Register
Login
Username
Password
จำรหัสผ่าน
ลืมรหัสผ่าน?
ไว้คราวหน้า
X
ไว้คราวหน้า
X
ไม่ต้องแสดงข้อความนี้อีกเลย
ไปหน้าที่ 1
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
ฝากรูป
หน้าแรกบอร์ด
>> ประวัติมหากาพย์ El Clásico เรื่องราวที่เป็นมากกว่าฟุตบอล
ผู้ตั้ง
ข้อความ
ออฟไลน์
LeoGTClassic
นักเตะเทศบาล
Status: Barcelona
: 0 ใบ
: 0 ใบ
เข้าร่วม: 10 Sep 2013
ตอบ: 1492
ที่อยู่: Barcelona
โพสเมื่อ:
Fri Oct 24, 2014 15:46
ประวัติมหากาพย์ El Clásico เรื่องราวที่เป็นมากกว่าฟุตบอล
ก่อนที่เกมแห่งศักดิ์ศรีจะระเบิดขึ้น เรามารู้จักความเป็นมาของศึก El Clásico กันก่อน
คุณเคยมีความฝันอยากจะไปฟุตบอลถึงขอบสนามบ้างมั้ย?
แล้วคู่ไหนที่คุณอยากจะไปดูมากที่สุด?
คำตอบของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป ตามแต่ความชอบและรสนิยม
แต่สำหรับหลายล้านคนทั่วโลก มันคือนัดนี้เท่านั้น
มันคือ เกมฟุตบอลนัดเดียวที่มีคนติดตามเฝ้าดูมากที่สุดในโลก
มันคือ ชื่อที่หลายชาติทั่วโลกหยิบนำไปใช้อธิบายเวลาที่สองทีมยักษ์ใหญ่ของประเทศมาพบกันมันคือ การพบกันอย่างไม่เป็นทางการของชนชาติที่อยู่ร่วมธงชาติผืนเดียวกัน
มันไม่เคยเป็นเพียงเกมฟุตบอลธรรมดาสามัญประจำบ้าน
มันเป็นเพียงโอกาสเดียวที่สามารถแสดงออกถึงสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของพวกเขา
มันเป็นโอกาสที่คุณจะเห็นเหล่าซุปเปอร์สตาร์จากทั่วทุกมุมโลกมาประชันฝีเท้ากันในนามแห่งความคลาสสิก
ในนามแห่ง El Cl?sico
Real Madrid CF VS FC Barcelona
เริ่มจากการเมือง
Background of Civil Wars
สเปน ดูเผินๆจากภายนอก ประเทศนี้ก็ดูปกติดีไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่แท้จริงแล้วดินแดนที่เป็นประเทศสเปนในปัจจุบันได้รวบรวมชนเผ่าเก่าแก่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของยุโรปไว้เพียบ และมันเป็นเหมือนภูเขาไฟใต้น้ำที่รอเวลาปะทุ หรืออาจจะอธิบายได้ว่า สเปน คือ ระเบิดเวลาแห่งยุโรป
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
ย้อนกลับไป ประวัติศาสตร์ของสเปนถือว่าใหม่มากเมื่อเทียบกับชาติมหาอำนาจอื่นๆ พวกเขาเพิ่งจะรวมตัวก่อตั้งสถาปนาประเทศได้เมื่อราวคริสตวรรษที่ 15 นี่เอง ในยุคกลางที่นี่ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของชาวมุสลิมที่มาจากแอฟริกาเหนือ ที่รู้จักกันในชื่อ
"มัวร์"
ด้วยความที่ช่องแคบยิบรอลตาร์ที่ขวางกันระหว่างยุโรปและแอฟริกาห่างกันแค่คืบ ในวันที่อากาศสดใส คุณสามารถมองเห็นอีกฝั่งลิบๆได้ด้วยตาเปล่าเลยทีเดียว แม้ไม่ใกล้ขนาดอิสตันบูล แต่ก็ถือว่าอยู่ในระยะที่แทบจะเอื้อมมือคว้าได้ ดังนั้นไม่น่าแปลกใจถ้ากองทัพของชาวมุสลิมยุคพันปีก่อนจะบุกข้ามมาได้สบายๆ
พวกมัวร์อันมีพื้นเพมาจากแอฟริกาเหนือยึดครองดินแดนส่วนใหญ่ของสเปนและทั้งหมดของโปรตุเกสในปัจจุบันเอาไว้เป็นเวลาหลายร้อยปี โดยมีศูนย์บัญชาการอยู่ที่กอร์โดบ้า เหลือเพียงสี่แคว้นหลักทางตอนเหนือที่ยังไม่ยอมจำนนง่ายๆและต้านทานการรุกรานไว้อย่างสุดชีวิต อันประกอบไปด้วย อัสตูเรียส คาสติล ปัมโปลน่า(บาสก์) และ อารากอน
จุดพลิกผันในหน้าประวัติศาสตร์อยู่ที่การข้ามเทือกเขาปีเรนีสไปจู่โจมฝรั่งเศสทางตอนใต้ไม่สำเร็จของกองทัพมุสลิม เพราะดันไปเจอกับของแข็งอย่างพระเจ้าชาร์เลอมาญ จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งฝรั่งเศส ทำให้ฝั่งคริสเตียนเริ่มจะตีโต้คืนได้เป็นครั้งแรก มันคือจุดเริ่มต้นอันยาวนานของการกู้ชาติสเปนที่กินเวลาร่วม 700 ปี!!
เพื่อเป็นการตัดกำลังคู่ต่อสู้ ฝรั่งเศสจึงสนับสนุนการก่อตั้งกาตาลันเพื่อก่อกวน ตัดกำลัง กองทัพมุสลิมที่จะข้ามเทือกเขาปีเรนีสอีก เรียกง่ายๆว่าไปสร้างขวากหนามไว้กวนใจพวกมุสลิมเล่นๆ ใครจะทำไม?
ในที่สุดหลังจากพยายามอย่างยาวนาน ปี 1236 กอร์โดบ้าก็แตก จากนั้นอีกสิบสองปี เซบีย่า อีกหนึ่งศูนย์กลางของมุสลิมก็ถูกพิชิตอีก พวกที่เหลือถอยร่นหนีไปรวมกันทางตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนที่จะจนมุมที่เกรนาดาในปี 1491 เป็นการปิดฉากฝันร้ายอันยาวนานในหน้าประวัติศาสตร์ของชาวคาบสมุทรไอบีเรีย
เพื่อความมั่นคงแห่งประเทศใหม่ เฟอร์ดินานด์ที่สองแห่งอารากอน หนึ่งในแกนนำคนสำคัญที่ขับไล่พวกมัวร์จึงได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับพระนางอิซาเบลล่าแห่งคาสติล อีกหนึ่งอาณาจักรสำคัญเพื่อสถาปนาจักรวรรดิสเปนขึ้นมา ในจักรวรรดิใหม่นี้ กาตาลันและบาสก์ ยินดีเข้าร่วมด้วยอย่างไม่มีปัญหาเพราะพวกเขาก็ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่อาณาจักรอื่นๆในการกู้ชาติ
จักรวรรดิน้องใหม่นี้รุ่งเรืองอยู่ได้กว่าห้าร้อยปีก่อนจะมาพบกับปัญหาครั้งสำคัญที่จะส่งผลต่อเนื่องมายังปัจจุบัน
คริสต์ศตวรรษที่ 19 จักรวรรดิสเปนพบกับความถดถอย ดินแดนอาณานิคมเริ่มหลุดมือไปทีละแห่ง ประกอบกับแนวคิดแบบลิเบอรัลและสังคมนิยมเริ่มมาแรง ฝ่ายอนุรักษ์นิยมก็พยายามสุดชีวิตที่จะรักษาสถานะของพวกเขาเอาไว้ ปัญหาของราชวงศ์สเปนสืบเนื่องมาจั้งแต่สมัยที่กองทัพนโปเลียนรุกรานดินแดนแถบนี้ในช่วงปี 1812-15 และแม้ว่านโปเลียนจะพ่ายแพ้และหมดอำนาจไปแล้ว แต่กองทัพฝรั่งเศสยังคงให้การหนุนหลังราชวงศ์บูร์บงอยู่ ทำให้พวกที่เคยสู้กับฝรั่งเศสในช่วงสงครามคาบสมุทร (Peninsula Campaign) เกิดอาการไม่พอใจและมันยังมีเรื่องของเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังเปลี่ยนจากสังคมเกษตรกรรมมาเป็นสังคมอุตสาหกรรม แต่ที่ดินจำนวนมากตกอยู่ในมือของคนเพียงไม่กี่กลุ่ม มันสร้างความคับข้องใจให้กับชนชั้นกลางและเหล่าพ่อค้าวาณิช โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เมืองท่าสำคัญอย่างบาร์เซโลน่า
ความนิยมของราชวงศ์ถดถอยลงเรื่อยๆจนมาถึงจุดแตกหักในยุคของพระราชินีอิซาเบลล่าที่สอง ในปี 1868 ที่ชนชั้นกลางและชนชั้นแรงงานลุกฮือก่อจลาจลต่อต้านจนพระนางอิซาเบลล่า จนต้องลี้ภัยไปฝรั่งเศสจลอดพระชนม์ชีพที่เหลือ สาธารณรัฐสเปนที่ 1 จึงถูกสถาปนาขึ้นในปี 1873
แต่รัฐบาลใหม่นี้กลับไม่สามารถควบคุมความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจากพวกรอยัลยิสต์(ฝ่ายนิยมเจ้า)หัวรุนแรง มันเป็นข้ออ้างที่นายพลโจอัน ปริม อดีตแม่ทัพใหญ่ในสงครามกับโมร็อกโกจะทำการรัฐประหารยึดอำนาจเพื่อฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ใหม่เพียงแค่หนึ่งปีหลังจากการเป็นสาธารณรัฐ
นั่นคือการจุดชนวนความขัดแย้งที่จะทำให้แผ่นดินสเปนลุกเป็นไฟอีกครั้งหลังจากหมดยุคการรุกรานจากมุสลิม
แม่ทัพใหญ่ โจอัน ปริม
Spanish Civil War
ลองคนเราได้ลิ้มรสอิสรภาพซักครั้งแล้วมันก็ยากที่จะกลับไปอยู่ให้เขากดหัวแบบเดิมอีก
การเมืองสเปนพบกับความวุ่นวายหลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่ทุกคนตัดสินใจพักความขัดแย้งเพื่อชาติไว้ก่อน สาเหตุสำคัญคือการเข้ามามีบทบาทของทหารที่หวาดกลัวกับความนิยมในลัทธิคอมมิวนิสต์ที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในหมู่ชนชั้นแรงงาน แถมทางราชวงศ์ก็รู้เห็นเป็นใจให้การสนับสนุนพวกทหารอีกด้วย
ประกอบกับความตกต่ำทางเศรษฐกิจที่เป็นกันทั่วโลกในยุคทศวรรษ 1930 ค่าเงินเปเซต้าของสเปนลดฮวบเหลือครึ่งเดียวในช่วงปี 1931 ลองคิดว่าปลายปีนี้คุณมีเงินฝากธนาคารอยู่ร้อยบาท แต่พอถึงกลางปีเงินคุณเหลือแค่ห้าสิบบาทดูสิครับ มันจะวุ่นวายขนาดไหน เมื่อรัฐบาลของพระเจ้าอัลฟอนโซ่ที่สิบสามไม่อาจจะแก้ปัญหาได้ ทางออกที่นุ่มนวลถ้าไม่อยากจะเกิดการนองเลือดคือ การยอมให้สเปน กลับไปเป็นสาธารณรัฐอีกครั้ง
แต่ความนี้มันไม่เหมือนเมื่อคราวก่อน ครั้งนี้ฝ่ายรอยัลลิสต์และทหารได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายคริสตจักรของสเปนและความช่วยเหลือที่มาจากลูกพี่ใหญ่ค่ายฟาสซิสม์ อย่างนาซีเยอรมันและอิตาลีของเบนิโต มุสโสลินี
ส่วนฝ่ายสาธารณรัฐที่รู้ตัวแล้วว่ากำลังจะเผชิญหน้ากับอะไร พวกเขาได้แนวร่วมในกาตาลัน บาสก์และกาลิเซียที่พยายามจะเรียกคืนประวัติศาสตร์และสิทธิในการปกครองตัวเอง นอกจากนี้ยังมีกลุ่มฝ่ายซ้ายที่เป็นชนชั้นแรงงานได้ให้การสนับสนุนอีกด้วย
มันได้กลายเป็นการเผชิญหน้ากันอย่างไม่เป็นทางการของ ฟาสซิสม์ VS คอมมิวนิสต์ ใน สงครามกลางเมืองสเปนที่ระเบิดขึ้นในปี 1936 หลังจากกองทัพสเปนในโมร็อกโกตัดสินใจปฏิวัติเพื่อยึดอำนาจจากฝ่ายสาธารณรัฐ
และคราวนี้ความวุ่นวายก็บังเกิด กองทัพฝ่ายรอยัลลิสต์มีนาซีเยอรมันและอิตาลีเป็นสปอนเซอร์รายใหญ่แบบไม่ต้องแอ๊บ แสบได้อีก ส่วนฝ่ายสาธารณรัฐมีแบ็กอัพเป็นสหภาพโซเวียต ฝรั่งเศส(โดยเฉพาะพวกที่อยู่ในแคว้นบาสก์ของฝรั่งเศส)และเม็กซิโก โดยทั้งหมดส่งทหารเข้าร่วมในฐานะอาสาสมัครทหารนานาชาติ
ปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อสงครามกลางเมืองครั้งนี้คือ การที่ชาติตะวันตกทั้งหลายไม่ยอมรับฝ่ายสาธารณรัฐที่เอียงซ้ายกระเท่เร่นำทีมโดยอังกฤษที่ไม่อยากจะไปยุ่งกับความวุ่นวายในดินแดนคู่อริ แถมยังต้องช่วยฝรั่งเศสในการป้องกันความคุกคามของเยอรมัน ทำให้กองเรือของฝ่ายชาตินิยมสามารถปิดล้อมและให้การสนับสนุนกองทัพบกในการโจมตี ซาน เซบาสเตียน เมืองท่าสำคัญของแคว้นบาสก์ได้อย่างไร้กังวล
หลังสามปีแห่งการนองเลือดที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่าสองแสนราย ไร้ที่อยู่อาศัยอีกนับครึ่งล้าน หายสาบสูญอีกร่วมห้าหมื่นคน ในที่สุดกองทัพฟาสซิสม์ภายใต้การนำของนายพลฟรานซิสโก ฟรังโก ได้รับชัยชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในปี 1939
แน่นอนหลังชัยชนะก็ต้องมีการเช็คบิลผู้แพ้ นายพลฟรังโกออกนโยบายในการควบคุมกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นปัญหาอย่างบาสก์และกาตาลัน พรรคฝ่ายซ้ายและพรรคจำพวกเสรีนิยม(ลิเบอรัล) ถูกประกาศให้เป็นสิ่งผิดกฎหมายต้องถูกกำจัด ทุกอย่างที่สื่อถึงการเป็นเอกลักษณ์ทางชนชาติอย่างภาษา ตราสัญลักษณ์ ถูกเซ็นเซอร์อย่างเข้มงวด ห้ามมีการใช้ภาษาอื่นใดนอกจากสเปน มีการยกเลิกการสอนภาษาท้องถิ่นในโรงเรียน การศึกษาประวัติศาสตร์ของชนชาติก็ถูกเซนเซอร์ด้วย
มันสร้างแรงต่อต้านมหาศาลในหมู่ชาวบาสก์ กาตาลัน และกาลิเซีย ที่มีภาษาเป็นของตนเอง เกียรติยศและศักดิ์ศรีของพวกเขาถูกกดไว้ภายใต้กระบอกปืน ขอบอกนะครับว่ามีผู้เสียชีวิตในสองปีแรกภายใต้ยุคของนายพลฟรังโกกว่าสองแสนคน!!
