เทียวต่างประเทศเพิ่มเติม
เปลี่ยนรถใหม่ เปลี่ยนมือถือใหม่
ซื้อของขวัญให้แฟน
เลี้ยงฉลองกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล
ไปโมหน้าอกหน้าใจที่เกาหลี
......
ผมเชื่อว่าหมอๆ อย่างเราต่อให้นำเงินที่เหลือในแต่ละเดือนไปใช้หาความสำราญด้านบนก็ต้องใช้เวลาค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดในการนำเงินไปใช้เช่นกัน แต่ถึงกระนั้นผมเชื่อว่าคนเราไม่สามารถทำงานได้ไปตลอดชีวิต ดังนั้นการมีเงินเก็บเพื่อประโยชน์ใช้สอยในอนาคตถือเป็นเรื่องจำเป็น
การมีเงินเก็บเผื่อเวลาฉุกเฉินในอนาคตหรือการนำเงินเก็บไปลงทุน เพื่อให้เงินทำงานแทนเรา เป็นคำแนะนำพื้นฐานที่เราได้ยินได้ฟังเสมอๆ ในยามที่ไปเดิน Money Expo ต่างๆ แต่ทางเลือกนั้นมีหลากหลายขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของเงินลงทุน ผลตอบแทนที่ได้รับ รวมไปถึงสภาพคล่องของการนำเงินกลับมาใช้
ทางเลือกหลักของการลงทุน
อย่างที่กล่าวไปในบทความที่แล้วการเลือกนำเงินเก็บไปสร้างมูลค่าเพิ่มเติมมีมากมายหลายรูปแบบ ขึ้นกับความสามารถของแต่ละบุคคล แต่สำหรับผู้ที่มีอาชีพแบบเราๆ มักพบว่าการนำเงินเหล่านี้ไปสร้างธุรกิจใหม่ๆนั้น อาจต้องใช้ความทุ่มเทและเวลาพอสมควร บางครั้งอาจดูไม่มีความเป็นไปได้ ดังนั้นการนำเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทต่างๆ อาจเป็นทางเลือกที่ง่ายและสะดวกกว่า สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลามากนักจากอาชีพหลัก
การลงทุนในหลักทรัพย์นั้นมีมากมายหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น หุ้น. พันธบัตร, ตราสารหนี้, กองทุน, ค่าเงิน, น้ำมัน หรือ สัญญาซื้อขายสินค้าต่างๆ สำหรับผู้ที่เริ่มต้นการลงทุนในพันธบัตร, ตราสารหนี้หรือกองทุนที่มีผู้จัดการที่น่าเชื่อถือ อาจดูปลอดภัยต่อเงินออม แต่ผลตอบแทนอาจไม่สูงเมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้น หรือ หลักทรัพย์รูปแบบอื่นๆ
ดังนั้นสิ่งสำคัญของการลงทุนคือ....การหาความรู้ครับ ผมเชื่อว่าการรู้น้อยเป็นการเพิ่มความเสี่ยงไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในตราสารหนี้หรือกองทุนก็ตาม และถ้าเรามีความรู้อย่างเพียงพอการลงทุนในหุ้นอาจมีความเสี่ยงน้อยกว่าและได้ผลตอบแทนดีกว่าตราสารหนี้หรือกองทุน
กระบวนการสำคัญของการเลือกลงทุนนั้นประกอบไปด้วย
1. การแบ่งสรรเงินเพื่อการลงทุน (Asset allocation)
2. การคัดเลือกหลักทรัพย์เพื่อการลงทุน (Security selection)
3. การกำหนดระยะเวลาและการเลือกช่วงเวลาที่จะลงทุน (Market -timing)
4. การลดรายจ่ายของการลงทุน (Minimizing costs)
ทั้งสามองค์ประกอบนี้ถือเป็นส่วนสำคัญต่อการลงทุนและการป้องกันการขาดทุน
การแบ่งสรรเงินเพื่อการลงทุน
ผมถือว่ากระบวนนี้สำคัญเป็นอันดับแรก เพราะจากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า...
