ไว้คราวหน้า X
ไว้คราวหน้า X
ไม่ต้องแสดงข้อความนี้อีกเลย
ไปหน้าที่ 1
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
ฝากรูป
21 November 2021 04:20 by เบน ฟรีคิก
บอส ”เดือด” จุดเปลี่ยนที่แอนฟิลด์ // นัดสุดท้ายของ “เฮียยิ้ม”





วัตฟอร์ด 4-1 แมนฯยูฯ

สถานการณ์ของ แมนฯยูไนเต็ด ณ เวลานี้ผมอยาก “ข้ามผ่าน” ทุกๆอย่างที่เกี่ยวกับ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ที่ผมมองว่าต่อให้ฝีมือห่วยแค่ไหนก็ยังมีสถานะเป็น “ลูกจ้าง” อยู่ดี

แต่ที่น่าโดนที่สุดหนีไม่พ้น “เป้าใหญ่” คือบอร์ดบริหารที่ควร action อะไรซักอย่างมาตั้งนานแล้วหาใช่ดื้อแพ่งปล่อยให้ทุกอย่างลุกลามเสมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

และแน่นอนครับ หลังแพ้ แพ้ วัตฟอร์ด ทีมอันดับ 17 (ก่อนแข่ง) ที่มีสถิติแพ้ในบ้าน 3 จาก 5 นัดด้วยสกอร์ 4-1 ทำให้สื่อผู้ดีตีข่าวว่าบอร์ดบริหารเรียกประชุมด่วน

มันควรด่วนมาตั้งแต่แพ้ ลิเวอร์พูล 5-0 แล้วครับเพียงแต่ “เฮียยิ้ม” แกถือการ์ด “ตำนาน” มาตลอดซึ่งตอนนี้มันหมดอายุแล้วเพราะสถิติ 7 นัดหลังแพ้ถึง 5 กล่าวคือ 21 แต้มเต็มทำได้แค่ 4 มันบอกอยู่ว่าอัปยศแค่ไหน

ฟาบริซิโอ โรมาโน่ นักข่าว tier1 ถึงกับทวีตเองว่าการหารือภายในหนนี้มุ่งไปที่เก้าอี้ของ โอเล่ และงวดนี้เป็นการถกที่ “ซีเรียส” กว่าครั้งไหนๆเพราะนี่คือการแพ้ทีมท้ายตารางแบบขายขี้หน้า

คาดกันว่าจะมีการเจรจาในส่วนของเงินชดเชยและพยายามผลักดันดีล ซิเนอดีน ซีดาน ให้เข้ารับตำแหน่งด้วยการล่อค่าจ้างมหาศาล

ครับจริงๆเราเห็นกันมานานแล้วว่า โซลชา ไม่สามารถ inject มันสมองเข้าสู่ทีมเพื่อยกระดับทีมได้มากไปกว่านี้อีกแล้ว

การถูกทีมท้ายตารางไล่เพรสแล้วนักเตะตัวเองที่ชื่อชั้นดีกว่าไปไม่เป็น ต่างคนต่างส่งบอลแบบ “โยนขี้” จนกระทั่งคนสุดท้ายหมดทางไปต้องสาดทิ้ง

แนวรับยัง “เหม่อลอย” มักปล่อยให้มีตัวยืนว่างในกรอบเขตโทษเสมอจนเสียทั้ง 2 ประตูในครึ่งแรก

พอโมเมนตั้มกำลังกลับมาเข้าที่เข้าทางหลังไล่มา 2-1 แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ทำให้งานยากเข้าไปอีก

ผมในฐานะที่เล่นกองหลังบอกได้คำเดียวว่าการแตะหนี ทอม เคลเวอร์ลี่ย์ ทั้งๆที่ยังยืนห่างกัน 2-3 หลามาจากการขาดความเชื่อมั่นในฝีเท้าตัวเอง (จึงไม่กล้าให้คู่แข่งเข้ามาใกล้กว่านี้)

ภาพที่ออกมาไม่ต้องเป็น เคลเวอร์ลี่ย์ ก็รู้ครับว่า แม็คไกวร์ จะแตะบอลหนีไปทางไหน

บอลตัวเท่ากันไม่ได้เหนือกว่าเขา ยิ่งดันจะเอาประตูตีเสมอหลังที่รั่วอยู่แล้วเลยไหลทดเจ็บเพิ่มอีก 2

