[RE: *** ดูหนัง The Big Short รู้เรื่อมั้ย ***]
Operator พิมพ์ว่า:
ชอบเรื่องนี้ ติดอย่างเดียวว่าเจ้า 2 หนุ่มใช้วิธีอะไรในการเล่นกับตลาด ดูหลายรอบละไม่เข้าใจ…..
1. พวกเขาซื้ออะไร? (The Buy)
สิ่งที่พวกเขาซื้อคือ CDS (Credit Default Swaps) ซึ่งทำหน้าที่เหมือน "กรมธรรม์ประกันภัย"
เป้าหมาย: พวกเขาซื้อประกันให้กับตราสารหนี้ MBS (Mortgage-Backed Securities) ระดับ AA
ทำไมต้อง AA?: ในยุคนั้น ตลาดเชื่อว่าระดับ AA ปลอดภัยมาก (โอกาสเบี้ยวหนี้น้อยกว่า 1%) ส่งผลให้ "ค่าเบี้ยประกัน" (Premium) ถูกมากเปรียบเสมือนคุณซื้อประกันไฟไหม้คฤหาสน์หรูในราคาเบี้ยประกันเท่ากับบ้านไม้หลังเล็กๆ
ความจริงที่ซ่อนอยู่: พวกเขาค้นพบว่าไส้ในของระดับ AA จริงๆ แล้วประกอบไปด้วยขยะ (สินเชื่อซับไพรม์) ที่ถูกนำมามัดรวมกันและปั่นเรตติ้งขึ้นมา ถ้าสินเชื่อบ้านส่วนล่างเริ่มผิดนัดชำระ ระดับ AA ก็จะพังตามไปในที่สุด
2. พวกเขาขายอะไร? (The Sell)
ในทางเทคนิค พวกเขาไม่ได้ "ขาย" สินทรัพย์ที่มีอยู่ในมือตอนแรก แต่พวกเขา "ขายสัญญานั้นคืนให้ตลาด" หรือ "รอรับเงินชดเชย" เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ระบุไว้:
เมื่อวิกฤตซับไพรม์มาถึง คนเริ่มจ่ายค่าบ้านไม่ไหว ตราสารหนี้ MBS ระดับ AA ที่เคยดูดีก็เริ่มมีค่าเท่ากับศูนย์
ณ จุดนี้ สัญญา CDS ที่พวกเขาถืออยู่จะมีมูลค่าพุ่งสูงขึ้นมหาศาล เพราะมันคือสิทธิในการรับเงินชดเชยเต็มจำนวนเมื่อตราสารหนี้นั้นล้มละลาย
พวกเขาขายสัญญานี้คืนให้กับธนาคารคู่สัญญา (เช่น Bear Stearns หรือ Lehman Brothers) หรือบังคับให้ธนาคารจ่ายเงินตามสัญญาประกัน
การที่ Jamie และ Charlie จะเปลี่ยน "ตัวเลขในกระดาษ" ให้กลายเป็น "เงินสด" ในช่วงที่ระบบการเงินโลกกำลังพังทลายเป็นเรื่องที่ยากที่สุด และนี่คือจุดที่ Ben Rickert (ตัวจริงคือ Ben Hockett) เข้ามามีบทบาทสำคัญครับ
1. ปัญหา: สัญญาที่มีค่า แต่ไม่มีคนซื้อ (หรือไม่มีเงินจ่าย)
ในช่วงปี 2008 เมื่อตลาดซับไพรม์พังทลายจริงๆ สัญญา CDS ที่ Jamie และ Charlie ถืออยู่มีมูลค่าพุ่งสูงขึ้นหลายสิบเท่า แต่มันเกิดวิกฤต 2 อย่างตามมา:
Liquidity Crisis: ไม่มีใครอยากรับซื้อสัญญาเหล่านี้ต่อ เพราะทุกคนรู้ว่ามันคือ "ระเบิดเวลา" ที่ธนาคารต้องจ่ายเงินมหาศาล
Counterparty Risk: ธนาคารที่เป็นคนออกสัญญาประกันให้พวกเขา (เช่น Bear Stearns หรือ Lehman Brothers) กำลังจะ "ล้มละลาย" หากธนาคารล้ม สัญญาประกันเหล่านั้นก็อาจกลายเป็นเศษกระดาษที่ไม่มีคนจ่ายเงินให้
2. บทบาทของ Ben Rickert: การหาทางลง (The Exit Strategy)
Ben Rickert เป็นอดีตเทรดเดอร์ระดับสูงของ Deutsche Bank ที่ลาออกมาใช้ชีวิตสันโดษ เขามีสิ่งที่เด็กหนุ่มสองคนไม่มี คือ "ความเก๋าเกม" และ "คอนเนคชัน"
