ไว้คราวหน้า X
ไว้คราวหน้า X
ไม่ต้องแสดงข้อความนี้อีกเลย
ไปหน้าที่ 1, 2
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
ฝากรูป
แบบสำรวจ
คุณดูหนัง The Big Short เกมฉวยโอกาสรวย รู้เรื่อมั้ย
หนังอะไรหวะ ไม่เคยดู
???
ดูแล้ว แต่ไม่รู้เรื่องเลย เป็นหนังการเงินที่ดี ที่สุดได้ไงหวะ
???
พอเข้าใจ แต่ดูไม่จบ งง
???
พอเข้าใจ ดูจนจบ ไม่ก็ไม่ได้ดีขนาดนั้น
???
เข้าใจ หนังเล่าได้ดีมากๆ ทุกคนควรดู
???
เข้าใจ สะสๆ ผมเป็นนักลงทุน ธนาคาร มันก็ XXX แบบนี้เแหละ
???
คะแนนทั้งหมด: 63
ผู้ตั้ง
ข้อความ
ออฟไลน์
ดาวเตะพรีเมียร์ลีก
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 03 Nov 2024
ตอบ: 5122
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Tue Jan 13, 2026 13:16
[RE: *** ดูหนัง The Big Short รู้เรื่อมั้ย ***]
รอบแรกไม่เข้าใจเลย
รอบสองเข้าใจนิดนึง

คือคนกลุ่มน้อยค้นพบหุ้นกู้ที่ในอนาคตพังแน่
เลยรวมหัวกันแทงสวน รวยยับกันไป
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน


ออฟไลน์
นักเตะตำบล
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 2517
ที่อยู่: ที่ทำงาน
โพสเมื่อ: Tue Jan 13, 2026 13:41
[RE]*** ดูหนัง The Big Short รู้เรื่อมั้ย ***
ชอบเรื่องนี้ ติดอย่างเดียวว่าเจ้า 2 หนุ่มใช้วิธีอะไรในการเล่นกับตลาด ดูหลายรอบละไม่เข้าใจ…..
โพสต์บนแอป Soccersuck บน iOS
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออนไลน์
ซุปตาร์ยูโร
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 31 Oct 2008
ตอบ: 7595
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Tue Jan 13, 2026 14:58
[RE: *** ดูหนัง The Big Short รู้เรื่อมั้ย ***]
มันจะมีหนังสองเรื่องที่เขายกขึ้นหิ้ง สำหรับสถานการณ์ตอนนั้น คือ The Big Short และ Too big to fail
ซึ่งอันแรกมันย่อยลงมาให้ดูง่ายขึ้นเยอะ + มีแทรกอธิบายเรื่อยๆ ก็เลยทำให้มันดังกว่าเรื่องหลัง

หลักๆที่ดูกันแล้วงงไม่ใช่ว่ามันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนอะไรหรอก แต่มันเล่าในมุมของคนที่ได้ผลประโยชน์จากเรื่องนี้ ทั้งฝั่งกองทุนอย่าง Scion Asset ที่ตาเบลแกแสดง (ล่าสุดเพิ่งปิดไปไม่นานมานี้เองมั้ง) หรือจากฝั่งธนาคารเองที่ตากอสลิ่งแกแสดง

มันเป็นหนังที่กึ่งๆสอน กึ่งๆบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ไว้ (อาจจะไม่ขนาดหอแต๋วแตกที่เป็นพงศาวดารหรอก) ว่าแม่มเคยมีเรื่องบ้าๆแบบนี้ที่ทำให้คนไร้บ้านหรือแม้แต่ตายกันเป็นประวัติการณ์ขนาดนั้น แถมผลที่ออกมาคนเมกาก็ไม่พอใจกันเยอะ

คือต้นเหตุมันเกิดจากธนาคารมันโลภ กะว่าปล่อยสินเชื่อกู้ที่เรทสูงลิ่วเพื่อทำกำไร แต่ดันไม่ตรวจสอบหรือไม่สนใจจะตรวจสอบว่าคนกู้เนี่ยเขาจะมีปัญญามาจ่ายได้ไหม

แถมสุดท้ายแล้วจบที่ว่ารัฐบาลก็ต้องเอาเงินภาษีประชาชนมาจ่ายชดเชยส่วนที่ธนาคารพวกนี้ขาดทุนกระจุยไปเท่าไหร่ๆ บางแบงก์เขาไม่ยอมปล่อยล้มก็เพราะมันมี Asset (ก็คือทรัพย์สินที่ถือครองอยู่ แต่ไม่ใช่เงินสด)ที่รัฐบาลมองว่าคุ้มที่จะเข้าไปอุ้ม (ตรงนี้ลองไปดูที่นายอาร์มอธิบายเรื่อง SVB ตอนล้มดู) บางแบงก์เขาก็ปล่อยคว่ำเลยเพราะไม่ได้มี asset อะไรที่ทำให้เขาอยากเขาช่วย (สุดท้ายเพิ่งมาขาย Asset พวกนี้หมดตอนปี 2014 นี่เอง กำไรไประดับพันล้านได้มั้ง)