นั่นเองที่ทำให้เกิดกลุ่มการร้ายต่อต้านรัฐบาลสเปนขึ้นแทบจะทั่วทุกแคว้น เอาที่ขึ้นชื่อเลยก็ ETA ของบาสก์ แล้วก็ยังมี เตร์ร่า ลิวเร่ ของกาตาลัน, ฟวยซ่าส์ อาร์มาดาส กวนเช่ส์ ของหมู่เกาะกานารี่ส์, อันเดช่า โอเบรร่า ของแคว้นอัสตูเรียส, REGA ของ กาลิเซีย นี่มันโครงการหนึ่งแคว้นหนึ่งกลุ่มการร้ายรึไงเนี่ย
แต่อย่างไรก็ตามค่อนข้างน่าประหลาดใจสำหรับคนทั่วไปที่เผด็จการตัวพ่ออย่างนายพลฟรังโกจะประกาศให้ ฆวน การ์ลอส เดอ บูร์บง เป็นทายาทสืบทอดต่อจากตัวเขาหลังเสียชีวิต เผด็จการแต่งตั้งให้กษัตริย์มาสืบทอดคงหาไม่เจอที่ไหนง่ายๆ แต่ถ้าคุณอ่านเรื่องราวเหล่านี้มาตั้งแต่ต้นก็จะพบคำตอบว่าทำไม ก็ฝ่ายราชวงศ์บูร์บงเป็นคนสนับสนุนการยึดอำนาจของทหารมาตั้งแต่แรกแล้วนั่นเอง
กองทัพฝ่ายชาตินิยม
ทหารอาสาจากโปแลนด์ของกองทัพสาธารณรัฐ
กองกำลังฝ่ายสาธารณรัฐยอมจำนนต่อกองทัพชาตินิยม
ฟรานซิสโก ฟรังโก ผู้กุมอำนาจสเปนหลังสงครามกลางเมือง
ภาพนี้แปลได้ว่า "เป็นคนสเปนก็ต้องพูดภาษาสเปนกันนะ(โว้ย)"
ETA แห่งบาสก์
เตร๋ร่า ลิวเร่ แห่งกาตาลัน
เนื้อหาสำหรับเรื่องประวัติศาสตร์ก็มีเท่านี้ที่เหลือจะเป็นเรื่องของฟุตบอลครับ
FC CATALAN
Barcelona
เมืองใหญ่ทางตอนเหนือ ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มันคือเมืองท่าสำคัญของสเปนมาแต่ไหนแต่ไร และเหมือนกับเมืองท่าทั่วไปที่จะได้รับอิทธิพลจากนานาประเทศที่เข้ามาค้าขายด้วย
คุณจึงไม่ต้องแปลกใจว่า "เอฟซี บาร์เซโลน่า" หรือ อีกชื่อว่า "บาร์ซ่า" (อันนี้ต้นตำรับเค้าเรียกเลย เราไม่ได้ย่อเองนะครับ) จะถูกก่อตั้งโดยชาว อังกฤษ สวิส และสเปน ในปี 1899 พวกเขาคือสมาชิกรุ่นบุกเบิกที่ร่วมก่อตั้ง ลา ลีกา ในปี 1928 และยังเป็นหนึ่งในสามทีมที่ไม่เคยตกชั้นร่วมกับ เรอัล มาดริด และ แอตเลติก แห่งบิลเบา
ช่วงนั้นความตึงเครียดระหว่างฝ่ายสาธารณรัฐและฝ่ายชาตินิยมมีสูงมากจนจะเกิดสงครามกลางเมืองอยู่รอมร่อ และช่วงเวลาเดียวกันนั้น เอฟซี บาร์เซโลน่าได้พัฒนาตัวเองให้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของชาวกาตาลันที่ต้องการรื้อฟื้นประวัติศาสตร์และความภาคภูมิใจในชนชาติของพวกเขา
ม็อตโต้สุดคลาสสิกของสโมสร “More Than A Club – เป็นมากกว่าแค่สโมสร” ถือกำเนิดในช่วงนี้นี่เอง
ที่นี่ได้กลายเป็นศูนย์กลางของนักเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งพวกชาตินิยมของกาตาลันและพวกฝ่ายซ้าย(สังคมนิยม-คอมมิวนิสต์) หนึ่งในนั้นคือประธานสโมสรของบาร์เซโลน่าเอง โฆเซป ซันยอล สมาชิกของพรรครีพับลิกันแห่งกาตาโลเนียซึ่งเป็นพวกปีกซ้าย ในระหว่างสงครามกลางเมือง ซินญอร์ ซันยอลถูกกองทัพชาตินิยมจับกุมตัวและประหารชีวิต มันได้สร้างแรงแค้นให้กับนักเตะของบาร์เซโลน่าจนถึงขั้นสมัครเข้าไปเป็นทหารเพื่อร่วมรบกับฝ่ายสาธารณรัฐเลยทีเดียว
โฆเซป ซันโยล
แต่โชคก็ไม่เข้าข้างพวกเขา ปี 1938 กองทัพอากาศของอิตาลีเปิดฉากทิ้งระเบิดปูพรมเมืองอย่างหนักเพื่อช่วยเหลือกองทัพ
ของนายพลฟรังโก ระเบิดลูกหนึ่งตกเข้าใส่ที่ทำการของสโมสรจนพังพินาศ มีผู้เสียชีวิตจากลูกระเบิดรสพิซซ่าไปกว่าสามพันราย ไม่กี่เดือนหลังนั้นกองทัพของฝ่ายชาตินิยมก็เข้ายึดเมืองเอาไว้ได้ การเช็กบิลจึงเริ่มต้นขึ้น
ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์แห่งท้องถิ่นนิยม อย่างธง ภาษา หรือสัญลักษณ์อย่างอื่นโดนแบน ชื่อในภาษาท้องถิ่นถูกเปลี่ยนมาเป็นภาษาสเปนทั้งหมด ธงประจำแคว้นกาตาลุนญ่าโดนสั่งแบน สมาชิกของสโมสรกว่าสามพันรายถูกจับกุม
แล้วคุณคิดมั้ยว่าวิธีการรุนแรงแบบนี้มันจะทำให้คนยอมแต่โดยดี
คำตอบในระยะยาวคือ ไม่
จากกฎข้อที่สามของไอแซค นิวตัน ทุกๆแรงกระทำจะมีแรงกระทำในทิศตรงกันข้ามที่เรียกกันว่าแรงปฏิกิริยามากระทำด้วยเสมอ กฎข้อนี้เราเอามาใช้ได้กับกรณีนี้ ยิ่งคุณใช้วิธีที่แรงแค่ไหน แรงต่อต้านก็จะมากตามไปด้วย
มันเหมือนการถูกปล้นแย่งชิงศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจไปซึ่งหน้า แต่ใครจะสนในเมื่อฝ่ายปกครองมีปืนอยู่ในมือ ใหม่ๆ มันก็ทำให้ผู้คนยอมรับอำนาจได้อยู่หรอกครับ แต่ความคับแค้นในใจที่ถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียวมันไม่เคยถูกบรรเทาลงได้ด้วยการบังคับขู่เข็ญ สิ่งเดียวที่พวกเขาจะหันไปพึ่งพิงได้ ก็คือ ฟุตบอล และ เอฟซี บาร์เซโลน่า มันจึงได้กลายเป็นศูนย์กลางอย่างไม่เป็นทางการของเลือดรักชาติแห่งกาตาลัน ที่ๆเดียวที่พวกเขาสามารถจะแสดงออกได้ซึ่งความภาคภูมิใจของพวกเขา
Pride of Spain
กลับไปที่เมืองหลวง
ช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับที่เอฟซี บาร์เซโลน่า ก่อตั้งขึ้นมา ก่อนหน้านั้นเพียงสองปี กลุ่มนักศึกษาจากสถาบัน อินสติตูซิออน ลิเบร เด เอนญานซ่า ซึ่งเทียบเท่าได้กับมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดและเคมบริดจ์ของอังกฤษ ร่วมกันก่อตั้งสโมสรฟุตบอล เอฟซี สกาย ขึ้นเพื่อใช้เป็นที่พบปะสังสรรค์และเตะฟุตบอลเล่นแก้เซ็งในช่วงวันอาทิตย์ที่สถาบันไม่มีการเรียนการสอน นี่เองคือทีมบรรพบุรษของเรอัล มาดริด เพราะในปี 1900 ทีมแยกออกเป็นสองทีมคือ นิว ฟุตบอล เด มาดริด และ มาดริด ซีเอฟ ซึ่งทีมหลังนี่แหล่ะคือทีมจะกลายมาเป็น สโมสร เรอัล มาดริด คลุบ เด ฟุตบอล ที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้
มาดริด เอฟซี คือสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งสหพันธ์ฟุตบอลสเปนในพระบรมราชูปถัมภ์ในปี 1909 และเพราะว่ากษัตริย์อัลฟอนโซ่ที่ 13 พระองค์ทรงเป็นแฟนฟุตบอลตัวยง จึงได้พระราชทานนาม “เรอัล” ให้กับสโมสรเพื่อเป็นการบ่งบอกว่าสโมสรนี้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ของกษัตริย์สเปนนะ นอกจากนี้มงกุฎที่อยู่ในตราสโมสรในปัจจุบันก็ได้รับพระบรมราชานุญาติให้นำมาใช้ได้ด้วย
พระเจ้าอัลฟอนโซ่ที่ 13 ผู้พระราชทานนาม "เรอัล" ให้กับเรอัล มาดริด
อย่างไรก็ตามในช่วงที่สเปนเข้าสู่สาธารณรัฐที่สองในปี 1931 ชื่อ เรอัล โดยปลดออกเหลือแค่ มาดริด ซีเอฟ เฉยๆ ตรามงกุฎก็โดนถอดออกด้วยตลอดช่วงสงครามกลางเมืองสเปน ก่อนจะกลับมาใช้แบบเดิมในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
เข้าสู่ยุคนายพลฟรังโกครองเมือง ด้วยความที่สถานะของเขาไม่เป็นที่ยอมรับในนานาประเทศ ต้องเข้าใจก่อนว่าประเทศส่วนใหญ่ในเวลานั้นต่อต้านลัทธิฟาสซิสม์อันมีเยอรมันเป็นหัวโจก แน่นอนคนที่ไม่แฮปปี้อย่างยิ่งคือคนที่โดนนาซีบุกยึดเป็นที่แรกๆ เพื่อนบ้านทางตอนเหนือของสเปนอย่างฝรั่งเศส
เพื่อลดกระแสต่อต้านและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ นายพลฟรังโกจึงได้สนับสนุนวงการกีฬา แต่พอหันซ้าย เฮ้ย บิลเบา แกนนำกลุ่มต่อต้านนี่หว่า หันมาทางขวา อ้าว บาร์เซโลน่า อีกหนึ่งตัวปัญหา อย่ากระนั้นเลย โปรโมตทีมนี้ดีกว่า เรอัล มาดริด พวกคุณจะต้องเป็นตัวแทนของชาวสเปนทั้งหมดทั้งมวล
นั่นมันทำให้เรอัล มาดริดได้รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ จนกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทั้งหลายพากันมองว่า นี่มัน “ทีมของฟรังโก” ชัดๆเลยนี่หว่า เล่นแบบนี้เอาแชมป์ไปเหอะพี่
แต่มีอยู่ทีมหนึ่งที่ไม่ยอมจำนนง่ายๆ ตัวปัญหาทางจากเหนือ เชียงใหม่ เอ๊ย เอฟซี บาร์เซโลน่า ทีมแห่งความภาคภูมิใจของชาวกาตาลัน
ช่วงยุคกลางทศวรรษที่ 1940 ถึงต้นทศวรรษที่ 1950 เป็นบาร์เซโลน่าที่ทำได้ดีกว่ามาก ช่วงเวลานั้นทีมอาซูลกราน่าคว้าแชมป์ได้ถึงห้าสมัย สลับกับทีมใหญ่อื่นๆอย่างแอตเลติก บิลเบา บาเลนเซีย และแอตเลติโก้ มาดริด ไม่มีชื่อของเรอัลอยู่ในสาระบบแชมป์เลยแม้แต่ครั้งเดียว มันเป็นเรื่องที่นายพลฟรังโกและประธานหนุ่มใหญ่ผู้ทะเยอทะยานอย่างซานติอาโก้ เบอร์นาเบว ยอมไม่ได้เด็ดขาด
พวกเขาจึงได้ลงมือกระทำเรื่องอุกอาจอันอื้อฉาว การฉกตัวนักเตะระดับโลกในเวลานั้นมาจากอ้อมอกอุ่นๆของบาร์เซโลน่าเอาดื้อๆ พบกับปฏิบัติการชิงตัว อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่
Di Stefano Transfer
ปี 1953 แมวมองของทั้งเรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า เกิดไปปิ๊งฟอร์มของเจ้าหนุ่มวัย 27 ปีชาวอาร์เจนติเนี่ยนซึ่งในขณะนั้นเล่นให้กับมินโญนาริออส สโมสรในโคลัมเบีย ด้วยทักษะอันสุดยอดของเขาที่ทำให้ทีมต้นสังกัดคว้าแชมป์ลีกได้สี่จากห้าปีที่เขาอยู่กับสโมสร การชิงตัวเขาระหว่างสองทีมยักษ์ใหญ่แห่งสเปนจึงได้เริ่มต้นขึ้น
บาร์ซ่าเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อน แต่ปัญหาคือ สิทธิ์ในตัวของเขายังตกอยู่กับอดีตต้นสังกัดในอาร์เจนติน่าอย่างริเวอร์เพลท เพราะตอนนั้นลีกโคลัมเบียถูกฟีฟ่าสั่งแบนอยู่ สาเหตุมาจาก ดิมายอร์ องค์กรที่จัดการแข่งขันลีกเกิดไปขัดแย้งกับฟีฟ่าเข้าให้เลยโดนลงดาบ แบนยาวหกปีรวด(1949-54) นั่นแปลว่านักเตะที่เล่นอยู่ที่นี่จะไม่ได้รับการรับรองจากฟีฟ่า (พูดง่ายๆว่าเป็นลีกเถื่อน) หรือจะพูดอีกอย่างคือ
ให้พวกเอ็งไปคุยกันเอง(โว้ยยยยย)
แต่บาร์ซ่าดันไปทำพลาดอย่างมหันต์ที่ไปใช้บริการของ โฆน บุสเก็ตส์(เป็นอะไรกะเซร์คิโอ บุสเก็ตส์?) ชาวกาตาลันที่อพยพไปอยู่ที่โคลัมเบียเป็นตัวกลางในการเจรจา ผิดพลาดยังไง? ก็ตรงที่อีตาบุสเก็ตส์เนี่ยดันไปนั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการของทีม ซานตา เฟ คู่อริร่วมเมืองของมินโญนาริออสน่ะสิครับ
ดังนั้นการเจรจากับทีมแชมป์ลีกโคลัมเบียจึงล่มไม่เป็นท่า พวกเขาจึงหันไปหาริเวอร์เพลทต้นสังกัดที่แท้จริงที่แบะท่ายินดีเจรจาด้วยแทน ซึ่งทางนั้นยินดีตกลงยอมรับเงื่อนไขของบาร์เซโลน่า