การแบ่งสรรเงินเพื่อการลงทุนที่ดีจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการค้ดเลือกหลักทรัพย์ที่ถูกต้อง
“อายุน้อยควรลงทุนในหุ้นหรือหลักทรัพย์อื่นๆที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าตราสารหนี้หรือกองทุนเพราะสามารถรับมือกับความเสี่ยงได้สูง จากนั้นค่อยลดสัดส่วนลงเมื่ออายุมากขึ้น”
ข้อความคล้ายๆแบบข้างต้นเป็นความรู้พื้นฐานที่พบได้กันทั่วไปในแวดวงการเงินและการลงทุน แต่จริงๆแล้วการจัดสรรเงินลงทุนไม่ได้มีความแนะนำอยู่เพียงอย่างเดียว บางท่านอาจแนะนำให้ถือครองหุ้นเทียบกับเงินลงทุนอื่นในสัดส่วนหลากหลาย เช่น 60:40 หรือ 50:50 วิธีการข้างต้นถือถือว่าเป็นการจัดสรรเงินลงทุนตามอายุแบบสัดส่วนคงที่ (Fixed asset allocation) เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมและการกระจายความเสี่ยงที่ดี
ข้อเสีย
องค์ประกอบสำคัญของผลตอบแทนการลงทุนนั้นประกอบด้วยสองส่วนสำคัญคือ
1. เวลา
2. อัตราผลตอบแทน
เวลาเป็นส่วนสำคัญอันดับหนึ่งเสมอในแง่ของการลงทุน ปัจจัยนี้สำหรับบางท่านไม่สามารถกำหนดได้ เนื่องจากแต่ละคนมีพื้นฐานทางการเงินไม่เท่ากัน สาเหตุที่เวลาเป็นส่วนสำคัญเนื่องจากการคำนวณผลตอบแทนในรูปแบบทบต้นทบดอก
“ลงทุนก่อนได้เปรียบ” - ผมยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนในแง่ของเวลาแต่ละช่วงโดยการใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเท่ากัน ที่ 1,000,000 บาท และอัตราผลตอบแทนที่ 5% ต่อปีทบต้นทบดอก
ผลตอบแทนปีที่ 5 = 276,281
ผลตอบแทนปีที่ 10 = 628,894
ผลตอบแทนปีที่ 15 = 1,078,928
ผลตอบแทนปีที่ 20 = 1,653,297
จะสังเกตได้อย่างชัดเจนว่าผลตอบแทนที่ 20 ปีมีค่าเพิ่มขึ้นเกือบ 800% เมื่อเทียบกับผลตอบแทนในปีที่ 5 แต่อย่างไรก็ตามถ้าเวลาไม่ใช่ปัจจัยที่เราควบคุมได้เสมอ การแบ่งสรรเงินลงทุนที่ถูกต้องอาจชดเชยระยะเวลาที่หายไปได้พอสมควร ด้านล่างเป็นผลการตอบเฉลี่ยของการลงทุนในรูปแบบต่างในระยะเวลาร่วม 200 ปีที่ผ่านมาของประเทศสหรัฐอเมริกา
<img border="1" bordercolor="#CCCCCC" src="http://postto.me/1u/nd0.jpg">
จะสังเกตว่าหุ้น (Stock) เป็นหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุดตลอด 200 ปีที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับตราสารหนี้, ทองคำ, ค่าเงิน หรือหลักทรัพย์อื่นๆ การลงทุนในรูปแบบสัดส่วนคงที่อาจให้ผลตอบแทนที่น้อยกว่าเนื่องจากผลตอบแทนของเงินลงทุนบางส่วนจะอยู่ในตราสารหนี้หรือพันธบัตร
ณ จุดนี้หลายท่านอาจเริ่มเห็นสิ่งที่ผลกำลังพูดถึงในแง่ของโอกาสการปรับปรุงผลการตอบแทนของเงินลงทุน แต่ยังไงก็ตามผมจะแสดงให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นนะครับ ผมจะลองสมมติถึงการลงทุนด้านบนแต่ปรับเปลี่ยนผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอีกเพียง 2% ซึ่งเท่ากับ 7% ต่อปี
ผลตอบแทนปีที่ 5 = 276,281 --> 402,551
ผลตอบแทนปีที่ 10 = 628,894 --> 967,151
ผลตอบแทนปีที่ 15 = 1,078,928 --> 1,759,031
ผลตอบแทนปีที่ 20 = 1,653,297 --> 2,869,684
จะสังเกตว่าเมื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนอีกเพียง 2% ส่งผลให้ผลตอบแทนที่ 10 ปีของอัตราตอบแทน 7% มีค่าเกือบเท่ากับผลตอบแทนที่ 15 ปีของอัตราตอบแทน 5% ซึ่งหมายความว่าถ้าเรามีโอกาสปรับปรุงผลการลงทุนเพียงเล็กน้อยก็สามารถลดระยะเวลาการลงทุนได้เช่นเดียวกัน
ดังนั้นการแบ่งสรรเงินเพื่อการลงทุนแบบสัดส่วนคงที่อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายเสมอไป การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การจัดสรรเงินลงทุนตามสถานการณ์ (Dynamic asset allocation) ก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยเพิ่มผลตอบแทนทางการลงทุน
สุดท้าย
ความรู้คงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยป้องกันการขาดทุนจากการลงทุน ดังนั้นทุกครั้งที่มีการปรับกลยุทธ์การลงทุนข้อมูลต่างๆ จะเป็นส่วนช่วยตัดสินใจที่ถูกต้อง
https://www.facebook.com/INVDOC/[/url]