จำได้ว่าเรื่องมันเกิดตอนปลายยุคบุชคนลูกนั่นแหละ แต่สุดท้ายแล้วที่ต้องเซ็นร่างและกฎหมายช่วยก็เป็นผลงานของทั้งบุชและโอบาม่า จำได้ว่าตอนแรกโอบาม่าแม่มเคืองจัดเพราะปัญหาพวกนี้ ธนาคารแม่มโลภกันเองจนคนตกงานกันเป็นเบือ แต่สุดท้ายแล้วก็ยอมให้พวกผู้บริหารและคนระดับสูงธนาคารรอดพ้นคุกไปได้ (ติดอยู่คนเดียวมั้ง) แถมพวกนี้ได้รับโบนัสจากธนาคารตอนเกษียณอีก ประชาชนก็เลยโกรธจัด ยังไม่นับที่ฝืนผ่านร่าง Obamacare อีก (ตอนนั้นคนเมกายังไม่เข้าใจด้วยมั้งว่าดียังไง) สองอย่างรวมกัน เดมฯเสียสภาล่างให้รีพับ

คือสุดท้ายแล้ว หนังเรื่องนี้มันแค่สอนเราอะครับ ว่าสุดท้ายแล้วคนกำหนดชะตาชีวิตของคนเมกา (หรือทั้งโลก) บางทีแม่มก็อยู่ในกลุ่มคนไม่กี่คนหรอก

ปล. ช่วงนี้กลับมาพูดกันเยอะก็เพราะหุ้นเทคโดยเฉพาะกลุ่ม AI นั่นแหละ ราคามันขึ้นแบบพรวดๆ แถมเงินก็หมุนกันเองแบบนี้ เขาก็เลยมองว่ามันเป็นฟองสบู่รึเปล่า
แถม Burry ก็กลับมาทวิตอีก (ตอนหลังแกเลิก แล้วก็ไปเปิด blog ขายค่าสับตะไคร้แทนละ) คนก็เลยยิ่งแพนิค แต่เอาจริงๆ Burry แกก็ไม่ได้แม่นขนาดนั้นนะ หลังๆแกวืดบ่อยด้วย มีตอน The Big Short กับตอน Gamestop เนี่ยแหละที่แกดันแม่น
1
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
I'll give him an offer which he can't refuse.

http://i212.photobucket.com/albums/cc69/rutthapol/D-04/5.png

ออนไลน์
แขวนสตั๊ด
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 05 Dec 2016
ตอบ: 10691
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Tue Jan 13, 2026 14:58
[RE: *** ดูหนัง The Big Short รู้เรื่อมั้ย ***]
Operator พิมพ์ว่า:
ชอบเรื่องนี้ ติดอย่างเดียวว่าเจ้า 2 หนุ่มใช้วิธีอะไรในการเล่นกับตลาด ดูหลายรอบละไม่เข้าใจ…..  

1. พวกเขาซื้ออะไร? (The Buy)
สิ่งที่พวกเขาซื้อคือ CDS (Credit Default Swaps) ซึ่งทำหน้าที่เหมือน "กรมธรรม์ประกันภัย"

เป้าหมาย: พวกเขาซื้อประกันให้กับตราสารหนี้ MBS (Mortgage-Backed Securities) ระดับ AA

ทำไมต้อง AA?: ในยุคนั้น ตลาดเชื่อว่าระดับ AA ปลอดภัยมาก (โอกาสเบี้ยวหนี้น้อยกว่า 1%) ส่งผลให้ "ค่าเบี้ยประกัน" (Premium) ถูกมากเปรียบเสมือนคุณซื้อประกันไฟไหม้คฤหาสน์หรูในราคาเบี้ยประกันเท่ากับบ้านไม้หลังเล็กๆ

ความจริงที่ซ่อนอยู่: พวกเขาค้นพบว่าไส้ในของระดับ AA จริงๆ แล้วประกอบไปด้วยขยะ (สินเชื่อซับไพรม์) ที่ถูกนำมามัดรวมกันและปั่นเรตติ้งขึ้นมา ถ้าสินเชื่อบ้านส่วนล่างเริ่มผิดนัดชำระ ระดับ AA ก็จะพังตามไปในที่สุด

2. พวกเขาขายอะไร? (The Sell)
ในทางเทคนิค พวกเขาไม่ได้ "ขาย" สินทรัพย์ที่มีอยู่ในมือตอนแรก แต่พวกเขา "ขายสัญญานั้นคืนให้ตลาด" หรือ "รอรับเงินชดเชย" เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ระบุไว้:

เมื่อวิกฤตซับไพรม์มาถึง คนเริ่มจ่ายค่าบ้านไม่ไหว ตราสารหนี้ MBS ระดับ AA ที่เคยดูดีก็เริ่มมีค่าเท่ากับศูนย์

ณ จุดนี้ สัญญา CDS ที่พวกเขาถืออยู่จะมีมูลค่าพุ่งสูงขึ้นมหาศาล เพราะมันคือสิทธิในการรับเงินชดเชยเต็มจำนวนเมื่อตราสารหนี้นั้นล้มละลาย

