ผู้ตั้ง
ข้อความ
เข้าร่วม: 18 Jul 2010
ตอบ: 0
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Tue Feb 05, 2013 9:55 pm
Column : "Glory United I"
"Glory United"
Part I : โศกนาฏกรรมมิวนิก
Part II : เถ้าธุลีแห่งฟินิกซ์
Special : ฝนหลังฟ้า ฟ้าหลังฝน


แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด สโมสรที่แฟนบอลมากที่สุด 659 ล้านคน สโมสรที่มูลค่ามากที่สุด 2 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ เหนือทุกทีมในทุกกีฬาบนโลก นี้คือรางวัลแด่หยาดเหงื่อและคราบน้าตาที่เกิดจากความสูญเสีย ซึ่งบ้างอาจหลงลืมบ้างอาจไม่รู้จักมัน ผมจึงขอนำเหตุการณ์ที่ ไรอัน กิ๊กส์ เรียกว่า “ห้วงเวลาที่สำคัญที่สุดของสโมสร” มารำลึกจิตวิญญาณของปีศาจแดง เหตุการณ์นั้นคือ “โศกนาฏกรรมมิวนิก” (Munich Air Disaster)

ก่อนอื่นขอเท้าความก่อนว่าสโมสรแห่งนี้ก่อตั้งจากพนักงานรถไฟ มีชื่อเดิมว่า “นิวตัน ฮีธ” (Newton Heath) ต่อมาได้เข้าร่วมแข่งขันในฟุตบอลลีกสูงสุด แต่ก็ดันรั้งบ๊วยตั้งแต่ฤดูกาลแรกและตกชั้นในฤดูกาลถัดไป แค่นั้นไม่พอเกือบตกจากดิวิชั่น 2 ไปดิวิชั่น 3 อีกทั้งนักเตะมาโดนแบนในคดีล้มบอล หน่าซ้าโอลด์แทรฟฟอร์ดยังโดนกองทัพอากาศนาซีถล่ม รวมถึงมีหนี้สินกองโตจนแทบปิดสโมสร น้อยทีมที่จะมีภูมิหลังบัดซบขนาดนี้

ในยามวิกฤติบอร์ดบริหารกลับพบวีรบุรุษเลือดสก็อตที่เคยเป็นทั้งนักเตะของแมนซิตี้และกัปตันของหงส์แดง ซึ่งเขาแสดงฝีมือการเป็นโค้ชฟุตบอลในกรมทหารช่วงสงครามโลกได้เตะตา จนโดนทาบทามตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล แต่เพราะแนวคิดที่ไม่ลงรอยกัน อดีตเด็กขุดถ่านหินจึงเซ็นข้อเสนอผู้จัดการทีมจากยูไนเต็ดแทน บุคคลในวันนั้นคือรูปปั้นตระหง่านหน้าโรงละครแห่งความฝันในวันนี้ “Sir Matt Busby”


ก่อนรับงานบัสบี้ได้ยื่นคำขาดว่าเขาต้องมีอำนาจเบ็ดเสร็จปราศจากการแทรกแซง เมื่อทางสโมสรยินยอม สิ่งแรกที่เขาทำคือดึง “Jimmy Murphy” ผู้ที่เขาประทับใจในวาทศิลป์ซึ่งรู้จักมักคุ้นกันที่กรมทหาร มานั่งแท่นมือขวายามฤดูใบไม้ผลิปี 1945 นับแต่นั้นสองเกลอได้บากบั่นมุ่งมั่นจนแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดคว้าแชมป์เอฟเอคัพปี 1948 รองแชมป์ลีก 4 สมัย และปี 1952 ก็ยลโฉมแชมป์ลีกได้ในที่สุด อันเป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี

ท่ามกลางความสำเร็จทั้งคู่พบว่า นักเตะอายุมาก จึงวางพิมพ์เขียวเฟ้นหาผู้เล่นมาแทนที่ ซึ่งทุกยุคทุกสมัย มักลงทุนกับนักเตะสำเร็จรูป แต่พวกเขากลับทุ่มทุนกับการพัฒนาเยาวชนและระบบแมวมอง ‘ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน’ จนเนรมิตที่นี่เป็นแหล่งรวมเด็กพรสวรรค์ทั่วสหราชอาณาจักร โดยภายภาคหน้าเด็กเหล่านี้จะสร้างตำนานที่ไม่มีใครทำลายได้ตราบจนปัจจุบัน ภายใต้สมญานามเจ้าหนูของบัสบี้หรือ “Busby Babes”

สมาชิกที่โด่งดังของกลุ่มคงไม่พ้น “Sir Bobby Charlton” ตำนานตลอดกาล ส่วนอีกคนคืออัจฉริยะลูกหนังที่เป็นปรากฏการณ์ จากการลงเล่นให้ทีมชาติอังกฤษในวัยเพียง 18 ปี ทั้งยังเปิดตัวในลีกสูงสุดตอนอายุ 16 ปีเท่านั้น เมอร์ฟี่ย์มือขวาของบัสบี้และผู้นำฝึกซ้อมเยาวชนถึงกับพูดถึงเขาว่า “ผมไม่สามารถสอนอะไรเด็กคนนี้ได้เลย” “เขาเป็นสิ่งมีชีวิตสองขาที่ยอดเยี่ยมที่สุด” ผมกำลังพูดถึงว่าที่ราชันลูกหนัง “Duncan Edwards”