ดังนั้นทางบาร์ซ่าจึงได้จัดการให้ครอบครัวของดิ สเตฟาโน่ บินตามอยู่ด้วยกันที่กาตาลุนญ่า ก่อนที่เจ้าตัวจะทำการลงเตะในช่วงปรีซีซั่นให้กับทีม ดูเหมือนราบรื่นดีเนอะ แต่ไม่ครับ ปัญหาบังเกิดตรงที่ เรอัล มาดริด ทีมคู่แค้นก็เล็งๆอยากได้ตัวดิ สเตฟาโน่ด้วยเหมือนกัน
ถึงตอนนี้ก็ถึงคราวตัวร้ายออกโรง สหพันธ์ฟุตบอลสเปนจัดการประกาศให้การย้ายทีมของ ดิ สเตฟาโน่ เป็นโมฆะ เหตุเพราะไม่ได้รับการยินยอมจากมินโญนาริออสต้นสังกัดที่เขาเล่นอยู่ แต่ทางบาร์ซ่าก็ค้านหัวชนฝา โดยพวกเขามีสัญญาที่ทำกับริเวอร์เพลท ซึ่งทางสโมสรเชื่ออย่างจริงจังว่าเป็นเจ้าของอย่างถูกต้องตามกฎหมายของนักเตะ
ระหว่างการขัดแย้งนี้ดำเนินไป ซานติอาโก้ เบอร์นาเบว ประธานสโมสรเรอัล มาดริด ฉวยโอกาสทองดอดไปคุยกับทางมินโญนาริออสเพื่อทำการย้ายให้ ดิ สเตฟาโน่ มาอยู่กับมาดริดแทน การเจรจาลุล่วงไปด้วยดี เบอร์นาเบวจึงเอาสัญญาไปยื่นต่อสหพันธ์ แล้วทางนั้นก็บ้าจี้รับเรื่องด้วย มันก็แน่ล่ะครับว่าบาร์ซ่าจะยอมซะที่ไหน เรื่องนี้ยืดเยื้อไปถึงเดือนกันยายนจนมีคำตัดสินจากทางสหพันธ์ที่ต้องการประนีประนอมว่า
เอางี้ ให้นักเตะไปเล่นให้ทั้งสองทีมก็แล้วกันในช่วงสี่ปีนี้ แต่ให้ไปอยู่กับเรอัล มาดริดก่อนสองปีนะ (มีงี้ด้วย)
มีทฤษฎีสมคบคิดที่ไม่ได้รับการยืนยันว่า หนึ่งในทีมเจรจาของบาร์ซ่าตอนนั้น แอบรับจ๊อบทำงานให้กับเรอัล มาดริดด้วย!! อ้าว งานนี้มีนกสองหัวครับพี่น้อง การเจรจามันเลยล่มหาใช่เพราะอีตาบุสเก็ตส์นั่นคนเดียวไม่
ขณะที่ในสเปนเกิดความรู้สึกขัดแย้งกันอย่างสุดขั้ว
แฟนบอลบาร์ซ่าโมโหแทบคลั่ง พวกเขาเชื่อว่าทีมของพวกเขาถูกปล้นนักเตะโดยอำนาจมืดจากทางรัฐบาล
ฝ่ายเรอัล มาดริดก็แถแท่ดๆว่า อย่ามาพาลสิโว้ย เราแค่อาศัยช่องว่างที่พวกแกสะเพร่าเองนะ ไม่ได้มาจากความช่วยเหลือจากท่านผู้นำเลยแม้แต่น้อย เงิบเองก็อย่ามาโทษกันเซ่
ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร ผลสุดท้ายคือ ดิ สเตฟาโน่ ย้ายไปมาดริดและลงเล่นในเกมกระชับมิตรกับน็องซี่ในวันที่ 23 กันยายน 1953
นั่นคือการถือกำเนิดของตำนานที่จะพาทีมประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรเรอัล มาดริด
ส่วนไอ้ข้อตกลงที่จะให้ดิ สเตฟาโน่ลงเล่นให้ทั้งสองทีมก็เป็นอันยกเลิกไป อ้อยเข้าปากช้างแล้วใครจะคายง่ายๆ แถมบาร์ซ่าเองก็ไม่แฮปปี้กับนักเตะที่เคยเป็นของคู่อรินักหรอก
ความเป็นอริระหว่างทั้งสองทีมจึงเพิ่มขึ้นมหาศาล ทุกวันนี้ แฟนบอลบาร์ซ่ายังคงเชื่อว่า นายพลฟรังโกนั่นแหล่ะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดและเป็นคนปล้นประวัติศาสตร์ที่ควรจะเกิดขึ้นของพวกเขาไป
แล้วถ้าคุณยังสงสัยว่า อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่ ผู้นี้เก่งกาจขนาดไหนทั้งสองทีมถึงได้แย่งกันเป็นน้องหมาแย่งกระดูกกันนัก
ก็ ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่เขาคือเจ้าของบัลลง ดอร์ปี 1957 เป็นหนึ่งในไม่กี่คนบนโลกใบนี้ที่คว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ (ยูฟ่า แชมเปี้ยน ลีกในปัจจุบัน) ได้ถึง 5 สมัยรวด และยังติดอันดับนักเตะยอดเยี่ยมตลอดกาลของโลกลำดับที่สี่ เป็นรองแค่ เปเล่ ดิเอโก้ มาราโดน่า และโยฮัน ครัฟฟ์ เท่านั้น จากการเปิดให้โหวตของนิตยสาร ฟร้องซ์ ฟุตบอล เจ้าของเดียวกับโทนาฟ เอ๊ย บัลลง ดอร์ นั่นแหล่ะ
Real Conquer the Europe
การได้ ดิ สเตฟาโน่ มาร่วมทีม เรอัลก็อัพเกรดตัวเองไปอีกระดับ แทบจะส่งแข่งฟุตบอลระดับจักรวาลได้แล้ว รวมกับยอดนักเตะที่มีอยู่แล้วอย่าง ฟรานซิสโก้ เกนโต้, ฟีร์รี่, โฆเซ่ อาราควิสตัน, อิ๊กนาซิโอ โซโก, อมันซิโอ อมาโร่ สมทบด้วย เฟเรนซ์ ปุสกัส นี่คือทีมจากนอกโลกชุดแรก ที่บอกแบบนี้ก็เพราะว่า ห้าครั้งแรกที่ยูโรเปี้ยน คัพ(ยูฟ่า แชมเปี้ยน ลีก ในปัจจุบัน) ออกสตาร์ตทำการแข่งขัน เรอัล มาดริดกวาดไปเรียบ
มันทำให้พวกเขากลายเป็นตำนานที่ยังไม่มีใครล้มได้ แฟนบอลเรอัล มาดริด ถึงได้ขนานนามพวกเขาว่า “Y?-y?”
ที่มาของชื่อมาจากท่อนคอรัสของเพลง “She Love You” ของเดอะ บีทเทิ่ล ที่ร้องว่า เธอชอบนายฉันดูออก เฮ่ย นั่นมันเพลงพี่เสก โลโซ เพลงเค้าร้องแบบนี้ต่างหาก
She loves you, yeah, yeah, yeah
She loves you, yeah, yeah, yeah
มันถูกเรียกหลังจากที่สมาชิกสี่รายของทีมชุดแชมป์ยุโรปไปสวมวิกของวงเดอะ บีทเทิ่ล ถ่ายรูปลง มาร์ก้า หนังสือพิมพ์กีฬาชื่อดังของสเปน ซึ่งตอนนั้น เดอะ บีทเทิ่ล กำลังดังระเบิดระเบ้อไปทั่วโลก แน่นอนที่สเปนด้วย วัยรุ่นสเปนกำลังคลั่งไคล้วงสี่เต่าทองอย่างหนักและยังมีอิทธิพลต่อวงการเพลงสเปนในเวลานั้นอีกต่างหาก
ในยุคของ ซานติอาโก้ เบอร์นาเบว ดำรงตำแหน่งประธานสโมสรนั้น (1945-1978) ทีมประสบความสำเร็จในแบบที่ไม่เคยมีใครหน้าไหนเลียนแบบได้ แชมป์ลา ลีกา 16 สมัย โกปา เดล เรย์ อีก 6 สมัย ยูโรเปี้ยน คัพ 6 สมัย และแชมป์ อินเตอร์คอนติเนนตั่ล คัพ (สโมสรโลก) อีกหนึ่งสมัย
ซานติอาโก เบอร์นาเบว อดีตกัปตันทีมผู้รับใช้สโมสรเดียวตลอดชีวิตของเขาได้กลายเป็นตำนานจนเรอัล มาดริด นำชื่อของเขาไปตั้งเป็นชื่อสนามเหย้าของสโมสรในปี 1955 แทนที่ชื่อเดิม นวยโบ เอสตาดิโอ ชาร์มาติน (Nuevo Estadio Charmatin)
แต่มีคนจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย ก็ทีมมันมีแบ็กเป็นท่านผู้นำนี่หว่า เฮอะ
เสียงค่อนแคะจากฝั่งบาร์เซโลน่า งั้นไปดูพวกเขากันบ้าง
In Cruijff We Trust
ช่วงเวลาที่เรอัล มาดริด กำลังตั้งตัวจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินสเปนในต้นทศวรรษที่ 1960 อยู่นั้น บาร์ซ่ายังอุตส่าห์ดอดไปคว้าแชมป์มาได้ถึงสี่สมัย (1952, 1953 1959 และ 1960) แล้วไม่ใช่แค่แชมป์ธรรมดาๆครับท่านผู้ชม พี่แกเล่นคว้าดับเบิ้ล แชมป์ในสามสมัยแรก แถมยังเป็นทีมแรกในยูโรเปี้ยน คัพที่โค่นเรอัล มาดริด แชมป์ห้าสมัยรวดลงได้ในปี 1961 แหม…ทำไปได้
แต่ประวัติศาสตร์ของบาร์เซโลน่าคงจะเปลี่ยนไปจนทุกคนตอนนี้คงแทบไม่เชื่อแน่ หากว่าชายคนนี้ยังคงได้ทำหน้าที่ในตำแหน่งผู้จัดการต่อไป เขาคือ
เอเลนิโอ เอร์เรร่า
ผู้ให้กำเนิดแท็กติกกลอนประตู
“คาเตนัชโช่”
อันเป็นตำนานตลอดกาล
เอร์เรร่าสร้างชื่อมากับการพาทีมตราหมี แอตเลติโก้ มาดริด เป็นแชมป์ ลา ลีกา ได้สองสมัยรวด (1950 และ 1951) จากนั้นก็พเนจรเรื่อยมาทั้ง มาลาก้า, เดปอร์ติโบ ลา คอรุนญ่า, เซบีย่า และ เบเลเนนส์ ทีมในโปรตุเกส ก่อนมารับงานคุมบาร์ซ่าในปี 1958
แต่ชะตาฟ้าลิขิตจะให้บาร์ซ่าเกิดมาเป็นแบบที่คุณรู้จักกันวันนี้ เพราะหลังจากทำงานได้แค่สองปี เอร์เรร่าเกิดไปเหยียบตาปลาขาใหญ่แห่งคัมป์ นู นักเตะผู้ทรงอิทธิพลในเวลานั้นอย่าง ลาดิสเลา คูบาล่า นักเตะชาวฮังการีที่ภายหลังโอนสัญชาติมาเป็นสเปน โดยคูบาล่าไม่พอใจอย่างยิ่งที่เสียตำแหน่งตัวจริงในทีมไปเลยจัดการงัดข้อประลองกำลังกับทางเอร์เรร่า จนในที่สุดเป็นเอร์เรร่านั่นแหล่ะที่เป็นฝ่ายทนไม่ไหวขอลาออกไปซะก่อน
แล้วบาร์ซ่าจะรู้สำนึก ว่าแล้วเอร์เรร่าก็ไปไกลถึงอิตาลีเพื่อรับงานคุมอินเตอร์ มิลาน ที่นั่นเขาได้พัฒนาแผนการเล่น เวร์รู (Verrou) อันแปลว่า กลอนประตู ในระบบ 5-3-2 ที่เน้นการโต้กลับเร็วหรือ เคาเตอร์ แอตแท็ก (Counter Attack) จู่โจมคู่ต่อสู้ ประสิทธิภาพของมันมีขนาดไหนน่ะเหรอ? ก็อินเตอร์ได้แชมป์ยูโรเปี้ยน คัพสองสมัยซ้อน 1964 และ 1965 แถมยังส่งอิทธิพลต่อวงการฟุตบอลอิตาลีมาจนถึงปัจจุบัน เพราะเคมีมันลงตัวกับนักเตะอิตาเลี่ยนอย่างเหลือเชื่อ จนใครก็เล่นคาเตนัชโช่ได้ไม่ดีเท่ากับพวกพี่เลี่ยนเค้า แถมยังเป็นระบบที่ตายยากตายเย็นที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล เพราะหลังจากผ่านมาสี่ห้าสิบปีแล้ว เรายังหาระบบอะไรมาโค่นเจ้ากลอนประตูนี่แบบถาวรไม่ได้เลยซักแผนเดียว
คุณไม่เชื่อหรือ รอให้ทรัพยากรนักเตะอิตาลีกลับมาก่อนสิ แล้วจะเห็นเจ้าคาเตนัชโช่นี่อาละวาดอีก คอยดูก็แล้วกัน
คาเตนัชโช่สูตรต้นตำรับ
ในยุคมืดมนของบาร์เซโลน่าที่ต้องกินน้ำใต้ศอกของคู่อริจากเมืองหลวงอยู่ร่ำไป กลายเป็นว่า ปี 1960 คือครั้งสุดท้ายที่บาร์ซ่าคว้าแชมป์ลีกได้ สถานการณ์จึงพลิกกลับข้าง ขนาดทีมอย่างแอตเลติโก มาดริดและบาเลนเซียยังอุตส่าห์โผล่มาแย่งแชมป์จากเรอัลได้ แต่กับบาร์ซ่าแล้วพวกเขาไม่เคยทำได้อีกเลย จนกระทั่งมาถึงสองบุรุษชาวดัตช์ที่เปลี่ยนชะตาชีวิตของสโมสรไปตลอดกาล
รินุส มิเชลส์ และ โยฮัน ครัฟฟ์
หลังจากปั้น “โททั่ล ฟุตบอล” กับอาแจกซ์ให้ไปไกลถึงแชมป์ยุโรปปี 1971 แล้ว ท่านนายพล รินุส มิเชลส์ ก็อยากลองของงานที่มันยากขึ้นไปอีกสเตปหนึ่งด้วยการตกลงรับหน้าที่คืนชีพให้กับ เอฟซี บาร์เซโลน่า
ที่นั่นเขาจัดการดึงลูกน้องคนสำคัญอย่างโยฮัน ครัฟฟ์ มาอยู่ด้วยกันอีกรอบด้วยค่าตัวอันเป็นสถิติโลกในเวลานั้น 920,000 ปอนด์ หลังจากที่ครัฟฟ์รู้สึกอิ่มตัวกับอาแจกซ์ เพราะพาทีมคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ถึงสามสมัยรวด (1971-73) เขามองหาแรงท้าทายใหม่ๆที่จะเติมเต็มให้กับชีวิตของเขาและสถานที่นั้นก็คือ คัมป์ นู แห่งบาร์เซโลน่า
การมาถึงของนักเตะเทวดาคืนชีพให้กับบาร์ซ่าอย่างเหลือเชื่อ เขากลายเป็นศูนย์กลางของทีม เป็นผู้นำแห่งจิตวิญญาณ เป็นคนกระตุ้นที่ทำให้เหล่านักเตะและแฟนบอลบาร์ซ่าเชื่อว่า พวกเขาไม่มีวันแพ้ใครตราบใดที่มีครัฟฟ์ลงสนาม และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียชื่อนักเตะเทวดา จะทำสิ่งที่มนุษย์สามัญชนทำได้อย่างไร
ว่าแล้ว ครัฟฟ์ก็นำทัพอาซูลกราน่าบุกขยี้เรอัล มาดริด คู่ปรับคนสำคัญถึงซานติอาโก เบอร์นาเบว 5-0 สร้างความยินดีปรีดาให้กับเหล่าสาวกชาวกตาลันเป็นอย่างยิ่ง ปีนั้นบาร์ซ่าคว้าแชมป์ลา ลีกา เป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปีและครัฟฟ์สอยรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำปีของยุโรปแบบไร้คู่ต่อกรและข้อกังขา