พวกเขาขายสัญญานี้คืนให้กับธนาคารคู่สัญญา (เช่น Bear Stearns หรือ Lehman Brothers) หรือบังคับให้ธนาคารจ่ายเงินตามสัญญาประกัน

การที่ Jamie และ Charlie จะเปลี่ยน "ตัวเลขในกระดาษ" ให้กลายเป็น "เงินสด" ในช่วงที่ระบบการเงินโลกกำลังพังทลายเป็นเรื่องที่ยากที่สุด และนี่คือจุดที่ Ben Rickert (ตัวจริงคือ Ben Hockett) เข้ามามีบทบาทสำคัญครับ

1. ปัญหา: สัญญาที่มีค่า แต่ไม่มีคนซื้อ (หรือไม่มีเงินจ่าย)
ในช่วงปี 2008 เมื่อตลาดซับไพรม์พังทลายจริงๆ สัญญา CDS ที่ Jamie และ Charlie ถืออยู่มีมูลค่าพุ่งสูงขึ้นหลายสิบเท่า แต่มันเกิดวิกฤต 2 อย่างตามมา:

Liquidity Crisis: ไม่มีใครอยากรับซื้อสัญญาเหล่านี้ต่อ เพราะทุกคนรู้ว่ามันคือ "ระเบิดเวลา" ที่ธนาคารต้องจ่ายเงินมหาศาล

Counterparty Risk: ธนาคารที่เป็นคนออกสัญญาประกันให้พวกเขา (เช่น Bear Stearns หรือ Lehman Brothers) กำลังจะ "ล้มละลาย" หากธนาคารล้ม สัญญาประกันเหล่านั้นก็อาจกลายเป็นเศษกระดาษที่ไม่มีคนจ่ายเงินให้

2. บทบาทของ Ben Rickert: การหาทางลง (The Exit Strategy)
Ben Rickert เป็นอดีตเทรดเดอร์ระดับสูงของ Deutsche Bank ที่ลาออกมาใช้ชีวิตสันโดษ เขามีสิ่งที่เด็กหนุ่มสองคนไม่มี คือ "ความเก๋าเกม" และ "คอนเนคชัน"

การเข้าถึงตลาดระดับโลก: Ben ต้องใช้เครื่องมือเทรดที่บ้านในอังกฤษ (ตามที่เห็นในหนัง) เพื่อติดต่อกับธนาคารในยุโรปและอเมริกา เขาช่วยให้กองทุนเล็กๆ อย่าง Cornwall Capital สามารถเข้าไปนั่งในโต๊ะเจรจากับยักษ์ใหญ่ได้

การชิงขายก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป: Ben มองออกว่าถ้าพวกเขารอนานกว่านี้ ธนาคารที่เป็นคู่สัญญาจะล้มละลายจนไม่เหลือเงินมาจ่ายค่าประกันให้พวกเขา เขาจึงเร่งทำการ "Liquidate" (ขายสัญญาเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสด) ในขณะที่ธนาคารเหล่านั้นยังพอมีสภาพคล่องเหลืออยู่บ้าง

3. วิธีการระบายสัญญา (How they cashed out)
พวกเขาทำกำไรผ่าน 2 วิธีหลักในช่วงท้าย:

ขายสัญญาคืนให้ธนาคาร (Settlement): ธนาคารที่ออกสัญญา CDS ยอมจ่ายเงินก้อนโต (แต่ยังน้อยกว่ามูลค่าเต็มที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต) เพื่อขอ "ปิดสัญญา" นั้นทิ้ง เพราะธนาคารต้องการจำกัดความเสียหายไม่ให้บานปลายไปมากกว่านี้

ขายสัญญาให้กองทุนอื่น: มีกองทุนขนาดใหญ่บางแห่งที่ต้องการ "Hedge" หรือป้องกันความเสี่ยงในนาทีสุดท้าย ยอมซื้อสัญญา CDS ต่อจากพวกเขาในราคาสูงลิ่ว

4. ความเป็นจริงที่น่าหดหู่
ฉากที่ Ben Rickert ดุ Jamie และ Charlie ในหนังหลังจากที่พวกเขากระโดดโลดเต้นที่ทำกำไรได้ คือหัวใจของเรื่องนี้ครับ:

กำไรของพวกเขามาจากความพินาศ: ทุกๆ 1% ที่อัตราว่างงานเพิ่มขึ้น จะมีคนตายประมาณ 40,000 คน

สรุป: พวกเขาได้กำไรโดยการ "วางเดิมพันว่าระบบจะพัง" ผ่านสัญญา CDS และใช้ความเชี่ยวชาญของ Ben Rickert ในการชิงขายสัญญานั้นทิ้งก่อนที่ธนาคารคู่สัญญาจะล้มละลายไปพร้อมกับระบบครับ

ิั
by gemini again

สรุปความเข้าใจส่วนตัวของผม แบบยกตัวอย่าง

- ซื้อประกันคุ้มครองเงิน 200 ล้าน usd ในราคาถูกมากเพราะธนาคาประเมินกันว่าโอกาสเกิดขึ้นแทบจะเท่ากับ 0
ดังนั้นค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้ธนาคารอาจจะแค่หลัก แสน usd

