BLOG BOARD_B
ติดต่อรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Line ID: @saless เบอร์โทรศัพท์ 0654695416 , 0654693944 โปรโมชั่นลดจากเดิม 30% (ไม่รับโฆษณาผิดกฏหมายทุกประเภท)
ไว้คราวหน้า X
ไว้คราวหน้า X
ไม่ต้องแสดงข้อความนี้อีกเลย
ไปหน้าที่ 1, 2, 3
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
ฝากรูป
ผู้ตั้ง
ข้อความ
ออฟไลน์
หัวหน้าแมวมอง
Status:
: 1 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 13 Mar 2018
ตอบ: 18452
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Thu Dec 03, 2020 09:43
โควิดทำพระราชทรัพย์หายไปเท่าไหร่?


โควิด-19 ทำมูลค่าของปูนซิเมนต์ไทย-ไทยพาณิชย์ และอีก 7 บริษัทยักษ์ในตลาดหุ้นไทยหายไปเท่าไร

วิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทยอย่างรุนแรง รูปธรรมที่ชัดเจนคือ มูลค่าตามราคาตลาด หรือ market capitalisation ของบริษัทมหาชนขนาดใหญ่ที่สุด 9 แห่ง ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีมูลค่าลดลงรวมกันสูงถึงเกือบ 1.1 ล้านล้านบาท จากสิ้นปี 2562 มาถึงกลางเดือน พ.ย. 2563 เทียบได้กับราว 1 ใน 3 ของงบประมาณรายจ่ายแผ่นดินของปีงบประมาณ 2564

มูลค่าตลาด ที่เรียกกันติดปากว่า มาร์เก็ตแคป ก็คือ ราคาปิดของหุ้นในแต่ละวัน คูณกับจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัทในตลาดหุ้น ดังนั้น มาร์เก็ตแคปของแต่ละบริษัทในแต่ละวันจึงผันแปรไปในแต่ละช่วงเวลา

วิกฤตเศรษฐกิจจากโรคระบาดนี้กระทบต่อเกือบทุกภาคธุรกิจของไทยและของโลก บริษัทยักษ์ใหญ่ 9 อันดับแรกในตลาดหุ้นไทยล้วนได้รับผลกระทบรุนแรง ทั้งยอดขาย กำไร ราคาหุ้น และมูลค่ารวมของบริษัท บริษัทเหล่านี้ดำเนินธุรกิจต่างกัน ได้แก่ พลังงาน สนามบิน ค้าปลีก โทรคมนาคม วัสดุก่อสร้างและเคมีภัณฑ์ โรงพยาบาล และธนาคาร




วิกฤตเศรษฐกิจจากโควิด-19 ยังส่งผลกระทบต่อพระราชทรัพย์ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 ของ 2 ใน 9 บริษัทยักษ์ใหญ่ มูลค่าของพระราชทรัพย์ลดลงไปอย่างน้อย 4.6 หมื่นล้านบาท ณ 16 พ.ย. 2563

เว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงครอบครองหุ้นเป็นสัดส่วน 33.64% หรือ 403,647,840 หุ้น ในบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC และ 23.38% หรือ 793,832,359 หุ้น ในธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ซึ่งลดลงจากเมื่อปลายปี 2562 ที่ทรงถืออยู่ที่ 799,692,359 หุ้น คิดเป็น 23.53% ของทั้งหมด

- สิ้นปี 2562 ราคาหุ้น SCB อยู่ที่ 122 บาท แล้วตกมา 46.7% อยู่ที่ 65 บาท ณ สิ้นไตรมาสที่สามของปี 2563 แล้วปรับขึ้นมาอยู่ที่ 81.75 บาท เมื่อ 16 พ.ย. 2563

- ส่วนหุ้น SCC อยู่ที่ 392 บาท เมื่อสิ้นปี 2562 แล้วตกไปเกือบ 18% มาอยู่ที่ 322 บาท เมื่อสิ้น ก.ย. 2563 แล้วปรับตัวขึ้นมาเป็น 358 บาท เมื่อ 16 พ.ย. 2563