แต่ก็ทำได้แค่นั้นเพราะเรอัล จัดการทวงคืนแชมป์ทันควันสลับกับการขึ้นมาของสองทีมจากบาสก์ทั้ง เรอัล โซเซียดัด และ แอตเลติก บิลเบา ผลัดกันขึ้นมาคว้าแชมป์ได้ แต่ไร้เงาของทัพอาซูลกราน่าที่มีนักเตะเทวดาอยู่ในทีมทั้งๆที่เขาก็อยู่กับทีมจนถึงปี 1978
- Comeback of the Legend –
ช่วงเวลาอันเงียบเหงาของบาร์ซ่าในช่วงยุค 1980 ถูกคั่นด้วยช่วงเวลาอันน่าตื่นเต้นของนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลกอีกรายที่บาร์ซ่ายอมทุ่มทุนสร้างดึงตัวมาจากโบคา จูเนียร์ส ดิเอโก้ อาร์มันโด้ มาราโดน่า ด้วยค่าตัวห้าล้านปอนด์ในปี 1982 แต่หลังจากเจอบรรดากองหลังสเปนต้อนรับอย่างป่าเถื่อนและส่วนผสมที่ไม่ลงตัวระหว่างไลฟ์สไตล์ของเขากับทีม ทำให้ลุงเตี้ยย้ายไปสู่ที่ๆเจ้าตัวชอบ นั่นคือ เมืองเนเปิ้ลส์ และปลายทางของเขาคือ สโมสรนาโปลี ด้วยค่าตัวอันเป็นสถิติโลกอีกครั้งราวๆ 7 ล้านปอนด์หลังจากมาร่วมทีมได้แค่ปีเดียว
Diego maradona With BARCELONA FC
ปี 1984-85 บาร์ซ่าผงาดคว้าแชมป์ครั้งแรกในรอบสิบเอ็ดปีจากผลงานการขับเคลื่อนทีมของขบถลูกหนังชาวเยอรมันนาม แบรนด์ ชูสเตอร์ ซึ่งต่อมาจะทำตัว “ขบถ” สมชื่อด้วยการย้ายไปเรอัล มาดริด คู่แค้นในปี 1988 แต่ก็ไม่ได้จุดกระแสต่อต้านมากนักเพราะตัวชูสเตอร์เองก็ทำตัวเป็นเด็กมีปัญหาอยู่แล้ว สาวกอาซูลกราน่าแทบจะผูกโบว์ห่อให้ด้วยซ้ำ
เวลาล่วงเลยมาถึงปี 1988 ปีเดียวกับที่เจ้าขบถลูกหนังย้ายไปมาดริดนั่นแหล่ะ เขาคนนั้นก็กลับมา เขาผู้ซึ่งเป็นวีรบุรุษทั้งที่อัมสเตอร์ดัมและที่คัมป์ นู อดีตนักเตะเทวดาผู้ผันตัวมาเป็นโค้ช ยินดีต้อนรับกลับบ้านอีกครั้ง โยฮัน ครัฟฟ์
หลังจากสามปีในการปลุกปั้นอาแจกซ์ให้ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แชมป์ดัตช์คัพ สองสมัย (1986 และ 1987) กับอีก หนึ่ง คัพ วินเนอร์ คัพ (1987) แต่สิ่งที่ครัฟฟ์ทิ้งไว้ก่อนจากมาคือมรดกตกทอดที่นำมาอาแจกซ์พวนคืนสู่การเป็นนัมเบอร์วันของยุโรปในอีกเจ็ดปีให้หลัง นั่นคือ แผนการเล่นแบบโททั่ล ฟุตบอลที่เขาคุ้นเคยมาทั้งชีวิต แต่มีรายละเอียดต่างไปเล็กน้อย สองมิดฟิลด์ที่เชื่อมเกมส์ทำหน้าที่ทั้งรุกและรับ หนึ่งเพลย์เมคเกอร์อิสระและปีกสองข้างแบบทัชไลน์ (หมายถึงพวกที่สามารถพาบอลลุยไปถึงเส้นหลังได้) บวกกับระบบรากฐานเยาวชนที่เขาวางไว้ ที่จะผลิดอกออกผลในอนาคต
ครัฟฟ์นำสิ่งนั้นมากาตาลุนญ่าด้วย เขานำโททั่ลฟุตบอลเข้ามาผสมผสานกับการต่อบอลสั้นแบบสเปน มันคือบรรพบุรุษของหนึ่งในสิ่งที่พวกทุกวันนี้เรารู้จักกันดี ระบบ ติกิ-ตาก้า ที่เคยครองยุโรปในช่วงหกปีที่ผ่านนี้ และมันยังเป็นพื้นฐานของการผงาดสู่เบอร์หนึ่งของโลกของนักเตะสเปนอีกด้วย
เป๊ป กวาร์ดิโอล่า
หนึ่งในลูกทีมของเขาในเวลานั้นผู้ที่ต่อมาประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรเคยกล่าวว่า “ ตลอดอาชีพของผม ผมพยายามจะปลูกฝังสิ่งที่ผมได้เรียนรู้มาจากโยฮัน ครัฟฟ์ เขาช่างมีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อวงการฟุตบอล ทั้งในฐานะนักเตะและในฐานะโค้ช” ปรัชญาของเป๊ปคือการเน้นครองบอลในแดนกลาง เพรสซิ่งเร็วเพื่อแย่งบอลกลับมาคอนโทรล และไม่เปิดโอกาสให้คู่ครอบครองบอล เมื่อคู่ต่อสู้ไม่ได้ครอบครองบอลแล้ว มันก็ยากที่จะทำประตูพวกเขาได้ หนึ่งในหัวใจสำคัญของเป๊ปคือ ชาบี เอร์นานเดซ ซึ่งก็เหมือนตอนที่ครัฟฟ์มีเขาคอนโทรลแดนกลาง
นอกจากเป๊ปแล้ว ครัฟฟ์ยังผสมผสานนักเตะสเปนอย่าง โฆเซ่ มารี บาเกโร่,ซิกิ เบริกิสไตน์, ยอน อันโดนี่ กอยโคเชีย กับนักเตะต่างชาติเกรดพรีเมี่ยมอย่าง โรนัลด์ คูมัน, ไมเคิ่ล เลาดรู๊ป, โรมาริโอ, จอร์จี้ ฮาร์จี้ และ ฮริสโต้ สตอยคอฟ มันคือ ทีมชุดที่ได้รับการขนานนามว่า “ดรีมทีม” ซึ่งมาจากชื่อเล่นของทีมบาสเก็ตบอลทีมชาติสหรัฐอเมริกาที่รวมเหล่าดาวดังในเอ็นบีเอเดินทางมาโชว์เทพในโอลิมปิกเกมส์ที่บาร์เซโลน่าในปี 1992 เทพขนาดไหน? ขนาดคนที่ไม่ใช่แฟนบาสเก็ตบอลอย่างผมยังดูออกเลยครับ ก็พี่แกเล่นทำแต้มเกินร้อยทุกเกมแถมชนะขาดไม่ต่ำกว่า 40 คะแนนแทบทุกนัด
"El Dream Team" อันเลื่องลือ
ดรีมทีม เดินหน้ากวาดความสำเร็จแบบไม่เกรงใจด้วยแชมป์ลา ลีกา 4 สมัยรวดเป็นครั้งแรก (1991-1994) โกปา เดล เรย์ หนึ่งสมัย (1990) และสิ่งที่พวกเขารอคอยมาที่สุด แชมป์ยุโรปในวันที่เปลี่ยนมาเป็น ยูฟ่า แชมเปี้ยน ลีก เป็นครั้งแรก จากลูกฟรีคิกปลิดวิญญาณของพี่บึ้ก โรนัลด์ คูมัน ช่วยให้ทีมล้มซามพ์โดเรีย 1-0 ใน 120 นาทีที่เวมบลีย์ แถมด้วย คัพ วินเนอร์ คัพ อีกใบในปี 1989 มันน่าจะเป็นยุคที่บาร์เซโลน่าครองเมืองได้เป็นครั้งแรก
แต่ช่วงเวลาแห่งความสุขมันมักจะผ่านไปไวเหลือเกิน เพียงสองปีที่ขึ้นสู่เบอร์หนึ่งของยุโรป ดรีมทีมก็พบกับการล่มสลายหลังจากถูกพิชิตด้วยคาเตนัชโช่เวอร์ชั่น ฟาบิโอ คาเปลโล่ ที่ผสมเพรสซิ่งเกมส์เข้าไป ก็บอกแล้วว่าไอ้เจ้ากลอนประตูนี่มันพ่อทุกสถาบันจริงๆ
ตลอดเส้นทางสู่นัดชิงจนคว้าแชมป์ได้ มิลานเสียไปแค่สองประตูทั้งทัวร์นาเมนต์ โปรดฟังอีกครั้ง สองประตูครับพี่น้องแถมเสียให้แค่ทีมๆเดียวด้วยนั่นคือ แวร์เดอร์ เบรเมน ในรอบแบ่งกลุ่ม นอกนั้นพวกเขาเก็บคลีนชีตได้หมด
ในนัดชิงชนะเลิศที่เอเธนส์เมื่อปี 1994 ครัฟฟ์ก็ได้พบกับโลกแห่งความจริงอันน่าเจ็บปวดอีกครั้ง ทีมของเขาโดนไล่ยำอยู่ข้างเดียวก่อนจะโดนถลุงไปแบบเอาต์คลาสถึง 4-0 นี่ขนาด ฟรังโก บาเรซี่ ปราการหลังตัวเก่งของมิลานติดโทษแบนอดลงเล่นนะนั่น
ก่อนที่สองปีต่อมาทีมของเขาจะล้มเหลวกับการคว้าแชมป์ใดๆ เป็นเหตุให้ทางสโมสรและครัฟฟ์จำต้องแยกทางเดินกัน แต่มรดกที่ครัฟฟ์ทิ้งไว้ที่ ลามาเซีย คือเมล็ดพันธุ์ที่จะพาสโมสรกลับคืนสู่ความรุ่งโรจน์อีกครั้ง
The man name Florentino Perez
กลับมาที่เมืองหลวงอีกครั้ง
หลังสิ้นสุดยุคของนายพลฟรังโกในปี 1978 แล้ว เรอัล มาดริดก็โล่งอกในแง่หนึ่งที่ทีมของพวกเขาไม่ต้องโดนคำครหาว่าเป็นทีมของท่านผู้นำอีกต่อไป และเพื่อตอกย้ำว่าความสำเร็จที่พวกเขาได้มา ไม่ใช่เพราะมาจากมือที่มองไม่เห็นเท่านั้น ทีมยังได้สร้างนักเตะชุดที่น่าเกรงขามชุดหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอล
มันมีชื่อว่า “La Quinta del Buitre” หรือ ฝูงแร้ง ชื่อฟังดูไม่เป็นมงคลเท่าไหร่เลย
ฝูงอีแร้งอันน่าเกรงขาม
ฝูงแร้ง คือ ชื่อเล่นของนักเตะห้ารายที่เติบโตมาจากอะคาเดมี่ของสโมสร นำทีมโดย “พญาแร้ง” เอมิลิโอ บูตราเกนโญ่ และสมาชิกฝูงอย่าง มาโนโล่ ซานชีส, มาร์ติน บาสเกวซ, มิเกล ปาเดซ่า และมิเชล ที่มาของชื่อมาจากนักข่าวสเปนที่อธิบายหลังเห็นฟอร์มอันน่าสยดสยองของพวกเขาในทีมกาสตินญ่า (เรอัล มาดริดชุดบี) ว่า ยังกะฝูงแร้งรุมทึ้งซากศพ คู่ต่อสู้ไม่อาจต่อกรได้เลย
นี่คือหนึ่งในทีมทีมที่ดีที่สุดในช่วงยุค 1980 พวกเขากวาดแชมป์ลา ลีกาถึงห้าสมัยรวด (1986-1990) แชมป์ยูฟ่า คัพอีกสองสมัยซ้อน (1985 และ 1986) จุดด่างพร้อยหนึ่งเดียวของทีมคือการไม่อาจคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ มาครองได้ แต่ในยุคสี่ห้าปีนั้นฝูงแร้งของมาดริดแทบจะไร้คู่ต่อกรในสเปน มันคือหนึ่งในสุดยอดทีมที่ผู้คนมักจะลืมเลือนเพราะความโดดเด่นน่าจดจำกว่าของชุดไร้เทียมทานของดิ สเตฟาโน่ และกาลาคติกอสในยุคหลัง แต่คุณก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่านี่คือทีมชุดยอดเยี่ยมไม่แพ้ ดรีมทีม ของบาร์เซโลน่าเลย แถมยังยืนระยะได้นานกว่านิดหน่อยด้วย
แชมป์ยูฟ่า คัพ สองสมัยซ้อน
สมาชิกของฝูงแร้งชุดนี้กลายเป็นแกนหลักให้กับสเปนมาจนถึงฟุตบอลโลก 1990 ที่อิตาลีเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม แชมป์ยุโรปสมัยที่เจ็ดของสโมสรก็กลับมาสู่ทีมอีกครั้งในรอบกว่า 32 ปี หลังเชือดยูเวนตุสในนัดชิงชนะเลิศ 1-0 เมื่อปี 1998 ก่อนหน้าการมาถึงของชายผู้เขย่าวงการฟุตบอลยุโรป นามว่า ฟลอเรนติโน่ เปเรซ
กลางปี 2000 เรอัล มาดริดจะมีการเลือกตั้งประธานสโมสรคนใหม่ หนึ่งในแคนดิเดตคือ วิศวกรและนักธุรกิจชาวมาดริด ฟลอเรนติโน่ เปเรซ เขาชูนโยบายปลดหนี้ให้กับสโมสรและหมัดเด็ดที่สุดในการหาเสียงคือเปเรซสัญญาว่าหากเขาได้รับการเลือกตั้งให้เป็นนายก เอ๊ย ประธานสโมสรเขาจะคว้าตัวสตาร์ลำดับต้นๆของโลกอย่างหลุยส์ ฟิโก้ ซึ่งตอนนั้นอยู่กับบาร์เซโลน่า คู่อริรายสำคัญมาให้ดูเป็นขวัญตา
LUIS FICO
จะบ้าไปแล้วรึไงครับซินญอร์ นั่นมันนักเตะระดับไข่ในหินของฝ่ายโน้นเค้านะ แถมมีศักดิ์เป็นถึงรองกัปตันทีม จะย้ายมาให้โง่เหรอ ผู้คนต่างส่ายหัวและหัวเราะเยาะ ตาคนนี้ท่าทางจะเพี้ยน
แต่เปเรซมั่นใจว่าเขาไม่ได้เพี้ยนและไม่ต้องวางถุงกาวเพื่อตั้งสติ เขาจะทำได้ให้ดู นานวันเข้าผู้คนก็ชักอยากจะเห็นว่าอีตาเปเรซจะทำได้เหมือนดั่งที่คุยโวไว้หรือไม่ สมาชิกสโมสรเลยจัดการเทคะแนนโหวตแบบถล่มทลายเลือกเขาเป็นประธานสโมสร
แต่ขอโทษครับ คุณรู้จัก ชายที่ชื่อว่า ฟลอเรนติโน่ เปเรซ น้อยไปซะแล้วววว
เพราะเขาเป็นคนมีเส้นมีสายเยอะแยะไม่แค่ในสเปนแต่รวมถึงในยุโรปด้วย หนึ่งในนั้นคือ ธนาคารครับ เครดิตของเปเรซนี่ถือว่าระดับเฟิร์ส คลาสนะครับ ไม่ใช่คุณส่งนายดำนายแดงที่ไหนไปแล้วธนาคารจะปล่อยกู้ให้คุณง่ายๆนะครับ ระดับเปเรซแล้วเขาคุยกับธนาคารพร้อมโน้มน้าวธนาคารให้ปล่อยเงินกู้ให้กับเขาโดยแผนการหาเงินของเขามีคร่าวๆแบบนี้ครับ
- ไปคุยกับสภาเมืองมาดริดเพื่อขอให้ช่วยซื้อสนามซ้อมซิอูดัด เดปอร์ติว่าในราคาที่สูงกว่าราคาประเมินหน่อยนึง เอ่อ ผมว่าไม่หน่อยล่ะมั้งเพราะมันราคาบ้าเลือดตั้ง 480 ล้านยูโรแน่ะ โดยสภาเมืองจะปล่อยสัมปทานต่อให้กับบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่สี่รายที่จ้องตาเป็นเอาไปแบ่งเค้กกัน วิธีการไม่ค่อยใสซื่อเท่าไหร่ครับ คือ จริงๆแล้วสภาเมืองไม่ได้อยากได้เท่าไหร่หรอก ก็ที่ดินกลางกรุงมันถูกซะที่ไหนล่ะครับลองนึกภาพว่าทางกทม. ไปขอซื้อที่ดินแถวๆสีลมดูสิคุณว่ามันจะถูกมั้ย? คนที่อยากขายน่ะมันฝั่งเรอัล แต่ก็ไม่ผิดกฎหมายนะ แค่ปริ่มๆออกสีเทาๆ