- แต่เพราะมองเห็นว่า ไส้ในของ bond ที่ธนาคารมองว่าปลอดภัยมากๆนั้นหมกเม็ดเพียบเลยกล้าเสี่ยง

- เกิดวิกฤติจริงซะงั้น ทุกอย่างล้มเป็นโดมิโน่

- ตรงจุดนี้ประกันที่ถืออยู่เริ่มมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 0 ไปเป็นหลักสิบล้านและเพิ่มไปเรื่อยๆ เป็นร้อยล้าน (ถ้าไม่เกิดอะไร เท่ากับจ่ายค่าธรรมเนียมฟรีๆเรื่อยๆและจะไม่ได้เงินกลับมาแม้แต่แดงเดียว)

- ชิงขายของราคา 200 ในราคา 100 (ผมยกตัวอย่าง) เพราะถ้าไม่ขาย 100 ประเดี๋ยวธนาคารเจ้าของสัญญาจะล้มละลายเงินหมดตูดไม่มีเงินมาจ่าย

-ทำไมธนาคารต้องรับซื้อ ก็เพราะต้องการตัดจบควบคุมความเสียหายเพราะธนาคาร ณ เวลานั้นต้องลดความเสียหายให้ได้มากที่สุด ดังนั้นการซื้อสัญญาที่อาจจะมีมูลค่า 200 ในราคา 100 สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง

- ทั้งสองคนทำกำไรมหาศาลสุดๆเมื่อคิดว่าเป็นแค่นักลงทุนรายย่อยเท่านั้น

ผมอ่านแล้วก็เข้าใจได้ประมาณนี้แหล่ะครับ
แก้ไขล่าสุดโดย niali เมื่อ Tue Jan 13, 2026 15:07, ทั้งหมด 1 ครั้ง
1
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออนไลน์
แขวนสตั๊ด
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 05 Dec 2016
ตอบ: 10691
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Tue Jan 13, 2026 15:12
[RE: *** ดูหนัง The Big Short รู้เรื่อมั้ย ***]
[AXiS]`NEW พิมพ์ว่า:
มันจะมีหนังสองเรื่องที่เขายกขึ้นหิ้ง สำหรับสถานการณ์ตอนนั้น คือ The Big Short และ Too big to fail
ซึ่งอันแรกมันย่อยลงมาให้ดูง่ายขึ้นเยอะ + มีแทรกอธิบายเรื่อยๆ ก็เลยทำให้มันดังกว่าเรื่องหลัง

หลักๆที่ดูกันแล้วงงไม่ใช่ว่ามันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนอะไรหรอก แต่มันเล่าในมุมของคนที่ได้ผลประโยชน์จากเรื่องนี้ ทั้งฝั่งกองทุนอย่าง Scion Asset ที่ตาเบลแกแสดง (ล่าสุดเพิ่งปิดไปไม่นานมานี้เองมั้ง) หรือจากฝั่งธนาคารเองที่ตากอสลิ่งแกแสดง

มันเป็นหนังที่กึ่งๆสอน กึ่งๆบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ไว้ (อาจจะไม่ขนาดหอแต๋วแตกที่เป็นพงศาวดารหรอก) ว่าแม่มเคยมีเรื่องบ้าๆแบบนี้ที่ทำให้คนไร้บ้านหรือแม้แต่ตายกันเป็นประวัติการณ์ขนาดนั้น แถมผลที่ออกมาคนเมกาก็ไม่พอใจกันเยอะ

คือต้นเหตุมันเกิดจากธนาคารมันโลภ กะว่าปล่อยสินเชื่อกู้ที่เรทสูงลิ่วเพื่อทำกำไร แต่ดันไม่ตรวจสอบหรือไม่สนใจจะตรวจสอบว่าคนกู้เนี่ยเขาจะมีปัญญามาจ่ายได้ไหม

แถมสุดท้ายแล้วจบที่ว่ารัฐบาลก็ต้องเอาเงินภาษีประชาชนมาจ่ายชดเชยส่วนที่ธนาคารพวกนี้ขาดทุนกระจุยไปเท่าไหร่ๆ บางแบงก์เขาไม่ยอมปล่อยล้มก็เพราะมันมี Asset (ก็คือทรัพย์สินที่ถือครองอยู่ แต่ไม่ใช่เงินสด)ที่รัฐบาลมองว่าคุ้มที่จะเข้าไปอุ้ม (ตรงนี้ลองไปดูที่นายอาร์มอธิบายเรื่อง SVB ตอนล้มดู) บางแบงก์เขาก็ปล่อยคว่ำเลยเพราะไม่ได้มี asset อะไรที่ทำให้เขาอยากเขาช่วย (สุดท้ายเพิ่งมาขาย Asset พวกนี้หมดตอนปี 2014 นี่เอง กำไรไประดับพันล้านได้มั้ง)