ผลคือ

พระราชทรัพย์ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวในรูปมูลค่าหุ้นของทั้ง 2 บริษัท ลดลงถึง 74,218 ล้านบาท หรือ 29% จาก 255,792 ล้านบาท ในช่วงปลายปี 2562 เหลือ 181,574 ล้านบาท เมื่อถึงสิ้นไตรมาสที่ 3 ของปี 2563 แล้วปรับตัวสูงขึ้นเป็น 209,402 ล้านบาท เมื่อถึงกลางเดือนพฤศจิกายน 2563 แต่ก็ยังต่ำกว่าปลายปี 2562 อยู่ 46,390 ล้านบาท หรือ หายไป 18.1%


เหตุใดรัชกาลที่ 10 ทรงเป็นผู้ถือหุ้น

เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2561 ที่กำหนดคำว่า "ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์" ขึ้นมาใหม่ โดยให้หมายรวมถึง "ทรัพย์สินในพระองค์" และ "ทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์" ควบรวมไปเลย ไม่แยกจากกัน

บทบัญญัติของกฎหมายใหม่นี้ ต่างจากกฎหมายเดิม คือ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2479 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งแยกทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์เป็น 3 ส่วน ออกจากกัน ได้แก่

- "ทรัพย์สินส่วนพระองค์" หมายถึงทรัพย์สินส่วนตัว
- "ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน" ที่ใช้เพื่อประโยชน์แผ่นดิน เช่น พระราชวัง
- "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" คือทรัพย์สินอื่น ๆ นอกเหนือจากนั้น ได้แก่ ที่ดิน ตึกแถว อาคารพาณิชย์ และหุ้นในกิจการต่างๆ


ทั้งนี้ ตามกฎหมายเดิม ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งบริหารโดยคณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ส่วนทรัพย์สินส่วนพระองค์อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมพระคลังข้างที่



ในอดีต การถือหุ้นธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ส่วนใหญ่ถือในนามสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และบริษัทลูก เช่น บริษัท ทุนลดาวัลย์ จำกัด

ทว่านับแต่มีกฎหมายฉบับใหม่ออกมาในปี 2561 ก็มีการเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นมาเป็น
"สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร" ในปี 2561 แล้วเปลี่ยนมาเป็น "พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว" ในปี 2562 ภายหลังงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

เมื่อ 16 มิ.ย. 2561 สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เผยแพร่คำชี้แจงถึง 4 เหตุผลของการเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 1 ใน 4 ข้อ คือ

"เพื่อให้ทรัพย์สินนั้นอยู่ในบังคับของกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาษีอากร และต้องมีภาระเสียภาษีอากรเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป อันเป็นการปฏิบัติเพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์"




"เส้นแบ่งเบลอ ๆ" ที่ถูกทำให้ชัดเจนขึ้น

สิงหาคม 2551 นิตยสารฟอร์บส " ประกาศ 15 อันดับราชวงศ์ที่ร่ำรวยที่สุดของโลก "
โดยถวายตำแหน่งกษัตริย์ที่มั่งคั่งที่สุดของโลกแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชโดยประเมินว่าพระราชทรัพย์ของพระองค์อยู่ที่ 3.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 1.05 ล้านล้านบาท หากใช้อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันที่ 30 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ

การจัดอันดับดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้แก่ทางการไทย จนกระทรวงการต่างประเทศของไทยทำจดหมายถึงฟอร์บส อ้างคำชี้แจงของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ว่า บทความดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เนื่องจากว่าทรัพย์สินที่บทความนำมาประเมินนั้น ในความเป็นจริงมิใช่ทรัพย์สินส่วนพระองค์ แต่เป็นของแผ่นดิน ซึ่งเป็นไปในทำนองเดียวกันกับพระมหากษัตริย์ในประเทศอื่นที่บทความเดียวกันนี้ไม่ได้จัดอันดับฐานะความร่ำรวย เพราะทรัพย์สินต่าง ๆ ไม่ใช่ของกษัตริย์ หากแต่เป็นของคนทั้งชาติ