ผมเชื่อว่าถ้าตัวเท่ากันโอกาสเสมอสูงเพราะ จอร์ดอน ซานโช่ เริ่มอันตรายขึ้นเรื่อยๆ ลูกครอส สเต็ปเท้าสมัยเล่นให้ ดอร์ทมุนด์ กำลังมาเลย

ที่สำคัญคือนักเตะจอมอาภัพและส่วนเกิน (ในสายตาเฮียยิ้ม) อย่าง ดอนนี่ ฟาน เดอ เบค ที่ถูกส่งลงมาในครึ่งหลังกลายเป็นตัวเปลี่ยนเกมและโหม่งตีไข่แตกไล่มา 2-1

ผมไม่แปลกใจเลยที่ เร้ดอาร์มี่ ด่าแล้วด่าอีกว่า “ยิ้ม” ฆ่า ดอนนี่ ทั้งเป็น ส่งท้ายเกม 2-3 นาทีตอนกำลังจะแพ้เหมือนแกล้งกัน ให้มาเป็นคนผ่านบอลให้เพื่อนยิงตอนซ้อมพักครึ่ง

ทั้งๆที่วันนี้เห็นกันแล้วว่าแกจ่าย key pass แบบเห็นๆไม่ต่ำกว่า 4-5 ลูก วิชั่นในการจ่ายมัน “ซื้อ” กันไม่ได้ นักเตะบางคนไม่เห็นเหมือนที่พวก “สายจ่าย” เขาเห็นกัน

ทั้งลูกปาดขนานเส้นให้ ซานโช่ หรือแทงทะลุให้ ค. โรนัลโด้ เราไม่ได้เห็นแน่ๆจากมิดฟิลด์คนอื่นๆ

กลายเป็นเรื่องตลกร้ายที่ “เฮียยิ้ม” มารับรู้คุณค่าของ ฟาน เดอ เบค ก็ตอนที่อาจจะเป็นนัดสุดท้ายกับ “ปีศาจแดง”



ลิเวอร์พูล 4-0 อาร์เซนอล

ผมสัมผัสได้ว่า มิเกล อาร์เตต้า ทำการบ้านและวิเคราะห์มาแล้วว่าความพ่ายแพ้ที่แอนฟิลด์ 5 ฤดูกาลติดต่อกันประเด็นหลักๆเลยคือนักเตะอาร์เซนอล “หงอ” และ “ติ๋ม” เกินไป

และพูดได้ว่าเป็นเกมที่ ลิเวอร์พูล อึดอัดมากที่สุดยามเจอ “ปืนใหญ่” ในรอบหลายปีกับการถูกเพรสสูงและตามเกาะติด 3 ประสานจนเล่นกันไม่ออก

จุดเปลี่ยนของเกมนี้ไม่ใช่ในสนามแต่เป็นช่วงนาที 33 เมื่อ เยอร์เก้น คล็อปป์ และ มิเกล อาร์เตต้า เกือบวางมวยหรือที่ฝรั่งใช้คำว่า square up หลัง มาเน่ กางแขนฟาดใส่ ทาเคฮิโระ โทมิยาสุ

ปฏิกริยาโหดๆของ คล็อปป์ เราอาจเห็นกันจนชินแต่ในเคสของ อาร์เตต้า ที่รุนแรงเหมือน “ร่างทรง” ทำเอาผมตกใจเหมือนกัน

แต่จะอะไรก็ตามตรงนี้เองครับที่อารมณ์ผู้เล่นถูกปลุกด้วย action สุดเดือดของ JK และความเผ็ดร้อนของ เดอะ ค็อป ในแอนฟิลด์ ที่มีอารมณ์ร่วมต่อเหตุการณ์นี้

เดลี่ เมล เองยังบอกเลยด้วยว่าการบวกกันของ 2 บิ๊กบอสเป็น WORST time ของฝั่ง อาร์เซนอล ที่ไปปลุก แอนฟิลด์ ที่ดูซึมๆให้ตื่นขึ้นมาเอง

ผมเชื่อว่าเลือดทุกคนสูบฉีดแน่นอนเมื่อเอาความรู้สึกของตัวเองตอนนั้นมาเปรียบเทียบเพราะผมตอนนั้นมโนตัวเองอยู๋ข้างสนามอยากไปบวกด้วยตัวเองเช่นกัน