- กู้ธนาคารโดยใช้เครดิตตัวเขาเองและแผนการหาเงินภายใต้แบรนด์เรอัล มาดริด ตรงนี้พอจะเดาได้สินะครับ ที่มาของการกว้านซื้อซุป’ตาร์เพื่อเอามาขายเสื้อและของที่ระลึก ผมว่าแค่เฮียเบ๊คส์คนเดียวก็คุ้มแล้วมั้ง
- ขายลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดครับ ซึ่งตรงนี้ไม่เหมือนของอังกฤษที่เป็นแพ็กเก็ตรวมที่ทุกทีมได้รับทีมละเท่าๆกัน แต่ที่สเปน จะคล้ายๆอิตาลีครับคือแต่ละทีมไปเจรจากันเอง แน่นอนว่าทีมระดับบิ๊กๆมันย่อมขายได้เยอะเป็นธรรมดา แถมเปเรซยังเป็นนักเจรจาต่อรองตัวยงด้วย ก็นักธุรกิจนี่เนอะ ปี 2012-13 มาดริดฟันค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดไปกว่า 188 ล้านยูโร นั่นมันสองปีก่อนแล้วนะ ตอนนี้อาจจะทะลุหลักสองร้อยล้านไปแล้วก็ได้
- เปิดตลาดจากทั่วโลก อันนี้หลายทีมก็ทำกัน ไม่ว่าจะเป็นตลาดในอเมริกาหรือเอเชีย แต่เรอัลได้เปรียบตรงที่พวกเขาป็อปปูล่าร์มากในกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาสเปนทั้งในอเมริกาเหนือและใต้ และชาวอเมริกันเชื้อสายฮิสแปนิโอล่า (ก็พวกละตินอเมริกาทั้งหลายนั่นแหล่ะครับ) ที่มาของการทัวร์ทั้งในอเมริกาและเอเชียไงครับ
- โละนักเตะส่วนเกินของทีมออกไม่เน้นการซื้อมาดองเค็ม ขายได้ขาย คนแรกเลยที่โดนหวยคือ เฟร์นันโด เรดอนโด้ ไอด้อลของทีมในเวลานั้น แต่แกดันอยู่ผิดขั้วเพราะไปทะลึ่งสนับสนุนคู่แข่งของเปเรซอย่างลอเรนโซ่ ซานซ์ ประธานคนก่อน เรดอนโด้เลยโดนเตะโด่งไปมิลานทันทีที่เปเรซขึ้นสู่อำนาจ
เห็นมั้ยล่ะครับธรรมดาซะที่ไหน เก่งขนาดที่นำหน้าเจ้าพ่อในวงการอย่าง แมนฯยูไนเต็ด, บาเยิร์น มิวนิค หรือ ยูเวนตุส ได้ ผมว่ายอมแกเถอะครับเรื่องนี้
ขอขอบคุณข้อมูลจากกระทู้คุณสารานุกรมกัลโช่ มา ณ ที่นี้ด้วยครับ
Luis Figo The Great Betrayal
เอาล่ะทีนี้มาถึงคำถามที่ว่าทำไมเปเรซจึงคว้าตัวฟิโก้ได้ แล้วบาร์ซ่ายอมขายได้ยังไง
คืองี้ครับ ในสเปนจะบังคับให้ในการเซ็นสัญญากับนักเตะ จะต้องมีการระบุค่าฉีกสัญญาไว้ด้วย ในกรณีที่มีทีมยื่นข้อเสนอมากกว่าหรือเท่ากับมูลค่าที่ฉีกสัญญานั้นสโมสรจำเป็นต้องขายเท่านั้นห้ามบิดพลิ้วเด็ดขาด แต่นักเตะจะไปหรือไม่มันก็อีกเรื่องหนึ่ง ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเจรจาของทีมที่จะซื้อ ปกติพวกดาราซุปเปอร์สตาร์มักจะตั้งกันไว้เว่อร์ๆอยู่แล้วกันคนมายุ่มย่าม
อย่างค่าฉีกสัญญาของฟิโก้อยู่ที่ 37 ล้านปอนด์ หรือราวๆ 47 ล้านยูโรครับ ซึ่งบาร์ซ่าเองก็ไม่คิดว่าจะมีแมวที่ไหนบ้าเลือดกล้าทุ่มขนาดนั้น ก็ตอนนั้นยังไม่มีทีมเศรษฐีแบบ เชลซี, แมนฯซิตี้ หรือ เปแอสแช นี่นา
ทีนี้ก็ขึ้นอยู่ที่ความสามารถของเปเรซและทีมงานแล้ว
ไม่รู้ว่าไปกล่อมอีท่าไหนแต่ฟิโก้รองกัปตันทีมบาร์ซ่าในเวลานั้นยอมใจอ่อนย้ายมาร่วมทีมด้วยค่าตัวอันเป็นสถิติโลกในเวลานั้น ราคาก็ตามข้างบนเลย มันจุดชนวนความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุด มันคือสิ่งที่คุณได้เห็นเมื่อ โม จอห์นสตัน ย้ายไปร่วมทีมเรนเจอร์สเมื่อปี 1989 (อ่านเรื่องราวของเขาใน ดิ โอลด์ เฟิร์ม ประกอบ) แฟนบอลบาร์เซโลน่าเหมือนโดนตบหน้ากลางแยกแครายแล้วเอาน้ำกรดราดซ้ำ คนที่มุ่งมั่นที่สุดกับการรับใช้ทัพอาซูลกราน่า คนที่เป็นขวัญใจลำดับต้นๆ คนสุดท้ายที่ชาวกาตาลันจะคิดว่าเขาจะย้ายไปเรอัล มาดริด คนเดียวกันนี้กลับหักหลังพวกเขาอย่างไม่น่าให้อภัย เมืองบาร์เซโลน่าแทบจะลุกเป็นไฟจากอารมณ์แค้นของแฟนบอล
ว่ากันว่าคนเรายิ่งรักมากเท่าไหร่ ยามเกลียดมันก็เกลียดมากกว่าหรือเท่ากับความรักนั้น สำหรับเรื่องราวของฟิโก้แล้วมันทำเอาเพลิงแค้นของแฟนบอลสเปอร์สที่มีต่อโซล แคมป์เบลล์เป็นเหมือนเปลวไฟจากไฟแช็กไปเลยทีเดียว
2 ตุลาคม 2000 หลุยส์ ฟิโก้ และเพื่อนร่วมทีมเรอัล มาดริดของเขามีคิวบุกเยือนคัมป์ นูของบาร์เซโลน่า เป็นครั้งแรกที่เขาต้องกลับไปเยือนบ้านเก่าในฐานะศัตรู และไม่ใช่แค่ศัตรูธรรมดา แต่มันคือศัตรูต่อศรัทธาและความเชื่อมั่น เขาได้รับการต้อนรับด้วยเสียงด่าทอ ป้ายผ้าที่สารพัดจะบรรยายถึงความอัปยศ อย่างเช่น
“ไอ้คนทรยศ” “ไอ้ยูดาส” “ไอ้สวะเอ๊ย” หรือ ”ไอ้คนหน้าเงิน”
นี่ไม่ต้องนับเสียงโห่เป็นลิงเป็นค่างที่ระดมเข้าใส่ยามได้บอล ลองนึกภาพคนเหยียบแสนโห่ใส่คนๆเดียวดูสิครับ มันจะดังขนาดไหน และสารพัดสิ่งของที่ระดมปาใส่เขาตอนที่ไปรับหน้าที่เตะมุม ทั้งเหรียญ ขวด ไฟแช็ก ก้อนอิฐ โทรศัพท์มือถือ โซ่จักรยาน หรือแม้แต่ หัวหมู!! เดี๋ยวนะ เมื่อกี้ผมบอกว่าหัวหมูเหรอ นี่พวกพี่เอาเข้าสนามมาได้ไงเนี่ย
หัวหมูในตำนาน ไม่ทราบว่าพี่จะสื่อถึงอัลไลคร้าบบบบ
อีบัน คัมโป้ เพื่อนร่วมทีมของฟิโก้วันนั้นเผยว่า “ เหตุการณ์คืนนั้นมันน่าเหลือเชื่อมาก ผมแทบไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย เขาไม่สมควรได้รับการกระทำแบบนี้ ถ้าคิดถึงสิ่งที่เขาทำให้บาร์เซโลน่า” นี่ก็อยากโดนด้วยอีกคนรึไง
ส่วน การ์เลส ปูโยลที่รับหน้าที่ประกบฟิโก้ทั้งเกมวันนั้นบอกว่า “ มันน่าทึ่งที่เขารับมือกับความกดดันขนาดนี้ได้ เขาทำราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นและก้มหน้าก้มตาเล่นต่อไป”
และมาถึงคำให้การของฟิโก้เอง “ ผมไม่ได้ใส่ใจกับบรรยากาศนี้นักหรอก” ฟิโก้กล่าว อู๊ยยย สีข้างถลอกมั้ยล่ะนั่น เอ้า ดูซิจะว่าอะไรต่อ “ผมรู้ว่าที่เป็นแบบนี้ก็เพราะพวกสื่อนั่นแหล่ะที่คอยเสี้ยม ผมกังวลในแง่ของกีฬามากกว่า กลัวว่าพวกเขาจะทำอะไรที่มันเกินเลยกว่านั้น มันก็มีความเสี่ยงและเป็นไปได้ที่จะเกิดนะ แต่ความมุ่งมั่นหนึ่งเดียวของผมคือการพาทีมเก็บชัยชนะให้ได้”
โชคไม่ข้างฟิโก้วันนั้นเรอัล มาดริด บุกมาโดนบาร์ซ่าขย้ำ 2-0 สร้างความยินดีปรีดาและสะใจให้กับสาวกอาซูลกราน่ายิ่งนัก
นั่นแค่เริ่มต้นเพราะตลอดห้าปีที่อยู่กับเรอัล ฟิโก้โดนเล่นงานแบบนี้ทุกปีจนต้องมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้เขาอย่างแน่นหนาจนจบเกม
หลุยส์ ฟิโก้ ชีวิตที่เหลือนี้เขาคงไม่อาจจะแม้แต่จะคิดวางเท้าของเขาลงบนแผ่นดินบาร์เซโลน่า สิ่งที่แฟนบอลทำกับเขา ถามว่าเหมาะสมมั้ยก็คงไม่เหมาะสมแน่ๆ แต่ถ้าคิดถึงเหตุผลมันก็พอจะเข้าใจได้ แล้วถ้าคุณอยากมีชีวิตเห็นตะวันในวันพรุ่งนี้ อย่าได้แม้แต่จะคิดสวมเสื้อของฟิโก้ไปเดินเมืองบาร์เซโลน่าเชียว เราเตือนคุณแล้ว
Galacticos Part I
แผนการอันทะเยอทะยานของฟลอเรนติโน่ เปเรซ ในการกวาดต้อนซูเปอร์สตาร์ของโลกมาอยู่ที่มาดริด เริ่มจากฟิโก้เป็นรายแรก หลังจากนั้นเขาก็จัดการทุบสถิติของฟิโก้ด้วยการสอยซีเนดีน ซีดานนักเตะหมายเลขหนึ่งของโลกในเวลานั้นมาจากยูเวนตุสด้วยค่าตัว 75 ล้านยูโร บวกกับนักเตะเกรดรองๆที่เขาอนุมัติเงินไปถอยมาอย่าง โคล้ด มาเกเลเล่, อัลเบิร์ต เซลาเดซ, ฟลาวิโอ คอนไซเซา, ซานติอาโก้ โซลารี่ และเซซ่าร์ ซานเชซ ผนึกกำลังกันสอยยูฟ่า แชมเปี้ยนลีกมาได้อีกสมัย ในปี 2001-02
แค่ลูกนี้ก็คุ้มค่าตัวแล้ว ลูกยิงในตำนานของซีเนดีน ซีดาน
ปีต่อมา โรนัลโด้ สุดยอดกองหน้าเบอร์หนึ่งของโลกที่สลัดอาการบาดเจ็บมาร่วมทัพอีกคน แม้จะล้มเหลวกับการป้องกันแชมป์ UCL ที่โดนยูเวนตุสอัดกลิ้ง แต่พวกเขาก็ยังได้แชมป์ลา ลีกา ปลอบใจ
ด้วยการที่รวบรวมเหล่าซูเปอร์สตาร์ไว้อย่างคับคั่ง ผู้คนจึงเรียกขานทีมของเปเรซว่า เป็น “กาลาคติกอส” ทีมแห่งกาแล็คซี่ทางช้างเผือกเลยทีเดียวเชียว
สัญญาณการล่มสลายของกาลาคติกอสมาถึงในปีถัดมา ปี 2003 สามปีจากจุดเริ่มต้น มันมาจากการที่พวกเขาเซ็นสัญญาเดวิด เบ๊คแฮมมาจากแมนฯยูไนเต็ดแต่กลับไม่ยอมรั้งพวกที่เป็นแกนหลักพาทีมประสบความสำเร็จ
โคล้ด มาเกเลเล่ มิดฟิลด์ผู้ปิดทองหลังพระ หัวใจสำคัญในแดนกลางขอขึ้นค่าเหนื่อยและสัญญาฉบับใหม่ให้มันสมน้ำสมเนื้อ แต่บอร์ดบริหารปฏิเสธ เพียงเพราะว่าภาพลักษณ์ของมาเกเลเล่มันโลว์โปรไฟล์ เอาไปเท่าเดิมนั่นแหล่ะ ทำให้เจ้าตัวน้อยใจที่สโมสรไม่เห็นหัวกัน ใครมันจะอยากอยู่ ว่าแล้วเขาก็ย้ายไปเชลซีในช่วงวันสุดท้ายของตลาดนักเตะ นอกจากนี้แฟนบอลเรอัล ยังผิดหวังเมื่อสโมสรไม่ยอมต่อสัญญากับกัปตันทีมและแนวรับคนสำคัญอย่างเฟร์นันโด้ เอียร์โร่ จนเจ้าตัวต้องย้ายไปไกลถึงกาตาร์และเฟร์นันโด มอริเอนเตสก็โดนปล่อยให้โมนาโกยืมตัว
ที่สำคัญที่สุด บิเซนเต้ เดล บอสเก้ กุนซือคนสำคัญที่พาทีมเป็นแชมป์ยุโรปไม่ได้รับการต่อสัญญาด้วยเหตุผลเดียวกัน เขาไม่ไฮโปรไฟล์พอ
ดูเหมือนเปเรซจะไม่ใส่ใจพวกที่ไม่ได้เป็นซูเปอร์สตาร์หรือจะทำเงินให้กับสโมสรเลย ใครอยากไปก็ไปไม่ห้าม ทั้งๆที่บางคนคือกำลังสำคัญที่ช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จ เพียงแต่ชื่อของพวกเขามันขายไม่ได้แค่นั้นเอง
แล้วคุณจะต้องสำนึก
ช่องโหว่ของมาเกเลเล่กลายเป็นปัญหาหลักทันที แถมในแดนมิดฟิลด์ที่มีทั้งฟิโก้ ซีดาน เบ็คแฮม จะเลือกตัดใครซักคนก็เป็นไปไม่ได้ หวยเลยมาออกที่เบ็คแฮมจะต้องมารับงานตรงกลางทั้งๆที่ไม่ใช่ตำแหน่งถนัดของเขาเลย
นอกจากนี้รูโหว่ที่เอียร์โร่ทั้งไว้ พวกเขาดันฟรานซิสโก้ ปาบอนจากทีมเยาวชนมารับงานหนักแทน อาจจะกล่าวได้ว่ากาลาคติกอส แนวรุกนำโดยเหล่าซุป’ตาร์ ส่วนแนวรับบริหารงานเหล่านักเตะเยาวชน แก๊งปาบอเนส
ผลคือ เละเทะไม่เป็นท่า ก็มันไม่สมดุลเลยแม้แต่น้อย แถมกุนซือมือใหม่ป้ายแดงอย่าง คาร์ลอส เคยรอซ ก็เหมาะจะเป็นแค่ผู้ช่วยมากกว่าจะมาคุมทีมเอง ทีมเสียแชมป์ ลา ลีกาให้กับบาเลนเซียของราฟาเอล เบนิเตซ ใน UCL ก็โดนทีเด็ดคนที่ท่านประธานไม่เห็นหัวอย่าง เฟร์นานโด มอริเอนเตส สอยประตูพาโมนาโกถีบร่วงด้วยกฎประตูทีมเยือน
และสองปีถัดจากนั้นก็โดนความมหัศจรรย์ของโรนัลดินโญ่เล่นงานจนหมดสภาพ ทีมจบฤดูกาลแบบมือเปล่าสองปีรวด ทำให้เปเรซต้องแพ้การเลือกตั้งประธานสโมสรในปี 2006 ปิดฉากกาลาคติกอสยุคแรกไว้แค่นี้
