonaroo นี้ จะมีความแตกต่างจากเวอร์ชั่นอัลบั้ม In Rainbow อยู่พอสมควร ในเวอร์ชั่นแรกนั้นจะมีความเป็น Alternative Rock ให้ความรู้สึกสนุกและโยกตามได้ ต่างจากเวอร์ชั่นอัลบั้มที่ฟังดูเป็นเพลงช้าและมีความเป็น Experimental Electronic มากกว่า ซึ่งทั้ง 2 เวอร์ชั่นนี้ ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่แฟนของ Radiohead ทั่วโลกจนถึงปัจจุบันนี้ว่าเวอร์ชั่นไหนนั้นดีกว่ากัน... (รับฟังถึงความแตกต่างได้จาก 2 คลิปด้านล่างนี้เลย)






มาถึงตรงนี้เพื่อนๆอาจจะสงสัยว่า แล้วความลับอะไรกันล่ะ! ที่ทำให้เพลงนี้มีความพิเศษจนต้องหยิบยกมาวิเคราะห์กัน ?
ต้องเท้าความไปยังค่ำคืนหนึ่งในเมือง London เมื่อปี 2008 ณ คลับ 93 Feet East ในระหว่างที่เฮีย Thom นั่งลงและกำลังจะเริ่มบรรเลงเพลงที่ชื่อว่า Videotape นี้ แต่ในระหว่างช่วงเริ่มอินโทรเพลงนั้นดูเหมือนว่าเพลงๆนี้จะทำให้เฮียต้องสับสนกับจังหวะของเพลง จนต้องพูดกับมือกีต้าร์คู่ใจอย่าง Jonny ว่า “Give me the f*ckin’ Hi-Hats only” พร้อมทั้งสะกดจิตตัวเองด้วยคำว่า “Temporary loss of information” นี่คือคำพูดที่ออกมาจากปากของหนึ่งในสุดยอดนักดนตรีแห่งศตวรรษที่ 21 นี้ ซึ่งทำให้พวกเราอาจจะเกิดคำถามขึ้นว่า อะไรกันที่ทำให้เฮียสับสนกับแค่เพลงจังหวะ 4/4 ? รับชมได้จากคลิปต่อไปนี้เลยครับ (เริ่มเล่นนาทีที่ 1:20 เป็นต้นไป)




★ คำกล่าวถึงเพลงนี้จากครูสอนดนตรี Warren Lain ★
Warren - “Radiohead are purposefully hiding something in plain sight, or what you might say plain hearing.” “For him to struggle with that, it shows that he’s actually hearing something a lot more complex.”
วอร์เรน – “เรดิโอเฮด ต้องการที่จะซ่อนบางอย่างไว้ในสิ่งที่มองเห็นได้ง่ายๆ หรือเรียกว่าฟังได้ง่ายๆ สำหรับเขานั้น(เฮียทอม) การที่เขาต่อสู้กับมัน แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เขาได้ยินจริงๆ มันมีความซับซ้อนมากกว่านั้น”


สิ่งที่เกิดขึ้นในเพลงนี้นั้นคือ "Musical Illusion"(ภาพลวงตาทางดนตรี)
หากเพื่อนๆได้ฟังเสียงเปียโนในเพลง Videotape นั้นแท้จริงแล้วมันคือ Syncopated (การขัดจังหวะ) เพื่อที่จะได้เพื่อนๆสามารถเข้าใจได้ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในเพลงนี้ เพื่อนๆต้องรู้จักการนับจังหวะใน 1 ห้องดนตรีซะก่อน

★ คำอธิบายเรื่องจังหวะโน้ตจากผู้ช่วยศาสตราจารย์วิทยาลัยดนตรีเบิร์คลีย์ Erin Barra ★
Erin - “The vast majority of contemporary music is written in 4/4 time.” “Which means there are 4 quarter notes in a measure.”
เอริน – “เพลงร่วมสมัยส่วนใหญ่นั้นจะถูกเขียนขึ้นบนจังหวะ 4/4 ซึ่งหมายความว่าในเพลงหนึ่งห้องจะนับจังหวะได้ 4 ตัวโน้ต”