ก่อนประตู 1-0 ของ ซาดิโอ มาเน่ นักเตะ “ปืนใหญ่” ตอบสนองแท็คติกส์ของ อาร์เตต้า ชนิดเล่นตามใบสั่ง การตามเกาะแกะตัวสำคัญในการแอสซิสต์อย่าง เทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ทำให้เกมรุกของเจ้าถิ่นตันไปพร้อมๆกับ 3 ประสาน

อาร์เซนอล ก็เล่นคล้ายๆ “หงส์แดง” เอาหน้าและกลางมาเพรสก่อกวนไม่ให้ตั้งบอลได้แต่ที่ต่างกันคือเจ้าถิ่นมีการวางยาวของ VvD เข้ามาช่วยแก้ปริศนาตรงนี้่ทำให้แท็คติกส์เพรสของทีมเยือนไปไม่สุด

ครับท้ายที่สุดการมาเสียลูก 2 จากความผิดพลาดของ นูโน่ ตาวาเรส และความเยือกเย็นในการจบสกอร์ของ ดิโอโก้ โชต้า ทำให้เรี่ยวแรงและความฮึดของนักเตะ “ปืนใหญ่” แทบจะจบลงพร้อมๆกัน

จากนั้นกลายเป็นหนังม้วนเดิมที่ ลิเวอร์พูล ไล่ต้อน อาร์เซนอล จากเกมที่ควรสูสีไปจบลงที่ 4-0

มาเน่ นอกจากเป็นคนเบิกร่องเม็ดแรกแล้วยังแอสซิสต์ให้ ซาลาห์ ซึ่งฟอร์มช่วงหลังของแข้ง เซเนกัล ผมว่าเริ่มเข้าที่เข้าทาง ความมั่นใจเริ่มมีให้เห็น ทรงบอลเป็นผู้เป็นคน การตัดสินใจต่างๆดูแล้วฝากฝังได้

แต่ที่ควรปรับปรุงด่วนคือการเล่นนอกเกมสุ่มเสี่ยงกับการโดนใบแดงมาหลายนัดแล้ว

จริงๆ “ปืนใหญ่” น่าจะโดนมากกว่า 4 ลูกด้วยซ้ำหากไม่มี อาร่อน แรมส์เดล ที่เซฟอุตลุต ทำให้ผมยอมรับในตัวอดีตนายทวาร เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ว่ามีอนาคตและส่วนตัวคิดว่าดีกว่า จอร์แดน พิคฟอร์ด ไปแล้ว

การอ่านทางบอลและปฏิกริยาที่ไวจัดเป็นจุดแข็งของประตูวัย 23 ปีและขอกลืนน้ำลายที่เคยเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ล้อเลียนอย่างสนุกปากในวันที่ย้ายมาร่วมทัพ “เดอะ กันเนอร์” 30 ล้านปอนด์

สำหรับ “หงส์แดง” ถือว่าชดเชยจากการเก็บได้แค่ 1 แต้มจาก 2 นัดหลังสุดด้วยการระบายใส่ อาร์เซนอล 4 ลูกพร้อมเก็บคลีนชีตและทั้ง ซาลาห์ และ มาเน่ ติดชาร์ตดาวซัลโวคู่กัน (11 กับ 7 ประตู)

รวมถึงข่าวดีที่สุดคือไม่มี “มิดฟิลด์” เจ็บเพิ่มจากเกมนี้ครับ!!



เลสเตอร์ 0-3 เชลซี

“เลสเตอร์มีสถิติเสียประตูจากเซ็ตพีซมากที่สุดในลีก” ทันทีที่สิ้นเสียงข้อมูลจากนักพากย์ เชลซี ก็ขึ้นนำทันทีจากลูกเตะมุมหลัง อันโตนิโอ รูดิเกอร์ ที่ยังเจรจาสัญญาใหม่ไม่ลงตัวโขกหาย

ต่อให้ไม่มีประตูเซ็ตพีซลูกนี้ผมก็เชื่อว่าแข้ง “สิงห์บลู” จะนวดและยิงประตูได้อยู่ดีเพราะตอนนี้แนวรับของทีม เลสเตอร์ อ่อนด๋อยมาก