Tiki-Taka Conquer the Wold
ถึงวันนี้เราคงคุ้นเคยกับชื่อของ ติกิ-ตาก้า กันดี แต่มันแปลว่าอะไรรู้มั้ยครับ
เชื่อว่ามีน้อยคนจะรู้ นี่ไม่นึกสงสัยกันเลยเหรอครับเนี่ย ประหลาดจริงๆ ติกิ-ตาก้า มีที่มาที่ยังไม่ได้รับการยืนยันสองอย่าง หนึ่งคือ เสียง “ติ๊ก” ที่เกิดขึ้นตอนที่ผ่านบอลกันเร็วๆ หรืออีกกระแสหนึ่งมันคือสิ่งนี้ครับ
มันเป็นของเล่นชนิดหนึ่ง ที่มีลูกบอลพลาสติกสองลูกผูกติดปลายเชือกคนละด้าน เวลาเล่นก็จะเหวี่ยงให้มันกระทบกัน แล้วมันจะกระเด้งออก ถ้าทำเร็วๆก็เหมือนเล่นโยโย่ครับ คือสามารถไปได้อย่างอิสระทั้งบนและล่าง ภาษาอังกฤษเรียกเจ้านี่ว่า Clakers ครับ(ส่วนสเปนเรียก Tiki) ที่มาของมันน่าจะมาจากเจ้า Bolas ซึ่งเป็นอาวุธของชนพื้นเมืองในอาร์เจนติน่า อาวุธ? ถูกครับอาวุธลองเปลี่ยนลูกบอลเป็นหินแล้วเหวี่ยงเร็วๆสิครับ โดนหัวสัตว์เล็กแบบกระต่าย ไก่ นก หรือกระรอกนี่ถึงตายนะครับขอบอก
ส่วนที่มาของชื่อ มันเริ่มในฟุตบอลโลกปี 2006 โน่นแล้ว ที่อันเดรียส อินเนียสต้าให้สัมภาษณ์ทางทีวีหลังเกมกับตูนิเซียว่า “เรากำลังเล่นแบบ ติกิ-ตาก้า” สรุปว่าชื่อมาจากตาเหม่งเหรอเนี่ยผมก็เพิ่งรู้
ระบบนี้อาศัยความเข้าใจเกมที่สูงมาก ใช่ว่าใครก็จะเล่นได้ การออกบอลจังหวะเดียวสั้นๆอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนจะง่าย แต่อันที่จริงมันอาศัยพื้นฐานการจ่ายบอลที่คุณต้องเชี่ยวชาญ สิ่งนี้โดยพื้นฐานแล้วนักเตะสเปนมีติดตัวกันแทบทุกคนครับเหมือนพวกบราซิลมีเทคนิคแปลกๆพิสดารนั่นแหล่ะ
รากฐานของมันถูกวางไว้โดย โยฮัน ครัฟฟ์ช่วงที่เขาคุมทีมในระหว่างปี 1988-1996 ได้รับการสานต่อโดยสองกุนซือชาวดัตช์อย่างหลุยส์ ฟาน กัล และ แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด ประกอบกับ ลา มาเซีย อะคาเดมี่ของบาร์ซ่าผลิตนักเตะออกมารองรับได้พอดี นักเตะลูกหม้อ อย่าง ชาบี เอร์นานเดซ, อันเดรียส อินเนสต้า, เชส ฟาเบรกาส และ ลิโอเนล เมสซี่
จากเมล็ดพันธุ์ที่ครัฟฟ์หว่านเอาไว้เมื่อสิบกว่าปีก่อน มันเริ่มออกผลเบ่งบานเต็มทีเมื่อลูกทีมคนสำคัญของเขาก้าวมารับงานคุมทีมต่อจากไรจ์การ์ด เขาคือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ผู้นำพาระบบนี้ไปถึงจุดสุดยอด
ในแผนของเป๊ป เขาให้แนวรับดันขึ้นสูงเพื่อวางกับดักล้ำหน้า ในแดนกลางอาศัยการคอนโทรลบอลอันเหนียวแน่นของทั้งชาบีและอินเนียสต้า โดยมีวิงแบ็กสองข้าง(อัลเวส, อบิดัล, อาเดรียโน่) คอยเติมมาช่วยงาน นอกจากนี้เขายังได้วางมิดฟิลด์ตัวตัดเกมส์เอาไว้หน้าคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ (มาสเคราโน่หรือบุสเก็ตส์) และในแดนหน้าเขาไม่นิยมใช้มือปืนอาชีพ แต่จะใช้พวก False Nine หรือ กองหน้าประเภทล่องหน ที่จะคอยวิ่งพล่านไปทั่วเพื่อดึงตัวประกบ แต่เมื่อมีโอกาสก็จะสังหารเองและจะสลับตำแหน่งกับปีกสองข้างและกองกลางเข้าจู่โจมคู่ต่อสู้
หนึ่งในปรัชญาที่ได้รับอิทธิพลมาจากโททั่ล ฟุตบอล คือการหมุนเวียนตำแหน่งของนักเตะอย่างไหลลื่น ทำให้คู่ต่อสู้พบกับปัญหาในการตามประกบ เปิดโอกาสให้ผู้เล่นตำแหน่งอื่นๆเข้าเล่นงานแทน
มันคือรากฐานของความสำเร็จที่ทำให้บาร์เซโลน่าการเป็นทีมไร้เทียมทานในช่วงเวลาสี่ปี (2008-2012) ด้วยแชมป์ลา ลีกา 4 สมัย (2009,2010,2011 และ 2013) แชมป์โกปา เดลเรย์ สองสมัย (2009 และ 2012) ที่สำคัญคือ แชมป์ UCL อีกสองสมัย (2009 และ 2011) ด้วยการสยบแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้ทั้งสองครั้ง
มันสร้างความประทับใจและเสียงชื่นชมไปทั่วสารทิศ นอกเหนือไปจากจากพิชิตยุโรปของบาร์ซ่าแล้ว นักเตะจากชุดนี้ทั้ง ชาบี, อินเนียสต้า, ปิเก้ และ ปูโยล คือแกนหลักในการเป็นแชมป์โลกสมัยแรกของสเปน และแชมป์ยุโรปสองสมัยซ้อน (2008 และ 2012)
ยุคสมัยของติกิ-ตาก้าดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด ระบบที่พัฒนาเพื่ออุดจุดอ่อนของโททั่ล ฟุตบอลดูเหมือนจะไร้ผู้พิชิต
ซะที่ไหนกัน ฟ้าส่งเป๊ปมาเกิดแล้ว ไยจึงส่งชายผู้นี้มาเกิดด้วย
ชายคนเดียวที่หาญกล้าท้าทายจักรวรรดิบาร์ซ่า และเขาคือจุดเริ่มต้นที่นำติกิ-ตาก้าไปสู่ยุคเสื่อมถอย
โชเซ่ มูรินโญ่ คือชื่อของเขา
Falll of Tiki-Taka
โชเซ่ มูรินโญ่ ชื่อนี้สร้างความรู้สึกที่แตกต่างไม่แพ้ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ลูกทีมคนสำคัญของเขา
อดีตล่ามของบ็อบบี้ ร็อบสันตอมคุมบาร์เซโลน่า สร้างชื่อมากับเอฟซี ปอร์โต้ทีมบ้านเกิดในการหักปากกาเซียนพาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยน ลีกได้ในปี 2004 กลายเป็นดาวรุ่งของวงการที่น่าจับตามองทันดี ผลงานเตะตาอาเสี่ยโรมัน อบราโมวิช บิลเลี่ยนแนร์เจ้าของทีมเชลซีเป็นอย่างยิ่งจนต้องลากตัวมาคุมทีมให้
มูรินโญ่เปลี่ยนเชลซีให้การเป็นมหาอำนาจขั้วที่สี่ของวงการฟุตบอลอังกฤษที่รู้จักกันในนามของ บิ๊ก โฟร์ ช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุดในประวัติศาสตร์เชลซี แต่ความขัดแย้งที่อบราโมวิชไปดึงเอาอังเดร เชฟเชนโก้มาทั้งๆที่มูรินโญ่ไม่อยากได้ ทำให้เขาต้องอำลาทีมไป และอินเตอร์ของมัสซิโม่ โมรัตติก็รับไปใช้งานต่อ
แต่ด้วยความโอหังอหังการที่กล้าประกาศตัวเองว่าเป็น “สเปเชี่ยล วัน” และยังเปิดศึกสงครามน้ำลายกับกุนซือคู่ต่อสู้หลายราย อย่าง อาร์แซน เวนเกอร์ หรือ ราฟา เบนิเตซ สร้างความหมั่นใส้ไปทั่ว แถมนโยบายการทำทีมของเขาคือเน้นผลการแข่งขันไม่ได้เน้นสไตล์บุกแบบบ้าพลัง ทำให้ไม่เป็นที่ปลื้มของแฟนบอลบางกลุ่มซักเท่าไหร่
ทั้งๆที่เป็นช่วงที่บาร์เซโลน่าครองเมือง แต่มูรินโญ่นี่แหล่ะเป็นคนแรกที่ทำให้ติกิ-ตาก้าพบกับรอยแผล อินเตอร์ของเขาหยุดยั้งบาร์ซ่าไว้แค่รอบรองชนะเลิศ UCL ในปี 2010 ก่อนจะก้าวไปล้มบาเยิร์น มิวนิคเป็นแชมป์ในปีเดียวกัน
ไม่รอช้า เรอัล มาดริด เห็นแววรำไรในการล้มคู่อริรายนี้แล้ว การกลับมารอบสองของฟลอเรนติโน่ เปเรซ หลังจากได้รับการเลือกตั้งในปี 2009 สร้างตำนานภาคสองของกาลาคติกอสโดยมีมูรินโญ่เป็นนายใหญ่ แต่ที่นี่มันไม่เหมือนทุกที่ที่มูรินโญ่เคยไปอยู่
ด้วยปรัชญาการทำทีมของเขาคือ การเน้นเกมรับที่เหนียวแน่นจนน่าอ่อนใจ ปีกสองข้างอันทรงประสิทธิภาพ กองหน้าตัวเป้าอันทรงพลัง เหนือกว่าสิ่งอื่นใดเขาเน้นเรื่องวินัยในเกมรับและใส่ใจแค่ผลการแข่งขันส่วนรูปเกมมันจะน่าเบื่ออย่างไรใครจะสนเมื่อพวกเขาเป็นผู้ชนะ
มันเข้ากันได้กับปรัชญาที่เน้นการเป็นผู้ชนะของเรอัล มาดริด ไม่จำเป็นจะต้องชนะแบบมีสไตล์บ้าบอแบบบาร์ซ่า ชนะก็คือชนะ แชมป์ก็คือแชมป์ เข้าใจมั้ย? แต่ที่มาดริด ถ้าเขาเน้นแค่รับอย่างเดียวเห็นทีจะเละ เพราะธรรมชาติของนักเตะที่นี่ไม่เอื้อเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นปีแรกที่เขาเข้ามาคุมทีม แม้จะทำได้ถึง 92 คะแนนแต่เป็นบาร์ซ่าที่ทำได้ดีกว่านั้นอีกคือ 96 คะแนน
คือ ตั้งแต่ติกิ-ตาก้าครองเมืองเนี่ย บาร์ซ่าโกยทีไม่ต่ำกว่า 90 คะแนน แต่มูรินโญ่ก็ทำในสิ่งที่เหนือกว่านั้นเพียงแค่ปีที่สองที่คุมทีม ให้มันรู้ว่าเหนือเมฆ มันยังมีชั้นสตราโทสเฟียร์
ฤดูกาล 2011-12 คู่แข่งเริ่มจะดักทางบาร์ซ่าได้แล้ว แม้จะเอาชนะไม่ได้แต่พวกเขาก็พอใจแค่กับหนึ่งแต้ม บ่อยครั้งที่ทีมเล็กๆจะขนมาทั้งรถบัส รถไฟ เครื่องบิน เพื่อมาอุดประตูโดยเฉพาะ ปล่อยให้บาร์ซ่าบ้าครองบอลไป เพราะจุดอ่อนของพวกเขาอยู่ที่ลูกกลางอากาศและลูกยิงไกลที่ทำได้ไม่ดี ทีมส่วนใหญ่จะบีบให้บาร์ซ่าโยนเพราะรู้ดีว่าไม่มีตัวที่เล่นลูกกลางอากาศได้ดี ส่วนการเจาะตามช่องที่เคยได้ผลกลับโดนปิดทางอย่างเหนียวแน่น บ่อยครั้งที่บาร์ซ่าต้องพึ่งความมหัศจรรย์ของลิโอเนล เมสซี่ในการพาบอลแหวกการ์ดป้องกันเข้าไปยิง
ตรงข้ามกับการเจอเรอัล มาดริด ที่มูรินโญ่หลอกคู่ต่อสู้คิดว่าพวกเขาสู้ได้เลยพยามเปิดเกมแลก ผลคือโดนแนวรุกของเรอัลที่โหดกว่าหลายเท่า ทั้งความบ้าพลังของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เทคนิคของ อังเคล ดิ มาเรีย และอาวุธหนักในแดนหน้าแบบคาริม เบนเซม่าและกอนซาโล่, อิกัวอีน เข้าเล่นงาน บ่อยครั้งที่ทีมเล็กๆจะโดนเรอัลยิงกระจุยกระจาย ตรงข้ามกับบาร์ซ่าที่เลือดตาแทบกระเด็นในแต่ละนัด
ทำให้สุดท้ายแล้วเรอัล มาดริดจะโกยไปถึง 100 คะแนน และยิงได้ถึง 121 ลูก เกือบครึ่งมาจากคริสเตียโน่ โรนัลโด้ที่ซัดไป 46 ประตูในลีก บ้าไปแล้ว
ดูซะ บาร์ซ่า เหนือเมฆยังมีดาวเทียมเว้ยยยย
มันทำให้เป๊ป กวาร์ดิโอล่าต้องอำลาทีมเพื่อเปิดโอกาสให้คนอื่นๆมาทำแทนบ้าง ดูเหมือนบาร์ซ่าจะลองใช้ระบบบู้ต รูม สตาฟฟ์แบบลิเวอร์พูล แต่ ติโต้ วีลาโนบา ผู้ช่วยของเป๊ปที่ได้รับการโปรโมตเลื่อนคุมทีมแทนกลับพบกับปัญหาสุขภาพจนต้องให้ผู้ช่วยของเขา ฆอร์ดี้ รูร่ามาคุมแทนในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง (วีลาโนบาเพิ่งจะเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเมื่อตอนต้นปีนี่เองนะครับ ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวและแฟนบอลด้วยครับ)
มันทำให้ติกิ-ตาก้าต้องพบกับจุดจบอันน่าอเนจอนาถหลังจากโดนบาเยิร์น มิวนิคของจุปป์ ไฮย์เกสไล่สอยไปแบบหมดสภาพในรอบรองชนะเลิศของยูฟ่า แชมเปี้ยน ลีก 2012-13 ด้วยสกอร์รวมสองนัด 7-0
หรือนี่จะเป็นจุดจบของระบบที่เคยครองโลกในช่วงสี่ปีก่อนหน้านั้น?
Lionel Messi VS Cristiano Ronaldo
หนึ่งในคำถามโลกแตกของวงการฟุตบอลคือ เปเล่ หรือ ดิเอโก้ มาราโดน่า ใครเก่งกว่ากัน
เถียงกันไปเถอะครับ เถียงหมดวันยังไม่ได้ข้อสรุปเลย แต่สำหรับยุคนี้และยุคถัดไปหลังจากนี้แฟนบอลคงจะมีคำถามโลกแตกอีกข้อหนึ่งเพิ่มเข้ามา
ลิโอเนล เมสซี่ หรือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ใครกันแน่ที่เจ๋งกว่ากัน?
