ไว้คราวหน้า X
ไว้คราวหน้า X
ไม่ต้องแสดงข้อความนี้อีกเลย
ไปหน้าที่ 1, 2
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
ฝากรูป
ผู้ตั้ง
ข้อความ
ออฟไลน์
นักบอลไทยพรีเมียร์ลีก
Status: โตเพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 5029
ที่อยู่: BBS PLAYPARK
โพสเมื่อ: Wed Dec 03, 2014 17:59
ข้อมูลน่ารู้ก่อนดู The Hobbit 3 และเกร็ดตำนานปลีกย่อย +++
สปอยล์เนื้อเรื่อง The Hobbit ภาคแรกแบบละเอียดยิบ ที่คคห.ของคุณ Canon in Science Major ท่านนี้ถ้าหากใครตามกระทู้ LotR หรือฮอบบิท จะทราบว่าแฟนพันธุ์แท้ข้อมูลแน่นปึ้กเลยทีเดียวเชียว
http://pantip.com/topic/31327110

หากระทู้สปอยล์ภาค 2 ไม่เจอ เอากระทู้ที่เราแนะนำตัวละครไปลองอ่านดูได้จ้า มีประวัติเด็จพ่อธรันด้วย
http://pantip.com/topic/31199711

กระทู้รวบรวมสิ่งมีชีวิตในมิดเดิ้ล-เอิร์ธ โดยคุณ oRyujinmaruo แฟนพันธุ์แท้อีกท่านหนึ่ง กระทู้นี้ข้อมูลแน่นเว่อร์
http://pantip.com/topic/31839624

เนื้อหาความเป็นมาของเหล่าเอลฟ์ตั้งแต่แรกเริ่ม ข้อมูลอัดแน่นจุใจ ละเยียดยิบๆ สำหรับคนชอบอ่าน โดยคุณ Two Trees of Valinor เห็นชื่อล็อกอินก็รู้เลยเนาะว่าสาวกโทลคีนแน่นอน ^^
http://pantip.com/topic/31406583


ตัวละครหลักๆของภาคนี้

Lee Pace รับบท ธรันดูอิล กษัตริย์เอลฟ์แห่งป่าเมิร์กวู้ด


Benedict Cumberbatch เป็น เนโครแมนเซอร์แห่งป้อมโดล กูลดูร์ และก็ยังเป็นมังกรสเม้าก์เหมือนเดิม



Luke Evans รับบท บาร์ด นายธนูแห่งเลคทาวน์ เมืองทะเลสาป


Evangeline Lilly รับบท เทาริเอล เอลฟ์สาวสุดบู๊ของอาณาจักรเมิร์กวู้ด


Cate Blanchett รับบท กาลาเดรียล เทวีแห่งอาณาจักรลอริเอน ผู้ก่อตั้งสภาขาว


Richard Armitage รับบท ธอริน โอเคนชีลด์


Orlando Bloom รับบท เลโกลัส เอลฟ์หน้าเด้ง เจ้าชายแห่งเมิร์กวู้ด


Martin Freeman รับบท บิลโบ้ แบ๊กกิ้นส์


Manu Bennett รับบท อาซ็อก ออร์คเผือกแห่งกุนดาบัด ศัตรูคู่อาฆาต แก้แค้นยี่สิบปียังไม่สาย ของธอริน


Ian McKellen รับบท แกนดัล์ฟ พ่อมดเทา


Hugo Weaving รับบท เอลรอนด์แห่งริเวนเดลล์ ลูกเขยกาลาเดรียล


Christopher Lee รับบท ซารูมาน พ่อมดขาว เ


Aidan Turner รับบท คนแคระคิลี หลานลุงของธอริน


Stephen Fry รับบท เจ้าเมืองเลคทาวน์ผู้เห็นแก่ตัว


Billy Connolly รับบท ดาอิน ไออ้อนฟุต


ดาอิน ไออ้อนฟุต เป็นคนแคระผู้ปกครอง Iron Hills มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับธอริน โดยมีปู่ทวดคนเดียวกัน
ธรอร์ ปู่ของธอริน เป็นพี่ชายของกรอร์ ซึ่งเป็นปู่ของดาอิน ซึ่งก็นับเป็นญาติสนิทกับธอรินด้วย
ดาอินร่วมสู้ในศึกแห่งอาซานูลบิซาร์ ที่หน้าประตูมอเรีย เพื่อแก้แค้นให้แก่ความตายของธรอร์ และเป็นผู้เตือนธราอิน(พ่อของธอริน) ไม่ให้เข้าไปในมอเรีย

ดาอิน ไออ้อนฟุต เป็นคนแคระที่มีชื่อเสียงมากในด้านความแข็งแกร่งและความเก่งกาจในการรบ
สำหรับดาอินที่เราจะได้เห็นกันในหนังจะมีรูปร่างใหญ่(มาก) แถมยังขี่หมูป่าออกรบด้วย ดีไซน์ได้เลิศมากก

ทัพจาก Iron Hills


Mikael Persbrandt รับบท บีออร์น ลุงหมีฮีโร่


Dean O'Gorman รับบท ฟิลี พี่ชายของคิลี


Ian Holm รับบท บิลโบ้วัยชรา


Bret McKenzie รับบท ลินเดียร์


Sylvester McCoy รับบท ราดากัสต์ พ่อมดสีน้ำตาลผู้ใจดี


Lawrence Makoare รับบท บอล์ก ลูกชายของอาซ็อก






อย่างที่ชื่อภาคก็บอกเนอะว่าสงครามห้าทัพ ซึ่งก็ประกอบด้วยทัพใหญ่ทั้งห้า ได้แก่
ทัพเอลฟ์ + มนุษย์



ทัพคนแคระ


ทัพออร์ค + หมาป่าวาร์ก



ฝั่งธรรมะมีนกอินทรีมาแจมด้วย


ส่วนฝ่ายอธรรมมีค้างคาวจ้า




โหวตเป็นกระทู้แนะนำ
ออฟไลน์
นักบอลไทยพรีเมียร์ลีก
Status: โตเพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 5029
ที่อยู่: BBS PLAYPARK
โพสเมื่อ: Wed Dec 03, 2014 18:01
Top Comment [RE: ข้อมูลน่ารู้ก่อนดู The Hobbit 3 และเกร็ดตำนานปลีกย่อย +++]
ก่อนอื่นมาดูแผนที่มิดเดิ้ล-เอิร์ธกัน



ความเป็นมาของคนแคระ

เผ่าพันธุ์คนแคระแบ่งออกเป็น 7 เผ่า ได้แก่ Firebeards, Broadbeams, Longbeards (เผ่าเครายาว มีบทบาทมากที่สุด), Ironfists, Stiffbeards, Blacklocks และ Stonefoot
คนแคระ 4 เผ่าหลัง อาศัยอยู่ในภูมิภาคตะวันออกของทวีป และไม่มีบทบาทอยู่ในเนื้อเรื่อง

ทั้ง 7 เผ่าสืบเชื้อสายมาจากบิดาแห่งคนแคระ 7 คน ซึ่งเทพวาลานามว่า อาวเล ซึ่งเป็นเทพแห่งการช่าง ลอบสร้างขึ้นมา แต่มีอันให้ถูกพระผู้เป็นเจ้าบัญชาให้หลับไปก่อน ต้องรอจนเอลฟ์ตื่นขึ้นมาบนโลก


ภาพเทพอาวเลกับบิดาแห่งคนแคระทั้ง 7 (ไม่มีสโนไวท์นะ)


ดูริน ผู้เป็นอมตะ หรือดูรินที่ 1 แห่งเผ่าเครายาว คือบิดาที่อาวุโสสูงสุด และในตอนที่บิดาแห่งคนแคระจำเป็นต้องหลับไปก่อนเพื่อรอเวลาให้เอลฟ์ตื่นขึ้นบนโลก ดูรินก็เป็นบิดาคนสุดท้ายที่ตื่นขึ้นมาและเป็นบิดาที่หลับตามลำพังในขณะที่บิดารายอื่นๆจะหลับไปเป็นคู่

สถานที่ดูรินตื่นขึ้นคือภูเขากุนดาบัด ทางเหนือของเทือกเขามิสตี้ เมื่อบิดาของคนแคระทั้งหมดตื่นขึ้น เขากุนดาบัดก็กลายเป็นสถานที่พบปะและจัดประชุม
คนแคระทั้งหมดถือว่าภูเขาลูกนี้เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นเมื่อภายหลังที่พวกออร์คเข้ายึดครองภูเขาและดูรินเดินทางออกจากกุนดาบัดไปสร้างนครคาซัดดูม(มอเรีย) จึงทำให้เหล่าคนแคระฝังใจเกลียดชังพวกออร์คมาก
ในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ The Hobbit อาซ็อก ศัตรูคู่อาฆาตของธอรินก็เป็นออร์คจากภูเขากุนดาบัด (ส่วนตัวว่าก็ค่อนข้างสมเหตุสมผลอยู่ ที่ปรับบทให้หัวหน้าออร์คผู้นี้เป็นทั้งศัตรูโดยธรรมชาติของธอรินซึ่งสืบเชื้อสายมาจากดูรินที่ 1 โดยตรง และยังย้ำความแค้นเดิมด้วยการสังหารธรอร์ อัยกาของธอรินในศึกอาซานุลบิซาร์อีกด้วย)
แต่ในฉบับหนังสือ อาซ็อกเป็นออร์คที่มายึดมอเรีย ไม่ปรากฎแหล่งที่มา และเขาได้สังหารธรอร์ไปก่อนหน้านั้น ซึ่งการสังหารครั้งนั้นเองที่นำมาซึ่งศึกอาซานุลบิซาร์ สงครามแห่งคนแคระและออร์ค เกิดขึ้นหน้าประตูมอเรีย
เป็นศึกที่ได้สร้างวีรบุรษ “ดาอิน ไออ้อนฟุต” ขึ้นมา และทำให้ธอรินที่ 2 แห่งวงศ์วานดูริน ได้ฉายา “โอเคนชีลด์”

คนแคระเผ่าเครายาวเชื่อกันว่า ดูรินสามารถกลับชาติมาเกิดได้ 7 ครั้ง และเมื่อเกิดใหม่แล้วก็สามารถจดจำอดีตชาติของตนเองได้ด้วย
และจะใช้ชื่อดูรินอยู่เสมอไป ทั้งยังจะกลับขึ้นเป็นกษัตริย์ตามเดิมอีกด้วย
ซึ่งในยุคต่อๆมา มีดูรินขึ้นเป็นกษัตริย์อีก 6 พระองค์ด้วยกัน และสิ้นสุดวงศ์วานที่กษัตริย์ดูรินที่ 7

ภาพต้นไม้ตระกูลของดูรินค่ะ


ถิ่นที่อยู่ของคนแคระ

- เทือกเขาสีน้ำเงิน หรือ เอเรด ลูอิน


เป็นเทือกเขาทางตะวันตกสุดของมิดเดิ้ล-เอิร์ธตั้งแต่สิ้นยุค 1 เป็นต้นมา (ดูแผนที่ประกอบได้จ้า) เป็นสถานที่ตื่นของบิดาแห่งคนแคระเผ่า Firebeards และ Broadbeams
ซึ่งในเวลาต่อมาได้มีการสร้างนครโบราณของคนแคระขึ้นมา 2 แห่ง คือนครโนกรอด และนครเบเลกอสต์ ซึ่งปัจจุบันล่มสลายไปหมดแล้ว
ภายหลังเมื่อมังกรสเม้าก์บุกยึดเอเรบอร์ ตามมาด้วยศึกอาซานุลบิซาร์ ธราอินได้พาครอบครัวและราษฎรมาลงหลักปักฐานกันที่เทือกเขานี้
ก่อนที่ธอริน โอเคนชีลด์จะรวบรวมเครือญาติออกไปกอบกู้เอเรบอร์อีกครั้งหนึ่ง

- คาซัด-ดูม


นครที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคนแคระ ลอดใต้เทือกเขามิสตี้ มีลักษณะเป็นโถงถ้ำและอุโมงค์ขนาดมโหฬาร ขึ้นชื่อว่างดงามและมั่งคั่งมากที่สุด
ดูริน ผู้เป็นอมตะ เป็นผู้ก่อตั้งนครนี้ขึ้นมาและมีทายาทสืบเชื้อสายปกครองนครต่อมาอีกหลายชั่วรุ่น แต่เมื่อถึงสมัยดูรินที่ 6 เกิดมีการขุดเหมืองเพื่อหาแร่มิธริลเพิ่มลึกจนไปปลุกบัลร็อกตัวสุดท้ายให้ตื่นขึ้นมา
บัลร็อกตัวนี้คือไมอาที่เป็นข้ารับใช้จอมมารมอร์กอธและหนีมากบดานอยู่ใต้เทือกเขามิสตี้ตั้งแต่ปลายยุค 1 ของโลก กษัตริย์ดูรินที่ 6 ถูกบัลร็อกสังหาร คนแคระที่เหลือต้องอพยพออกจากนคร และพวกออร์คก็เข้าไปยึดเป็นที่อยู่แทน
เมื่อนั้นเองที่นครคาซัด-ดูมถูกเปลี่ยนนามกลายเป็น “มอเรีย” ซึ่งหมายถึง อเวจีดำ ไม่มีคนแคระคนใดกล้ากลับไปที่นั่นอีก
จนบาลิน 1 ในคณะผู้ทวงสมบัติแห่งเอเรบอร์พาพรรคพวกจำนวนหนึ่งกลับไปอีกครั้งเพื่อกู้คืนอาณาจักรจากพวกออร์ค