คงมีใครอยากเห็นศักยภาพเจ้าหนูของบัสบี้ เพราะปี 1952 ได้มีการจัดเวทีแข่งขัน FA Young Cup สำหรับเยาวชนระหว่าง 15 ถึง 18 ปี เป็นครั้งแรกอย่างจวบเหมาะ โดยชุดเยาวชนของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดที่มี ดันแคน เอ็ดเวิร์ค ไม่ทำให้ผิดหวัง บรรจุผลงานที่คงกระพันถึงวันนี้ ‘ถล่มคู่ต่อสู้ 23-0’ เฉพาะเอ็ดเวิร์คคนเดียว 5 ประตู ด้วยฟอร์มอันเฉิดฉาย ทำให้ปีศาจแดงน้อยเป็นแชมป์แรกประจำการแข่งขันอย่างไม่ต้องพรรณนา


จากนั้นเด็กกลุ่มนี้ก็ทยอยก้าวสู่ชุดใหญ่ โดยมีเอ็ดเวิร์คเป็นแม่ทัพแต่วัยเยาว์ มีอยู่เกมนึง เมอร์ฟี่ย์ติผู้เล่นคนอื่น “นี้คือกีฬาที่เล่นเป็นทีม อย่าสนแต่ดันแคน” จบครึ่งแรกถูกนำ 1-0 ช่วงพักครึ่งเขาจึงกลับคำ “ลืมที่ฉันพูดซ่ะ มองหาดันแคนลูกเดียว” สิ้นสุด 90 นาที เอ็ดเวิร์คทำสองประตู พลิกกลับมาชนะ 2-1 ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังมีเสียงตำหนิที่ไปฝากอนาคตของทีมไว้กับเยาวชน เพราะดูไม่ต่างจากการคบเด็กสร้างบ้านเท่าไรนัก

บัสบี้เบบส์ตบปากนักวิจารณ์ ครองแชมป์ลีกในปี 1956 ‘พร้อมสถิติไร้พ่ายในบ้าน โดยเฉลี่ยอายุแค่ 22 ปี’ บัสบี้ตระหนักว่าเด็กของเขาเก่งเกินกว่าจะดักดานแต่ในประเทศ จึงเสนอต่อสมาคมฟุตบอลให้สนับสนุนการเข้าร่วมเวทียุโรป แต่คำตอบจากสมาคมสุดจองหอง “ไม่อยากให้ยุ่งกับชาติไม่มีสกุล” ทว่าบัสบี้ยืนกรานในปณิธาน นำทัพแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็น ‘ทีมแรกของอังกฤษ’ ที่เข้าร่วมการแข่งขันชิงแชมป์สโมสรยุโรป

เกมเหย้านัดแรกบนเวทียุโรปหรือยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกในปัจจุบัน คู่ต่อสู้คือ อันเดอร์เลชท์แห่งเบลเยี่ยมซึ่งสุดอนาถ เพราะผีแดงผู้ดีล้างโคตรทีมจากผีแดงยุโรป ‘10-0’ เป็นสถิติสโมสรถึงวันนี้ น่าเสียดายที่ไม่ได้เกิดขึ้นที่รังของตนเอง เนื่องจากแข่งขันตอนเย็น แล้วโอลด์แทรฟฟอร์ดยังบ้านนอกไม่มีสปอตไลท์ จึงไปขอใช้สนามเมนโร้ดของแมนซิตี้ อย่างไรก็ตามในรอบรองชนะเลิศพวกเขาก็พ่ายแก่ เรอัลมาดริด แชมป์ประจำซีซั่น

ปีต่อมาแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดป้องกันแชมป์ลีกพร้อมทำสถิติสโมสร 103 ประตูในหนึ่งฤดูกาล ตีตั๋วลุยยุโรปอีกครั้ง ซึ่งพวกเขาฟอร์มหรูเช่นเคย จนมาถึงแมตซ์กับเรดสตาร์เบลเกรดในรอบก่อนรองชนะเลิศ โดยนัดแรกที่โอลด์แทรฟฟอร์ดปีศาจแดงชนะ 2-1 เกมถัดไปต้องไปเยือนถึงยูโกสวาเลียในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ แต่เพราะเหตุที่สมาคมคัดค้านการบุกภาคพื้นยุโรป ทำให้ไม่มีการเลื่อนเกมฟุตบอลลีกในวันที่ 8 กุมภาพันธ์