จำได้ว่าเรื่องมันเกิดตอนปลายยุคบุชคนลูกนั่นแหละ แต่สุดท้ายแล้วที่ต้องเซ็นร่างและกฎหมายช่วยก็เป็นผลงานของทั้งบุชและโอบาม่า จำได้ว่าตอนแรกโอบาม่าแม่มเคืองจัดเพราะปัญหาพวกนี้ ธนาคารแม่มโลภกันเองจนคนตกงานกันเป็นเบือ แต่สุดท้ายแล้วก็ยอมให้พวกผู้บริหารและคนระดับสูงธนาคารรอดพ้นคุกไปได้ (ติดอยู่คนเดียวมั้ง) แถมพวกนี้ได้รับโบนัสจากธนาคารตอนเกษียณอีก ประชาชนก็เลยโกรธจัด ยังไม่นับที่ฝืนผ่านร่าง Obamacare อีก (ตอนนั้นคนเมกายังไม่เข้าใจด้วยมั้งว่าดียังไง) สองอย่างรวมกัน เดมฯเสียสภาล่างให้รีพับ

คือสุดท้ายแล้ว หนังเรื่องนี้มันแค่สอนเราอะครับ ว่าสุดท้ายแล้วคนกำหนดชะตาชีวิตของคนเมกา (หรือทั้งโลก) บางทีแม่มก็อยู่ในกลุ่มคนไม่กี่คนหรอก

ปล. ช่วงนี้กลับมาพูดกันเยอะก็เพราะหุ้นเทคโดยเฉพาะกลุ่ม AI นั่นแหละ ราคามันขึ้นแบบพรวดๆ แถมเงินก็หมุนกันเองแบบนี้ เขาก็เลยมองว่ามันเป็นฟองสบู่รึเปล่า
แถม Burry ก็กลับมาทวิตอีก (ตอนหลังแกเลิก แล้วก็ไปเปิด blog ขายค่าสับตะไคร้แทนละ) คนก็เลยยิ่งแพนิค แต่เอาจริงๆ Burry แกก็ไม่ได้แม่นขนาดนั้นนะ หลังๆแกวืดบ่อยด้วย มีตอน The Big Short กับตอน Gamestop เนี่ยแหละที่แกดันแม่น  


ส่วนตัวผมก็กลัวหุ้นเทครอบนี้เลยปรับพอร์ต กบข ออกมาถือกองหุ้นตราสารหนี้ที่ความเสี่ยงต่ำ สรุปปีที่ผ่านมา

ผมทำกำไรหายไปประมาณ 30 % คือถ้ายังถือกองหุ้นต่างประเทศจนสิ้นปี แม่มกำไรยับๆเลยนะแต่ผมดันกลัวไง

แล้วคือหุ้น ATH กันเต็มเลย โคตรเสียดาย ตอนนี้ต้องรอดูว่าอุปทานสงค์ในตลาดผู้บริโภคจะโตทันอุปสงค์นักลงทุนมั้ย แต่ยอมรับว่าเสียดายจริงๆ
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออนไลน์
ซุปตาร์ยูโร
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 31 Oct 2008
ตอบ: 7595
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Tue Jan 13, 2026 15:21
[RE: *** ดูหนัง The Big Short รู้เรื่อมั้ย ***]
niali พิมพ์ว่า:
[AXiS]`NEW พิมพ์ว่า:
มันจะมีหนังสองเรื่องที่เขายกขึ้นหิ้ง สำหรับสถานการณ์ตอนนั้น คือ The Big Short และ Too big to fail
ซึ่งอันแรกมันย่อยลงมาให้ดูง่ายขึ้นเยอะ + มีแทรกอธิบายเรื่อยๆ ก็เลยทำให้มันดังกว่าเรื่องหลัง

หลักๆที่ดูกันแล้วงงไม่ใช่ว่ามันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนอะไรหรอก แต่มันเล่าในมุมของคนที่ได้ผลประโยชน์จากเรื่องนี้ ทั้งฝั่งกองทุนอย่าง Scion Asset ที่ตาเบลแกแสดง (ล่าสุดเพิ่งปิดไปไม่นานมานี้เองมั้ง) หรือจากฝั่งธนาคารเองที่ตากอสลิ่งแกแสดง

มันเป็นหนังที่กึ่งๆสอน กึ่งๆบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ไว้ (อาจจะไม่ขนาดหอแต๋วแตกที่เป็นพงศาวดารหรอก) ว่าแม่มเคยมีเรื่องบ้าๆแบบนี้ที่ทำให้คนไร้บ้านหรือแม้แต่ตายกันเป็นประวัติการณ์ขนาดนั้น แถมผลที่ออกมาคนเมกาก็ไม่พอใจกันเยอะ

คือต้นเหตุมันเกิดจากธนาคารมันโลภ กะว่าปล่อยสินเชื่อกู้ที่เรทสูงลิ่วเพื่อทำกำไร แต่ดันไม่ตรวจสอบหรือไม่สนใจจะตรวจสอบว่าคนกู้เนี่ยเขาจะมีปัญญามาจ่ายได้ไหม