- เอเรบอร์หรือภูเขาโลนลี่


หลังจากที่มอเรียถูกยึดไป ธราอินที่ 1 ผู้เป็นทายาทสายตรงของดูริน ผู้เป็นอมตะ ได้พาประชาชนไปทางตะวันออกของเทือกเขามิสตี้ ผ่านป่าเมิร์กวู้ดจนถึงเอเรบอร์แล้วสร้างอาณาจักรใต้ขุนเขาขึ้นที่นั่น
และมีการขุดพบอัญมณีอาร์เคนสโตนไม่นานหลังจากนั้น แต่ธอรินที่ 1 ผู้เป็นโอรสเลือกจะพาพลพรรคออกจากนคร ไปยังเทือกเขาสีเทาที่ทอดตัวอยู่ทางเหนือแทน
เนื่องจากเทือกเขานั้นยังมีทรัพยากรอยู่อีกมาก
แต่ภายหลัง คนแคระที่อาศัยในเทือกเขาสีเทานำโดยธรอร์(ปู่ของธอริน โอเคนชีลด์) ได้ย้ายกลับมายังเอเรบอร์อีกครั้งและอาณาจักรใต้ขุนเขาแห่งนี้ก็มั่งคั่งรุ่งเรืองยิ่งขึ้น
มีการค้าขายกับมนุษย์ในนครเดลที่อยู่ใกล้เคียง และแลกเปลี่ยนสินแร่ต่างๆที่ขุดพบกับคนแคระเครือญาติที่อาศัยในเขาเหล็ก
จนในที่สุดความโด่งดังของเอเรบอร์ก็ไปเข้าหูมังกรสเม้าก์ที่อยู่ทางเหนือเข้าจนได้
มังกรบินมาทำลายเมืองและเข้าไปนอนกกสมบัติอยู่ในท้องพระโรง คนแคระที่รอดชีวิตต่างหนีเอาตัวรอดไปทางตะวันตก บ้างก็ไปยังเทือกเขาสีน้ำเงิน บ้างก็ไปสมทบกับเครือญาติที่เขาเหล็ก
สเม้าก์ยึดครองอาณาจักรอยู่เป็นเวลาเกือบ 200 ปี ก่อนที่ธอริน โอเคนชีลด์ อดีตเจ้าชายแห่งเอเรบอร์ พร้อมคณะ จะกลับมาทวงคืน

- เอเรด มิธริน หรือ เทือกเขาสีเทา

เป็นเทือกเขาที่อยู่ทางเหนือของเมิร์กวู้ด เป็นถิ่นอาศัยของคนแคระที่หนีออกมาจากมอเรีย นอกเหนือจากเอเรบอร์ ต่อมาธอรินที่ 1 โอรสของธราอิน กษัตริย์ใต้ขุนเขา ได้เดินทางออกจากเอเรบอร์มาอาศัยอยู่กับญาติๆที่นี่
แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกมังกรที่มีถิ่นฐานในวิทเธอร์ ฮีธ อันเป็นหุบเขาทางทิศตะวันออกของเทือกเขาสีเทา ได้เปิดฉากทำสงครามกับคนแคระเรื่อยมา
ภาพวิทเธอร์ ฮีธ



ทั้งคนแคระและมังกรต่างก็ล้มตายจากการสู้รบนี้ไปมาก จนในที่สุดคนแคระก็พากันละทิ้งเทือกเขาสีเทา ในขณะที่ฝ่ายมังกรก็เหลือเพียงสเม้าก์ มังกรทอง เป็นตัวสุดท้าย
ธรรอร์นำผู้คนไปกลับไปยังเอเรบอร์ ในขณะที่กรอร์ อนุชาของธรอร์ เลือกจะไปยังเขาเหล็ก


- Iron Hills เขาเหล็ก


เป็นเทือกเขาที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจากเอเรบอร์ มีแร่โลหะให้คนแคระที่อพยพมา(นำโดยกรอร์)ได้ขุดพบมากมาย
แม้ความมั่งคั่งจะไม่เท่าเอเรบอร์ แต่ที่นี่ก็กลายเป็นอาณานิคมขนาดใหญ่ของคนแคระเผ่าเครายาว
จนมาถึงปลายยุค 3 ดาอิน ไออ้อนฟุต ญาติของธอริน โอเคนชีลด์ได้ขึ้นปกครองเขาเหล็ก ซึ่งตัวละครตัวนี้จะเปิดตัวใน The Hobbit: BotFA


- เขากุนดาบัด


สถานที่ตื่นของดูรินที่ 1 บิดาแห่งคนแคระเผ่าเครายาว ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเทือกเขาสีเทา และอยู่ติดกับตอนเหนือของเทือกเขามิสตี้ เมื่อดูรินเดินทางจากไป พวกออร์คก็เข้ายึดภูเขาเป็นของตน กุนดาบัดกลายเป็นแหล่งอาศัยของออร์คทางทิศเหนือนับแต่นั้น จวบจนสิ้นยุค 3 ของโลก


ดาบเอลฟ์ทั้ง 3 ที่คณะธอรินใช้

ดาบทั้ง 3 นี้ คณะธอรินไปพบมาโดยบังเอิญ เมื่อกำจัดโทรลล์ภูเขาได้และเข้าไปค้นถ้ำของพวกมัน ตามภาพยนตร์ภาคแรก
ทั้ง 3 เล่มจะเปล่งแสงสีฟ้าเรืองออกมาเป็นสัญญาณเตือน ยามเมื่อมีออร์คหรือกอบลินเข้ามาใกล้

แกลมดริง

แกนดัล์ฟถูกใจดาบเล่มนี้จนเก็บไว้ใช้เป็นดาบประจำตัว และใช้มันมาจนยุคสงครามแหวน
โดยได้ทราบจากเอลรอนด์ว่า ดาบนี้เคยเป็นของทูร์กอน กษัตริย์เอลฟ์แห่งนครกอนโดลิน ซึ่งนครนั้นถูกบุกทำลายราบคาบไปตั้งแต่ยุคที่ 1 ของโลก สันนิษฐานว่าพวกโทรลล์คงจะไปดักปล้นมาอีกต่อหนึ่ง

ออร์คริสต์

ดาบเล่มนี้ถูกตีขึ้นในนครกอนโดลินเช่นกัน และถูกนับว่าเป็นดาบคู่ของดาบแกลมดริงด้วย ธอรินกลายมาเป็นเจ้าของดาบเล่มนี้
เขารู้สึกยกย่องชื่นชมมันเมื่อเอลรอนด์เล่าความเป็นมาของดาบว่าเคยใช้สังหารออร์คมามากมาย
ในฉบับภาพยนตร์ ด้ามของดาบออร์คริสต์ทำมาจากเขี้ยวมังกร

สติง

แม้จะถูกค้นพบพร้อมกัน แต่ดาบสติงก็ดูเหมือนจะเป็นมีดสั้นเท่านั้นสำหรับเอลฟ์หรือมนุษย์
แต่สำหรับฮฮบบิทที่ตัวเล็กกว่ามาก มันก็กลับกลายเป็นดาบเล่มยาวพอดีมือ
และสิ่งที่พิเศษสำหรับดาบเล่มนี้ก็คือ มันไม่มีชื่อเฉพาะ ไม่มีใครรู้ที่มาของมันตั้งแต่แรก
บิลโบ้เป็นผู้ตั้งชื่อให้ดาบด้วยตนเองตอนที่ใช้มันป้องกันตัวด้วยการแทงแมงมุมยักษ์แห่งป่าเมิร์กวู้ด
หลายสิบปีต่อมา ดาบเล่มนี้ถูกส่งมอบต่อให้โฟรโด้ แบ๊กกิ้นส์ ลูกชายของโดรโกซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของบิลโบ้

เสื้อเกราะมิธริล

มิธริลเป็นชื่อเรียกของแร่เงินชนิดหนึ่ง แข็งแกร่งแต่น้ำหนักเบา มีอีกชื่อว่า “แร่เงินมอเรีย” เนื่องจากขุดพบได้ในเหมืองมอเรีย มีมูลค่ามหาศาลและทำให้คนแคระแห่งมอเรียมั่งคั่งร่ำรวย

แร่เงินชนิดนี้ถูกนำไปสร้างเป็นเครื่องประดับบ้าง เป็นเครื่องแต่งกายบ้าง เช่น ตัวแหวนเอลฟ์เนนย่าของกาลาเดรียล สายประดับเอเลนดิลเมียร์ซึ่งเป็นมรดกประจำตระกูลของอารากอร์น

แต่ที่รู้จักกันมากที่สุดในเรื่องก็คือเสื้อเกราะมิธริลที่แกนดัล์ฟ พ่อมดเทา กล่าวว่ามันมีมูลค่าสูงกว่าไชร์ทั้งแคว้นเสียอีก
ซึ่งในภาพยนตร์ LotR: FotR ก็จะเห็นฉากที่บิลโบ้มอบเสื้อเกราะนี้ให้แก่โฟรโด้ในริเวนเดลล์
ใน The Hobbit: The Battle of the Five Armies เราจะได้รู้กันค่ะว่าบิลโบ้ได้เกราะนี้มาอย่างไร



หลายคนคงทราบอยู่แล้ว ถึงความเป็นมาของเอลฟ์ เราขอสรุปไว้แค่คร่าวๆนะคะ ถ้าแบบละเอียดต้องตามลิ้งค์ด้านบนเลยจ้า

แต่เดิมพวกเอลฟ์ตื่นขึ้นทางทิศตะวันออกไกลของทวีปมิดเดิ้ล-เอิร์ธ และได้เดินทางมาทางตะวันตกของทวีปตามคำชวนของเทพโอโรเมที่ชักชวนให้เดินทางข้ามทะเลไปยังทวีปอามานซึ่งเป็นแดนเทพ อยู่ทางตะวันตกสุดของโลก
เมื่อนั้น เอลฟ์ได้แตกออกเป็น 2 พวกใหญ่ๆ คือพวกที่ตัดสินใจเดินทางไปทางตะวันตกโดยข้ามเทือกเขามิสตี้ และพวกที่ไม่ไป

เอลฟ์ที่ไปทางตะวันตกเรียกรวมๆว่า เอลดาร์ ซึ่งก็ได้แตกย่อยไปเป็น 3 เผ่าใหญ่ๆ ได้แก่ เผ่าวันยาร์(Light Elves) เผ่าโนลดอร์(Deep Elves) และเผ่าเทเลรี(Sea Elves)
ซึ่งทั้ง 3 เผ่านี้ได้ข้ามทะเลไปยังแดนเทพ
แต่มีเอลฟ์เผ่าเทเลรีบางส่วนที่ข้ามเทือกเขามิสตี้มาแล้วแต่ไม่ได้ข้ามทะเลไป เอลฟ์เหล่านี้เรียกว่า “ซินดาร์” (Grey Elves)
ซึ่งธรันดูอิลเป็นเอลฟ์ในสายนี้
ส่วนเอลฟ์ซิลวันแห่งเมิร์กวู้ดคือเอลฟ์เผ่าเทเลรีบางพวกที่ปฏิเสธจะข้ามเทือกเขามิสตี้ และเลือกจะอาศัยอยู่ในป่า
เอลฟ์ซิลวันนี้จะด้อยกว่าพวกเอลฟ์เอลดาร์และเอลฟ์ซินดาร์ ทั้งในด้านร่างกายและสติปัญญา

กาลาเดรียล คือเอลฟ์เผ่าโนลดอร์ ที่เกิดในทวีปอามาน ในยุคแห่งต้นไม้คู่
ต้นไม้คู่มีนามว่า เทลเพริออน และเลาเรลิน เป็นต้นไม้สีเงินและสีทอง ส่องแสงสว่างแก่ทวีปอามาน
เอลฟ์ที่ได้เห็นแสงนี้ เรียกว่า High Elves จะมีร่างกายและสติปัญญาเป็นเลิศ เหนือกว่าเอลฟ์ในมิดเดิ้ลเอิร์ธเป็นอย่างมาก

ปู่ของกาลาเดรียลเป็นกษัตริย์เอลฟ์เผ่าโนลดอร์ที่อาศัยในอามาน กาลาเดรียลจึงมีศักดิ์เป็นเจ้าหญิง
แต่ภายหลัง ต้นไม้คู่ถูกทำลาย พวกโนลดอร์อพยพกลับมามิดเดิ้ลเอิร์ธ
ลูกสาวของกาลาเดรียลแต่งงานกับเอลรอนด์ กาลาเดรียลจึงมีศักดิ์เป็นแม่ยายของเอลรอนด์ค่ะ

ในสมัยสงครามแหวน กาลาเดรียลนับเป็น 1 เอลฟ์ที่มีอายุมากที่สุดผู้หนึ่ง
นางกับเคเลบอร์นผู้เป็นสามี ปกครองอาณาจักรลอธลอริเอน แต่ในฐานะของลอร์ดและเลดี้เท่านั้น ไม่ใช่ในฐานะราชินี

ส่วนเอลรอนด์เป็นเอลฟ์ที่เกิดในมิดเดิ้ลเอิร์ธ มีพ่อเป็นครึ่งเอลฟ์ครึ่งมนุษย์ มีแม่เป็นเอลฟ์ และมีบรรพบุรษเป็นไมอา
เอลรอนด์ได้รับพรจากพระผู้เป็นเจ้า ให้เลือกว่าจะเป็นเอลฟ์ก็ได้หรือจะเป็นมนุษย์ก็ได้ ซึ่งเขาเลือกเป็นเอลฟ์
ในช่วงต้นยุค 3 ของโลก ผู้นำของเอลฟ์โนลดอร์ในมิดเดิ้ลเอิร์ธ คือ กิล-กาลัด ซึ่งก็มีศักดิ์เป็นญาติผู้พี่ของเอลรอนด์
เอลรอนด์รับหน้าที่เป็นแม่ทัพมือขวาให้กับกิลหาลัด
เอลรอนด์ตั้งริเวนเดลล์ขึ้นมา เป็นที่ลี้ภัยให้พวกเอลฟ์
เอลรอนด์นับเป็น Loremaster (ครูตำนาน) และเป็นผู้ที่เป็นเลิศในด้านการเยียวยารักษา เพราะได้ครองแหวนวิลย่า แหวน 1 ใน 3 วงของพวกเอลฟ์
ซึ่งเป็นแหวนแห่งการรักษาค่ะ