ที่แย่กว่านั้นคือฟุตบอลลีกมีกติกาให้รายงานตัวก่อนแข่งหนึ่งวัน ทำให้พวกเขาต้องกลับอังกฤษให้ทันวันที่ 7 กุมภาพันธ์ จึงบีบให้บัสบี้ลงทุนเช่าเครื่องบิน ถึงอย่างไรปัญหาข้างต้นไม่กระทบต่อคุณภาพ ผลการแข่งขันรวม 5-4 พาแมนยูไนเต็ดสู่รอบรองชนะเลิศสองสมัยติด ทว่าไม่มีใครรู้เลยนี้คือ ‘โชว์สุดท้ายของบัสบี้เบบส์’ เพราะระหว่างทางกลับบ้านในวันรุ่งขึ้น หิมะโหมกระหน่ำตอนเครื่องลงจอดพักเติมน้ามันที่ ‘สนามบินมิวนิก’

ขณะที่เครื่องเตรียมเทคออฟได้เกิดเหตุขัดข้องไม่อาจออกบินได้ถึง 2 ครั้ง กระทั่งรอบที่ 3 เครื่องบินได้ฝืนแล่นออกไป แต่กลับไม่สามารถเชิดหัวขึ้น จึงพุ่งทะลุรันเวย์ไปปะทะกับรั้วและบ้านเรือนจนระเบิด ส่งผลให้บัสบี้เบบส์ เสียชีวิตทันที 7 ราย ที่เหลือบาดเจ็บสาหัสจนต้องแขวนสตั๊ด ไม่ก็เป็นตายเท่ากัน เช่น ดันแคน เอ็ดเวิร์ค หรือ แมตต์ บัสบี้ บางส่วนก็น่าอัศจรรย์ได้รับบาดแผลเล็กน้อย หนึ่งในนั้นคือ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน

ชาร์ลตันซึ่งยังไม่รู้ผลลัพธ์ของอุบัติเหตุ เมื่อฟื้นขึ้นมาเห็นเด็กกำลังอ่านหนังสือพิมพ์ จึงถามว่าเกิดอะไรขึ้น เด็กคนนั้นอ่านชื่อเพื่อนร่วมทีม แล้วเงียบไปชั่วขณะ จากนั้นก็ปริปากคำว่า “ตาย” ชาร์ลตันพูดถึงความรู้สึกในตอนนั้นว่า “ทันทีที่นึกชื่อพวกเขาทีล่ะคน มันเหมือนกับชีวิตผมถูกพลางไปทีล่ะส่วนๆ” ทั้งนี้ชาร์ลตันก็รับรู้ว่าเอ็ดเวิร์คยังมีชีวิต จึงรีบรุกไปหาว่าที่ราชันลูกหนัง ซึ่งชาร์ลตันจำเหตุการณ์วันนั้นได้ชัดเจน

“ทันใดที่ดันแคนเห็นผม เขาพูดว่า ‘ฉันรอแกอยู่ หายหัวไปไหนมาว่ะ’ คำพูดนี้ของเขา เหมือนกับสมัยที่พวกเราเข้ารับการฝึกทหาร ในคืนนึงผมมารายงานตัวสายทำให้ไม่มีที่นอนที่ดีนัก เขาจึงออกไปหาที่นอนให้ผม” “ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมหนุ่มผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ถึงบาดเจ็บสาหัส ส่วนผมสามารถเดินขึ้นลงบันไดเพื่อเตรียมกระเป๋ากลับบ้าน” “เขาคือศูนย์รวมคุณสมบัติของนักเตะที่ผมพยายามจะเป็นให้ได้” “เขาคือฮีโร่ของผม”


ส่วนทางบัสบี้รู้สึกผิดอย่างที่สุด เนื่องจากการดื้อดึงมายุโรปทำให้เด็กเหล่านี้ต้องจากไป เขารำพึงว่า “ผมอยากตายและต้องรับผิดชอบกับเรื่องนี้ เพราะผมสามารถยกเลิกการบินได้ ตอนนี้ผมไม่อยากยุ่งกับฟุตบอลอีกแล้ว” แต่ภรรยาของเขากลับท้วงขึ้น “ที่รักคุณรู้ไหม ฉันว่าเด็กพวกนั้นอยากให้คุณสู้ต่อ” บัสบี้นำคำพูดคู่ชีวิตมาไตร่ตรอง แล้วเปลี่ยนมาสาบานกับตนเองว่า “วันนึงผมจะนำถ้วยยุโรปมาอุทิศแด่เด็กๆของผม”

แต่สถานการณ์ตอนนั้นไม่มีหนทางใดที่คำสัตย์ปฏิญาณของบัสบี้จะเป็นจริง เพราะโศกนาฏกรรมได้คร่าชีวิตสต๊าฟโค้ชหลักของทีมไปด้วย นี้จึงเป็นเวลาที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ‘ใกล้ความตายมากที่สุด’ และน่าจะเป็นเช่นนั้น หาก ‘จิมมี่ เมอร์ฟี่ย์’ ผู้ช่วยผู้จัดการทีมไม่ติดภารกิจคุมทีมชาติเวลส์ จนไม่อาจเดินทางมากับทริปมรณะนี้ได้ ซึ่งหลังจากเมอร์ฟี่ย์ทราบข่าว เขากระดกเหล้าหมดขวดแล้วมุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลมิวนิก

เมื่อเมอร์ฟี่ย์มาถึง พบว่าบัสบี้ยังไม่ได้สติ จึงเข้าเยี่ยมเอ็ดเวิร์คก่อน สิ่งที่เขาเห็นคือ ศิษย์รักทั้งขาหัก ซี่โครงแตก และไตเสียหาย แต่ทันใดที่เอ็ดเวิร์คเห็นเขา ประโยคแรกที่ออกมาอย่างแผ่วเบาคือ “เสาร์นี้ลงแข่งกี่โมง จิมมี่” “ผมพลาดเกมนี้ไม่ได้น่ะ” เมอร์ฟี่ย์ตอบกลับ “สามโมง นายไม่พลาดแน่” เขาบรรยายความรู้สึกตอนนั้นว่า “หัวใจสลาย” จากนั้นนับไปอีก 15 วันหลังเกิดเหตุ พระเจ้าก็นำบุตรของพระองค์กลับสู่อ้อมอก


“นี้คือการสูญเสียที่หนักหนาที่สุด ถ้าเขายังอยู่เปเล่ถูกกลบรัศมีแน่” เมอร์ฟี่ย์ยกย่อง ส่วนชาร์ลตันให้คำนิยามดันแคนคือ “นักเตะที่ดีที่สุดตลอดกาล นับเท่าที่ผมเห็นในชีวิต” “เขาเป็นคนเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองชั่งอ่อนหัดเหลือเกิน” ส่วน BBC อธิบายคุณสมบัติดั่งนี้ “ยิงแบบรูนีย์ แกร่งแบบวิดิช ปะทะแบบรอยคีน จ่ายแบบสโคลส์ นั้นแหละเอ็ดเวิร์ค” ทิ้งท้ายที่บัสบี้ซึ่งให้ความหมายว่า “นักเตะที่สมบูรณ์แบบที่สุด”

ตัดมาที่เมอร์ฟี่ย์อีกครั้ง ขณะกำลังเฝ้าบัสบี้ซึ่งต้องให้ออกซิเจน บัสบี้ได้พยายามรวมพลัง แล้วเปล่งเสียงว่า “จงโบกสะบัดธงแดงต่อไป” เขาพยักหน้าทั้งที่สิ้นหวัง แต่ทันใดที่กลับมาแมนเชสเตอร์ “ผมเห็นแฟนบอลนับพันมาให้กำลังใจ ผมเห็นผู้คนที่แม้ไร้เรี่ยวแรง แต่จิตวิญญาณยังแน่วแน่ ดั่งพวกเขาได้ส่งข้อความว่า สโมสรแห่งนี้ยังไม่ตาย แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดจะยืนหยัดต่อไป” “หัวใจผมอยู่ที่โอลด์แทรฟฟอร์ด ผมจะช่วยแมตต์เริ่มต้นใหม่เหมือนเมื่อ 10 ปีก่อน” และสุดท้ายขอปิดด้วยแถลงการณ์ของประธานสโมสรดังต่อไปนี้

“คุณต้องพามันไปจิมมี่ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดยิ่งใหญ่กว่าคุณ ยิ่งใหญ่กว่าผม ยิ่งใหญ่กว่าแมตต์ มันยิ่งใหญ่กว่าใครทั้งสิ้น สโมสรแห่งนี้ต้องก้าวต่อไป”

“หนทางจากนี้คงยาวไกลและแสนสาหัส แต่เพื่ออุทิศแด่ความทรงจำต่อผู้เสียชีวิต เพื่อตอบแทนความสำเร็จและความมหัศจรรย์ที่พวกเขามอบให้แก่เรา” …
;

“แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดจะต้องผงาดอีกครั้ง”
0
0
เข้าร่วม: 18 Jul 2010
ตอบ: 0
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Tue Feb 05, 2013 9:57 pm
สดุดี Busby Babes

- Harry Greggs ผู้รักษาประตูที่ค่าตัวแพงที่สุดในตอนนั้น และได้รับฉายาว่า “Hero Of Munich” เพราะเขาเป็นคนลาก Bobby Charlton Matt Busby และผู้ได้บาดเจ็บคนอื่น ออกมาจากซากเครื่องบิน
- Dennis Viollet ศูนย์หน้าเจ้าของสถิติสโมสร 32 ประตูในฟุตบอลลีก โดยเขาเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิต
- Tommy Taylor เพชฌฆาตผู้สร้างสถิติสโมสร 131 ประตูใน 191 เกมลีกหรือเฉลี่ย 2 ประตูใน 3 เกม
- Roger Byrne กัปตันแห่ง Busby Babes เป็นนักเตะที่บัสบี้ไม่อนุญาตให้ใส่สตั้ดลงซ้อม เพราะกลัวจะทำให้เพื่อนร่วมทีมขาหัก เขาถูกยกย่องว่าเป็นฟูลแบ็คที่ดีที่สุด ณ เวลานั้น
- Duncan Edwards : ขณะที่เมอร์ฟี่ย์รับงานคุมทีมชาติเวลส์เจออังกฤษ เขาได้แจงรายละเอียดนักเตะทุกคนของฝ่ายตรงข้าม ยกเว้น ดันแคน เอ็ดเวิร์ค ลูกทีมจึงยกมือถาม “แล้วเอ็ดเวิร์คล่ะ” เมอร์ฟี่ย์ตอบว่า “ออกห่างจากเขาซ่ะ ไม่มีคำแนะนำของฉันที่ช่วยพวกเราได้เลย”