แถมสุดท้ายแล้วจบที่ว่ารัฐบาลก็ต้องเอาเงินภาษีประชาชนมาจ่ายชดเชยส่วนที่ธนาคารพวกนี้ขาดทุนกระจุยไปเท่าไหร่ๆ บางแบงก์เขาไม่ยอมปล่อยล้มก็เพราะมันมี Asset (ก็คือทรัพย์สินที่ถือครองอยู่ แต่ไม่ใช่เงินสด)ที่รัฐบาลมองว่าคุ้มที่จะเข้าไปอุ้ม (ตรงนี้ลองไปดูที่นายอาร์มอธิบายเรื่อง SVB ตอนล้มดู) บางแบงก์เขาก็ปล่อยคว่ำเลยเพราะไม่ได้มี asset อะไรที่ทำให้เขาอยากเขาช่วย (สุดท้ายเพิ่งมาขาย Asset พวกนี้หมดตอนปี 2014 นี่เอง กำไรไประดับพันล้านได้มั้ง)

จำได้ว่าเรื่องมันเกิดตอนปลายยุคบุชคนลูกนั่นแหละ แต่สุดท้ายแล้วที่ต้องเซ็นร่างและกฎหมายช่วยก็เป็นผลงานของทั้งบุชและโอบาม่า จำได้ว่าตอนแรกโอบาม่าแม่มเคืองจัดเพราะปัญหาพวกนี้ ธนาคารแม่มโลภกันเองจนคนตกงานกันเป็นเบือ แต่สุดท้ายแล้วก็ยอมให้พวกผู้บริหารและคนระดับสูงธนาคารรอดพ้นคุกไปได้ (ติดอยู่คนเดียวมั้ง) แถมพวกนี้ได้รับโบนัสจากธนาคารตอนเกษียณอีก ประชาชนก็เลยโกรธจัด ยังไม่นับที่ฝืนผ่านร่าง Obamacare อีก (ตอนนั้นคนเมกายังไม่เข้าใจด้วยมั้งว่าดียังไง) สองอย่างรวมกัน เดมฯเสียสภาล่างให้รีพับ

คือสุดท้ายแล้ว หนังเรื่องนี้มันแค่สอนเราอะครับ ว่าสุดท้ายแล้วคนกำหนดชะตาชีวิตของคนเมกา (หรือทั้งโลก) บางทีแม่มก็อยู่ในกลุ่มคนไม่กี่คนหรอก

ปล. ช่วงนี้กลับมาพูดกันเยอะก็เพราะหุ้นเทคโดยเฉพาะกลุ่ม AI นั่นแหละ ราคามันขึ้นแบบพรวดๆ แถมเงินก็หมุนกันเองแบบนี้ เขาก็เลยมองว่ามันเป็นฟองสบู่รึเปล่า
แถม Burry ก็กลับมาทวิตอีก (ตอนหลังแกเลิก แล้วก็ไปเปิด blog ขายค่าสับตะไคร้แทนละ) คนก็เลยยิ่งแพนิค แต่เอาจริงๆ Burry แกก็ไม่ได้แม่นขนาดนั้นนะ หลังๆแกวืดบ่อยด้วย มีตอน The Big Short กับตอน Gamestop เนี่ยแหละที่แกดันแม่น  


ส่วนตัวผมก็กลัวหุ้นเทครอบนี้เลยปรับพอร์ต กบข ออกมาถือกองหุ้นตราสารหนี้ที่ความเสี่ยงต่ำ สรุปปีที่ผ่านมา

ผมทำกำไรหายไปประมาณ 30 % คือถ้ายังถือกองหุ้นต่างประเทศจนสิ้นปี แม่มกำไรยับๆเลยนะแต่ผมดันกลัวไง

แล้วคือหุ้น ATH กันเต็มเลย โคตรเสียดาย ตอนนี้ต้องรอดูว่าอุปทานสงค์ในตลาดผู้บริโภคจะโตทันอุปสงค์นักลงทุนมั้ย แต่ยอมรับว่าเสียดายจริงๆ  


ท่านอย่าคิดมากเลย หุ้นเขียวงี้ผมเข้าตอน 120 อะ ขายหมูไปตอน 160 มั้ง

ผมเพิ่งเช็คหุ้นเมื่อเช้าเนี่ยหลังเห็นข่าว Apple กับ Google จับมือกัน หุ้นขึ้นไปจิ๊ดเดียวเอง
ก่อนหน้านี้ก็มีที่บอกว่าหุ้น tech ตอนนี้แพงเกินไปสำหรับนักลงทุนแล้ว เริ่มไหลไปทาง defense contractor ทั้งหลายแทน
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
I'll give him an offer which he can't refuse.

http://i212.photobucket.com/albums/cc69/rutthapol/D-04/5.png

ออฟไลน์
ดาวซัลโวโอลิมปิก
Status: 【=◈︿◈=】
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 05 Dec 2016
ตอบ: 20162
ที่อยู่: บ้าน
โพสเมื่อ: Tue Jan 13, 2026 15:33
[RE: *** ดูหนัง The Big Short รู้เรื่อมั้ย ***]
ผมว่า คนธรรมดา ที่ไม่ได้เรียนทางนี้มา หรือไม่เคยเล่นหุ้น

ไม่มีทางดูเรื่องนี้รู้เรื่องด้วยตัวเองอะ นอกจากมานั่งอ่านหรือรีวิว หรือคนอธิบายให้ฟังอีกที
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน

ติ่งโล้นครับผม คลั่งโล้นนะ
ออฟไลน์
นักเตะตำบล
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 2517
ที่อยู่: ที่ทำงาน
โพสเมื่อ: Tue Jan 13, 2026 22:27
[RE]*** ดูหนัง The Big Short รู้เรื่อมั้ย ***
niali พิมพ์ว่า:
Operator พิมพ์ว่า:
ชอบเรื่องนี้ ติดอย่างเดียวว่าเจ้า 2 หนุ่มใช้วิธีอะไรในการเล่นกับตลาด ดูหลายรอบละไม่เข้าใจ…..  