Syncopation ถ้าแปลให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือการเน้นจังหวะที่ไม่ใช่จังหวะตก โดยปกติแล้วในเพลง 1 ห้อง จะมีจังหวะตกและจังหวะยก ซึ่งระหว่างจังหวะตกและจังหวะยกก็จะแบ่งส่วนออกมาได้อีก ซึ่งถ้าเราเน้นจังหวะใดที่ไม่ใช่จังหวะตก มันก็คือ Syncopation(จังหวะขัด) นั่นเอง ตัวอย่างเช่น; ตอนเด็กๆ เวลาที่เราปรบมือร้องเพลงกันนั้น มักจะมีเพื่อนขี้เล่นคนหนึ่งที่คอยปรบมือขัดกับจังหวะที่เราปรบมืออยู่เสมอ



จังหวะตกของเพลงนั้นจะมีการเน้นหนักและนั่นทำให้มันเป็นเหมือนหัวใจหลักของท่วงทำนองเพลง (จากรูปจะชี้ให้เห็นถึงจังหวะตกของการนับจังหวะแบบ 4/4 )



เราสามารถแบ่งย่อยจังหวะจาก 4/4 มาเป็นจังหวะ 8/8 ได้ (จากรูปจะแสดงให้เห็นถึงที่เพิ่มขึ้นก็คือตัว & ซึ่งจะอยู่ระหว่างตัวเลขที่เป็นจังหวะตกและจังหวะยก อย่างที่ผมได้บอกไป)



และจากจังหวะ 8/8 ก็สามารถแบ่งย่อยออกมาได้เป็นจังหวะ 16/16 (จากรูปจะแสดงให้เห็นถึงจังหวะที่เพิ่มขึ้นก็คือ e,a ที่อยู่ระหว่างตัว & นั่นเอง) การขัดจังหวะจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราเน้นเสียงโน้ตที่อยู่นอกจังหวะตก จากรูปภาพก็คือตัว & และนั่นก็คือสิ่งที่เฮีย Thom ทำซาวด์กับเปียโนในเพลงนี้ เพื่อที่จะดึงภาพลวงตาทางดนตรีเหล่านั้นออกมา


คำกล่าวที่พูดถึงเพลงนี้จากครูสอนดนตรี Warren Lain
Warren - “The piano should happen on beat one, but it doesn’t.”
วอร์เรน – “ทำนองเปียโนควรจะเริ่มบนจังหวะแรกของเพลง, แต่มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น”


สิ่งที่เกิดขึ้นในหัวของเฮียทอมนั้น เขาได้เลื่อนตัวโน้ตที่ 8 ไปข้างหน้า บนตัว & ที่อยู่ระหว่าง 4 กับ 1 ซึ่งขัดกับจังหวะเหล่านั้นที่อยู่บนเพลงๆนี้

ย้อนกลับไปที่เรื่อง Syncopation(จังหวะขัด) เทคนิคนี้เป็นเหมือนกระดูกสันหลังของดนตรีหลากหลายแนว ไม่ว่าจะเป็นดนตรีฟังค์ หรือแจ๊สก็ตาม มันทำให้เพลงฟังดูมีความยืดหยุ่น มีความสนุก และสามารถจับจังหวะได้ง่ายในเพลง ตัวอย่างเช่นเพลงของวง The Meters , Parliament , Sly & The Family Stone , Stevie Wonder เป็นต้น


คำอธิบายเพิ่มเติมจากครูสอนดนตรี Warren Lain
Warren - “That’s kind of the heart of why syncopation is so cool. Because it’s interesting.” “It kind of breaks up what otherwise would be a more rhythmic monotony in a song.”
วอร์เรน – “นี่เป็นเหมือนหัวใจหลักว่าทำไมจังหวะขัดนั้นมันดูเจ๋งมาก ก็เพราะว่ามันน่าสนใจ ประมาณว่ามันทำลายส่วนอื่นๆของเพลงที่ฟังดูมีความน่าเบื่อออกไปจากเพลงๆนั้น”



ถ้าหากว่า Syncopation (จังหวะขัด) เป็นเพียงเทคนิคทั่วไป แล้วทำไมมันถึงยากสำหรับเฮียทอมล่ะ ? แล้วถ้าหากมันคือ Syncopated (การขัดจังหวะ) แล้วทำไมจังหวะเพลงมันยังฟังดูน่าเบื่อล่ะ ?