อดีตเด็กหนุ่มบ้านนอก อันนี้ต้องบอกว่าบ้านนอกจริงๆเพราะบ้านเกิดของคริสตี้ โรนัลโด้ คือ เขตปกครองตนเองหมู่เกาะมาเดยร่า ที่อยู่ห่างจากแผ่นดินใหญ่ของโปรตุเกสร่วมหนึ่งพันกิโลเมตร ผู้ที่สาวกเร้ด อาร์มี่เคยด่าสาดเทสาดเสียช่วงที่ย้ายมาใหม่ๆ เพราะความบ้าเลี้ยงและสับขาหลอกพร่ำเพรื่อ แต่ภายใต้ยอดกุนซืออย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่พัฒนาเขาจนกลายเป็นนักเตะระดับโลก ความแข็งแกร่ง ทักษะการเลี้ยงเฉพาะตัว ความสามารถในการเล่นลูกตั้งเตะ ความโดดเด่นในลูกกลางอากาศ ทำให้เขาคือสุดยอดนักเตะแห่งยุค ไม่น่าแปลกใจที่การย้ายทีมของเขาจะเป็นสถิติโลกหลังจากเรอัล มาดริด ยอมจ่ายเงินกว่า 80 ล้านปอนด์ (ราวๆ 94 ล้านยูโร) เพื่อลากเขาไปอยู่ที่มาดริด
วัยเด็กของคริสตี้
คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เคยทำยิงระเบิดระเบ้อมาแล้วตอนที่พายูไนเต็ดเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกและยูฟ่า แชมเปี้ยน ลีก ในปี 2007-08 การมาถึงสเปนในช่วงพีคของเขา กลายเป็นว่าหมอนี่ยิ่งโหดกว่าเดิม จากปีแรกที่ยิงได้ 26 ลูก ในสี่ปีต่อมายอดการทำประตูเฉพาะในลีกคือ 40 46 34 และ 31 บ้าไปแล้ว
แต่อย่างที่บอก เหนือเมฆมันยังมีชั้นโอโซน ในอีกด้านของประเทศ อดีตเด็กหนุ่มขี้โรคจากซานตา เฟ อาร์เจนติน่า ผลผลิตจากลา มาร์เซีย อย่าง ลิโอเนล แมสซี่ กลับทำได้เหนือกว่านั้นอีก
วัยเด็กของเมสซี่
เมสซี่ประสบปัญหาเรื่องการเจริญเติบโตในวัยเด็ก ฮอร์โมนของเขาผิดปกติ ซึ่งถ้าหากจะรักษาต้องใช้เงินเยอะพอดู มันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับครอบครัวชนชั้นแรงงานแบบเขา
แต่บาร์เซโลน่าเห็นแววในตัวเด็กหนุ่มผู้นี้ จึงได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือให้ได้รับการรักษาแต่ผลตอบแทนคือเขาจะต้องเป็นนักเตะของบาร์ซ่า
ด้วยการปลูกฝังด้านปรัชญาของสโมสรมาตั้งแต่เด็ก ประกอบกับพรสวรรค์อันสุดยอดที่ร้อยปีจะมีซักคน เมสซี่พัฒนาตัวเองจากดาวรุ่งธรรมดาๆให้การเป็นนักเตะระดับโลกภายใต้ระบบติกิ-ตาก้าที่เขาคุ้นเคยมาทั้งชีวิตส่วนใหญ่
เรายังไม่เคยเห็นนักเตะคนไหนที่เกิดมาเพื่อระบบเดียว แต่เมสซี่ใกล้เคียงสำหรับคำตอบนั้น หลังจากการผงาดของบาร์ซ่าในปี 2008 เราพบว่ายอดการทำประตูของเขาคือ 23 34 31 50 46 และ 28 ในปีที่ผ่านมา นี่คนเหรอเนี่ย
แม้ว่าปี 2011-12 เขาจะยิงหูดับตับไหม้ไปถึง 50 ลูกแต่บาร์ซ่าของเขาจบแค่รองแชมป์ นั่นมันหมายความว่าตัวเขามีอิทธิพลอย่างไรต่อทีม และบาร์ซ่าที่เริ่มมีปัญหากับแผนการรับมือของคู่ต่อสู้หวังพึ่งเขามากแค่ไหน
แต่ถ้าเราจะพูดถึง เมสซี่ ไม่ใช่กองหน้าประเภทมือปืนอาชีพ ตำแหน่งของเขาคือสิ่งที่เรียกว่า False Nine หมายความว่า เขาจะไม่ปักหลักเพื่อรอยิงประตูเพียงอย่างเดียวแต่จะสลับออกข้างเพื่อลากตัดเข้าในซึ่งเทคนิคพาบอลแหวกผ่านคู่ต่อสู้เขาถือเป็นเบอร์หนึ่งในด้านนี้ หาคนหยุดเขาซึ่งหน้าได้ยากเต็มที
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นรอยด่างพร้อยในอาชีพของทั้งคู่ที่ยังไม่อาจทาบรอยเท้าของตำนานได้คือ ผลงานในนามทีมชาติ ทั้งอาร์เจนติน่าของเมสซี่และโปรตุเกสของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยังไม่เคยสัมผัสกับตำแหน่งแชมป์โลก นั่นคือสิ่งที่แฟนบอลบางส่วนบอกว่าพวกเขายังไม่ใช่ที่สุด
สำหรับผม มันไม่ยุติธรรมนัก หากจะเอาทั้งคู่ไปวัดรอยตำนาน เราไม่อาจจะบอกว่าได้ว่าถ้าสองคนนี้ไปเกิดในยุคก่อนพวกเขาจะสร้างผลงานเหมือนเช่นที่เป็นอยู่ได้หรือไม่ เพราะฟุตบอลสมัยก่อนอุปกรณ์ต่างๆยังไม่ไม่พัฒนา ลูกบอลหนักยังกะลูกทุเรียน สนามก็ยังกับปลักควาย กองหลังก็เข้าบอลโหดยังกับบอลวัด ใบเหลืองใบแดงนี่ถ้าไม่ฟาล์วน่าเกลียดประเภทเปิดปุ่มหรือยันสองขา หรือเล่นนอกเกมน่าเกลียดจริงๆ ไม่โดนนะครับ
และที่สำคัญความรู้ทางด้านวิทยาศาสคร์การกีฬาและการแพทย์ยังไม่ก้าวหน้า คริสเตียโน่ โรนัลโด้จะมีปัญญาหาอุปกรณ์เพาะกล้ามเนื้อที่ไหน แล้วเมสซี่จะมีปัญญาได้รับการรักษาโรคของเขาได้อย่างไร
ในทางกลับกัน หากนำตำนานเหล่านั้นมาเล่นในยุคที่ฟุตบอลขนเอารถบัสมาอุดประตู แท็กติกต่างๆพัฒนาไปสุดกู่ เขาเหล่านั้นก็อาจจะเล่นไม่ออกเลยก็ได้
เราไม่มีทางรู้ได้หรอก เพราะมัน……. ไม่เคยเกิดขึ้น
แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับคือ ทั้งลิโอเนล เมสซี่ และคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ต่างก็เป็นนักเตะลำดับต้นๆของโลกยุคนี้ที่มีอิทธิพลต่อวงการฟุตบอลอย่างยิ่ง
ถ้าจะวัดกันเรื่องรางวี่รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำปีแล้ว เมสซี่ชนะขาดลอยเพราะกวาดไปแล้วสี่หน ขณะที่คริสเตียโน่ทำได้แค่ 2
El Clásico in Memories (1)
13 มิถุนายน 1943
นัดที่สองของรอบรองชนะเลิศถ้วยโกปา เดล เรย์ที่ทั้งสองทีมโคจรมาพบกัน มันเป็นช่วงแรกๆของยุคที่นายพลฟรังโกครองเมือง นัดแรกบาร์ซ่าเป็นฝ่ายเอาชนะมาได้ก่อน 3-0 ตุนความได้เปรียบไว้ในมือมหาศาล
แต่ความได้เปรียบนั่นไม่มีความหมายเลยเมื่อคุณเผชิญหน้ากับ “มือที่มองไม่เห็น”
ก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้นนายพลฟรังโกบุกไปเยี่ยมนักเตะบาร์ซ่าถึงห้องแต่งตัว แน่นอนว่าเขาคงไม่ได้ไปให้กำลังใจนักเตะทีมคู่อริแหงแซะ ท่านผู้นำได้พูดลอยๆว่า เอ นัดนี้ถ้าพวกนายชนะ ก็ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างน้า จะได้กลับบ้านรึไปคุยกับสาหร่ายทะเลแถวๆเกาะอิบิซ่าก็ไม่รู้ล่ะ
ถ้าใครไม่ซื่อบื้อพอก็คงจะรู้ว่าหมายความว่าอย่างไร นักเตะบาร์ซ่าที่โดนข่มขู่แบบนี้ก็เล่นไม่ออก ใครมันจะอยากตายกัน เรอัล มาดริดเลยไล่ต้อนอยู่ฝ่ายเดียวและชนะไปถึง 11-1 รวมสองนัดพวกเขาชนะไป 11-4 เข้าไปชิงชนะเลิศกับแอตเลติก บิลเบาต่อไป
แต่สุดท้ายผลกรรมที่ทำไว้ก็ดลบันดาล เพราะในนัดชิงชนะเลิศ เรอัล มาดริดไปแพ้ให้กับบิลเบา 0-1
แฟนบอลบาร์ซ่าเลยขอคอมเมนต์สั้นๆสามคำเลยว่า สม น้ำ หน้า
El Clásico in Memories (2)
17 กุมภาพันธ์ 1974
เรอัล มาดริด เปิดบ้านทำศึกเอล กลาสิโก้ รับมือบาร์เซโลน่า
บาร์ซ่านำทีมมาโดยนักเตะหมายเลขหนึ่งของโลกในเวลานั้นอย่างโยฮัน ครัฟฟ์ซึ่งเป็นศูนย์กลางของทีม แล้วนักเตะเทวดาก็ทำสิ่งที่น่าตกตะลึงเพราะเขาพาทีมไล่ต้อนเรอัล มาดริดไปแบบหมดสภาพคาบ้านถึง 5-0
แฟนบอลบาร์ซ่านับพันออกมาเฉลิมฉลองชัยนะครั้งประวัติศาสตร์ของพวกเขาเต็มท้องถนนในนครบาร์เซโลน่า นักข่าวของนิวยอร์ก ไทม์ รายงานว่า เกมนัดนี้ โยฮัน ครัฟฟ์ ได้ปลุกจิตวิญญาณของชาวกาคาลันได้มากกว่าที่นักการเมืองจะเคยทำในรอบหลายปีซะอีก
และจากผลงานระดับมาสเตอร์พีซนี้เองทำให้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำปีของยุโรปในปี 1974 หนีไปไม่พ้นมือของโยฮัน ครัฟฟ์
El Clásico in Memories (3)
8 มกราคม 1994
จะมีมนุษย์คนไหนที่เคยทำให้เรอัล มาดริดพบกับความย่อยยับได้ขนาดนี้อีก ลำพังมนุษย์ธรรมดาอย่างเราๆท่านๆคงได้เพียงแค่คิด แต่โยฮัน ครัฟฟ์ทำมันได้ทั้งในสมัยนักเตะและเป็นผู้จัดการทีม!!!
ดรีมทีมของเขากำลังพีคสุดขีด เรอัล มาดริดเหรอ ไม่อยู่ในสายตา ว่าแล้ว โรมาริโอก็ซัดแฮตทริก บวกกับอีกสองลูกจาก โรนัลด์ คูมัน และ อีบัน อีเกลเซียส ตัวสำรอง
จบเกม บาร์เซโลน่า ไล่สอย เอรัล มาดริด ไปขาดลอยอีกครั้ง 5-0
มันคือผลงานอันยอดเยี่ยม ที่สุดแล้วบาร์ซ่าจะไปถึงแชมป์ลา ลีกาครั้งสุดท้ายในยุคที่ครัฟฟ์คุมทีม
El Clásico in Memories (4)
23 เมษายน 2002
เอล กลาสิโก้ ภาค ยูฟ่า แชมเปี้ยน ลีก
ฤดูกาลที่เหล่ากาลาคติกอสทะยานขึ้นถึงจุดสูงสุด พวกเขาได้โอกาสมาเจอกับบาร์ซ่าคู่อริในรอบรองชนะเลิศของยูฟ่า แชมเปี้ยน ลีก โดยนัดแรกจะมีขึ้นที่คัมป์ นู
ฝั่งเรอัล ระดมพลเต็มอัตราศึกเพื่อชิงความได้เปรียบก่อน มีทั้ง โรแบร์โต้ คาร์ลอส, เฟร์นานโด เอียร์โร่, ซีเนดีน ซีดาน, ราอูล กอนซาเลซ ขาดเพียง หลุยส์ ฟิโก้ ที่ติดโทษแบน ส่วนฝั่งบาร์ซ่าก็ส่งขุนพลที่ดีที่สุดในเวลานั้นลง แต่มันคงจะเทียบกับเหล่าซุป’ตาร์ของเรอัลไม่ได้หรอก พวกเขามีแค่ แพทริค ไคลเวิร์ต มาร์ค โอเวอร์มาร์ส, แฟร้ง เดอ บัวร์, ฟิลลิป โคคู เอาไว้ต่อกร นี่มันบาร์ซ่าหรืออาแจกซ์เนี่ยเพราะในทีมยังมีมิเชล ไรซีเกอร์แบ็กชาวดัตช์อีกคนที่ลงสนาม เอาเข้าไป
ความแตกต่างมันอยู่ที่คลาส ว่าแล้วซีดานก็จัดการชิพประตูสุดสวยให้ทีมออกนำ 1-0 ในนาทีที่ 55 ก่อนสตีฟ แม็คมานามาน ตัวสำรองจะหลุดไปชิพตอกย้ำชัยชนะในช่วงทดเวลาบาดเจ็บให้เรอัลกุมความได้เปรียบก่อน 2-0
สี่วันต่อมาที่ซานติอาโก เบอร์นาเบว เรอัล มาดริด ยันเสมอได้ 1-1 ทำให้พวกเขาไปชิงชนะเลศกับไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ม้ามืดจากเยอรมันต่อไป
สำหรับเกมนี้สื่อมวลชนสเปนยกให้เป็นเกมระดับห้าดาว ซึ่งมีคนชมการถ่ายทอดสดทั่วโลกกว่า 500 ล้านคน!!! แม่เจ้าโว้ยยยยยย
El Clásico in Memories (5)
19 พฤศจิกายน 2005
มันคงไม่เคยเกิดขึ้นบ่อยๆแน่หากแฟนบอลของทีมคู่อริจะลุกขึ้นปรบมือคารวะให้กับนักเตะของคู่แค้นชั่วนิรันดร์แบบนี้ แต่เขาทำได้
ในวัย 25 ปี โรนัลดินโญ่ กำลังพีคสุดขีด ประกอบบาร์ซ่าในยุคนั้นมีอาวุธหนักให้ใช้งานอย่าง ซามูแอล เอโต้ แนวรับอันเปราะบางดุจแก้วของ เรอัล มาดริด เลยโดนจับสังเวยบูชายัญคาบ้าน
เอโต้ซัดให้บาร์ซ่าออกนำก่อนตั้งแต่ 15 นาทีแรก และหลังจากนั้นคนทั้งสนามและทั่วโลกก็ได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สรรค์สร้างโดยมนุษย์อารมณ์ดีนาม โรนัลดินโญ่
ก่อนผ่านชั่วโมงแรกไม่นาน บาร์ซ่าสวนกลับเร็ว เดโก้ จ่ายบอลออกข้างให้โรนัลดินโญ่ กระชากจากแดนตัวเอง หลอกนักเตะเรอัล มาดริดหลังหักไปสองราย ก่อนจะยิงผ่าน อีเก้ง เอ๊ย อีเกร์ กาซิยาส เข้าไป
กองหลังเรอัลมีปัญหากับการรับมือพี่เหยินของเรามากจนเสียท่าอีกครั้งก่อนหมดเวลาสิบสองนาที คราวก็คล้ายๆประตูก่อนหน้านี้ โรนัลดินโญ่ ได้บอลทางซ้ายหน้าเขตโทษเรอัล มาดริด ก่อนเขาจะพาบอลสปีดหนีเซร์คิโอ รามอส เข้ายิงดื้อๆอีกรอบ
จบเกม บาร์ซ่าบุกมาถลุง 3-0 ด้วยฟอร์มอันสุดยอดของ โรนัลดินโญ่ ที่ทำเอาแฟนบอลเรอัล มาดริดต้องลุกขึ้นยืนปรบมือคารวะ เป็นนักเตะบาร์ซ่าคนที่สองที่ได้รับเกียรติเช่นนี้ต่อจาก ดิเอโก้ มาราโดน่า
El Clásico in Memories (6)
18 สิงหาคม 2011
นัดชิงชนะเลิศ ซูเปอร์โกปา เด เอสปันญ่า (ซูเปอร์ คัพ ของสเปน)
หลังจากนัดแรกที่มาดริดเมื่อสี่วันก่อนเสมอกันมา 2-2 ต้องมาตัดสินในนัดที่สอง
แต่ทั้งคู่ก็ทำให้เห็นแล้วว่า เอล กลาสิโก้ มันไม่เคยเป็นแค่เกมฟุตบอลนัดหนึ่งที่ธรรมดาสามัญ
อินเนียสต้า ยิงให้กับบาร์ซ่าออกนำไปตั้งแต่ 15 นาทีแรก แต่คริสตี้ โรนัลโด้ก็ตีเสมอให้เรอัล ทันควันแค่ห้านาทีหลังจากนั้น
สำหรับเกมนี้ สตาร์หมายเลขหนึ่งของฝั่งบาร์ซ่าอย่างลิโอเนล เมสซี่ จัดการโชว์ฟอร์มพระเอกเหมาคนเดียวสองลูกในนาทีที่ 45 และ 88 ส่วนเรอัลทวงคืนเพิ่มได้แค่ลูกเดียวจาก คาริม เบนเซม่า
นั่นคือก่อนหน้าช่วงทดเวลาบาดเจ็บของครึ่งหลัง
มันจวนจะหมดเวลาอยู่รอมร่อและบาร์ซ่ากำลังตะคว้าแชมป์แรกของฤดูกาล 2010-11 แต่ไม่รู้ว่ามาร์เซโล่กลัวจะเหงาหรือไงไม่ทราบเพราะจากจังหวะที่ไม่น่าจะมีอะไร แต่แกดันไปเข้าบอลอย่างอำมหิตใส่ เชส ฟาเบรกาส จุดชนวนความวุ่นวายทันที
นักเตะทั้งสองทีมกรูเข้ามาจะเอาเรื่องกัน มีการผลักกัน ด่ากันไปทั่วบริเวณ ด้วยความที่อยู่ใกล้ซุ้มม้านั่งสำรองของบาร์ซ่าด้วยพวกนักเตะสำรองและสตาฟฟ์เลยพากันลุกมาห้ามและผสมโรงกันยกใหญ่ ท่ามกลางความวุ่นวายนั้นเราได้เห็น เฆซุต โอซิล ที่ปกติจะดูเงียบๆติ๋มๆ กำลังโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงอย่างไม่น่าเชื่อ โดยคู่กรณีคือ ดาวิด บีย่า ไม่มีใครรู้ว่าจริงๆแล้วบีย่าไปพูดอะไรใส่ โอซิล จนเจ้าตัวโมโหขนาดนั้น(มีการคาดเดาว่าเกี่ยวกับเรื่องศาสนา (โอซิลเป็นมุสลิมนะครับ) อย่างไรก็ตามทั้งคู่โดนใบแดงไล่ออกไปพร้อมกับมาร์เซโล่ตัวต้นเหตุ
นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์อันชวนงงที่ โชเซ่ มูรินโญ่ กลัวจะไม่เป็นข่าวหรือไงไม่ทราบเพราะพี่แกอยู่ดีๆก็เดินเอานิ้วไปจิ้มตาของตีโต้ วีลาโนบา ที่เป็นช่วยของเป๊ปในเวลานั้นซะอย่างงั้น!!