- “ถ้าเรามี Tommy Taylor , Roger Byrne และ Duncan Edwards อังกฤษจะคว้าแชมป์บอลโลกตั้งแต่ปี 1958 และ 1962 (อังกฤษมาได้แชมป์บอลโลกปี 1966)” Jimmy Armfield อดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษ
- “นี้คือทีมที่ยิ่งใหญ่และดีที่สุดในโลก” Sir Bobby Charlton
- “เมื่อผมเดินออกมาจากอุโมงค์สู่สนามพร้อมเสียงเชียร์จากแฟนบอลนับหมื่นที่โอบกอดพวกเรา ผมกลัวที่มองขึ้นไป ผมรู้ว่าวิญญาณของเด็กๆอยู่ที่นั้น ตราบเท่าที่แฟนบอลยังคงเห็นพวกเขาเดินออกมาจากอุโมงค์ เหล่าเด็กหนุ่มผีแดงบนผืนหญ้าสีเขียวแห่งโอลด์แทรฟฟอร์ด” Sir Matt Busby

6 February 1958 Rest In Peace Busby Babes “Flowers Of Manchester” & Staffs
(Walter Crickmer ,Bert Whalley , Tom Curry , Tommy Taylor , Roger Byrne , Liam Whelan , David Pegg , Mark Jones , Eddie Coleman , Geoff Bent , Duncan Edwards)



ติดตามฉากจบได้ในวันพรุ่งนี้เวลาเดิมครับ ในชื่อตอน

“เถ้าธุลีแห่งฟินิกซ์”
0
0
เข้าร่วม: 11 Jan 2011
ตอบ: 0
ที่อยู่: Sir Matt Busby Way, M16 0RA Manchester, UK
โพสเมื่อ: Tue Feb 05, 2013 10:05 pm
United !!
0
0
#mutd♥


เข้าร่วม: 22 Apr 2010
ตอบ: 983
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Tue Feb 05, 2013 10:07 pm
Glory United
0
0



เข้าร่วม: 02 Feb 2009
ตอบ: 91
ที่อยู่: บ้าน
โพสเมื่อ: Tue Feb 05, 2013 10:08 pm
ขอบคุณสำหรับข้อมูล
0
0
ไม่มีเฟ้ย !!!
เปลี่ยน Avatar แล้วขนาดเล็กกว่าหลายๆคนที่ไม่ผิดกฎอีกนะทำไมยศยังไม่เปลี่ยนอ่ะ ???
เข้าร่วม: 22 Oct 2012
ตอบ: 34
ที่อยู่: Merseyside
โพสเมื่อ: Tue Feb 05, 2013 10:10 pm
เป็นเรื่องที่เศร้ามาก

แต่แปลกใจอยู่หลายอย่าง
ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงพยายามหาอ่านอยู่ตลอด

R.I.P

0
0

เข้าร่วม: 13 Sep 2009
ตอบ: 3755
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Tue Feb 05, 2013 10:13 pm
ถ้าจะมีใครสักคนที่เก่งกว่าป๋า

ผมว่า ท่านเซอร์ แมต บัสบี้เนี่ยแหละ

อ่านแล้วน้ำตาไหล

RIP เหล่าบัสบี้เบบส์ ทั้งหลายด้วย
0
0
ทีมชาติไทย ใครไม่เชียร์ ตูเชียร์ ไทยแลนด์... ปู้นน ปู้นนนน

135 ปี แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด "รถไฟ สุนัข เครื่องบิน สกอตแลนด์ และชัยชนะ"

ผมคงห้ามไม่ให้คนอื่นด่าบอสไม่ได้ แต่ผมเชียร์บอสเสมอ......In Moyes, I trust


"ช้างศึกยุทธหัตถี" สุพรรณบุรี เอฟซี

"อีแอ่นเหินฟ้า" พัทลุง เอฟซี
เข้าร่วม: 24 Mar 2009
ตอบ: 1853
ที่อยู่: Okayama , Japan
โพสเมื่อ: Tue Feb 05, 2013 10:16 pm
อ่านแล้วแทบร้องไห้ มันตื้นตันใจจริงๆ
0
0
Pure Blue Japan ;)
เข้าร่วม: 19 Sep 2010
ตอบ: 57
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Tue Feb 05, 2013 10:17 pm
เขียนได้ดีมากเลยครับ
0
0
เข้าร่วม: 14 Apr 2012
ตอบ: 890
ที่อยู่: ig : mmmmmiint
โพสเมื่อ: Tue Feb 05, 2013 10:17 pm
ได้ดูหนังแล้ว รู้สึกรักสโมสรมากขึ้นเลย