การประกบหลวมโครกโดยเฉพาะวันนี้ จอนนี่ อีแวนส์ โดนเผาเสียคน ในขณะที่แดนกลางไม่ช่วยสกรีนให้แบ็คโฟว์จนถูกคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นมิดฟิลด์ “ตัวรับ” อย่าง อ็นโกโล่ ก็องเต้ มีเวลาเหลือเฟือที่จะลากขึ้นมาก่อนยิงลูก 2-0

ครับ วันนี้ “จิ้งจอก” สู้ไม่ได้และ เชลซี outclass แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การเจอกับทีมของ โธมัส ทูเคิ่ล ต่อให้คุณอยู่ฟอร์มที่ดีที่สุดก็ยังไม่แน่เลยว่าจะกลับออกมาด้วย 1 หรือ 3 คะแนนแต่กับเจ้าถิ่นเล่นแบบมาตรฐานไม่ผ่านอย.โดน 3 ลูกผมว่าโชคดีด้วยซ้ำ

ถ้าตัดเรื่องเกมรับไปวันนี้นักเตะ เลสเตอร์ ถูกกดไม่ให้เกมรุกมีโอกาสได้ทำอะไรเลยเนื่องจากระบบ 3-4-3 หรือจะ 3-4-2-1 แล้วแต่จะเรียกทำให้แบ็คต้องเจอกับงานหนักเพราะต้องรับมือกับวิงแบ็คและตัวรุกด้านข้างไปพร้อมๆกัน

เหตุนี้ทำให้ปีก 2 ฝั่งทั้ง มาร์ก อัลไบรจ์ตัน และ ฮาร์วี่ย์ บาร์นส ต้องยืนต่ำคอยช่วยแบ็ค ในเมื่ออาวุธหลักสำคัญในเกมรุกไม่ได้ทำหน้าที่ตัวเอง สภาพในสนามจึงอนาถอย่างที่เห็น

เลสเตอร์ สู้ไม่ได้ขนาดไหนลองดูจากปฏิกริยาของแฟนบอล “จิ้งจอก” ที่โห่ไล่หลังสิ้นเสียงนกหวัดถึงขนาดที่ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส แอบให้สัมภาษณ์ “น้อยใจ“ และ “เจ็บปวด”

เจ็บแค่ไหนไม่ต้องอธิบายครับเพราะ BR ถึงขนาดระบายว่าทีมใหญ่มีงบให้เสริมทัพกันเยอะแยะ ขุมกำลังสำรองเทียบกันไม่ติด (วันนี้ขาดทั้ง ยูริ เทเลม็องส์, เวสลีย์ โฟฟาน่า และ เจมส์ จัสติน)

ร็อดเจอร์ส ยังแตะประเด็นที่ว่าเมื่อผู้เล่น เชลซี เพรสจนขึ้นเกมไม่ได้จนต้องส่งคืนหลังก็ถูกแฟนบอลโห่ มันส่งผลถึงความมั่นใจนักเตะเต็มๆ

นี่คือสถานการณ์ของ BR ที่เป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมที่มีข่าวว่ามีโอกาสแทนที่ “เฮียยิ้ม” แม้ ซีดาน จะเป็นตัวเลือกก่อนเขาแน่นอน

ครับ ปัญหาของ เลสเตอร์ ไม่อาจกลบความสุดยอดของ เชลซี ณ เวลานี้ได้เลย ความโหดในเกมรับจากการเสียแค่ 4 ประตูจาก 12 นัดคือตัวสำคัญทำให้ “สิงห์บลู” รั้งจ่าฝูงทิ้งช่องว่างชนิดที่ว่าแพ้ซักเกมก็ยังไม่ร่วง

การเสียประตูยากแบบนี้แน่นอนครับยิ่งแพ้ยากขึ้นเป็นเงาตามตัว ทุกๆครั้งที่แข้ง เชลซี ลงเล่นมันเป็นกฏตายตัวไปแล้วที่คุณต้องห้ามถูก เชลซี ยิงขึ้นนำก่อน ไม่เช่นนั้นโอกาสแพ้มีสูงถึงครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว

แม้เพิ่งเตะมา 12 นัด สมบัติผลัดกันชมยังมีโอกาสอีกเยอะแต่ เชลซี สม่ำเสมอ เหนือทีมอื่นค่อนข้างชัดเจนจริงๆครับ...