★ ต้องขอยกหนึ่งในเนื้อหาจากหนังสือที่ชื่อว่า Why We Snap ที่เขียนโดย Douglas Fields ซึ่งในหนังสือของเขาได้กล่าวไว้ว่า ★
- “Brain waves become phase shifted, so that the peak of the brain waves always occur at a precise point relative to the next beat of a rhythm. In short, rhythmic sound synchronizes the brain wave of groups of people.”
- “คลื่นสมองจะมีการเปลี่ยนระดับ เพราะฉะนั้น มันคือจุดสูงสุดของคลื่นสมองที่เกิดขึ้นเสมอเมื่อจุดความแม่นยำที่เกี่ยวข้องกับจังหวะต่อไปของทำนองเพลง ในระยะอันสั้นเสียงจังหวะจะทำการปรับจังหวะให้เข้ากับคลื่นสมองของกลุ่มคนเหล่านั้น”




นั่นหมายความว่า ในเวลาที่พวกเขาได้ยินเสียงเปียโนในช่วงเริ่มอินโทรเพลงนี้ พวกเขาไม่เพียงแค่ต้องต่อสู้กับสัญชาตญาณทางดนตรีเท่านั้น หากแต่พวกเขาจะต้องต่อสู้กับสัญญาณคลื่นสมองของตัวเองอีกด้วยเช่นกัน และตัวอย่างก็คือคลิปวิดีโอต่อไปนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Phil (มือกลอง) กำลังมีปัญหาในการหาจังหวะเริ่ม เพื่อนๆก็คงจะสงสัยว่า เฮ้ยมือกลองนะเว้ย! จะไม่รู้จังหวะเริ่มเพลงได้ไง? ต้องบอกเลยว่ามันเกิดขึ้นแล้วกับเพลง Videotape ในคลิปด้านล่างนี้เลยครับ...






จากภาพนี้ นี่คือจังหวะกระเดื่องที่ Phil จะต้องเล่นในเพลง Videotape



และภาพนี้คือจังหวะกระเดื่องที่ Phil เล่นบนเพลง Videotape จากคลิปดังกล่าว


★ คำอธิบายจากผู้ช่วยศาสตราจารย์วิทยาลัยดนตรีเบิร์คลีย์ Erin Barra ★
Erin - “Hearing it as the end of 4 is, especially without anything hitting on the downbeat, that is complex. ” “That requires a really strong sense of internal rhythm and the ability to kind of tune out something else that’s screaming on you, ‘this is the downbeat’ and you say, ‘no that’s not the downbeat.” “Thom’s piano, with that kick drum, begins to take on the feeling of the beat. And what gets established is pure deception.”
เอริน – “การฟังมันเป็นเหมือนตัวจบของโน้ตที่ 4 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ไม่มีการตีบนจังหวะตกนั้นมันมีความซับซ้อน คุณต้องมีสมาธิมากในการนับจังหวะในใจ และความสามารถที่จะตัดบางสิ่งที่กำลังกรีดร้องใส่คุณประมาณว่า ‘นี่คือจังหวะตกนะ’ และคุณบอกว่า ‘ไม่ นั่นไม่ใช่จังหวะตก’ เสียงเปียโนของทอมกับเสียงกระเดื่องนั้นเริ่มที่จะรับรู้ถึงจังหวะเพลง และเสียงที่ถูกสร้างขึ้นนั้นก็คือความเข้าใจผิดอย่างบริสุทธิ์”



นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเฮียทอม นั้นถึงมีปัญหากับการเล่นเพลงนี้ในไลฟ์ 93 Feet East เขาขอให้จอนนี่ เล่นซินธ์ Hi-Hats บนบีทที่ 2 กับ 4 และจากนั้นเฮียทอม ก็ได้เริ่มบรรเลงเปียโนโดยไม่ลงโน้ตแรกบนจังหวะ Hi-Hats หากแต่ลงตัวโน้ตแรกหลังจังหวะ Hi-Hats นั่นเอง ซึ่งหากเพื่อนๆย้อนกลับไปดูไลฟ์เซสชั่นดังกล่าวหลังจากที่เริ่มบรรเลงเพลงอยู่นั้น ภาพที่เพื่อนๆจะได้เห็นก็คือ ชายคนหนึ่งที่กำลังต่อสู้กับคลื่นสมองและสัญชาติญาณดนตรีด้วยพลังสมาธิแบบ 100% ~ (เสียงอาเธอร์จากช่อง Gsspotted)




และนี่ก็คือความพิเศษที่ซ่อนอยู่ในเพลง Videotape ซึ่งถ้าถามผมก่อนหน้าที่จะได้รู้ข้อมูลนี้นั้น ผมมองว่ามันก็เป็นเพียงแค่เพลงเพราะๆ เพลงหนึ่งจากอัลบั้ม In Rainbow เท่านั้น แต่พอเมื่อได้รับรู้ถึงสิ่งที่เฮียและสมาชิกในวงต้องการจะสื่อในเพลงนี้แล้วนั้น มันทำให้ผมรู้สึกว่าการฟังเพลงนี้ในแต่ละครั้งนับจากนี้ไปจะมีคุณค่า และรับรู้ได้ถึงความตั้งใจของสมาชิกในวงที่ต้องการจะทรมานตัวเอง ด้วยการท้าทายกับคลื่นสมองที่อยู่ในตัวของพวกเขา “Radiohead”


★ บทสัมภาษณ์ของ Thom Yorke จาก BBC Radio 4 02/01/2008 ★
BBC Host - “Do you have a favorite song on the record ?”
Thom - “Uh, Videotape. I wanted to put it first, but someone point out that if we did that, everybody would turn it straight off. (lol)” “Personally speaking, that my favorite thing we’ve ever created, because we it has this inexpressible substance thing going on behind the specific of the song.” “So I’m really, really proud of that.”
พิธีกรรายการ - “คุณมีเพลงโปรดในห้องอัดบ้างรึเปล่า ?”
เฮียทอม – “เอ่อ, เพลงวิดีโอเทป ผมอยากจะอัดเพลงนี้ก่อนเลยด้วยซ้ำ แต่บางคนบอกว่าถ้าเราทำแบบนั้น ทุกคนคงจะหันหลังกลับแล้วเดินออกไปเลย(หัวเราะ) ส่วนตัวผมแล้ว นั่นคือเพลงโปรดที่สุดที่เราเคยทำมาเลย เพราะว่ามันมีเนื้อหาที่อธิบายไม่ได้เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเพลงนี้ ทำให้ผมภูมิใจกับเพลงนี้มากจริงๆ”





❤ ขอบคุณข้อมูลภาพประกอบและข้อมูลจากคลิปนี้ Youtube Channel = Vox & Warrenmusic ❤
https://www.youtube.com/embed/p_IHotHxIl8


ก็จบกันไปแล้วสำหรับบทความในครั้งนี้ หวังว่าข้อมูลที่ผมนำมาแชร์กันในบทความครั้งนี้ จะทำให้เพื่อนเพลิดเพลินไปกับการอ่านมัน และทำให้ได้อรรถรสเพิ่มมากขึ้นในการฟังเพลง "Videotape" ในครั้งต่อๆไป หากบทความของผมมีข้อผิดพลาดประการใด เพื่อนๆสามารถติชม ได้อย่างเต็มที่เลยครับ ผมจะนำข้อติชมต่างๆ ไปปรับปรุงและแก้ไขในการเขียนบทความให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นต่อไป สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณเพื่อนๆสมาชิกทุกท่านที่แวะเข้ามาอ่านบทความดนตรีนี้ และก่อนจะจบบทความในตอนนี้ไป ผมขอปิดท้ายด้วยการแปลและตีความหมายของเนื้อเพลงนี้ในแบบฉบับของผมให้ได้อ่านครับ…(เนื้อเพลงและคำแปลในสปอยล์)