ดูแล้วน้ำตาไหล
0
0
เข้าร่วม: 16 Apr 2006
ตอบ: 214
ที่อยู่: http://hudchei24434.hi5.com
โพสเมื่อ: Tue Feb 05, 2013 10:19 pm
นี่เป็นเสน่ห์อย่างนึงที่ทำให้ผมหลงไหล ทีมฟุตบอล Manchester United ในเรื่องความไม่ย่อท้อต่อความพ่ายแพ้ ลุกขึ้นมาได้เสมอแม้จะเจอเรื่องเลวร้าย

และอีกอย่างไม่ลืมคือ ในความเป็นอริกัน ก็ยังมีมิตรภาพ Liverpool FC คือทีมแรกที่ยื่นมือมาให้ความช่วยเหลือในตอนนั้น
0
0

Batman WHO!!! This is ROBIN!!
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 115
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Tue Feb 05, 2013 10:20 pm
ไม่เสียดายชีวิตที่เกิดเป็น United
0
0
เข้าร่วม: 25 Sep 2010
ตอบ: 27
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Tue Feb 05, 2013 10:25 pm
0
0
เข้าร่วม: 25 Feb 2007
ตอบ: 29
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Tue Feb 05, 2013 10:25 pm
ดูเรื่อง United แล้วรู้สึกว่า สุดยอดจริงๆ

เคยดูคลิป Duncan Edwards แต่มีแค่นิดๆหน่อย รับรู้ได้ถึงการที่มีผู้คน สรรเสริญ
0
0
เข้าร่วม: 22 Oct 2012
ตอบ: 1209
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Tue Feb 05, 2013 10:27 pm
เคยดูหนังแล้วถึงกับเกือบร้องเลย
0
0
Emmanuel Adebayor
เข้าร่วม: 25 Oct 2009
ตอบ: 0
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Tue Feb 05, 2013 10:28 pm
Glory United!!!!!!!
0
0
เข้าร่วม: 09 Aug 2009
ตอบ: 0
ที่อยู่: บ้านเดียวกับ Im YoonA
โพสเมื่อ: Tue Feb 05, 2013 10:30 pm
อ้างอิงจาก:
"แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดยิ่งใหญ่กว่าคุณ ยิ่งใหญ่กว่าผม ยิ่งใหญ่กว่าแมตต์ มันยิ่งใหญ่กว่าใครทั้งสิ้น สโมสรแห่งนี้ต้องก้าวต่อไป"  



วันหนึ่งข้างหน้า วันที่ไม่มีเซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน สโมสรแห่งนี้ก็ต้องก้าวต่อ

0
0

เข้าร่วม: 17 Feb 2011
ตอบ: 127
ที่อยู่: Old Trafford
โพสเมื่อ: Tue Feb 05, 2013 10:31 pm
เรื่องนี้อ่านกี่ทีก็ซึ้ง
0
0
เข้าร่วม: 10 Feb 2009
ตอบ: 68
ที่อยู่: Old traffoad & Camp nou
โพสเมื่อ: Tue Feb 05, 2013 10:44 pm
อยากเห็นฝีเท้า Duncan Edwards ที่สุดหละ
0
0
เข้าร่วม: 22 Oct 2012
ตอบ: 5
ที่อยู่: ไม่มีที่อยู่
โพสเมื่อ: Tue Feb 05, 2013 10:46 pm
0
0
เข้าร่วม: 29 Nov 2009
ตอบ: 822
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Tue Feb 05, 2013 10:48 pm
United
0
0
ต้นไม้ต้นเดียวไม่เป็นป่า กระดาษแผ่นเดียวไม่เป็นหนังสือ
เข้าร่วม: 16 Jan 2011
ตอบ: 30
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Tue Feb 05, 2013 10:49 pm
ภูมิใจมากที่ได้เป็นแฟนบอลทีมนี้
0
0
เข้าร่วม: 22 Oct 2012
ตอบ: 14
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Tue Feb 05, 2013 10:49 pm
การเริ่มต้นเชียร์ แมนยู ของผม อาจจะไม่เหมือนคนอื่นๆ ผมไม่ได้รู้จักแมนยู จากการเล่นในสนาม หรือ จากนักเตะหล่อๆ ทุกอย่างมันเริ่มจาก สกู๊ปในหนังสือกีฬาเล่มหนึ่ง ได้กล่าวถึงทีมฟุตบอลทีมหนึ่ง ที่เกิดอุบัติเหตุ ทางเครื่องบิน ทำให้ต้องสูญเสียนักเตะแกนหลักมากมาย(คิดในใจ ทีมไรเนี่ยดวงซวยจริงๆ) แต่พวกเขาใช้เวลาเพียงไม่นานฟอร์มทีมขึ้นมาใหม่ แถมยังถึงขั้นคว้าแชมป์ยุโรปได้อีก(คิดในใจ2 สุดยอดเลย นี่มันบทหนังป่ะเนี่ย) นั่นคือ ครั้งแรกที่ผมได้รู้จัก แมนยู และนักเตะอย่าง เบสต์ ชาร์ลตัน แล้วผมก็ตกลงปลงใจ ว่า ทีมนี้แหละ ที่ผมจะติดตามเชียร์
0
0
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 166
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Tue Feb 05, 2013 10:55 pm
เขียนบทความได้ดีมากครับ
0
0
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 206
ที่อยู่: Samutprakan
โพสเมื่อ: Tue Feb 05, 2013 11:00 pm
0
0
ถึงจะไม่ใช่แลคตาซิด แต่ผมก็เป็นมิตรกับจุดซ้อนเร้น
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 0
ที่อยู่: ในผืนป่าตะวันตกของประเทศไทย
โพสเมื่อ: Tue Feb 05, 2013 11:08 pm
เคยได้ดูหนังเรื่องนี้เมื่อปีก่อน ดูอยู่ดีๆ น้ำตามันก็ไหลออกมาเองซะงั้น

เหล่าตำนานที่แท้จริง
The Busby Babes of United!!!