ต่อมา สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เผยแพร่บทความตอบโต้การจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บสไว้ใน "บทส่งท้าย" ของรายงานประจำปี 2553 มีเนื้อหาว่า ไทยมีกฎหมาย "แบ่งแยกทรัพย์สิน" อย่างเด็ดขาด ระหว่างทรัพย์สินส่วนพระองค์และทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นที่ดินหลายหมื่นไร่ ไปจนถึงหุ้นของบริษัทยักษ์ใหญ่ ทั้งธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ล้วนถูกถือในชื่อสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่บริหารงานโดยคณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่มี รมว.คลัง เป็นประธาน - หรือโดยนัยก็คือ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล


คำโต้แย้งดังกล่าว ถูกสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักประวัติศาสตร์ผู้ผลักดันการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยอย่างต่อเนื่อง เขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์ในปี 2554 ว่า "ไม่เป็นความจริง ทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ..เป็นการจงใจบิดเบือนความจริง" เพราะทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่เคยอยู่ใน "ความรับผิดชอบ" ของรัฐบาลเลย

เพราะถ้าไปดูที่มาของคณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีเพียง รมว.คลัง ที่เป็นประธานโดยตำแหน่งเพียงคนเดียวที่เป็น "คนของรัฐบาล" ส่วนที่เหลืออีก 4 คน ล้วนแต่งตั้งมาโดยพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะตัว ผอ.สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง นอกจากนี้ การใช้จ่ายทรัพย์สินใด ๆ พระมหากษัตริย์ยังสามารถใช้ได้ตาม
"พระราชอัธยาศัย"

ในขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หน่วยงานที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล ก็เคยตีความไว้อย่างน้อย 5 ครั้งว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แม้จะเป็นส่วนราชการ "แต่มิได้ขึ้นอยู่ในกำกับของคณะรัฐมนตรี หรือกระทรวง ทบวง กรมใด"

"การเบลอเส้นแบ่งระหว่าง 'ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์' กับ 'ทรัพย์สินส่วนพระองค์' เกิดขึ้นจากกฎหมายเมื่อปี พ.ศ.2491 ที่เป็นผลงานของรัฐบาลนิยมเจ้า (royalist) พรรคประชาธิปัตย์ ที่ขึ้นสู่อำนาจจากการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลคณะราษฎรในปี พ.ศ.2490 (กฎหมายทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ฉบับแรก ออกโดยคณะราษฎรในปี พ.ศ.2479 รัฐบาลเป็นผู้ควบคุมทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ทั้งหมด แม้แต่ทรัพย์สินส่วนพระองค์ ก็ยังอยู่ในความดูแลของสำนักพระราชวังที่รัฐบาลเป็นผู้ควบคุมได้จริง)" สมศักดิ์เขียนไว้

แต่ความ "เบลอ" ดังกล่าวก็หมดไป เมื่อ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้เมื่อ 17 ก.ค. 2560 และ 11 เดือนต่อมา สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เผยแพร่คำชี้แจงเมื่อ 16 มิ.ย. 2561 เรื่อง การเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นจากสำนักงานส่วนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

และต่อมา พ.ร.บ. ปี 2560 ก็ถูกแทนที่ด้วยพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 ที่เพิ่มความชัดเจนมากขึ้น


ลำดับความเปลี่ยนแปลง กม.ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์


กฎหมายฉบับปี 2560 และ 2561 ล้วนได้รับความเห็นของจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ตั้งขึ้นมาโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งมาจากการรัฐประหาร ปี 2557

วิธีการพิจารณากฎหมายทั้ง 2 ฉบับเหมือนกัน คือผ่านการพิจารณา 3 วาระรวด ในวันเดียว และกำหนดให้เป็นการประชุมลับ โดยฉบับแรกได้รับความเห็นชอบในการประชุม สนช. ครั้งที่ 42/2560 ลงวันที่ 6 ก.ค. 2560 ส่วนฉบับที่สอง ได้รับความเห็นชอบในการประชุม สนช. ครั้งที่ 71/2561 เมื่อ 25 ตุ.ค. 2561

พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ ที่ออกมาในปี พ.ศ.2560 มีการแก้ไขกฎหมายชื่อเดียวกัน ที่เคยออกมาในปี พ.ศ.2479 และเคยถูกแก้ไขมาแล้ว 2 ครั้งในปี พ.ศ.2484 และปี พ.ศ.2491 โดยสาระสำคัญ คือการระบุว่า "..การจัดการ การดูแลรักษา การจัดหาผลประโยชน์ และการดำเนินการอื่นใดอันเกี่ยวกับทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย.."