สถิติ สถิติ สถิติ

ประตูของ โม ซาลาห์ เป็นลูกที่ 100 ที่ ลิเวอร์พูล ยิงใส่ อาร์เซนอล ใน พรีเมียร์ลีก มีเพียง นิวคาสเซิ่ล (105) ทีมเดียวเท่านั้นที่ “หงส์แดง” รัวๆมากที่สุด

แอสซิสต์ของ ซาดิโอ มาเน่ ให้ โม ซาลาห์ เป็นลูกที่ 20 ที่ทั้งคู่ผนึกกำลังใน พรีเมียร์ลีก มีเพียง สตีฟ แม็คมานามาน และ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ (24) ที่ทำได้มากกว่าภายใต้สีเสื้อ “หงส์แดง”

ดิโอโก้ โชต้า ถูกฉโลกกับ อาร์เซนอล หลังยิงใน พรีเมียร์ลีก ไป 5 ประตูมากกว่าทุกทีมที่เคยเผชิญหน้าด้วย

เทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ แอสซิสต์ให้ มาเน่ คนเดียวใน พรีเมียร์ลีก 10 ประตู ถือว่ามากกว่านักเตะคนอื่นๆในทีมถึง 2 เท่าเลยทีเดียว

นับตั้งแต่ออกสต๊าร์ตฤดูกาล 2018-19 TAA แอสซิสต์ใน พรีเมียร์ลีก ไปแล้ว 38 ลูก มากกว่านักเตะคนอื่นๆในช่วงเวลาเดียวกันอยู่ 4 ลูก

มีเพียง คริสตัล พาเลซ (13) เท่านั้นที่โดน ซาดิโอ มาเน่ ยิงมากกว่าเจอ อาร์เซนอล (8) ประตูโดย 5 จาก 6 เกมหลังสุดที่เจอใน แอนฟิลด์ มีสกอร์ตลอด (5 ลูก)

แมนฯยูไนเต็ด แพ้ทีม “น้องใหม่” ยับเยินที่สุดใน ลีก นับตั้งแต่กันยายน 1989 โดยตอนนั้นโดน แมนฯซิตี้ ถล่ม 5-1

“ปีศาจแดง” เสีย 29 ประตูในทุกรายการฤดูกาลนี้ มีแค่ นอริช (30) และ เลสเตอร์ (30) ที่เสียมากกว่าพวกเขา

แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ถูกไล่ออกเป็นหนแรกในสีเสื้อ แมนฯยูไนเต็ด หรือหนแรกใน 121 เกมให้สโมสร

2 ประตูของ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบค ใน พรีเมียร์ลีก มาจากการลงสนามเป็นตัวสำรองและนับเป็นลูกแรกนับตั้งแต่ยิงตอน เดบิ๊วท์ ในเกมพบ คริสตัล พาเลซ เมื่อปี 2020

เลสเตอร์ (8) เสียประตูจากลูกเซ็ตพีซมากกว่าทุกทีมใน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้และยังครองสถิติเสียประตูจากลูกโขกมากที่สุดเช่นกัน (5)

8 ประตูของ อันโตนิโอ รูดิเกอร์ ที่ทำได้ใน พรีเมียร์ลีก มาจากการยิง เลสเตอร์ 4 ประตู

มีเพียง คริส วู้ด (4) และ เอมิล เฮสกีย์ (3) เท่านั้นที่ยิง เลสเตอร์ ทีมเก่ามากกว่า เอ็นโกโล่ ก็องเต้ (2)
แก้ไขล่าสุดโดย เบน ฟรีคิก เมื่อ Sun Nov 21, 2021 04:46, ทั้งหมด 1 ครั้ง
10
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
โหวตเป็นกระทู้แนะนำ
ออฟไลน์
นักบอล ดิวิชั่น 1
Status:
: 0 ใบ : 1 ใบ
เข้าร่วม: 12 Apr 2021
ตอบ: 3999
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Sun Nov 21, 2021 04:28
ถูกแบนแล้ว
[RE: บอส ”เดือด” จุดเปลี่ยนที่แอนฟิลด์ // นัดสุดท้ายของ “เฮียยิ้ม”]
รอฟังกลอนอยู่ นัดนี้ไม่เห็นเลย
2
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ลื่น รุด เล้า