ความเป็นมาของแหวนวิเศษทั้ง 20 วง

ในฉากเปิดเรื่องของ The Lord of the Rings: The Fellowship of the Ring ได้มีการอธิบายไว้คร่าวๆ ถึงการสร้างแหวนทั้งหมด
ซึ่งแบ่งเป็นแหวนสำหรับเอลฟ์ 3 วง แหวนของคนแคระ 7 วง แหวนที่มอบให้มนุษย์ 9 วง และเอกธำมรงค์ หรือแหวนเอก (The One Ring) อีก 1 วง


ทำไมต้องสร้างแหวนขึ้นมา

แหวนทั้งหมดถูกสร้างขึ้นในยุค 2 ของโลก ในยุคนั้นมีอาณาจักรเอลฟ์นามว่า “เอเรกิออน”(ในภาษาซินดาริน) หรือ “ฮอลลิน”(ภาษาเวสทรอน หรือภาษากลาง) ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของเทือกเขามิสตี้ ใกล้กับประตูทางเข้าเหมืองมอเรีย
กาลาเดรียลและเคเลบอร์น สวามีของนาง เป็นผู้ก่อตั้งอาณาจักรนี้ขึ้นมา ร่วมกับเคเลบริมบอร์ บุตรแห่งคูรูฟิน
ประชากรส่วนมากในเอเรกิออนคือเอลฟ์สายโนลดอร์ ซึ่งหลงใหลและเชี่ยวชาญในงานช่าง งานประดิษฐ์

เอเรกิออนติดต่อและเป็นพันธมิตรกับมอเรียอันเป็นอาณาจักรของคนแคระที่อยู่ใกล้เคียง
เคเลบริมบอร์นั้นเป็นผู้มีฝีมือด้านการช่างเป็นเลิศ เขาสนิทสนมกับคนแคระแห่งมอเรียนามนาร์วีเป็นอย่างมาก (ใน LotR: FotR ที่หน้าประตูมอเรีย ตอนที่แกนดัล์ฟพาคณะแหวนมา เพื่อหาทางลอดใต้เทือกเขามิสตี้ หน้าประตูนั้นมีปริศนาและมีตัวอักขระสลักอยู่ อ่านได้ว่า นาร์วีเป็นผู้สร้างประตูและเคเลบริมบอร์แห่งฮอลลิน เป็นผู้สลักอักขระ)



ภาพหน้าประตูมอเรีย ซึ่งเขียนด้วย "อิธิลดิน" สารที่สกัดมาจากมิธริล สามารถมองเห็นได้ใต้แสงจันทร์เท่านั้น

เคเลบริมบอร์ก่อตั้งคณะเอลฟ์ช่างแห่งเอเรกิออนขึ้นมา ภายใต้ชื่อ ไกวธ์-อี-เมียไดน์
ในตอนนั้นเซารอนซึ่งแต่เดิมกบดานอยู่ในเอเรียดอร์ ได้ย้ายไปตั้งฐานและซ่องสุมกำลังในมอร์ดอร์ทางตะวันออกแทน ขณะนั้นนครลินดอน ซึ่งเป็นนครเอลฟ์ทางตะวันตกสุดของมิดเดิ้ล-เอิร์ธ ปกครองโดยกิล-กาลัด เอเรนิออน ผู้ถือเป็นกษัตริย์เอลฟ์โนลดอร์โดยบรรดาศักดิ์

กิล-กาลัดได้รับความร่วมมือจากเจ้าชายอัลดาริออน เจ้าชายรัชทายาทแห่งอาณาจักรนูเมนอร์ อาณาจักรมนุษย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของทวีป
เรื่องนี้ทำให้เซารอนเป็นกังวล เขาส่งฑูตไปหากิล-กาลัดเพื่อตีสนิท แต่กลับถูกฝ่ายนั้นปฏิเสธอย่างไม่ไยดี เซารอนจึงเปลี่ยนแผนมาเข้าหาคณะช่างเมียร์ไดน์แห่งเอเรกิออนแทน
โดยเซารอนจำแลงกายมาด้วยรูปลักษณ์งดงาม ตั้งชื่อใหม่ให้ตนเองว่าอันนาทาร์(Lord of Gifts)และหลอกเอลฟ์แห่งเอเรกิออนว่าตนเป็นฑูตจากแดนอมตะที่เหล่าเทพวาลาร์ส่งมาเพื่อให้ความช่วยเหลือเอลฟ์ในมิดเดิ้ล-เอิร์ธ (หรือก็คืออิสตารี พ่อมดนั่นเอง)



ภาพอันนาทาร์ จากอาร์ทเวิร์คของ WETA Workshop

และด้วยความที่เซารอนช่วยให้ความรู้ด้านการช่างแก่เอลฟ์แห่งเอเรกิออน จึงทำให้อาณาจักรแห่งนี้ต้อนรับขับสู้เซารอนเป็นอย่างดี
แม้แต่เคเลบริมบอร์ผู้เป็นหัวหน้าช่างก็ยังหลงลมปากของเซารอนไปด้วย
เพียงไม่นานเซารอนก็สามารถกุมใจเอลฟ์แห่งเอเรกิอนไว้ได้หมด และยุยงให้เอลฟ์เหล่านั้นต่อต้านกาลาเดรียล

ซึ่งต่อมากาลาเดรียลตัดสินใจเดินทางไปยังลอรินันด์ (ชื่อภาษานันดอรินของลอริเอน) และภายหลังเมื่อเจ้าชายอัมรอธแห่งลอรินันด์สิ้นพระชนม์ กาลาเดรียลก็ได้รับตำแหน่งเลดี้ปกครองที่นั่นต่อมา

ส่วนในเอเรกิออน พวกเอลฟ์ช่างนั้นเป็นเอลฟ์โนลดอร์ที่อพยพมาจากแดนอมตะตั้งแต่ยุค 1 ของโลก เอลฟ์พวกนี้ยังคงถวิลหาความงามอันเป็นนิรันดร์ของแดนอมตะ
หากแต่ในมิดเดิ้ล-เอิร์ธ สรรพสิ่งมิได้คงเดิมเหมือนอย่างในที่ๆเอลฟ์พวกนี้จากมา และเซารอนล่วงรู้ถึงเรื่องนี้ เมื่อนั้นอุบายอันยิ่งใหญ่ของเขาก็ถือกำเนิด
เซารอนส่งเสริมพวกเอลฟ์ช่างว่า ด้วยความรู้ของเซารอน พวกเขานั้นสามารถทำให้ดินแดนเอเรกิออนในมิดเดิ้ล-เอิร์ธ “งดงามเป็นอมตะได้ไม่แพ้แดนเทพ”
และเสนอให้เหล่าเมียร์ไดน์ทดลองสร้างแหวนวิเศษขึ้นมา (ดังจะเห็นได้ว่าแหวนทุกวงนั้นถูกสร้างขึ้นไม่ใช่แค่ช่วยเสริมพลังของผู้สวม หากแต่ยังมีจุดประสงค์หลักเพื่อการดำรงรักษาและชลอความเสื่อมความโรยราได้ด้วย ความเสื่อมที่ว่านี้คือความเสื่อมในธรรมชาติแวดล้อม และความเสื่อมอายุของผู้สวมแหวน แต่ทว่า วิชาความรู้ในการประดิษฐ์แหวนนั้นได้มาจากเซารอน แหวนทุกวงจึงล้วนแฝงไปด้วยความกระหาย อยากครอบครอง ความยึดติด ซึ่งเป็นสิ่งที่เซารอนรู้สึกนึกคิด)

แหวนทั้ง 16 วงจึงถูกสร้างขึ้นมา มีพลังมากน้อยต่างกันไป เนื่องจากส่วนมากมันเป็นงานทดลอง
ไม่นานนักเคเลบริมบอร์ที่เริ่มระแวงเซารอนขึ้นมา ได้แอบสร้างแหวนขึ้นมาอีก 3 วงด้วยตนเอง
หลังจากนั้นเขาได้สืบรู้ว่าเซารอนกำลังสร้างแหวนเอกขึ้นมา แหวนเอกนี้เซารอนต้องใช้พลังเกือบทั้งหมดของตนใส่ลงไปในแหวนเพื่อให้สามารถควบคุมจิตใจของผู้สวมแหวนวงอื่นๆ ได้ทั้งหมด

เคเลบริมบอร์รีบไปปรึกษากาลาเดรียล กาลาเดรียลแนะนำให้เคเลบริมบอร์ทำลายแหวนทั้งหมดทิ้งเสีย
แต่แหวนเหล่านั้นก็เหมือนดั่งแหวนเอกที่เราได้เห็นกันในภาคแรกของหนัง LotR “ไม่มีผู้ใดตัดใจทำลายมันลงได้”
กาลาเดรียลจึงบอกให้เคเลบริมบอร์แอบซ่อนแหวนทั้งสามไว้ให้ดี อย่าให้เซารอนล่วงรู้ และให้กระจายแหวนออกไปในที่ต่างๆกัน

เคเลบริมบอร์จึงมอบแหวนเนนย่า-แหวนแห่งน้ำให้แก่นาง
(อันที่จริง แหวนวงนี้เคเลบริมบอร์ตั้งใจสร้างมันขึ้นเพื่อมอบให้กาลาเดรียลโดยเฉพาะอยู่แล้ว โดยให้มันมีหน้าที่ปกป้องและธำรงรักษาดินแดนลอริเอนไม่ให้โรยราเสื่อมถอย แต่ในขณะเดียวกันแหวนวงนี้ก็ทำให้กาลาเดรียลคิดถึงแดนอมตะอันเป็นบ้านเกิดของนางด้วย)
อีก 2 วงเขามอบให้แก่กิล-กาลัด กิล-กาลัดมอบแหวนนาร์ย่า-แหวนแห่งไฟ ให้แก่เคียร์ดัน เอลฟ์ผู้อาวุโสที่สุดในมิดเดิ้ล-เอิร์ธ
ในภายหลังเมื่อสงครามพันธมิตรครั้งสุดท้ายอุบัติขึ้นเขาก็มอบแหวนวิลย่า-แหวนแห่งลม ให้แก่เอลรอนด์ ซึ่งเป็นทั้งญาติและแม่ทัพคนสนิท

ต่อมาเมื่อเซารอนสร้างแหวนเอกสำเร็จ เขาก็จัดกองทัพเข้าบุกเอเรกิออน ทรมานและสังหารเคเลบริมบอร์ ชิงแหวนที่เหลืออยู่มาเป็นของตน
แต่สำหรับข้อมูลผู้ครอบครองแหวนเอลฟ์ทั้งสาม เคเลบริมบอร์ไม่ยอมปริปากจนวาระสุดท้าย

หลังจากนั้นก็เกิดสงครามในเอเรียดอร์ แต่ด้วยความช่วยเหลือจากกองทัพอันเกรียงไกรของอาณาจักรนูเมนอร์ ทัพของเซารอนก็แตกพ่ายอย่างสิ้นเชิง
เซารอนหนีกลับไปยังมอร์ดอร์และมิดเดิ้ล-เอิร์ธก็สุขสงบเป็นเวลาหลายปี


แหวนทั้ง 3


วิลย่า
แหวนแห่งลม หัวแหวนทำจากแซฟไฟร์ ซึ่งเป็นพลอยสีน้ำเงิน แหวนวงนี้มีฤทธิ์แห่งการเยียวยารักษา
ถือกันว่ามีพลังมากที่สุดในบรรดาแหวนเอลฟ์ทั้งหมด เอลรอนด์แห่งริเวนเดลล์เป็นผู้ครอบครอง ภายหลังจากได้รับมอบจากกิล-กาลัด กษัตริย์เอลฟ์เผ่าโนลดอร์จากแดนตะวันตกพระองค์สุดท้าย

เนนย่า
แหวนแห่งน้ำ ตัวแหวนทำจากมิธริล ส่วนหัวแหวนประดับด้วยพลอยแอดามันท์สีขาว เป็นแหวนที่มีพลังปกปักรักษาและชลอความร่วงโรยของดินแดน
แหวนวงนี้เป็นแหวนสำหรับกาลาเดรียลเพียงผู้เดียวเท่านั้น
ซึ่งเคเลบริมบอร์แห่งเอเรกิออนตั้งใจมอบให้เพื่อทำให้ความปรารถนาที่อยากปกครองดินแดนของกาลาเดรียลได้เป็นจริง

นางใช้มันในการดูแลลอธ ลอริเอน จนอาณาจักรแห่งนั้นดูราวกับเป็นอาณาจักรนิรันดร์ ที่ซึ่งเวลาไม่เคยเคลื่อนผ่านไปเลย
กาลาเดรียสวมแหวนวงนี้หลังจากที่เซารอนสูญเสียแหวนเอกและสูญเสียพลัง
แต่ปกติจะไม่มีใครมองเห็นมันบนนิ้วของนาง เว้นแต่โฟรโด้ ผู้ถือแหวนเอก

นาร์ย่า
แหวนแห่งไฟ หัวแหวนทำจากอัญมณีสีแดง เป็นแหวนที่มอบกำลังใจและปลุกไฟสู้ในจิตใจของผู้ครอบครอง
เคียร์ดัน นายช่างต่อเรือแห่งเกรย์ เฮเว่นส์ มอบแหวนวงนี้ต่อให้พ่อมดเทา แกนดัล์ฟ ตั้งแต่ที่แกนดัล์ฟเดินทางจากแดนตะวันตกมาถึงท่าเรือ
โดยได้ขอให้แกนดัล์ฟเก็บแหวนไว้ เพราะมันจะมีประโยชน์ต่อภาระงานของแกนดัล์ฟในภายภาคหน้า

และสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แกนดัล์ฟสำเร็จภารกิจก็ด้วยพลังของนาร์ย่าวงนี้นี่เอง
ตามหนังสือนั้น แกนดัล์ฟได้สวมแหวนอย่างเปิดเผยก็ในวันสุดท้ายในมิดเดิ้ล-เอิร์ธของเขาที่ท่าเรือเกรย์ เฮเว่นส์ ในยามที่กำลังจะมุ่งหน้ากลับสู่แดนตะวันตก

แหวนทั้ง 9



เซารอนมอบแหวน 9 วงให้แก่มนุษย์ 9 คน ซึ่งบ้างก็เป็นกษัตริย์ หมออาคม หรือไม่ก็นักรบ ที่ใฝ่หาอำนาจและล่อลวงได้ง่ายกว่าพวกคนแคระมาก
ทั้งเก้าสวมแหวนตลอดเวลาและถูกเซารอนควบคุมจิตใจโดยสมบูรณ์ จนในที่สุดก็ไม่มีรูปกายปรากฏในโลกนี้อีกต่อไป กลายเป็นภูตแหวน หรือนาซกูล ที่ทำตามบัญชาของเซารอนเท่านั้น

หัวหน้าของนาซกูลได้รับฉายานามว่า วิชคิง(Witch King ในหนังสือฉบับแปลไทย แปลไว้ว่าราชาขมังเวทย์ ซึ่งแปลได้เหมาะดี แต่มันยาว ขอเรียกว่าวิชคิงพอ 555)
รองหัวหน้ามีชื่อว่าคามูล แต่ที่เหลือไม่มีการระบุชื่อ(วิชคิงเองก็เป็นฉายานาม ไมใช่ชื่อจริง)
นาซกูลทั้ง 9 มักจะขี่ม้าดำหรือเฟลบีสต์ สัตว์ร้ายมีปีกลักษณะคล้ายนกขนาดยักษ์ซึ่งเซารอนเพาะเลี้ยงขึ้นมา (คนทั่วไปที่เห็นจึงเรียกนาซกูลว่า The Black Riders)
ใน The Hobbit: BotFA เราจะได้เห็นนาซกูลกันแบบชัดๆ แถมจะได้เห็นท่านเอลรอนด์ดวลดาบกับนาซกูลด้วย!


แหวนทั้ง 7


อิงตามเวอร์ชั่นหนังและหนังสือ LotR เซารอนมอบแหวนอีก 6 วงให้แก่คนแคระ
มีเพียงแหวนของธรอว์ ปู่ของธอรินเท่านั้นที่คนแคระแห่งมอเรียเล่าต่อกันมาว่าเคเลบริมบอร์เป็นผู้ถวายให้กษัตริย์ดูรินที่ 3 แห่งคาซัด-ดูม

ในตอนแรกเซารอนหวังจะใช้แหวนล่อให้คนแคระมาเข้าพวก
แต่ปรากฎว่าคนแคระนั้นถูกสร้างมาให้มีจิตใจแข็งแกร่ง ไม่ยินยอมต่อความชั่วร้ายได้โดยง่าย เซารอนจึงไม่อาจควบคุมจิตใจคนแคระได้เหมือนที่ทำกับมนุษย์
แหวนได้ทำให้คนแคระทวีความละโมภและหลงใหลในสมบัติและทองคำเพียงเท่านั้น

เมื่อไม่เป็นไปดั่งใจ เซารอนจึงหาทางยึดแหวนคืนมาจากคนแคระ ซึ่งยึดคืนมาได้ 3 วง รวมถึงแหวนแห่งธรอร์ด้วย
ส่วนอีก 4 วงถูกมังกรกลืนกินหรือทำลายไปหมดแล้ว

ยาวโพดดด
แก้ไขล่าสุดโดย บุญคำ เมื่อ Wed Dec 03, 2014 18:09, ทั้งหมด 1 ครั้ง
10
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
ดาวซัลโวฟุตบอลโลก
Status: จับเธอมาปิ้ง พลิกไปพลิกมา...มาเคี้ยวพี่ที>
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 05 Sep 2013
ตอบ: 35979
ที่อยู่: สมุทรปราการ,ไทย &London, England
โพสเมื่อ: Wed Dec 03, 2014 18:00
[RE: ข้อมูลน่ารู้ก่อนดู The Hobbit 3 และเกร็ดตำนานปลีกย่อย +++]
แม่งเอ้ย!! ลงชื่อรอเสฟเลย
มีคำถาม จขกท.ว่างตอบต่อเปล่าครับ
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน






ออฟไลน์
ผู้เยี่ยมชม
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 15 Jan 2011
ตอบ: 13402
ที่อยู่: ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ โลก เข้าร่วม: 14 Feb 2005
โพสเมื่อ: Wed Dec 03, 2014 18:01
ถูกแบนแล้ว
[RE: ข้อมูลน่ารู้ก่อนดู The Hobbit 3 และเกร็ดตำนานปลีกย่อย +++]
ยาวไปเดี๋ยวอ่าน
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
นักบอลไทยพรีเมียร์ลีก
Status: โตเพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 5029
ที่อยู่: BBS PLAYPARK
โพสเมื่อ: Wed Dec 03, 2014 18:01
[RE: ข้อมูลน่ารู้ก่อนดู The Hobbit 3 และเกร็ดตำนานปลีกย่อย +++]
ก่อนอื่นมาดูแผนที่มิดเดิ้ล-เอิร์ธกัน



ความเป็นมาของคนแคระ

เผ่าพันธุ์คนแคระแบ่งออกเป็น 7 เผ่า ได้แก่ Firebeards, Broadbeams, Longbeards (เผ่าเครายาว มีบทบาทมากที่สุด), Ironfists, Stiffbeards, Blacklocks และ Stonefoot
คนแคระ 4 เผ่าหลัง อาศัยอยู่ในภูมิภาคตะวันออกของทวีป และไม่มีบทบาทอยู่ในเนื้อเรื่อง

ทั้ง 7 เผ่าสืบเชื้อสายมาจากบิดาแห่งคนแคระ 7 คน ซึ่งเทพวาลานามว่า อาวเล ซึ่งเป็นเทพแห่งการช่าง ลอบสร้างขึ้นมา แต่มีอันให้ถูกพระผู้เป็นเจ้าบัญชาให้หลับไปก่อน ต้องรอจนเอลฟ์ตื่นขึ้นมาบนโลก


ภาพเทพอาวเลกับบิดาแห่งคนแคระทั้ง 7 (ไม่มีสโนไวท์นะ)


ดูริน ผู้เป็นอมตะ หรือดูรินที่ 1 แห่งเผ่าเครายาว คือบิดาที่อาวุโสสูงสุด และในตอนที่บิดาแห่งคนแคระจำเป็นต้องหลับไปก่อนเพื่อรอเวลาให้เอลฟ์ตื่นขึ้นบนโลก ดูรินก็เป็นบิดาคนสุดท้ายที่ตื่นขึ้นมาและเป็นบิดาที่หลับตามลำพังในขณะที่บิดารายอื่นๆจะหลับไปเป็นคู่

สถานที่ดูรินตื่นขึ้นคือภูเขากุนดาบัด ทางเหนือของเทือกเขามิสตี้ เมื่อบิดาของคนแคระทั้งหมดตื่นขึ้น เขากุนดาบัดก็กลายเป็นสถานที่พบปะและจัดประชุม
คนแคระทั้งหมดถือว่าภูเขาลูกนี้เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นเมื่อภายหลังที่พวกออร์คเข้ายึดครองภูเขาและดูรินเดินทางออกจากกุนดาบัดไปสร้างนครคาซัดดูม(มอเรีย) จึงทำให้เหล่าคนแคระฝังใจเกลียดชังพวกออร์คมาก
ในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ The Hobbit อาซ็อก ศัตรูคู่อาฆาตของธอรินก็เป็นออร์คจากภูเขากุนดาบัด (ส่วนตัวว่าก็ค่อนข้างสมเหตุสมผลอยู่ ที่ปรับบทให้หัวหน้าออร์คผู้นี้เป็นทั้งศัตรูโดยธรรมชาติของธอรินซึ่งสืบเชื้อสายมาจากดูรินที่ 1 โดยตรง และยังย้ำความแค้นเดิมด้วยการสังหารธรอร์ อัยกาของธอรินในศึกอาซานุลบิซาร์อีกด้วย)
แต่ในฉบับหนังสือ อาซ็อกเป็นออร์คที่มายึดมอเรีย ไม่ปรากฎแหล่งที่มา และเขาได้สังหารธรอร์ไปก่อนหน้านั้น ซึ่งการสังหารครั้งนั้นเองที่นำมาซึ่งศึกอาซานุลบิซาร์ สงครามแห่งคนแคระและออร์ค เกิดขึ้นหน้าประตูมอเรีย
เป็นศึกที่ได้สร้างวีรบุรษ “ดาอิน ไออ้อนฟุต” ขึ้นมา และทำให้ธอรินที่ 2 แห่งวงศ์วานดูริน ได้ฉายา “โอเคนชีลด์”

คนแคระเผ่าเครายาวเชื่อกันว่า ดูรินสามารถกลับชาติมาเกิดได้ 7 ครั้ง และเมื่อเกิดใหม่แล้วก็สามารถจดจำอดีตชาติของตนเองได้ด้วย
และจะใช้ชื่อดูรินอยู่เสมอไป ทั้งยังจะกลับขึ้นเป็นกษัตริย์ตามเดิมอีกด้วย
ซึ่งในยุคต่อๆมา มีดูรินขึ้นเป็นกษัตริย์อีก 6 พระองค์ด้วยกัน และสิ้นสุดวงศ์วานที่กษัตริย์ดูรินที่ 7

ภาพต้นไม้ตระกูลของดูรินค่ะ


ถิ่นที่อยู่ของคนแคระ

- เทือกเขาสีน้ำเงิน หรือ เอเรด ลูอิน


เป็นเทือกเขาทางตะวันตกสุดของมิดเดิ้ล-เอิร์ธตั้งแต่สิ้นยุค 1 เป็นต้นมา (ดูแผนที่ประกอบได้จ้า) เป็นสถานที่ตื่นของบิดาแห่งคนแคระเผ่า Firebeards และ Broadbeams
ซึ่งในเวลาต่อมาได้มีการสร้างนครโบราณของคนแคระขึ้นมา 2 แห่ง คือนครโนกรอด และนครเบเลกอสต์ ซึ่งปัจจุบันล่มสลายไปหมดแล้ว
ภายหลังเมื่อมังกรสเม้าก์บุกยึดเอเรบอร์ ตามมาด้วยศึกอาซานุลบิซาร์ ธราอินได้พาครอบครัวและราษฎรมาลงหลักปักฐานกันที่เทือกเขานี้
ก่อนที่ธอริน โอเคนชีลด์จะรวบรวมเครือญาติออกไปกอบกู้เอเรบอร์อีกครั้งหนึ่ง

- คาซัด-ดูม


นครที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคนแคระ ลอดใต้เทือกเขามิสตี้ มีลักษณะเป็นโถงถ้ำและอุโมงค์ขนาดมโหฬาร ขึ้นชื่อว่างดงามและมั่งคั่งมากที่สุด
ดูริน ผู้เป็นอมตะ เป็นผู้ก่อตั้งนครนี้ขึ้นมาและมีทายาทสืบเชื้อสายปกครองนครต่อมาอีกหลายชั่วรุ่น แต่เมื่อถึงสมัยดูรินที่ 6 เกิดมีการขุดเหมืองเพื่อหาแร่มิธริลเพิ่มลึกจนไปปลุกบัลร็อกตัวสุดท้ายให้ตื่นขึ้นมา
บัลร็อกตัวนี้คือไมอาที่เป็นข้ารับใช้จอมมารมอร์กอธและหนีมากบดานอยู่ใต้เทือกเขามิสตี้ตั้งแต่ปลายยุค 1 ของโลก กษัตริย์ดูรินที่ 6 ถูกบัลร็อกสังหาร คนแคระที่เหลือต้องอพยพออกจากนคร และพวกออร์คก็เข้าไปยึดเป็นที่อยู่แทน
เมื่อนั้นเองที่นครคาซัด-ดูมถูกเปลี่ยนนามกลายเป็น “มอเรีย” ซึ่งหมายถึง อเวจีดำ ไม่มีคนแคระคนใดกล้ากลับไปที่นั่นอีก
จนบาลิน 1 ในคณะผู้ทวงสมบัติแห่งเอเรบอร์พาพรรคพวกจำนวนหนึ่งกลับไปอีกครั้งเพื่อกู้คืนอาณาจักรจากพวกออร์ค