หลังกฎหมายใหม่ออกมาในปี 2560 ก็พบความเปลี่ยนแปลงในรายชื่อผู้ถือหุ้นที่สำคัญของ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากการตรวจสอบรายงานประจำปี ในปี พ.ศ.2559 สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ถือหุ้นของ SCB อยู่ที่ 781.08 ล้านหุ้น แต่เมื่อถึงปี พ.ศ.2560 กลับมีจำนวนหุ้นเหลือเพียง 666.73 ล้านหุ้น ขณะที่ปรากฏพระนาม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เป็นผู้ถือหุ้น 113.27 ล้านหุ้น ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนหุ้นที่ลดลงของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

และพอถึงปี 2561 ชื่อผู้ถือหุ้นอันดับแรกของธนาคารก็เปลี่ยนจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ก็ทรงมีหุ้นเพิ่มเป็น 793.83 ล้านหุ้น

ส่วน บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อตรวจสอบจากรายงานประจำปีก็พบว่า เดิมในปี พ.ศ.2560 มีชื่อสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และบริษัทลูกคือบริษัท ทุนลดาวัลย์ จำกัด เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ 377.96 ล้านหุ้น กระทั่งในปี พ.ศ.2561 ชื่อของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และบริษัทลูกก็หายไปเปลี่ยนเป็นชื่อ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่แทน ด้วยจำนวนหุ้นเกือบ 399.65 ล้านหุ้น


หลังจากนั้น หุ้นของบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้ง 2 แห่งนี้ ก็ถูกถือในชื่อของในหลวงรัชกาลที่ 10 มาโดยตลอด ไม่ปรากฎชื่อของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์อีกต่อไป


ข้อเสนอเพื่อ "ความเปลี่ยนแปลง"

ผลจากกฎหมายจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ที่ออกมาหลังปี พ.ศ.2561 ที่เปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองทรัพย์สิน จากตัว "องค์กร" มาเป็น "บุคคล"
ทำให้พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวได้รับการถวายตำแหน่ง "พระมหากษัตริย์ที่มั่งคั่งที่สุดในโลก" จากการจัดอันดับโดยสื่อธุรกิจชื่อดัง Business Insider เมื่อปี พ.ศ.2562 โดยประเมินว่า มีทรัพย์สินราว 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา หรือประมาณ 9 แสนล้านบาทไทย

ประเด็นเรื่องการโอนทรัพย์สินนี้ ยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ทั้งตามหน้าสื่อต่างชาติและในสังคมไทย

และเป็นหนึ่งใน "10 ข้อเสนอเพื่อปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์" ที่กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เสนอขึ้นมาในเวทีชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อ 10 ส.ค. 2563 ที่เสนอให้ยกเลิก พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2561 และย้อนกลับไปแยก 'ทรัพย์สินส่วนพระองค์-ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์' ออกจากกัน พร้อมให้กับกระทรวงการคลังเข้ามาดูแล ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนพระองค์ เหมือนในอดีต

ขณะที่ บรรยง พงษ์พานิช นักการเงินที่ประกาศตัวว่าจงรักภักดี ก็มีข้อเสนอ "ปฏิรูปอย่างสันติ" ในส่วนของพระราชทรัพย์ว่าให้แยก "พระราชทรัพย์ที่มีไว้เพื่อกิจการแผ่นดินกับกิจการส่วนพระองค์" พร้อมกับยกตัวอย่างการจัดการพระราชทรัพย์ของราชวงศ์อังกฤษ ที่มีการตั้งหน่วยงานชื่อ The Crown Estate ขึ้นมาบริหารอสังหาริมทรัพย์ แล้วแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้กับราชวงศ์ ส่วนที่เหลือก็ส่งเข้าคลังเป็นเงินของแผ่นดิน