ในบอร์ด รับบท ขยะเปียก
ชีวิตจริง รับบท ขยะสังคม

ส่วนพวกตามแผล่บ
รับบท คนชอบเลียไข่ขยะ
ออนไลน์
นักบอลลีกภูมิภาค
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 11 Feb 2017
ตอบ: 3284
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Sun Nov 21, 2021 04:34
[RE]บอส ”เดือด” จุดเปลี่ยนที่แอนฟิลด์ // นัดสุดท้ายของ “เฮียยิ้ม”
ถึงจะดีใจถ้ายิ้มไป แต่ใครจะมา
แคนดิเดทดีที่สุดอย่างคอนเต้ ก็ไปได้ดีแล้ว
เอารอดเจ้อมานี่ก็ ไม่ไหวนะ
โพสต์บนแอป Soccersuck บน iOS
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
นักเตะกลางซอย
Status: Always
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 11 Jan 2009
ตอบ: 2586
ที่อยู่: Old Trafford
โพสเมื่อ: Sun Nov 21, 2021 05:17
[RE]บอส ”เดือด” จุดเปลี่ยนที่แอนฟิลด์ // นัดสุดท้ายของ “เฮียยิ้ม”
ถ้ายังอยู่นัดหน้าดอนนี่ก็ไม่ได้ลงตัวจริงอยู่ดี
โพสต์บนแอป Soccersuck บน iOS
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออนไลน์
นักบอลไทยพรีเมียร์ลีก
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 24 Sep 2005
ตอบ: 6533
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Sun Nov 21, 2021 07:25
[RE]บอส ”เดือด” จุดเปลี่ยนที่แอนฟิลด์ // นัดสุดท้ายของ “เฮียยิ้ม”
สถิติท้ายข่าว
สุดยอดทุกอย่างเลย
โพสต์บนแอป Soccersuck บน iOS
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
ซุปตาร์ยูโร
Status: LFC Forever
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 03 Sep 2018
ตอบ: 3482
ที่อยู่: Anfield
โพสเมื่อ: Sun Nov 21, 2021 09:40
บอส ”เดือด” จุดเปลี่ยนที่แอนฟิลด์ // นัดสุดท้ายของ “เฮียยิ้ม”
สถิติรูดิเกอร์ ทำ 4 ประตูใส่เลสเตอร์ จาก 8 ประตูที่ทำได้ทั้งหมดคือโคตรแปลกอะ 5555 กองหลังที่ปกตืเป็นตำแหน่งที่ไม่ค่อยทำประตูหรอก ส่วนมากก็ลูกเตะมุม แต่กลับทำใส่ทีมเดียวได้ตั้งครึ่งนึง... แต่ผมก็ไม่แปลกใจเท่าไร เอาจริงๆ BR ดูมีปัญหากับการเล่นเกมส์รับ หรือป้องกันลูกตั้งเตะมาตั้งแต่หงส์ละ..
โพสต์บนแอป Soccersuck บน Android
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
There are places i'll remember all my life...
ออนไลน์
นักเตะตำบล
Status: #COYG
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 21 Oct 2008
ตอบ: 1044
ที่อยู่: ระหว่างใจ ~
โพสเมื่อ: Sun Nov 21, 2021 10:54
[RE: บอส ”เดือด” จุดเปลี่ยนที่แอนฟิลด์ // นัดสุดท้ายของ “เฮียยิ้ม”]
มันเป็นจุดเปลี่ยนจริง ๆ นั่นแหละ ที่พี่ต้าวีนกลับ

แต่แกทำแบบนั้นก็เพื่อปกป้องลูกทีมตัวเองเหมือนกันไง

ถึงฝีมือจะสู้ไม่ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องยืนติ๋ม ๆ แบบไม่มีปากมีเสียงหนิ
1
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
Victoria Concordia Crescit

ไปหน้าที่ 1
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
กรุณาระบุเหตุผลที่จะแจ้งความ
ผู้ต้องหา:
ข้อความ:
Submit
Cancel
กรุณาเลือก Forum และ ประเภทกระทู้
Forum:

ประเภท:
Submit
Cancel