- เอเรบอร์หรือภูเขาโลนลี่


หลังจากที่มอเรียถูกยึดไป ธราอินที่ 1 ผู้เป็นทายาทสายตรงของดูริน ผู้เป็นอมตะ ได้พาประชาชนไปทางตะวันออกของเทือกเขามิสตี้ ผ่านป่าเมิร์กวู้ดจนถึงเอเรบอร์แล้วสร้างอาณาจักรใต้ขุนเขาขึ้นที่นั่น
และมีการขุดพบอัญมณีอาร์เคนสโตนไม่นานหลังจากนั้น แต่ธอรินที่ 1 ผู้เป็นโอรสเลือกจะพาพลพรรคออกจากนคร ไปยังเทือกเขาสีเทาที่ทอดตัวอยู่ทางเหนือแทน
เนื่องจากเทือกเขานั้นยังมีทรัพยากรอยู่อีกมาก
แต่ภายหลัง คนแคระที่อาศัยในเทือกเขาสีเทานำโดยธรอร์(ปู่ของธอริน โอเคนชีลด์) ได้ย้ายกลับมายังเอเรบอร์อีกครั้งและอาณาจักรใต้ขุนเขาแห่งนี้ก็มั่งคั่งรุ่งเรืองยิ่งขึ้น
มีการค้าขายกับมนุษย์ในนครเดลที่อยู่ใกล้เคียง และแลกเปลี่ยนสินแร่ต่างๆที่ขุดพบกับคนแคระเครือญาติที่อาศัยในเขาเหล็ก
จนในที่สุดความโด่งดังของเอเรบอร์ก็ไปเข้าหูมังกรสเม้าก์ที่อยู่ทางเหนือเข้าจนได้
มังกรบินมาทำลายเมืองและเข้าไปนอนกกสมบัติอยู่ในท้องพระโรง คนแคระที่รอดชีวิตต่างหนีเอาตัวรอดไปทางตะวันตก บ้างก็ไปยังเทือกเขาสีน้ำเงิน บ้างก็ไปสมทบกับเครือญาติที่เขาเหล็ก
สเม้าก์ยึดครองอาณาจักรอยู่เป็นเวลาเกือบ 200 ปี ก่อนที่ธอริน โอเคนชีลด์ อดีตเจ้าชายแห่งเอเรบอร์ พร้อมคณะ จะกลับมาทวงคืน

- เอเรด มิธริน หรือ เทือกเขาสีเทา

เป็นเทือกเขาที่อยู่ทางเหนือของเมิร์กวู้ด เป็นถิ่นอาศัยของคนแคระที่หนีออกมาจากมอเรีย นอกเหนือจากเอเรบอร์ ต่อมาธอรินที่ 1 โอรสของธราอิน กษัตริย์ใต้ขุนเขา ได้เดินทางออกจากเอเรบอร์มาอาศัยอยู่กับญาติๆที่นี่
แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกมังกรที่มีถิ่นฐานในวิทเธอร์ ฮีธ อันเป็นหุบเขาทางทิศตะวันออกของเทือกเขาสีเทา ได้เปิดฉากทำสงครามกับคนแคระเรื่อยมา
ภาพวิทเธอร์ ฮีธ



ทั้งคนแคระและมังกรต่างก็ล้มตายจากการสู้รบนี้ไปมาก จนในที่สุดคนแคระก็พากันละทิ้งเทือกเขาสีเทา ในขณะที่ฝ่ายมังกรก็เหลือเพียงสเม้าก์ มังกรทอง เป็นตัวสุดท้าย
ธรรอร์นำผู้คนไปกลับไปยังเอเรบอร์ ในขณะที่กรอร์ อนุชาของธรอร์ เลือกจะไปยังเขาเหล็ก


- Iron Hills เขาเหล็ก


เป็นเทือกเขาที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจากเอเรบอร์ มีแร่โลหะให้คนแคระที่อพยพมา(นำโดยกรอร์)ได้ขุดพบมากมาย
แม้ความมั่งคั่งจะไม่เท่าเอเรบอร์ แต่ที่นี่ก็กลายเป็นอาณานิคมขนาดใหญ่ของคนแคระเผ่าเครายาว
จนมาถึงปลายยุค 3 ดาอิน ไออ้อนฟุต ญาติของธอริน โอเคนชีลด์ได้ขึ้นปกครองเขาเหล็ก ซึ่งตัวละครตัวนี้จะเปิดตัวใน The Hobbit: BotFA


- เขากุนดาบัด


สถานที่ตื่นของดูรินที่ 1 บิดาแห่งคนแคระเผ่าเครายาว ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเทือกเขาสีเทา และอยู่ติดกับตอนเหนือของเทือกเขามิสตี้ เมื่อดูรินเดินทางจากไป พวกออร์คก็เข้ายึดภูเขาเป็นของตน กุนดาบัดกลายเป็นแหล่งอาศัยของออร์คทางทิศเหนือนับแต่นั้น จวบจนสิ้นยุค 3 ของโลก


ดาบเอลฟ์ทั้ง 3 ที่คณะธอรินใช้

ดาบทั้ง 3 นี้ คณะธอรินไปพบมาโดยบังเอิญ เมื่อกำจัดโทรลล์ภูเขาได้และเข้าไปค้นถ้ำของพวกมัน ตามภาพยนตร์ภาคแรก
ทั้ง 3 เล่มจะเปล่งแสงสีฟ้าเรืองออกมาเป็นสัญญาณเตือน ยามเมื่อมีออร์คหรือกอบลินเข้ามาใกล้

แกลมดริง

แกนดัล์ฟถูกใจดาบเล่มนี้จนเก็บไว้ใช้เป็นดาบประจำตัว และใช้มันมาจนยุคสงครามแหวน
โดยได้ทราบจากเอลรอนด์ว่า ดาบนี้เคยเป็นของทูร์กอน กษัตริย์เอลฟ์แห่งนครกอนโดลิน ซึ่งนครนั้นถูกบุกทำลายราบคาบไปตั้งแต่ยุคที่ 1 ของโลก สันนิษฐานว่าพวกโทรลล์คงจะไปดักปล้นมาอีกต่อหนึ่ง

ออร์คริสต์

ดาบเล่มนี้ถูกตีขึ้นในนครกอนโดลินเช่นกัน และถูกนับว่าเป็นดาบคู่ของดาบแกลมดริงด้วย ธอรินกลายมาเป็นเจ้าของดาบเล่มนี้
เขารู้สึกยกย่องชื่นชมมันเมื่อเอลรอนด์เล่าความเป็นมาของดาบว่าเคยใช้สังหารออร์คมามากมาย
ในฉบับภาพยนตร์ ด้ามของดาบออร์คริสต์ทำมาจากเขี้ยวมังกร

สติง

แม้จะถูกค้นพบพร้อมกัน แต่ดาบสติงก็ดูเหมือนจะเป็นมีดสั้นเท่านั้นสำหรับเอลฟ์หรือมนุษย์
แต่สำหรับฮฮบบิทที่ตัวเล็กกว่ามาก มันก็กลับกลายเป็นดาบเล่มยาวพอดีมือ
และสิ่งที่พิเศษสำหรับดาบเล่มนี้ก็คือ มันไม่มีชื่อเฉพาะ ไม่มีใครรู้ที่มาของมันตั้งแต่แรก
บิลโบ้เป็นผู้ตั้งชื่อให้ดาบด้วยตนเองตอนที่ใช้มันป้องกันตัวด้วยการแทงแมงมุมยักษ์แห่งป่าเมิร์กวู้ด
หลายสิบปีต่อมา ดาบเล่มนี้ถูกส่งมอบต่อให้โฟรโด้ แบ๊กกิ้นส์ ลูกชายของโดรโกซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของบิลโบ้

เสื้อเกราะมิธริล

มิธริลเป็นชื่อเรียกของแร่เงินชนิดหนึ่ง แข็งแกร่งแต่น้ำหนักเบา มีอีกชื่อว่า “แร่เงินมอเรีย” เนื่องจากขุดพบได้ในเหมืองมอเรีย มีมูลค่ามหาศาลและทำให้คนแคระแห่งมอเรียมั่งคั่งร่ำรวย

แร่เงินชนิดนี้ถูกนำไปสร้างเป็นเครื่องประดับบ้าง เป็นเครื่องแต่งกายบ้าง เช่น ตัวแหวนเอลฟ์เนนย่าของกาลาเดรียล สายประดับเอเลนดิลเมียร์ซึ่งเป็นมรดกประจำตระกูลของอารากอร์น

แต่ที่รู้จักกันมากที่สุดในเรื่องก็คือเสื้อเกราะมิธริลที่แกนดัล์ฟ พ่อมดเทา กล่าวว่ามันมีมูลค่าสูงกว่าไชร์ทั้งแคว้นเสียอีก
ซึ่งในภาพยนตร์ LotR: FotR ก็จะเห็นฉากที่บิลโบ้มอบเสื้อเกราะนี้ให้แก่โฟรโด้ในริเวนเดลล์
ใน The Hobbit: The Battle of the Five Armies เราจะได้รู้กันค่ะว่าบิลโบ้ได้เกราะนี้มาอย่างไร



หลายคนคงทราบอยู่แล้ว ถึงความเป็นมาของเอลฟ์ เราขอสรุปไว้แค่คร่าวๆนะคะ ถ้าแบบละเอียดต้องตามลิ้งค์ด้านบนเลยจ้า

แต่เดิมพวกเอลฟ์ตื่นขึ้นทางทิศตะวันออกไกลของทวีปมิดเดิ้ล-เอิร์ธ และได้เดินทางมาทางตะวันตกของทวีปตามคำชวนของเทพโอโรเมที่ชักชวนให้เดินทางข้ามทะเลไปยังทวีปอามานซึ่งเป็นแดนเทพ อยู่ทางตะวันตกสุดของโลก
เมื่อนั้น เอลฟ์ได้แตกออกเป็น 2 พวกใหญ่ๆ คือพวกที่ตัดสินใจเดินทางไปทางตะวันตกโดยข้ามเทือกเขามิสตี้ และพวกที่ไม่ไป

เอลฟ์ที่ไปทางตะวันตกเรียกรวมๆว่า เอลดาร์ ซึ่งก็ได้แตกย่อยไปเป็น 3 เผ่าใหญ่ๆ ได้แก่ เผ่าวันยาร์(Light Elves) เผ่าโนลดอร์(Deep Elves) และเผ่าเทเลรี(Sea Elves)
ซึ่งทั้ง 3 เผ่านี้ได้ข้ามทะเลไปยังแดนเทพ
แต่มีเอลฟ์เผ่าเทเลรีบางส่วนที่ข้ามเทือกเขามิสตี้มาแล้วแต่ไม่ได้ข้ามทะเลไป เอลฟ์เหล่านี้เรียกว่า “ซินดาร์” (Grey Elves)
ซึ่งธรันดูอิลเป็นเอลฟ์ในสายนี้
ส่วนเอลฟ์ซิลวันแห่งเมิร์กวู้ดคือเอลฟ์เผ่าเทเลรีบางพวกที่ปฏิเสธจะข้ามเทือกเขามิสตี้ และเลือกจะอาศัยอยู่ในป่า
เอลฟ์ซิลวันนี้จะด้อยกว่าพวกเอลฟ์เอลดาร์และเอลฟ์ซินดาร์ ทั้งในด้านร่างกายและสติปัญญา

กาลาเดรียล คือเอลฟ์เผ่าโนลดอร์ ที่เกิดในทวีปอามาน ในยุคแห่งต้นไม้คู่
ต้นไม้คู่มีนามว่า เทลเพริออน และเลาเรลิน เป็นต้นไม้สีเงินและสีทอง ส่องแสงสว่างแก่ทวีปอามาน
เอลฟ์ที่ได้เห็นแสงนี้ เรียกว่า High Elves จะมีร่างกายและสติปัญญาเป็นเลิศ เหนือกว่าเอลฟ์ในมิดเดิ้ลเอิร์ธเป็นอย่างมาก

ปู่ของกาลาเดรียลเป็นกษัตริย์เอลฟ์เผ่าโนลดอร์ที่อาศัยในอามาน กาลาเดรียลจึงมีศักดิ์เป็นเจ้าหญิง
แต่ภายหลัง ต้นไม้คู่ถูกทำลาย พวกโนลดอร์อพยพกลับมามิดเดิ้ลเอิร์ธ
ลูกสาวของกาลาเดรียลแต่งงานกับเอลรอนด์ กาลาเดรียลจึงมีศักดิ์เป็นแม่ยายของเอลรอนด์ค่ะ

ในสมัยสงครามแหวน กาลาเดรียลนับเป็น 1 เอลฟ์ที่มีอายุมากที่สุดผู้หนึ่ง
นางกับเคเลบอร์นผู้เป็นสามี ปกครองอาณาจักรลอธลอริเอน แต่ในฐานะของลอร์ดและเลดี้เท่านั้น ไม่ใช่ในฐานะราชินี

ส่วนเอลรอนด์เป็นเอลฟ์ที่เกิดในมิดเดิ้ลเอิร์ธ มีพ่อเป็นครึ่งเอลฟ์ครึ่งมนุษย์ มีแม่เป็นเอลฟ์ และมีบรรพบุรษเป็นไมอา
เอลรอนด์ได้รับพรจากพระผู้เป็นเจ้า ให้เลือกว่าจะเป็นเอลฟ์ก็ได้หรือจะเป็นมนุษย์ก็ได้ ซึ่งเขาเลือกเป็นเอลฟ์
ในช่วงต้นยุค 3 ของโลก ผู้นำของเอลฟ์โนลดอร์ในมิดเดิ้ลเอิร์ธ คือ กิล-กาลัด ซึ่งก็มีศักดิ์เป็นญาติผู้พี่ของเอลรอนด์
เอลรอนด์รับหน้าที่เป็นแม่ทัพมือขวาให้กับกิลหาลัด
เอลรอนด์ตั้งริเวนเดลล์ขึ้นมา เป็นที่ลี้ภัยให้พวกเอลฟ์
เอลรอนด์นับเป็น Loremaster (ครูตำนาน) และเป็นผู้ที่เป็นเลิศในด้านการเยียวยารักษา เพราะได้ครองแหวนวิลย่า แหวน 1 ใน 3 วงของพวกเอลฟ์
ซึ่งเป็นแหวนแห่งการรักษาค่ะ