0
0
อนุบาลคานแข็ง
เข้าร่วม: 01 Apr 2008
ตอบ: 1815
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Tue Feb 05, 2013 11:18 pm
ดันแคนจะสุดยอดขนาดไหนเนี่ย เซอร์บอบนี่เทพมากแล้วนะ
0
0
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 6
ที่อยู่: กองถ่าย AV
โพสเมื่อ: Tue Feb 05, 2013 11:19 pm
เลือดผีมันแรง
0
0
เข้าร่วม: 29 Apr 2009
ตอบ: 1243
ที่อยู่: Promise Land
โพสเมื่อ: Tue Feb 05, 2013 11:20 pm
เรื่องนี้เป็นหนึ่งเรื่องที่ทำให้เข้าถึงความเป็นสาวกแห่ง ยูไนเต็ด
0
0

เข้าร่วม: 07 May 2009
ตอบ: 797
ที่อยู่: Bangkok,Thailand
โพสเมื่อ: Tue Feb 05, 2013 11:27 pm
United ยิ่งใหญ่กว่าคนใดคนหนึ่งในสโมสร ทุกๆคนต่างเสียสละเพื่อมัน
0
0
เข้าร่วม: 19 May 2011
ตอบ: 103
ที่อยู่: Old Trafford
โพสเมื่อ: Tue Feb 05, 2013 11:44 pm
อ่านเเล้วจะร้อง
0
0
The ultimate inspiration is the deadline
เข้าร่วม: 25 Sep 2010
ตอบ: 139
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Tue Feb 05, 2013 11:47 pm
0
0
Rmutt,Marketing 55
เข้าร่วม: 10 Dec 2009
ตอบ: 604
ที่อยู่: G3-Revolution
โพสเมื่อ: Wed Feb 06, 2013 12:24 am
น้ำตาจะไหล


R.I.P. Busby Babes
0
0

เข้าร่วม: 17 Jun 2008
ตอบ: 3889
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Wed Feb 06, 2013 12:33 am
เรื่องเครื่องบินตกที่มิวนิคนี่อ่านกี่ทีก็เศร้า




0
0


ชมรม A.C.(Animation Consulting ชมรมที่ปรึกษาปัญหาอนิเมะ)
http://www.soccersuck.com/clubs/detail/59

เพจชมรม

https://www.facebook.com/animeconsulting
เข้าร่วม: 22 Oct 2012
ตอบ: 108
ที่อยู่: สนามบอล
โพสเมื่อ: Wed Feb 06, 2013 12:37 am

0
0
เข้าร่วม: 22 Oct 2012
ตอบ: 14
ที่อยู่: old trafford
โพสเมื่อ: Wed Feb 06, 2013 12:44 am
อยากเหนดันแคนจัง
0
0

เข้าร่วม: 27 Mar 2010
ตอบ: 584
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Wed Feb 06, 2013 1:01 am
อยากเห็น Duncan Edwards
0
0


Credit By::sleepless
เข้าร่วม: 27 Feb 2010
ตอบ: 10
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Wed Feb 06, 2013 1:29 am
บอกได้เลยคับ น้ำตาไหลเลยตอนนี้พุ้งนี้กี่โมงคับจะมาอ่าน
0
0
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 0
ที่อยู่: ใต้ต้นกระโดน
โพสเมื่อ: Wed Feb 06, 2013 6:28 am
ประวัติศาสตร์ของยูไนเต็ด
0
0


<<ไม่มีวันไหน...ไม่คิดถึงเธอ>>
เข้าร่วม: 15 Oct 2009
ตอบ: 48
ที่อยู่: Designer Room
โพสเมื่อ: Wed Feb 06, 2013 7:28 am
ที่สุดแล้ว ได้ดูหนังเรื่อง United น้ำตาไหลเลย
0
0
MAROUANE FELLAINI

เข้าร่วม: 25 Nov 2008
ตอบ: 447
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Wed Feb 06, 2013 7:46 am
Duncan Edwards
0
0