1. พวกเขาซื้ออะไร? (The Buy)
สิ่งที่พวกเขาซื้อคือ CDS (Credit Default Swaps) ซึ่งทำหน้าที่เหมือน "กรมธรรม์ประกันภัย"

เป้าหมาย: พวกเขาซื้อประกันให้กับตราสารหนี้ MBS (Mortgage-Backed Securities) ระดับ AA

ทำไมต้อง AA?: ในยุคนั้น ตลาดเชื่อว่าระดับ AA ปลอดภัยมาก (โอกาสเบี้ยวหนี้น้อยกว่า 1%) ส่งผลให้ "ค่าเบี้ยประกัน" (Premium) ถูกมากเปรียบเสมือนคุณซื้อประกันไฟไหม้คฤหาสน์หรูในราคาเบี้ยประกันเท่ากับบ้านไม้หลังเล็กๆ

ความจริงที่ซ่อนอยู่: พวกเขาค้นพบว่าไส้ในของระดับ AA จริงๆ แล้วประกอบไปด้วยขยะ (สินเชื่อซับไพรม์) ที่ถูกนำมามัดรวมกันและปั่นเรตติ้งขึ้นมา ถ้าสินเชื่อบ้านส่วนล่างเริ่มผิดนัดชำระ ระดับ AA ก็จะพังตามไปในที่สุด

2. พวกเขาขายอะไร? (The Sell)
ในทางเทคนิค พวกเขาไม่ได้ "ขาย" สินทรัพย์ที่มีอยู่ในมือตอนแรก แต่พวกเขา "ขายสัญญานั้นคืนให้ตลาด" หรือ "รอรับเงินชดเชย" เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ระบุไว้:

เมื่อวิกฤตซับไพรม์มาถึง คนเริ่มจ่ายค่าบ้านไม่ไหว ตราสารหนี้ MBS ระดับ AA ที่เคยดูดีก็เริ่มมีค่าเท่ากับศูนย์

ณ จุดนี้ สัญญา CDS ที่พวกเขาถืออยู่จะมีมูลค่าพุ่งสูงขึ้นมหาศาล เพราะมันคือสิทธิในการรับเงินชดเชยเต็มจำนวนเมื่อตราสารหนี้นั้นล้มละลาย

พวกเขาขายสัญญานี้คืนให้กับธนาคารคู่สัญญา (เช่น Bear Stearns หรือ Lehman Brothers) หรือบังคับให้ธนาคารจ่ายเงินตามสัญญาประกัน

การที่ Jamie และ Charlie จะเปลี่ยน "ตัวเลขในกระดาษ" ให้กลายเป็น "เงินสด" ในช่วงที่ระบบการเงินโลกกำลังพังทลายเป็นเรื่องที่ยากที่สุด และนี่คือจุดที่ Ben Rickert (ตัวจริงคือ Ben Hockett) เข้ามามีบทบาทสำคัญครับ

1. ปัญหา: สัญญาที่มีค่า แต่ไม่มีคนซื้อ (หรือไม่มีเงินจ่าย)
ในช่วงปี 2008 เมื่อตลาดซับไพรม์พังทลายจริงๆ สัญญา CDS ที่ Jamie และ Charlie ถืออยู่มีมูลค่าพุ่งสูงขึ้นหลายสิบเท่า แต่มันเกิดวิกฤต 2 อย่างตามมา:

Liquidity Crisis: ไม่มีใครอยากรับซื้อสัญญาเหล่านี้ต่อ เพราะทุกคนรู้ว่ามันคือ "ระเบิดเวลา" ที่ธนาคารต้องจ่ายเงินมหาศาล

Counterparty Risk: ธนาคารที่เป็นคนออกสัญญาประกันให้พวกเขา (เช่น Bear Stearns หรือ Lehman Brothers) กำลังจะ "ล้มละลาย" หากธนาคารล้ม สัญญาประกันเหล่านั้นก็อาจกลายเป็นเศษกระดาษที่ไม่มีคนจ่ายเงินให้

2. บทบาทของ Ben Rickert: การหาทางลง (The Exit Strategy)
Ben Rickert เป็นอดีตเทรดเดอร์ระดับสูงของ Deutsche Bank ที่ลาออกมาใช้ชีวิตสันโดษ เขามีสิ่งที่เด็กหนุ่มสองคนไม่มี คือ "ความเก๋าเกม" และ "คอนเนคชัน"