ความเป็นมาของแหวนวิเศษทั้ง 20 วง

ในฉากเปิดเรื่องของ The Lord of the Rings: The Fellowship of the Ring ได้มีการอธิบายไว้คร่าวๆ ถึงการสร้างแหวนทั้งหมด
ซึ่งแบ่งเป็นแหวนสำหรับเอลฟ์ 3 วง แหวนของคนแคระ 7 วง แหวนที่มอบให้มนุษย์ 9 วง และเอกธำมรงค์ หรือแหวนเอก (The One Ring) อีก 1 วง


ทำไมต้องสร้างแหวนขึ้นมา

แหวนทั้งหมดถูกสร้างขึ้นในยุค 2 ของโลก ในยุคนั้นมีอาณาจักรเอลฟ์นามว่า “เอเรกิออน”(ในภาษาซินดาริน) หรือ “ฮอลลิน”(ภาษาเวสทรอน หรือภาษากลาง) ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของเทือกเขามิสตี้ ใกล้กับประตูทางเข้าเหมืองมอเรีย
กาลาเดรียลและเคเลบอร์น สวามีของนาง เป็นผู้ก่อตั้งอาณาจักรนี้ขึ้นมา ร่วมกับเคเลบริมบอร์ บุตรแห่งคูรูฟิน
ประชากรส่วนมากในเอเรกิออนคือเอลฟ์สายโนลดอร์ ซึ่งหลงใหลและเชี่ยวชาญในงานช่าง งานประดิษฐ์

เอเรกิออนติดต่อและเป็นพันธมิตรกับมอเรียอันเป็นอาณาจักรของคนแคระที่อยู่ใกล้เคียง
เคเลบริมบอร์นั้นเป็นผู้มีฝีมือด้านการช่างเป็นเลิศ เขาสนิทสนมกับคนแคระแห่งมอเรียนามนาร์วีเป็นอย่างมาก (ใน LotR: FotR ที่หน้าประตูมอเรีย ตอนที่แกนดัล์ฟพาคณะแหวนมา เพื่อหาทางลอดใต้เทือกเขามิสตี้ หน้าประตูนั้นมีปริศนาและมีตัวอักขระสลักอยู่ อ่านได้ว่า นาร์วีเป็นผู้สร้างประตูและเคเลบริมบอร์แห่งฮอลลิน เป็นผู้สลักอักขระ)



ภาพหน้าประตูมอเรีย ซึ่งเขียนด้วย "อิธิลดิน" สารที่สกัดมาจากมิธริล สามารถมองเห็นได้ใต้แสงจันทร์เท่านั้น

เคเลบริมบอร์ก่อตั้งคณะเอลฟ์ช่างแห่งเอเรกิออนขึ้นมา ภายใต้ชื่อ ไกวธ์-อี-เมียไดน์
ในตอนนั้นเซารอนซึ่งแต่เดิมกบดานอยู่ในเอเรียดอร์ ได้ย้ายไปตั้งฐานและซ่องสุมกำลังในมอร์ดอร์ทางตะวันออกแทน ขณะนั้นนครลินดอน ซึ่งเป็นนครเอลฟ์ทางตะวันตกสุดของมิดเดิ้ล-เอิร์ธ ปกครองโดยกิล-กาลัด เอเรนิออน ผู้ถือเป็นกษัตริย์เอลฟ์โนลดอร์โดยบรรดาศักดิ์

กิล-กาลัดได้รับความร่วมมือจากเจ้าชายอัลดาริออน เจ้าชายรัชทายาทแห่งอาณาจักรนูเมนอร์ อาณาจักรมนุษย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของทวีป
เรื่องนี้ทำให้เซารอนเป็นกังวล เขาส่งฑูตไปหากิล-กาลัดเพื่อตีสนิท แต่กลับถูกฝ่ายนั้นปฏิเสธอย่างไม่ไยดี เซารอนจึงเปลี่ยนแผนมาเข้าหาคณะช่างเมียร์ไดน์แห่งเอเรกิออนแทน
โดยเซารอนจำแลงกายมาด้วยรูปลักษณ์งดงาม ตั้งชื่อใหม่ให้ตนเองว่าอันนาทาร์(Lord of Gifts)และหลอกเอลฟ์แห่งเอเรกิออนว่าตนเป็นฑูตจากแดนอมตะที่เหล่าเทพวาลาร์ส่งมาเพื่อให้ความช่วยเหลือเอลฟ์ในมิดเดิ้ล-เอิร์ธ (หรือก็คืออิสตารี พ่อมดนั่นเอง)



ภาพอันนาทาร์ จากอาร์ทเวิร์คของ WETA Workshop

และด้วยความที่เซารอนช่วยให้ความรู้ด้านการช่างแก่เอลฟ์แห่งเอเรกิออน จึงทำให้อาณาจักรแห่งนี้ต้อนรับขับสู้เซารอนเป็นอย่างดี
แม้แต่เคเลบริมบอร์ผู้เป็นหัวหน้าช่างก็ยังหลงลมปากของเซารอนไปด้วย
เพียงไม่นานเซารอนก็สามารถกุมใจเอลฟ์แห่งเอเรกิอนไว้ได้หมด และยุยงให้เอลฟ์เหล่านั้นต่อต้านกาลาเดรียล

ซึ่งต่อมากาลาเดรียลตัดสินใจเดินทางไปยังลอรินันด์ (ชื่อภาษานันดอรินของลอริเอน) และภายหลังเมื่อเจ้าชายอัมรอธแห่งลอรินันด์สิ้นพระชนม์ กาลาเดรียลก็ได้รับตำแหน่งเลดี้ปกครองที่นั่นต่อมา

ส่วนในเอเรกิออน พวกเอลฟ์ช่างนั้นเป็นเอลฟ์โนลดอร์ที่อพยพมาจากแดนอมตะตั้งแต่ยุค 1 ของโลก เอลฟ์พวกนี้ยังคงถวิลหาความงามอันเป็นนิรันดร์ของแดนอมตะ
หากแต่ในมิดเดิ้ล-เอิร์ธ สรรพสิ่งมิได้คงเดิมเหมือนอย่างในที่ๆเอลฟ์พวกนี้จากมา และเซารอนล่วงรู้ถึงเรื่องนี้ เมื่อนั้นอุบายอันยิ่งใหญ่ของเขาก็ถือกำเนิด
เซารอนส่งเสริมพวกเอลฟ์ช่างว่า ด้วยความรู้ของเซารอน พวกเขานั้นสามารถทำให้ดินแดนเอเรกิออนในมิดเดิ้ล-เอิร์ธ “งดงามเป็นอมตะได้ไม่แพ้แดนเทพ”
และเสนอให้เหล่าเมียร์ไดน์ทดลองสร้างแหวนวิเศษขึ้นมา (ดังจะเห็นได้ว่าแหวนทุกวงนั้นถูกสร้างขึ้นไม่ใช่แค่ช่วยเสริมพลังของผู้สวม หากแต่ยังมีจุดประสงค์หลักเพื่อการดำรงรักษาและชลอความเสื่อมความโรยราได้ด้วย ความเสื่อมที่ว่านี้คือความเสื่อมในธรรมชาติแวดล้อม และความเสื่อมอายุของผู้สวมแหวน แต่ทว่า วิชาความรู้ในการประดิษฐ์แหวนนั้นได้มาจากเซารอน แหวนทุกวงจึงล้วนแฝงไปด้วยความกระหาย อยากครอบครอง ความยึดติด ซึ่งเป็นสิ่งที่เซารอนรู้สึกนึกคิด)

แหวนทั้ง 16 วงจึงถูกสร้างขึ้นมา มีพลังมากน้อยต่างกันไป เนื่องจากส่วนมากมันเป็นงานทดลอง
ไม่นานนักเคเลบริมบอร์ที่เริ่มระแวงเซารอนขึ้นมา ได้แอบสร้างแหวนขึ้นมาอีก 3 วงด้วยตนเอง
หลังจากนั้นเขาได้สืบรู้ว่าเซารอนกำลังสร้างแหวนเอกขึ้นมา แหวนเอกนี้เซารอนต้องใช้พลังเกือบทั้งหมดของตนใส่ลงไปในแหวนเพื่อให้สามารถควบคุมจิตใจของผู้สวมแหวนวงอื่นๆ ได้ทั้งหมด

เคเลบริมบอร์รีบไปปรึกษากาลาเดรียล กาลาเดรียลแนะนำให้เคเลบริมบอร์ทำลายแหวนทั้งหมดทิ้งเสีย
แต่แหวนเหล่านั้นก็เหมือนดั่งแหวนเอกที่เราได้เห็นกันในภาคแรกของหนัง LotR “ไม่มีผู้ใดตัดใจทำลายมันลงได้”
กาลาเดรียลจึงบอกให้เคเลบริมบอร์แอบซ่อนแหวนทั้งสามไว้ให้ดี อย่าให้เซารอนล่วงรู้ และให้กระจายแหวนออกไปในที่ต่างๆกัน

เคเลบริมบอร์จึงมอบแหวนเนนย่า-แหวนแห่งน้ำให้แก่นาง
(อันที่จริง แหวนวงนี้เคเลบริมบอร์ตั้งใจสร้างมันขึ้นเพื่อมอบให้กาลาเดรียลโดยเฉพาะอยู่แล้ว โดยให้มันมีหน้าที่ปกป้องและธำรงรักษาดินแดนลอริเอนไม่ให้โรยราเสื่อมถอย แต่ในขณะเดียวกันแหวนวงนี้ก็ทำให้กาลาเดรียลคิดถึงแดนอมตะอันเป็นบ้านเกิดของนางด้วย)
อีก 2 วงเขามอบให้แก่กิล-กาลัด กิล-กาลัดมอบแหวนนาร์ย่า-แหวนแห่งไฟ ให้แก่เคียร์ดัน เอลฟ์ผู้อาวุโสที่สุดในมิดเดิ้ล-เอิร์ธ
ในภายหลังเมื่อสงครามพันธมิตรครั้งสุดท้ายอุบัติขึ้นเขาก็มอบแหวนวิลย่า-แหวนแห่งลม ให้แก่เอลรอนด์ ซึ่งเป็นทั้งญาติและแม่ทัพคนสนิท

ต่อมาเมื่อเซารอนสร้างแหวนเอกสำเร็จ เขาก็จัดกองทัพเข้าบุกเอเรกิออน ทรมานและสังหารเคเลบริมบอร์ ชิงแหวนที่เหลืออยู่มาเป็นของตน
แต่สำหรับข้อมูลผู้ครอบครองแหวนเอลฟ์ทั้งสาม เคเลบริมบอร์ไม่ยอมปริปากจนวาระสุดท้าย

หลังจากนั้นก็เกิดสงครามในเอเรียดอร์ แต่ด้วยความช่วยเหลือจากกองทัพอันเกรียงไกรของอาณาจักรนูเมนอร์ ทัพของเซารอนก็แตกพ่ายอย่างสิ้นเชิง
เซารอนหนีกลับไปยังมอร์ดอร์และมิดเดิ้ล-เอิร์ธก็สุขสงบเป็นเวลาหลายปี


แหวนทั้ง 3


วิลย่า
แหวนแห่งลม หัวแหวนทำจากแซฟไฟร์ ซึ่งเป็นพลอยสีน้ำเงิน แหวนวงนี้มีฤทธิ์แห่งการเยียวยารักษา
ถือกันว่ามีพลังมากที่สุดในบรรดาแหวนเอลฟ์ทั้งหมด เอลรอนด์แห่งริเวนเดลล์เป็นผู้ครอบครอง ภายหลังจากได้รับมอบจากกิล-กาลัด กษัตริย์เอลฟ์เผ่าโนลดอร์จากแดนตะวันตกพระองค์สุดท้าย

เนนย่า
แหวนแห่งน้ำ ตัวแหวนทำจากมิธริล ส่วนหัวแหวนประดับด้วยพลอยแอดามันท์สีขาว เป็นแหวนที่มีพลังปกปักรักษาและชลอความร่วงโรยของดินแดน
แหวนวงนี้เป็นแหวนสำหรับกาลาเดรียลเพียงผู้เดียวเท่านั้น
ซึ่งเคเลบริมบอร์แห่งเอเรกิออนตั้งใจมอบให้เพื่อทำให้ความปรารถนาที่อยากปกครองดินแดนของกาลาเดรียลได้เป็นจริง

นางใช้มันในการดูแลลอธ ลอริเอน จนอาณาจักรแห่งนั้นดูราวกับเป็นอาณาจักรนิรันดร์ ที่ซึ่งเวลาไม่เคยเคลื่อนผ่านไปเลย
กาลาเดรียสวมแหวนวงนี้หลังจากที่เซารอนสูญเสียแหวนเอกและสูญเสียพลัง
แต่ปกติจะไม่มีใครมองเห็นมันบนนิ้วของนาง เว้นแต่โฟรโด้ ผู้ถือแหวนเอก

นาร์ย่า
แหวนแห่งไฟ หัวแหวนทำจากอัญมณีสีแดง เป็นแหวนที่มอบกำลังใจและปลุกไฟสู้ในจิตใจของผู้ครอบครอง
เคียร์ดัน นายช่างต่อเรือแห่งเกรย์ เฮเว่นส์ มอบแหวนวงนี้ต่อให้พ่อมดเทา แกนดัล์ฟ ตั้งแต่ที่แกนดัล์ฟเดินทางจากแดนตะวันตกมาถึงท่าเรือ
โดยได้ขอให้แกนดัล์ฟเก็บแหวนไว้ เพราะมันจะมีประโยชน์ต่อภาระงานของแกนดัล์ฟในภายภาคหน้า

และสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แกนดัล์ฟสำเร็จภารกิจก็ด้วยพลังของนาร์ย่าวงนี้นี่เอง
ตามหนังสือนั้น แกนดัล์ฟได้สวมแหวนอย่างเปิดเผยก็ในวันสุดท้ายในมิดเดิ้ล-เอิร์ธของเขาที่ท่าเรือเกรย์ เฮเว่นส์ ในยามที่กำลังจะมุ่งหน้ากลับสู่แดนตะวันตก

แหวนทั้ง 9



เซารอนมอบแหวน 9 วงให้แก่มนุษย์ 9 คน ซึ่งบ้างก็เป็นกษัตริย์ หมออาคม หรือไม่ก็นักรบ ที่ใฝ่หาอำนาจและล่อลวงได้ง่ายกว่าพวกคนแคระมาก
ทั้งเก้าสวมแหวนตลอดเวลาและถูกเซารอนควบคุมจิตใจโดยสมบูรณ์ จนในที่สุดก็ไม่มีรูปกายปรากฏในโลกนี้อีกต่อไป กลายเป็นภูตแหวน หรือนาซกูล ที่ทำตามบัญชาของเซารอนเท่านั้น

หัวหน้าของนาซกูลได้รับฉายานามว่า วิชคิง(Witch King ในหนังสือฉบับแปลไทย แปลไว้ว่าราชาขมังเวทย์ ซึ่งแปลได้เหมาะดี แต่มันยาว ขอเรียกว่าวิชคิงพอ 555)
รองหัวหน้ามีชื่อว่าคามูล แต่ที่เหลือไม่มีการระบุชื่อ(วิชคิงเองก็เป็นฉายานาม ไมใช่ชื่อจริง)
นาซกูลทั้ง 9 มักจะขี่ม้าดำหรือเฟลบีสต์ สัตว์ร้ายมีปีกลักษณะคล้ายนกขนาดยักษ์ซึ่งเซารอนเพาะเลี้ยงขึ้นมา (คนทั่วไปที่เห็นจึงเรียกนาซกูลว่า The Black Riders)
ใน The Hobbit: BotFA เราจะได้เห็นนาซกูลกันแบบชัดๆ แถมจะได้เห็นท่านเอลรอนด์ดวลดาบกับนาซกูลด้วย!