การเข้าถึงตลาดระดับโลก: Ben ต้องใช้เครื่องมือเทรดที่บ้านในอังกฤษ (ตามที่เห็นในหนัง) เพื่อติดต่อกับธนาคารในยุโรปและอเมริกา เขาช่วยให้กองทุนเล็กๆ อย่าง Cornwall Capital สามารถเข้าไปนั่งในโต๊ะเจรจากับยักษ์ใหญ่ได้
การชิงขายก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป: Ben มองออกว่าถ้าพวกเขารอนานกว่านี้ ธนาคารที่เป็นคู่สัญญาจะล้มละลายจนไม่เหลือเงินมาจ่ายค่าประกันให้พวกเขา เขาจึงเร่งทำการ "Liquidate" (ขายสัญญาเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสด) ในขณะที่ธนาคารเหล่านั้นยังพอมีสภาพคล่องเหลืออยู่บ้าง
3. วิธีการระบายสัญญา (How they cashed out)
พวกเขาทำกำไรผ่าน 2 วิธีหลักในช่วงท้าย:
ขายสัญญาคืนให้ธนาคาร (Settlement): ธนาคารที่ออกสัญญา CDS ยอมจ่ายเงินก้อนโต (แต่ยังน้อยกว่ามูลค่าเต็มที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต) เพื่อขอ "ปิดสัญญา" นั้นทิ้ง เพราะธนาคารต้องการจำกัดความเสียหายไม่ให้บานปลายไปมากกว่านี้
ขายสัญญาให้กองทุนอื่น: มีกองทุนขนาดใหญ่บางแห่งที่ต้องการ "Hedge" หรือป้องกันความเสี่ยงในนาทีสุดท้าย ยอมซื้อสัญญา CDS ต่อจากพวกเขาในราคาสูงลิ่ว
4. ความเป็นจริงที่น่าหดหู่
ฉากที่ Ben Rickert ดุ Jamie และ Charlie ในหนังหลังจากที่พวกเขากระโดดโลดเต้นที่ทำกำไรได้ คือหัวใจของเรื่องนี้ครับ:
กำไรของพวกเขามาจากความพินาศ: ทุกๆ 1% ที่อัตราว่างงานเพิ่มขึ้น จะมีคนตายประมาณ 40,000 คน
สรุป: พวกเขาได้กำไรโดยการ "วางเดิมพันว่าระบบจะพัง" ผ่านสัญญา CDS และใช้ความเชี่ยวชาญของ Ben Rickert ในการชิงขายสัญญานั้นทิ้งก่อนที่ธนาคารคู่สัญญาจะล้มละลายไปพร้อมกับระบบครับ
ิั
by gemini again
สรุปความเข้าใจส่วนตัวของผม แบบยกตัวอย่าง
- ซื้อประกันคุ้มครองเงิน 200 ล้าน usd ในราคาถูกมากเพราะธนาคาประเมินกันว่าโอกาสเกิดขึ้นแทบจะเท่ากับ 0
ดังนั้นค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้ธนาคารอาจจะแค่หลัก แสน usd
- แต่เพราะมองเห็นว่า ไส้ในของ bond ที่ธนาคารมองว่าปลอดภัยมากๆนั้นหมกเม็ดเพียบเลยกล้าเสี่ยง
- เกิดวิกฤติจริงซะงั้น ทุกอย่างล้มเป็นโดมิโน่
- ตรงจุดนี้ประกันที่ถืออยู่เริ่มมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 0 ไปเป็นหลักสิบล้านและเพิ่มไปเรื่อยๆ เป็นร้อยล้าน (ถ้าไม่เกิดอะไร เท่ากับจ่ายค่าธรรมเนียมฟรีๆเรื่อยๆและจะไม่ได้เงินกลับมาแม้แต่แดงเดียว)
- ชิงขายของราคา 200 ในราคา 100 (ผมยกตัวอย่าง) เพราะถ้าไม่ขาย 100 ประเดี๋ยวธนาคารเจ้าของสัญญาจะล้มละลายเงินหมดตูดไม่มีเงินมาจ่าย
-ทำไมธนาคารต้องรับซื้อ ก็เพราะต้องการตัดจบควบคุมความเสียหายเพราะธนาคาร ณ เวลานั้นต้องลดความเสียหายให้ได้มากที่สุด ดังนั้นการซื้อสัญญาที่อาจจะมีมูลค่า 200 ในราคา 100 สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง
- ทั้งสองคนทำกำไรมหาศาลสุดๆเมื่อคิดว่าเป็นแค่นักลงทุนรายย่อยเท่านั้น
ผมอ่านแล้วก็เข้าใจได้ประมาณนี้แหล่ะครับ