การเข้าถึงตลาดระดับโลก: Ben ต้องใช้เครื่องมือเทรดที่บ้านในอังกฤษ (ตามที่เห็นในหนัง) เพื่อติดต่อกับธนาคารในยุโรปและอเมริกา เขาช่วยให้กองทุนเล็กๆ อย่าง Cornwall Capital สามารถเข้าไปนั่งในโต๊ะเจรจากับยักษ์ใหญ่ได้

การชิงขายก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป: Ben มองออกว่าถ้าพวกเขารอนานกว่านี้ ธนาคารที่เป็นคู่สัญญาจะล้มละลายจนไม่เหลือเงินมาจ่ายค่าประกันให้พวกเขา เขาจึงเร่งทำการ "Liquidate" (ขายสัญญาเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสด) ในขณะที่ธนาคารเหล่านั้นยังพอมีสภาพคล่องเหลืออยู่บ้าง

3. วิธีการระบายสัญญา (How they cashed out)
พวกเขาทำกำไรผ่าน 2 วิธีหลักในช่วงท้าย:

ขายสัญญาคืนให้ธนาคาร (Settlement): ธนาคารที่ออกสัญญา CDS ยอมจ่ายเงินก้อนโต (แต่ยังน้อยกว่ามูลค่าเต็มที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต) เพื่อขอ "ปิดสัญญา" นั้นทิ้ง เพราะธนาคารต้องการจำกัดความเสียหายไม่ให้บานปลายไปมากกว่านี้

ขายสัญญาให้กองทุนอื่น: มีกองทุนขนาดใหญ่บางแห่งที่ต้องการ "Hedge" หรือป้องกันความเสี่ยงในนาทีสุดท้าย ยอมซื้อสัญญา CDS ต่อจากพวกเขาในราคาสูงลิ่ว

4. ความเป็นจริงที่น่าหดหู่
ฉากที่ Ben Rickert ดุ Jamie และ Charlie ในหนังหลังจากที่พวกเขากระโดดโลดเต้นที่ทำกำไรได้ คือหัวใจของเรื่องนี้ครับ:

กำไรของพวกเขามาจากความพินาศ: ทุกๆ 1% ที่อัตราว่างงานเพิ่มขึ้น จะมีคนตายประมาณ 40,000 คน

สรุป: พวกเขาได้กำไรโดยการ "วางเดิมพันว่าระบบจะพัง" ผ่านสัญญา CDS และใช้ความเชี่ยวชาญของ Ben Rickert ในการชิงขายสัญญานั้นทิ้งก่อนที่ธนาคารคู่สัญญาจะล้มละลายไปพร้อมกับระบบครับ

ิั
by gemini again

สรุปความเข้าใจส่วนตัวของผม แบบยกตัวอย่าง

- ซื้อประกันคุ้มครองเงิน 200 ล้าน usd ในราคาถูกมากเพราะธนาคาประเมินกันว่าโอกาสเกิดขึ้นแทบจะเท่ากับ 0
ดังนั้นค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้ธนาคารอาจจะแค่หลัก แสน usd

- แต่เพราะมองเห็นว่า ไส้ในของ bond ที่ธนาคารมองว่าปลอดภัยมากๆนั้นหมกเม็ดเพียบเลยกล้าเสี่ยง

- เกิดวิกฤติจริงซะงั้น ทุกอย่างล้มเป็นโดมิโน่

- ตรงจุดนี้ประกันที่ถืออยู่เริ่มมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 0 ไปเป็นหลักสิบล้านและเพิ่มไปเรื่อยๆ เป็นร้อยล้าน (ถ้าไม่เกิดอะไร เท่ากับจ่ายค่าธรรมเนียมฟรีๆเรื่อยๆและจะไม่ได้เงินกลับมาแม้แต่แดงเดียว)

- ชิงขายของราคา 200 ในราคา 100 (ผมยกตัวอย่าง) เพราะถ้าไม่ขาย 100 ประเดี๋ยวธนาคารเจ้าของสัญญาจะล้มละลายเงินหมดตูดไม่มีเงินมาจ่าย

-ทำไมธนาคารต้องรับซื้อ ก็เพราะต้องการตัดจบควบคุมความเสียหายเพราะธนาคาร ณ เวลานั้นต้องลดความเสียหายให้ได้มากที่สุด ดังนั้นการซื้อสัญญาที่อาจจะมีมูลค่า 200 ในราคา 100 สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง

- ทั้งสองคนทำกำไรมหาศาลสุดๆเมื่อคิดว่าเป็นแค่นักลงทุนรายย่อยเท่านั้น

ผมอ่านแล้วก็เข้าใจได้ประมาณนี้แหล่ะครับ
 

พอจะเห็นภาพละ ขอบคุณมากนะครับ กลับไปดูอีกรอบดีกว่า……..
โพสต์บนแอป Soccersuck บน iOS
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ไปหน้าที่ 1, 2
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
กรุณาระบุเหตุผลที่จะแจ้งความ
ผู้ต้องหา:
ข้อความ:
Submit
Cancel
กรุณาเลือก Forum และ ประเภทกระทู้
Forum:

ประเภท:
Submit
Cancel