แหวนทั้ง 7


อิงตามเวอร์ชั่นหนังและหนังสือ LotR เซารอนมอบแหวนอีก 6 วงให้แก่คนแคระ
มีเพียงแหวนของธรอว์ ปู่ของธอรินเท่านั้นที่คนแคระแห่งมอเรียเล่าต่อกันมาว่าเคเลบริมบอร์เป็นผู้ถวายให้กษัตริย์ดูรินที่ 3 แห่งคาซัด-ดูม

ในตอนแรกเซารอนหวังจะใช้แหวนล่อให้คนแคระมาเข้าพวก
แต่ปรากฎว่าคนแคระนั้นถูกสร้างมาให้มีจิตใจแข็งแกร่ง ไม่ยินยอมต่อความชั่วร้ายได้โดยง่าย เซารอนจึงไม่อาจควบคุมจิตใจคนแคระได้เหมือนที่ทำกับมนุษย์
แหวนได้ทำให้คนแคระทวีความละโมภและหลงใหลในสมบัติและทองคำเพียงเท่านั้น

เมื่อไม่เป็นไปดั่งใจ เซารอนจึงหาทางยึดแหวนคืนมาจากคนแคระ ซึ่งยึดคืนมาได้ 3 วง รวมถึงแหวนแห่งธรอร์ด้วย
ส่วนอีก 4 วงถูกมังกรกลืนกินหรือทำลายไปหมดแล้ว

ยาวโพดดด
แก้ไขล่าสุดโดย บุญคำ เมื่อ Wed Dec 03, 2014 18:09, ทั้งหมด 1 ครั้ง
10
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
นักบอลถ้วย ง.
Status: Summer Day
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 29 Nov 2005
ตอบ: 5600
ที่อยู่: Metropolis of BKK
โพสเมื่อ: Wed Dec 03, 2014 18:06
[RE: ข้อมูลน่ารู้ก่อนดู The Hobbit 3 และเกร็ดตำนานปลีกย่อย +++]
เห็นหน้าเหี้ยมๆยังงี้ ตุ๋ยเรียบนะคร๊าบบบ
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน

พวกแฟนเชลซีส่วนใหญ่นี่ขี้น้อยใจหวะ แตะนิดหน่อยไม่ได้เลย บอกตามตรงนะ โคตรตุ๊ด!!!
ออฟไลน์
ปลายอาชีพค้าแข้ง
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 50907
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Wed Dec 03, 2014 18:08
[RE: ข้อมูลน่ารู้ก่อนดู The Hobbit 3 และเกร็ดตำนานปลีกย่อย +++]
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
นักบอลไทยพรีเมียร์ลีก
Status: โตเพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 5029
ที่อยู่: BBS PLAYPARK
โพสเมื่อ: Wed Dec 03, 2014 18:10
[RE: ข้อมูลน่ารู้ก่อนดู The Hobbit 3 และเกร็ดตำนานปลีกย่อย +++]
อิสตารี หรือ พ่อมด

พ่อมดหรืออิสตารี(Istari) ปรากฎตัวขึ้นในยุค 3 ของโลก โดยล่องเรือมาจากตะวันตก ขึ้นฝั่งที่ท่าเรือเกรย์ เฮเว่นส์
พ่อมดที่มายังมิดเดิ้ล-เอิร์ธมีทั้งหมด 5 คน ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา ไม่ใช่เอลฟ์หรือมนุษย์อย่างเราๆ หากแต่เป็น “ไมอาร์” หรือชาวเทพ มีอำนาจด้อยกว่า “วาลาร์”ซึ่งเป็นกลุ่มเทพผู้ปกครองโลก
โดยไมอาร์จะเป็นเทพรับใช้ของวาลาร์ ไมอาร์นั้นที่จริงเป็นพลังงานที่ไม่มีร่างกาย แต่สามารถจำแลงร่างให้มองเห็นตัวตนได้ โดยมากมักจะจำแลงร่างเป็นเหมือนเอลฟ์ (เซารอนก็เป็นไมอาค่ะ)

เทพทั้งหมดสถิตย์อยู่ในทวีปอามัน ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นมหาทวีปอยู่อีกฝั่งหนึ่งของทะเลใหญ่ สามารถเดินทางไปกลับยังมิดเดิ้ล-เอิร์ธได้ทางเรือ และทางธารน้ำแข็งด้านเหนือของทั้ง 2 ทวีปที่เชื่อมต่อกัน
แต่ปัจจุบันทวีปอามันได้ถูกเคลื่อนย้ายออกไปจากโลกแล้ว มีเพียงเอลฟ์เอลดาร์เท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ล่องเรือไปถึงได้

เทพวาลาร์บัญชาให้ไมอาร์เดินทางไปยังมิดเดิ้ล-เอิร์ธ เพื่อต่อต้านเซารอน หากมิใช่ต่อต้านด้วยกำลังตนเอง
แต่เป็นการให้คำแนะนำและสนับสนุนให้ผองชนในมิดเดิ้ล-เอิร์ธลุกขึ้นสู้เซารอน ปลดแอกจากความสิ้นหวังด้วยตัวเอง

ไมอาร์ที่ได้รับเลือกให้ทำภารกิจนี้ จะต้องอยู่ในร่างที่มีเลือดเนื้อ
ซึ่งในร่างที่มีเลือดเนื้อนั้น เหล่าไมอาร์จะได้สัมผัสความกลัว ความกังวล ความเหนื่อยล้า และสติปัญญากับความรู้ของพวกเขาจะต้องลดน้อยด้อยลงด้วย

ไมอาร์เหล่านี้ถูกวาลาร์สั่งห้ามไม่ให้ใช้กำลังบีบบังคับผองชนในมิดเดิ้ล-เอิร์ธ และถูกห้ามไม่ให้เปิดเผยฐานะที่แท้จริงอย่างเด็ดขาด ทั้งยังห้ามเผยพลังออกมายกเว้นแต่ในยามคับขันเท่านั้น


ไมอาร์ที่ได้รับเลือกให้เป็นอิสตารีทั้ง 5 ประกอบด้วย

1. คูรูโม

ไมอาที่รับใช้วาลาอาวเล เทพแห่งการช่าง คูรูโมเป็นผู้เสนอตัวรับภารกิจเป็นรายแรก และกลายเป็นผู้นำของเหล่าอิสตารีทั้งหมด
เขาเป็นผู้ปราดเปรื่อง เต็มไปด้วยปฏิภาณไหวพริบ และรอบรู้ในศาสตร์และตำนานต่างๆมากมาย

เมื่อมาถึงมิดเดิ้ล-เอิร์ธ ก็ได้รับการเรียกขานโดยพวกเอลฟ์ว่า คูรูนียร์ และในภาษากลางว่า “ซารูมาน” ซึ่งหมายถึงผู้รอบรู้
มีสมญานามที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าพ่อมดขาว เนื่องจากตอนที่มาถึงชายฝั่ง เขาสวมชุดสีขาวนั่นเอง

แต่เดิมนั้นคูรูโมมีความตั้งใจจริงที่จะทำภารกิจให้สำเร็จ แต่เมื่อนานเข้า ยิ่งความรู้มีมากเท่าไหร่ ความหยิ่งลำพองของเขาก็มากตามไปด้วย
จนท้ายที่สุดก็ถึงกับคิดจะยึดแหวนเอกไว้เป็นของตัวเอง และตกสู่ด้านมืดในที่สุด


2. อลาทาร์

ไมอาในสังกัดวาลาโอโรเม เทพแห่งผืนป่า อลาทาร์ได้รับฉายาว่าพ่อมดสีน้ำเงิน
เมื่อไปถึงมิดเดิ้ล-เอิร์ธ ได้ออกเดินทางไปยังภูมิภาคตะวันออก และไม่มีบทบาทใดๆในเนื้อเรื่องอีก


3. โอโลริน

ไมอาภายใต้วาลาร์เอียร์โม เทพแห่งนิมิตร โอโลรินได้รับเลือกจากมหาเทพมานเว ผู้เป็นวาลาสูงสุด ให้มาทำภารกิจ
ซึ่งเขาออกตัวว่าตนเองนั้นอ่อนแอเกินกว่าจะทำภารกิจให้สำเร็จได้ แต่มานเวกลับเห็นว่านั่นยิ่งเป็นเหตุผลที่โอโลรินควรจะรับภารกิจ
และจึงรับสั่งให้โอโลรินเป็นอิสตาร์รายที่ 3 ที่จะต้องไปยังมิดเดิ้ล-เอิร์ธ
หากแต่เทพธิดาวาร์ดา ชายาของมานเวกลับตรัสว่า “รายที่ 3 แต่มิใช่ลำดับ 3”
ซึ่งส่งผลให้คูรูโมรู้สึกสะกิดใจ และต่อมาความรู้สึกนั้นก็พัฒนาเป็นความริษยาต่อโอโลรินในที่สุด

โอโลรินนั้นมักจะสถิตย์อยู่ในลอริเอน (อุทยานแห่งเอียร์โม ในวาลินอร์ เป็นชื่อที่ลอริเอนในมิดเดิ้ล-เอิร์ธตั้งตาม) หรือไม่ก็ที่ท้องพระโรงแห่งนิเอนน่า ซึ่งเป็นวาลาขนิษฐาของเอียร์โม นิเอนน่า เป็นเทพธิดาแห่งความเมตตาและความเศร้าโศก
นี่จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้โอโลรินเป็นผู้ที่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ถ่อมตน และปราศจากความหยิ่งผยอง

เมื่อมาถึงยังมิดเดิ้ล-เอิร์ธ ที่ท่าเรือเกรย์ เฮเว่นส์ เคียร์ดัน เอลฟ์นายช่างต่อเรือ ผู้อาวุโสที่สุดในบรรดาเอลดาร์บนมิดเดิ้ล-เอิร์ธ ได้ตัดสินใจมอบแหวนนาร์ย่า แหวนแห่งไฟซึ่งเคียร์ดันได้รับมาจากกิล-กาลัดอีกทอดหนึ่ง ให้แก่โอโลริน
ซึ่งต่อมาแหวนวงนี้ได้ช่วยเติมพลังใจให้แก่เขา มิให้ท้อถอยหรือหมดหวัง

พวกเอลฟ์เรียกโอโลรินในภาษาซินดารินว่ามิธรันเดียร์ ซึ่งหมายถึงผู้พเนจรชุดเทา ซึ่งก็คือพ่อมดเทานั่นเอง
ส่วนชื่อภาษากลางของเขาคือ “แกนดัล์ฟ”

มีเพียงเคียร์ดัน เอลรอนด์ และกาลาเดรียลเท่านั้นที่รู้ว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นใคร
หากแต่ตอนที่เคียร์ดันมอบแหวนแห่งไฟให้นั้น ซารูมานได้สังเกตเห็น และนั่นก็กลายเป็นอีกหนึ่งชนวนที่จุดประกายความเกลียดชังและความอิจฉาริษยาที่ซารูมานมีต่อแกนดัล์ฟ


4. ไอเวนดิล

เทพธิดายาวันนา เทพธิดาแห่งธรรมชาติ ผู้เป็นชายาของวาลาอาวเล ได้ตรัสขอให้คูรูโมพาไอเวนดิลไปด้วย
ซึ่งคูรูโมรับคำอย่างเสียมิได้ เมื่อมาถึงมิดเดิ้ล-เอิร์ธ ชื่อของเขาในภาษากลางคือ “ราดากัสต์” ซึ่งหมายถึงผู้ฝึกนก

เขาคือพ่อมดสีน้ำตาล แต่ซารูมานมองว่าราดากัสต์โง่เขลา ไม่มีประโยชน์ และดูแคลนราดากัสต์อย่างเปิดเผย
ราดากัสต์ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่รักและเมตตาสัตว์ โดยเฉพาะนก จนว่ากันว่าเขาได้หลงใหลในธรรมชาติและสรรพสัตว์ในมิดเดิ้ล-เอิร์ธเสียจนหลงลืมภารกิจของตนเองไปแล้ว
แต่ก็อาจเป็นได้ว่าราดากัสต์ได้รับมอบภารกิจอื่นจากเทพธิดายาวันนาโดยตรงด้วยก็ได้