Enjoy this my friends ~


Spoil
When I'm at the pearly gates
This will be on my videotape, my videotape
Mephistopheles is just beneath
And he's reaching up to grab me

This is one for the good days
And I have it all here
In red, blue, green
Red, blue, green

You are my center
When I spin away
Out of control on videotape
On videotape
On videotape
On videotape
On videotape
On videotape

This is my way of saying goodbye
Because I can't do it face to face
I'm talking to you after it's too late
No matter what happens now
You shouldn't be afraid
Because I know today has been the most perfect day I've ever seen

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ยามที่ฉันยืนอยู่ที่หน้าประตูสู่สรวงสวรรค์
สิ่งนี้จะอยู่ในวีดีโอเทปของฉัน วิดีโอเทปของฉัน
ปีศาจที่อยู่ภายใต้พื้นดิน
และเขากำลังเอื้อมมือมาเพื่อคว้าฉันไว้

นี่เป็นหนึ่งในวันที่ดีที่มี
และฉันมีทุกอย่างที่นี่
ในจอภาพหลากสี
จอภาพหลากสี

เธอคือแรงยึดเหนี่ยว
ในยามที่ฉันหมุนออกไป
จากการควบคุมบนวิดีโอเทป
บนวิดีโอเทป
บนวิดีโอเทป
บนวิดีโอเทป
บนวิดีโอเทป
บนวิดีโอเทป

นี่คือวิธีที่ฉันใช้ในการเอ่ยคำลา
เพราะฉันไม่สามารถพูดมันต่อหน้าได้
ฉันกำลังบอกเธอก่อนที่มันจะสายเกินไป
ไม่ว่าตอนนี้จะเกิดอะไร
เธอไม่ควรต้องกลัวสิ่งใด
เพราะฉันรู้ว่าวันนี้ คือวันที่ดีที่สุด เท่าที่ฉันเคยพบมา

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ผมคิดว่าวิดิโอเทปที่อยู่ในเพลงนี้นั้นหมายถึงภาพความทรงจำที่มีร่วมกับคนรัก ที่จะสามารถเรียกดูได้ด้วยสมองส่วนที่ใช้เรียกความทรงจำ(ในเพลงนี้แทนสิ่งนี้ด้วยจอภาพหลากสี) ซึ่งตัวของเขานั้น(เจ้าของวิดีโอเทป)กำลังจะต้องลาจากคนรักไป(ในเพลงนี้ผมตีความว่าเป็นการตายจากกันไป) โดยอิงจากเนื้อเพลงช่วงแรกที่มีการพูดถึงประตูสู่สวรรค์และปีศาจที่อยู่ใต้พื้นดิน และเนื้อเพลงในท่อนท้ายที่บอกว่า “ไม่ว่าตอนนี้จะเกิดอะไร เธอไม่ควรต้องกลัวสิ่งใด เพราะฉันรู้ว่าวันนี้ คือวันที่ดีที่สุด เท่าที่ฉันเคยพบมา” ซึ่งมันฟังดูเหมือนคำพูดสุดท้ายของคนที่กำลังจะตายจากกันไป  

โหวตเป็นกระทู้แนะนำ
ออฟไลน์
กำเนิดดาวรุ่ง
Status: เป็นคนกลางๆ I'm an average guy.
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 16 Jan 2020
ตอบ: 58
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Fri Aug 28, 2020 15:12
[RE: [SONG ANALYSIS] – ความลับที่ซ่อนอยู่ในเพลงของ Radiohead]
รักวงนี้มากกกกกก อยากดูสดก่อนตาย
1
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ไปหน้าที่ 1
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
กรุณาระบุเหตุผลที่จะแจ้งความ
ผู้ต้องหา:
ข้อความ:
Submit
Cancel
กรุณาเลือก Forum และ ประเภทกระทู้
Forum:

ประเภท:
Submit
Cancel