แชมป์20สมัยค่อยมาคุยนะจ๊ะ
เข้าร่วม: 22 Oct 2012
ตอบ: 60
ที่อยู่: ตรงนี้
โพสเมื่อ: Wed Feb 06, 2013 8:30 am
0
0
เข้าร่วม: 28 Jun 2009
ตอบ: 2
ที่อยู่: กาญจนบุรี
โพสเมื่อ: Wed Feb 06, 2013 9:37 am
อ่านแล้วน้ำตาไหลเลย โดยไม่รู้ตัว
0
0
เข้าร่วม: 26 Jan 2011
ตอบ: 28
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Wed Feb 06, 2013 10:05 am
สุดยอด
0
0
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 138
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Wed Feb 06, 2013 3:42 pm
hudchei พิมพ์ว่า:
นี่เป็นเสน่ห์อย่างนึงที่ทำให้ผมหลงไหล ทีมฟุตบอล Manchester United ในเรื่องความไม่ย่อท้อต่อความพ่ายแพ้ ลุกขึ้นมาได้เสมอแม้จะเจอเรื่องเลวร้าย

และอีกอย่างไม่ลืมคือ ในความเป็นอริกัน ก็ยังมีมิตรภาพ Liverpool FC คือทีมแรกที่ยื่นมือมาให้ความช่วยเหลือในตอนนั้น  


อ่านไปขนลุกไป ผมรู้สึกประทับใจในทีมที่ผมเชียร์อยู่จริงๆ

ผมเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว กับคำว่า The Comeback ของ ปีศาจแดง

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะกลับมาผงาดอย่างยิ่งใหญ่ได้ทุกครั้งไป

Glory Glory Manchester United
0
0
เข้าร่วม: 14 Oct 2008
ตอบ: 64
ที่อยู่: #BANGKOK CITY# #####THAILAND#####
โพสเมื่อ: Wed Feb 06, 2013 5:32 pm
สุดยอดครับ ขอบคุณมากสำหรับบทความดีๆ
0
0
เข้าร่วม: 18 Aug 2009
ตอบ: 4
ที่อยู่: Phuket
โพสเมื่อ: Wed Feb 06, 2013 6:49 pm
I am proud to be United.

Keep the Red flag ,flying high

0
0
_____________________________________

เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 6
ที่อยู่: สังค์กระจาย
โพสเมื่อ: Wed Feb 06, 2013 9:02 pm
ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้เชียรทีมนี้
0
0

เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 2153
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Wed Feb 06, 2013 11:03 pm
0
0
เข้าร่วม: 07 Oct 2009
ตอบ: 540
ที่อยู่: ฺBGFC
โพสเมื่อ: Thu Feb 07, 2013 12:20 am
น้ำตาจะไหล
0
0


เข้าร่วม: 22 Oct 2012
ตอบ: 766
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Thu Feb 07, 2013 8:10 am
เมื่อเมอร์ฟี่ย์มาถึง พบว่าบัสบี้ยังไม่ได้สติ จึงเข้าเยี่ยมเอ็ดเวิร์คก่อน สิ่งที่เขาเห็นคือ ศิษย์รักทั้งขาหัก ซี่โครงแตก และไตเสียหาย แต่ทันใดที่เอ็ดเวิร์คเห็นเขา ประโยคแรกที่ออกมาอย่างแผ่วเบาคือ “เสาร์นี้ลงแข่งกี่โมง จิมมี่” “ผมพลาดเกมนี้ไม่ได้น่ะ” เมอร์ฟี่ย์ตอบกลับ “สามโมง นายไม่พลาดแน่” เขาบรรยายความรู้สึกตอนนั้นว่า “หัวใจสลาย” จากนั้นนับไปอีก 15 วันหลังเกิดเหตุ พระเจ้าก็นำบุตรของพระองค์กลับสู่อ้อมอก


ผมอ่านประโยคนี้แล้ว "น้ำตาซึม" !
0
0
_________________
เข้าร่วม: 30 May 2010
ตอบ: 3982
ที่อยู่: ...
โพสเมื่อ: Thu Feb 07, 2013 1:43 pm
น้ำตาจะไหล
0
0
Eric 'The King' Canto
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 941
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Thu Feb 07, 2013 4:49 pm
เลือกทีมรักไม่ผิดจริงๆ
0
0
เข้าร่วม: 30 Nov 2010
ตอบ: 6
ที่อยู่: @ Chiangmai
โพสเมื่อ: Thu Feb 07, 2013 7:01 pm
จะร้องไห้ครับ
0
0
เข้าร่วม: 16 Apr 2010
ตอบ: 267
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Thu Feb 07, 2013 7:48 pm
เศร้าครับ


Glory Manchester United
0
0
++++ บุญคุณ ต้องทดแทน มีแค้น ต้องชำระ ++++
เข้าร่วม: 21 May 2011
ตอบ: 59
ที่อยู่: โรงละครแห่งความฝัน
โพสเมื่อ: Thu Feb 07, 2013 8:16 pm
United !!!!
0
0
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 3476
ที่อยู่: ใต้ร่มพระบารมี
โพสเมื่อ: Tue Feb 12, 2013 5:39 pm
0
0
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 1
ที่อยู่: Shutter Island
โพสเมื่อ: Wed Feb 13, 2013 10:32 am
Glory Glory Man United !!
0
0
อ่านข่าวในเว็บนี้มา ตั้งแต่ ปี2005-2006
เพิ่งจะมา สมัครสมาชิก วันนี้ 14/8/2012 !!