5. พัลลันโด

อลาทาร์ได้ขอร้องต่อสภาเทพให้ตนพาพัลลันโดซึ่งเป็นสหายไปด้วย
พัลลันโดเองก็ได้รับฉายาว่าพ่อมดสีน้ำเงินและได้ออกเดินทางไปยังตะวันออกพร้อมกับอลาทาร์ด้วย


ความเป็นไปได้ในการสร้าง The Silmarillion






คริสโตเฟอร์ โทลคีน บุตรชายของเจ.อาร์.อาร์. โทลคีน เจ้าของลิขสิทธิ์หนังสือ The Silmarillion และ The Children of Hurin ในปัจจุบัน


The Silmarillion คือชื่อหนังสือที่ประพันธ์โดย J.R.R. Tolkien ผู้ประพันธ์ LotR และ The Hobbit ร่วมกับ Christopher Tolkien ลูกชายของท่านซึ่งเข้ามาสานต่อผลงานชิ้นนี้เมื่อ J.R.R. Tolkien เสียชีวิตไป
หนังสือเล่มนี้เล่าความเป็นมาของโลกตั้งแต่เมื่อครั้งที่พระผู้เป็นเจ้าสร้างมันขึ้นมา หลักๆเป็นเรื่องของเอลฟ์ที่ทำสงครามกับจอมมารมอร์กอธ
โดยมีต้นเหตุมาจากดวงมณีซิลมาริล และยังมีตำนานอกัลลาเบธ(การล่มสลายของอาณาจักรนูเมนอร์) และมีเรื่องแหวนแห่งอำนาจอีกนิดหน่อยด้วย

แฟนๆมิดเดิ้ล-เอิร์ธได้เรียกร้องกันมาอย่างต่อเนื่องให้ผู้กำกับ Peter Jackson ดัดแปลงหนังสือเล่มนี้เป็นภาพยนตร์มหากาพย์อีกสักครั้ง
น่าเสียดายที่บริษัท Tolkien Estate ซึ่งเป็นบริษัทผู้ถือลิขสิทธิ์หนังสือ ภายใต้ผู้บริหาร Christopher Tolkien ไม่คิดจะขายลิขสิทธิ์หนังสือให้แก่ค่ายหนังของ PJ หรือค่ายอื่นๆ
หลังจากที่ Tolkien Estate มีเรื่องมีราวถึงขั้นฟ้องร้องกับสตูดิโอ New Line Cinema
ตั้งแต่สมัยที่ภาพยนตร์ The Lord of the Rings ออกสู่สายตาชาวโลกเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว

และต่อมาก็เกิดความระหองระแหงกันมาโดยตลอด จนถึงยุคของสตูดิโอ Warner Bros. ก็ด้วย ปมความขัดแย้งมีทั้งเรื่องผลประโยชน์ (ซึ่ง New Line เป็นฝ่ายผิดสัญญาก่อน)
และเรื่องเนื้อหาของภาพยนตร์ที่ดัดแปลงออกมาไม่ถูกใจผู้บริหารของ Tolkien Estate
และแม้จะมีความพยายามไกล่เกลี่ยความบาดหมาง แต่ท้ายที่สุดมันก็เป็นได้แค่การพยุงตัวเท่านั้น

PJ เคยให้สัมภาษณ์ในงานคอมมิค คอนในปี 2012 ซึ่งมีแฟนหนังถามไถ่ถึงความเป็นไปได้ในการสร้าง The Silmarillion ว่า

“โอกาสที่ผมจะอายุยืนถึง 110 ปี มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย The Silmarillion เป็นของ Tolkien Estate ไม่ใช่ของ Warner หรือ MGM เหมือนอย่าง LotR หรือ The Hobbit และผมว่าทาง Tolkien Estate ไม่ชอบหนังของผม The Silmarillion จึงไม่มีทางได้สร้างไปอีกนาน”

ด้าน Christopher Tolkien ผู้ถือลิขสิทธิ์เองก็เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสารไว้ว่าเขาคิดว่าภาพยนตร์ LotR ของ PJ นั้น เป็นหนังแอ๊คชั่นเอาใจวัยรุ่น ที่ลดทอนคุณค่าและปรัชญาในหนังสือของคุณพ่อของเขา

น่าเสียดายว่า หากผู้ถือลิขสิทธิ์เป็นคนอื่น การเจรจาหรือผลประโยชน์มหาศาลก็อาจทำให้เขาผู้นั้นยอมทิ้งลิขสิทธิ์ออกจากมือได้โดยง่าย
แต่สำหรับ Christopher Tolkien เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น

แม้ว่าภาพยนตร์ของ Peter Jackson จะได้รับทั้งเม็ดเงินและเสียงชื่นชมไปทั่วโลก
จนแฟนๆหลายคน(โดยเฉพาะแฟนภาพยนตร์)ต่างพากันแปลกใจจนถึงกับขัดข้องใจว่าทำไม Christopher Tolkien จึงไม่เห็นคุณค่าและความพยายามของทีมผู้สร้างหนังบ้าง

ขออย่าได้ลืมว่า The Silmarillion ไม่ใช่ผลงานของ J.R.R. Tolkien แต่เพียงผู้เดียว
บุตรชายของท่านผู้นี้ก็คือผู้ที่รวบรวมและแต่งเพิ่มเติมจนหนังสือเสร็จสมบูรณ์สามารถตีพิมพ์วางขายได้ในที่สุด
บุตรชายผู้นี้เป็นทั้งแรงบันดาลใจและผู้ช่วยของบิดามาตั้งแต่เขาอายุได้เพียงหกขวบ เขาทำมาแล้วทั้งพิมพ์ดีดต้นฉบับและช่วยบิดาวาดแผนที่ต่างๆ

เขาคือผู้ที่เติบโตมากับมิดเดิ้ล-เอิร์ธโดยแท้จริง
ดังนั้นไม่ว่าจะในทางนิตินัยหรือพฤตินัย The Silmarillion ก็เป็นสมบัติของ Christopher Tolkien โดยชอบธรรมทุกประการ

หากอ่านถึงบรรทัดนี้แล้วคุณรู้สึกสิ้นหวังกับโอกาสที่จะได้เห็นหนังสือเล่มนี้ถูกเนรมิตออกมาในรูปแบบภาพยนตร์แล้วล่ะก็
ยังมีเรื่องที่น่าตกใจกว่านั้น เพราะแม้ว่า Christopher Tolkien จะเสียชีวิตไปในอนาคต หากเขามิได้ถ่ายโอนหรือขายลิขสิทธิ์หนังสือให้แก่ใครก่อนหน้านั้น ลิขสิทธิก็จะยังเป็นของเขาต่อไปอีกถึง 70 ปีให้หลังเลยทีเดียว

เรื่องว่าใครผิดใครถูกเราคงไม่ขอตัดสิน แม้ว่าเราจะรัก LotR Trilogy ของ PJ มากกกก แต่เราก็เข้าใจในมุมของ Tolkien Estate ด้วย
เอาเป็นว่า ณ ปัจจุบัน ความหวังที่จะได้เห็นภาพยนตร์ The Silmarillion แบบเป็นชิ้นเป็นอันก็ยังคงเป็น 0%
ทั้งนี้ หากคิดในแง่ดี นี่ก็เป็นโอกาสที่ PJ จะได้ move on แล้ว หลังจากที่สร้างหนังจากหนังสือของ J.R.R. Tolkien ท่านเดียวมาถึง 6 ภาค

ก็คงถึงเวลาอำลา Middle-earth จริงๆเสียที แต่สำหรับแฟนๆอย่างเราๆ เชื่อว่าก็จะยังคงมีเรื่องให้พูดคุย สอบถาม ถกประเด็นกันต่ออีกมากมาย เพราะสำหรับ Middle-earth lovers ทั้งหลายแล้ว ดินแดนแห่งนี้จะยังคงมีชีวิตในหัวใจของเราต่อไปตราบนานเท่านาน


ปิดท้ายด้วยข่าวน่าสนใจจ้า
นิตยสาร Empire ฉบับ January 2015 เป็นฉบับพิเศษ Farewell to Middle-earth โดยตีพิมพ์ออกมาให้สะสมถึง 5 ปก และปกพิเศษสำหรับผู้สมัครสมาชิกอีกปกหนึ่ง งามมากกก

นอกจากนั้นยังมีสกู้ปพิเศษต่างๆของหนัง และสัมภาษณ์ผู้กำกับและนักแสดงอีกมากมาย
อยากเห็นเป็นน้ำจิ้มก่อนมั้ย ตามไปลิ้งค์นี้ค่ะ
http://www.empireonline.com/hobbit/

ส่วนด้านล่างนี้ปกพิเศษค่ะ



เครดิต http://pantip.com/topic/32924369

ใครอยากอ่านแบบได้อรรถรสกดลิ้งบนเลยครับ ผมตัดคำเพ้อของท่าน จขกท ไป
แก้ไขล่าสุดโดย บุญคำ เมื่อ Wed Dec 03, 2014 18:14, ทั้งหมด 1 ครั้ง
4
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
ดาวเตะพรีเมียร์ลีก
Status: Quakka Not Wallaby
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 12388
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Wed Dec 03, 2014 18:12
[RE: ข้อมูลน่ารู้ก่อนดู The Hobbit 3 และเกร็ดตำนานปลีกย่อย +++]
ท่านเปลี่ยนชื่อรึเปล่าครับ

หรือผมจำคนผิด เพราะอีกคนที่เป๊ะเรื่อง lotr

ใช้ชื่อภาษาอังกฤษ
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
ผู้เยี่ยมชม
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 27 Jan 2010
ตอบ: 35038
ที่อยู่: เบตง
โพสเมื่อ: Wed Dec 03, 2014 18:14
ถูกแบนแล้ว
[RE: ข้อมูลน่ารู้ก่อนดู The Hobbit 3 และเกร็ดตำนานปลีกย่อย +++]
ขอบคุณครับ !!!


0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
นักบอลไทยพรีเมียร์ลีก
Status: โตเพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 5029
ที่อยู่: BBS PLAYPARK
โพสเมื่อ: Wed Dec 03, 2014 18:15
[RE: ข้อมูลน่ารู้ก่อนดู The Hobbit 3 และเกร็ดตำนานปลีกย่อย +++]
ojama55 พิมพ์ว่า:
แม่งเอ้ย!! ลงชื่อรอเสฟเลย
มีคำถาม จขกท.ว่างตอบต่อเปล่าครับ
 


ว่าจะใดครับ
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
นักบอลไทยพรีเมียร์ลีก
Status: โตเพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 5029
ที่อยู่: BBS PLAYPARK
โพสเมื่อ: Wed Dec 03, 2014 18:14
[RE: ข้อมูลน่ารู้ก่อนดู The Hobbit 3 และเกร็ดตำนานปลีกย่อย +++]
underhilles พิมพ์ว่า:
ท่านเปลี่ยนชื่อรึเปล่าครับ

หรือผมจำคนผิด เพราะอีกคนที่เป๊ะเรื่อง lotr

ใช้ชื่อภาษาอังกฤษ  


บ่ครับ ผมไม่เป๊ะฮะแค่ชอบ อ่านเจอพอดีเลยเอามาแชร์ครับ
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
นักเตะท้ายซอย
Status: Believe In My Way
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 10 Sep 2013
ตอบ: 991
ที่อยู่: San Siro
โพสเมื่อ: Wed Dec 03, 2014 18:35
[RE: ข้อมูลน่ารู้ก่อนดู The Hobbit 3 และเกร็ดตำนานปลีกย่อย +++]
โคตรชอบเลยครับเรื่องนี้ สาระ
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
ผู้ช่วยแมวมอง
Status: หมาป่ารอวันหอน
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 21 May 2011
ตอบ: 23335
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Wed Dec 03, 2014 19:17
[RE: ข้อมูลน่ารู้ก่อนดู The Hobbit 3 และเกร็ดตำนานปลีกย่อย +++]
ลงชื่ออ่านแปป
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
ดาวเตะกัลโช่
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 13 Jul 2008
ตอบ: 9184
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Wed Dec 03, 2014 19:27
[RE: ข้อมูลน่ารู้ก่อนดู The Hobbit 3 และเกร็ดตำนานปลีกย่อย +++]
แผลบไว้ก่อนเดี๋ยวมาอ่าน
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
ดาวซัลโวฟุตบอลโลก
Status: จับเธอมาปิ้ง พลิกไปพลิกมา...มาเคี้ยวพี่ที>
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 05 Sep 2013
ตอบ: 35979
ที่อยู่: สมุทรปราการ,ไทย &London, England
โพสเมื่อ: Wed Dec 03, 2014 20:32
[RE: ข้อมูลน่ารู้ก่อนดู The Hobbit 3 และเกร็ดตำนานปลีกย่อย +++]
บุญคำ พิมพ์ว่า:
ojama55 พิมพ์ว่า:
แม่งเอ้ย!! ลงชื่อรอเสฟเลย
มีคำถาม จขกท.ว่างตอบต่อเปล่าครับ
 


ว่าจะใดครับ  


ว่าจะถามความเป็นมาคราวๆ
มาเต็มขอไปอ่าน ย้อนแบบครับ


แม่งเอ้ย!! เก็บไว้อ่านยาวๆ
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน






ไปหน้าที่ 1, 2
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
กรุณาระบุเหตุผลที่จะแจ้งความ
ผู้ต้องหา:
ข้อความ:
Submit
Cancel
กรุณาเลือก Forum และ ประเภทกระทู้
Forum:

ประเภท:
Submit
Cancel