คลิปไฮไลต์เกมการแข่งขัน
More Than Football Game
สถานะของกาตาลุนญ่า (คาตาโลเนีย) ในเวลานี้มีแต่เครื่องหมายคำถาม การลงประชามติเพื่อแยกตัวเป็นเอกราชของแคว้นจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้มันจะเป็นการบ่งบอกถึงอนาคตของสองทีมดังแห่งลา ลีกา เอฟซี บาร์เซโลน่า และ อาร์เอสซี เอสปันญ่อล
*หมายเหตุ การลงประชามติล้มเลิกไปแล้ว
พวกเขาไม่ได้อยู่ดีๆจะนึกแยกตัววันนี้แล้วไปลงประชามติกันวันพรุ่งนี้ ความคับแค้นใจที่มีในช่วงที่นายพลฟรังโกเรืองอำนาจ ความพยายามที่จะกลืนชาติของสเปน ความพยายามจะพรากไปซึ่งเกียรติยศและศักดิ์ศรีของพวกเขา นำมาสู่แนวคิดดังกล่าว
แต่ถามว่าทำไมถึงต้องมาเป็นช่วงนี้ มีหลายสาเหตุครับ
อันดับแรก เศรษฐกิจที่ยอบแยบของสเปน จำนวนผู้ว่างงานล่าสุดอยู่ที่ 24.47 เปอร์เซ็นต์ (กรกฎาคม 2014) จากจำนวนประชากรราว 46.7 ล้านคน แคว้นกาตาลุนญ่าซึ่งมีจีดีพีคิดเป็น 1 ใน 5 ของสเปนก็เริ่มไม่อยากจะโอบอุ้มเศรษฐกิจของประเทศอีกต่อไป สู้ไปเป็นประเทศอิสระดีกว่า
GDP ของสเปนวูบหนักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ข้อที่สอง ความเสื่อมศรัทธาในราชวงศ์สเปน สาเหตุเกี่ยวพันมาจากข้อแรก เพราะเศรษฐกิจไม่ดีแถมตัวราชวงศ์ยังมีเรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้นจากราชบุตรเขย อินญากี้ ยูร์ดันการิน ที่ถูกกล่าวหาว่าโกงเงินภาษีของประชาชนไปหลายล้านยูโรและมีส่วนพัวพันกับการทุจริตในธุรกิจของเขา มันทำให้ประชาชนเริ่มจะรวมตัวกันต่อต้านราชวงศ์ โดยมองว่าตัวราชวงศ์เองก็ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยในขณะที่ประเทศของพวกเขากำลังย่ำแย่ มันสร้างแรงกดดันให้กับกษัตริย์ ฆวน การ์ลอสที่ 1 จนต้องสละราชสมบัติให้กับมกุฎราชกุมารเฟลิเป้ที่ขึ้นครองราชย์ต่อแทนเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านนี่เอง
ประชาชนกว่าสองหมื่นคนรวมตัวกันในการชุมนุมต่อต้านราชวงศ์สเปนใจกลางกรุงมาดริด
และสาม การลงประชามติเพื่อขอแยกตัวจากสหราชอาณาจักรของสก็อตแลนด์เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ได้จุดชนวนให้กับแคว้นต่างๆทั่วยุโรป ดูสิ ขนาดสก็อตแลนด์อยู่รวมกันมาเป็นร้อยปียังคิดแยกตัวเลย เราก็เอามั่งดีกว่า อันนี้คือประเด็นสำคัญเลยนะครับ หลายแคว้นที่ร่ำๆอยากแยกพอเห็นสก็อตแลนด์ทำ พวกเขาเลยทำตามกันใหญ่เลยทีนี้ ที่ต่อมาก็นี่แหล่ะครับ กาตาลุนญ่า(คาตาโลเนีย) แล้วน่าจะมีตามมีอีกหลายที่ รอดูข่าวละกันนะครับ
เรื่องนี้มันสร้างความขัดแย้งกับรัฐบาลกลางสเปนมาก แน่นอนว่าพวกเขาไม่แฮปปี้อย่างยิ่งที่อยู่ๆกาตาลุนญ่าจะแยกตัว เพราะมันขัดกับรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้อาจจะต้องถึงศาลรัฐธรรมนูญของสเปนให้วินิจฉัย ซึ่งกว่าจะรวบรวมหลักฐาน ฟ้องร้อง ตัดสินกันคงใช้เวลาร่วมปีโน่นล่ะครับ คงจะไม่ตัดสินรวดเร็วทันใจเหมือนแถวๆนี้ล่ะมั้ง
ส่วนเรื่องฟุตบอล อันนี้ประธานสมาพันธ์ฟุตบอลของสเปนบอกชัดเลยว่าหากกาตาลุนญ่าแยกประเทศ บาร์ซ่าจะหมดสิทธิ์เล่นในลา ลีกาทันที เพราะพวกเขาให้โควตากับประเทศอื่นในการเล่นลีกอาชีพแค่ทีมเดียวและเป็นทีมจากอันดอร์ร่าได้ไปแล้ว
ในความเห็นของผม มีแนวโน้มที่บาร์ซ่าจะยังอยู่ในลา ลีกาต่อมีสูงครับ เหตุผลคือ
1. เอล กลาสิโก้ มีคนติดตามหลักร้อยล้าน ย้ำว่าหลักร้อยล้านนะครับสำหรับฟุตบอลนัดเดียว อย่างการพบกันล่าสุดในลีกเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีผู้ชมทั่วโลกถึงกว่า 400 ล้านคน มูลค่าทางการตลาดมหาศาลมาก ใครมันจะบ้าทุบหม้อข้าวตัวเอง
2. ลีกสเปนจะขาดรายได้ไปมหาศาล ถ้าเราดูจากเรื่องของดิ โอลด์ เฟิร์มในตอนก่อน ลีก สก็อตขาดรายได้ไปกว่า 60 ล้านปอนด์จากการไม่มีเรนเจอร์ส นั่นแค่ลีกสก็อตนะครับ แล้วนี่ระดับบาร์ซ่านะ หลักร้อยล้านปอนด์แบบไม่ต้องสงสัยเลย ทรุดกันทั้งประเทศแหล่ะครับงานนี้
3. ค่าลิขสิทธิ์ของบาร์ซ่าขายได้พอๆกับเรอัล มาดริดเลยนะครับไม่ห่างกันมาก ถ้าไปอยู่ลีกกาตาลุนญ่าจะขายได้เท่านี้มั้ย คำตอบ คือ ไม่มีทางครับ แมวที่ไหนจะหลับหูหลับตาซื้อแพงขนาดนั้น
4. เรื่องกฎที่ให้ทีมประเทศอื่นเล่นได้ทีมเดียวนั่นไม่ใช่ปัญหาครับ ถ้าจะเอาจริงๆก็เพิ่มได้หรือถ้าไม่เพิ่มก็เขี่ยทีมอันดอร์ร่านั่นแล้วยัดบาร์ซ่าไปแทน อาจจะดูไม่ยุติธรรมนัก แต่ถ้าคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมแล้วคงต้องทำล่ะครับ เรื่องที่สโมสรจากชาติหนึ่งจะไปเล่นในลีกอีกประเทศไม่ใช่เรื่องใหม่เลยครับ อย่างสวอนซีหรือคาร์ดิฟฟ์นี่จริงๆควรต้องเล่นในลีกเวลส์ แต่มาเล่นในลีกอังกฤษซะงั้น หรือพวกทีมในประเทศเล็กๆอย่าง เอฟซี วาดุซ ของลิกเท่นสไตน์ที่ผ่าไปเล่นในลีกของสวิส หรือ ทีมในซาน มาริโน่มาเล่นในลีกอิตาลี แต่ตัวอย่างของเคสนี้ที่เห็นได้ชัด คือ โมนาโกไงครับ ในทางปฏิบัติ โมนาโก ถือเป็นรัฐอิสระไม่ขึ้นต่อประเทศใดๆนะครับ
สุดท้ายแล้วจะเป็นแค่คำขู่หรือไม่ เราคงต้องติดตามกันต่อไป เรายังจะนึกภาพไม่ออกว่าลา ลีกาที่ไม่มีเอฟซีบาร์เซโลน่าจะเป็นอย่างไร
โลกที่ไร้ เอล กลาสิโก้ จะเป็นอย่างไร เรานึกภาพไม่ออกจริงๆ
Hate 2 Hate
Real Madrid C.F. VS FC Barcelona “El Clásico”
พบกันทั้งสิ้น 260 นัด เรอัล มาดริด เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 95 นัด บาร์ซ่าชนะ 107 นัด เสมอ 58 นัด
เรอัล มาดริด ทำได้ทั้งสิ้น 385 ประตู บาร์ซ่าทำได้ 371 ประตู
พบกันครั้งล่าสุด: เรอัล มาดริด 2 – บาร์เซโลน่า 1 เมื่อ 16 เมษายน 2014 รายการ: โกปา เดล เรย์ นัดชิงชนะเลิศ
พบกันครั้งต่อไป: 25 ตุลาคม 2014 รายการ: ลา ลีกา เจ้าบ้าน: เรอัล มาดริด
เอล กลาสิโก้ ในแง่มุมของการเมือง เศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์ และฟุตบอล ก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ครับ
เพื่ออรรถรสในการรับชมสำหรับคู่นี้ มันหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆที่จะต้องปูพื้นเรื่องประวัติศาสตร์กันก่อน เพราะไม่งั้นเราจะไม่มีทางเข้าใจได้เลยว่ารากฐานของความขัดแย้งมันมาจากไหน ทั้งหมดเป็นบทความย่อๆจากเนื้อหาทั้งหมดของมหากาพย์เรื่องนี้
ขอขอบพระคุณสำหรับการติดตามครับและขออภัยหากมีข้อผิดพลาดประการใดๆนะครับ
-จาก user LeoGTClassic-
*ข้อมูลทั้งหมดที่เอามานำเสนอในเว็บ ss แห่งนี้ ผมได้คัดลอกมาจากบทความที่หนึ่ง ที่ได้รวบรวมเรื่องราวเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ต้องขอขอบพระคุณผู้จัดทำเป็นอย่างสูงครับ
Spoil
เครดิต
http://pantip.com/topic/32744072
แหล่งข้อมูลทั้งหมดในบทความนี้
http://www.fcbarcelona.com
http://en.wikipedia.org/wiki/El_Cl%C3%A1sico
http://es.wikipedia.org/wiki/Cl%C3%A1sico_del_f%C3%BAtbol_espa%C3%B1ol
http://en.wikipedia.org/wiki/Tiki-taka
http://www.telegraph.co.uk/sport/football/teams/spain/7883131/World-Cup-final-Johan-Cruyff-sowed-seeds-for-revolution-in-Spains-fortunes.html
http://www.theguardian.com/football/blog/2014/may/01/the-question-is-this-the-end-for-tiki-taka-football
http://topicstock.pantip.com/supachalasai/topicstock/2012/03/S11899813/S11899813.html
http://en.wikipedia.org/wiki/Spanish_Civil_War
http://www.history.com/this-day-in-history/spanish-civil-war-breaks-out
http://www.bbc.co.uk/bitesize/higher/history/roadwar/spancivil/revision/2/
http://en.wikipedia.org/wiki/Y%C3%A9-y%C3%A9_%28Real_Madrid%29
http://www.tradingeconomics.com/spain/unemployment-rate
http://news.bbc.co.uk/sport2/hi/football/7773766.stm
http://en.wikipedia.org/wiki/Catenaccio
http://tikitaka-futbol.blogspot.com/2011/10/legend-of-la-quinta-del-buitre.html
http://www.goal.com/en/news/1717/editorial/2012/11/04/3499355/luis-figo-at-40-a-look-back-at-footballs-most-treacheroushttp://swissramble.blogspot.com/search/label/Florentino%20Perez
http://sites.duke.edu/wcwp/research-projects/spain/franco-gets-his-man/
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
โหวตเป็นกระทู้แนะนำ
Tweet
My Locker
ออฟไลน์
feelgooddeen
กำเนิดดาวรุ่ง
Status:
: 0 ใบ
: 0 ใบ
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 2086
ที่อยู่: ีืundergroud
โพสเมื่อ:
Sat Oct 25, 2014 12:15
[RE: ประวัติมหากาพย์ El Clásico เรื่องราวที่เป็นมากกว่าฟุตบอล]
เด่วมาอ่าน แตะเข้าlockerไงอ่ะ
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
My Locker
ออฟไลน์
LeoGTClassic
นักเตะเทศบาล
Status: Barcelona
: 0 ใบ
: 0 ใบ
เข้าร่วม: 10 Sep 2013
ตอบ: 1492
ที่อยู่: Barcelona
โพสเมื่อ:
Sat Oct 25, 2014 12:52
[RE: ประวัติมหากาพย์ El Clásico เรื่องราวที่เป็นมากกว่าฟุตบอล]
feelgooddeen พิมพ์ว่า:
เด่วมาอ่าน แตะเข้าlockerไงอ่ะ
ตอนนี้กระทู้อยู่ใน บอร์ดบอลนอกครับ
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
My Locker
ไปหน้าที่ 1
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
หน้าแรกบอร์ด
>> ประวัติมหากาพย์ El Clásico เรื่องราวที่เป็นมากกว่าฟุตบอล
กรุณาระบุเหตุผลที่จะแจ้งความ
ผู้ต้องหา:
ข้อความ:
Submit
Cancel
กรุณาเลือก Forum และ ประเภทกระทู้
Forum:
ประเภท:
Submit
Cancel