https://www.bbc.com/thai/thailand-55139429?at_campaign=64&at_custom3=BBC+Thai&at_medium=custom7&at_custom1=%5Bpost+type%5D&at_custom2=facebook_page&at_custom4=F4D4C9FE-3505-11EB-8331-1919933C408C&fbclid=IwAR2rZdko9MEvoja5AXac46OwG-Zx6uYLcqito5FKW7Ltx9eRJm4LIvQlB8o
10
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
โหวตเป็นกระทู้แนะนำ
ออฟไลน์
ดาวซัลโวฟุตบอลโลก
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 25 Nov 2008
ตอบ: 7578
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Thu Dec 03, 2020 09:50
Top Comment [RE]โควิดทำพระราชทรัพย์หายไปเท่าไหร่?
lambo5 พิมพ์ว่า:
พูดได้เต็มปาก

ประเทศเรา มีกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลก

 


ผมหล่ะอย่างฮา แต่ก่อนสลิ่มญาติผมdefend ให้แทบตายว่าเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ไม่ได้เป็นของพระมหากษัตริย์คนเดียว ข่าวมันมั่วเอามารวมกัน

ตอนนี้เปลี่ยนเป็นของพระมหากษัตริย์งคนเดียวเน้นๆให้เคลียร์เลยๆ

สลิ่มญาติผมถึงกับไบ้แดก
โพสต์บนแอป Soccersuck บน iOS
ออฟไลน์
หัวหน้าแมวมอง
Status:
: 1 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 13 Mar 2018
ตอบ: 18452
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Thu Dec 03, 2020 09:53
Top Comment [RE: โควิดทำพระราชทรัพย์หายไปเท่าไหร่?]
lambo5 พิมพ์ว่า:
พูดได้เต็มปาก

ประเทศเรา มีกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลก

 



ออฟไลน์
ซุปตาร์ยูโร
Status: หว่านอะไรก็ได้แบบนั้น
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 28 Dec 2007
ตอบ: 13174
ที่อยู่: สนามกีฬากลาง
โพสเมื่อ: Thu Dec 03, 2020 09:45
[RE: โควิดทำพระราชทรัพย์หายไปเท่าไหร่?]
มิน่าล่ะถึงต้องเร่งการส่งออกดอยคำ ผมเข้าใจละ
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
นักบอลถ้วย ค.
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 03 Dec 2013
ตอบ: 1423
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Thu Dec 03, 2020 09:45
[RE: โควิดทำพระราชทรัพย์หายไปเท่าไหร่?]
SCB มีหุ้นหายไป 6 ล้านกว่าหุ้น
2
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
นักบอลไทยพรีเมียร์ลีก
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 20 Nov 2005
ตอบ: 5077
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Thu Dec 03, 2020 09:46
[RE]โควิดทำพระราชทรัพย์หายไปเท่าไหร่?
พูดได้เต็มปาก

ประเทศเรา มีกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลก

โพสต์บนแอป Soccersuck บน iOS
2
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
นักเตะอบต.
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 13 Mar 2018
ตอบ: 5653
ที่อยู่: บ้านบางแค
โพสเมื่อ: Thu Dec 03, 2020 09:47
โควิดทำพระราชทรัพย์หายไปเท่าไหร่?
พ่อผมรวย
โพสต์บนแอป Soccersuck บน Android
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน




ออฟไลน์
โค้ช B-License
Status: Shit!
: 0 ใบ : 0 ใบ
ตอบ: 28630
ที่อยู่: จิตหงุดเงี้ยว !!!!!!!!!!!!!!!! เข้าร่วม: 30 Feb 1992
โพสเมื่อ: Thu Dec 03, 2020 09:48
[RE: โควิดทำพระราชทรัพย์หายไปเท่าไหร่?]
นี้แหละครับ โควิดเกิดจากไอแม้วแน่ๆ
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน


ออฟไลน์
ดาวเตะลา ลีกา
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 15 Sep 2010
ตอบ: 7769
ที่อยู่: อยู่ในปาร์ตี้ร้อนดั่งกับไฟเยอร์
โพสเมื่อ: Thu Dec 03, 2020 09:48
[RE: โควิดทำพระราชทรัพย์หายไปเท่าไหร่?]
ทำไมต้องอยากรวย ทั้งที่ตำแหน่งก็รับประกันทุกความต้องการของมนุษย์ครบ
1
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
ดาวซัลโวฟุตบอลโลก
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 25 Nov 2008
ตอบ: 7578
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Thu Dec 03, 2020 09:50
[RE]โควิดทำพระราชทรัพย์หายไปเท่าไหร่?
lambo5 พิมพ์ว่า:
พูดได้เต็มปาก

ประเทศเรา มีกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลก

 


ผมหล่ะอย่างฮา แต่ก่อนสลิ่มญาติผมdefend ให้แทบตายว่าเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ไม่ได้เป็นของพระมหากษัตริย์คนเดียว ข่าวมันมั่วเอามารวมกัน

ตอนนี้เปลี่ยนเป็นของพระมหากษัตริย์งคนเดียวเน้นๆให้เคลียร์เลยๆ

สลิ่มญาติผมถึงกับไบ้แดก
โพสต์บนแอป Soccersuck บน iOS
ออฟไลน์
นักเตะตำบล
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 17 Dec 2008
ตอบ: 2170
ที่อยู่: Hibury
โพสเมื่อ: Thu Dec 03, 2020 09:51
[RE: โควิดทำพระราชทรัพย์หายไปเท่าไหร่?]
lambo5 พิมพ์ว่า:
พูดได้เต็มปาก

ประเทศเรา มีกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลก

 


น่าภูมิใจยิ่งนัก มีผู้นำเก่งๆ แบบนี้ประเทศเจริญแน่นอน
1
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน


ออฟไลน์
นักบอลถ้วย ค.
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 15 Mar 2008
ตอบ: 5257
ที่อยู่: อาร์เซน่อล
โพสเมื่อ: Thu Dec 03, 2020 09:52
[RE: โควิดทำพระราชทรัพย์หายไปเท่าไหร่?]
รวยไปทำไมเยอะแยะ ทำหยังกับว่าเป็นอมตะ
1
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
หัวหน้าแมวมอง
Status:
: 1 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 13 Mar 2018
ตอบ: 18452
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Thu Dec 03, 2020 09:53
[RE: โควิดทำพระราชทรัพย์หายไปเท่าไหร่?]
lambo5 พิมพ์ว่า:
พูดได้เต็มปาก

ประเทศเรา มีกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลก

 



ออฟไลน์
ปลายอาชีพค้าแข้ง
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 24 Feb 2010
ตอบ: 20172
ที่อยู่: 아이유♥이지은
โพสเมื่อ: Thu Dec 03, 2020 09:54
[RE: โควิดทำพระราชทรัพย์หายไปเท่าไหร่?]
ตายไปก็เอาไปไม่ได้
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
แขวนสตั๊ด
Status: You only Live once
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 20 May 2011
ตอบ: 18758
ที่อยู่: Spion Kop
โพสเมื่อ: Thu Dec 03, 2020 09:56
[RE: โควิดทำพระราชทรัพย์หายไปเท่าไหร่?]
the Smirnoff พิมพ์ว่า:
lambo5 พิมพ์ว่า:
พูดได้เต็มปาก

ประเทศเรา มีกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลก

 


ผมหล่ะอย่างฮา แต่ก่อนสลิ่มญาติผมdefend ให้แทบตายว่าเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ไม่ได้เป็นของพระมหากษัตริย์คนเดียว ข่าวมันมั่วเอามารวมกัน

ตอนนี้เปลี่ยนเป็นของพระมหากษัตริย์งคนเดียวเน้นๆให้เคลียร์เลยๆ

สลิ่มญาติผมถึงกับไบ้แดก  


ยังดีนะครับที่ใบ้แดก อย่างน้อยก็จำว่าเคยพูดอะไรไว้ เข้าใจอะไรไว้ แล้วตอนนี้เกิดอะไรขึ้น

ผมเห็นไอ้พวกแถไปเรื่อย ลืมว่าเคยพล่ามอะไรไว้นี่อยากเอาตีนถีบหน้าจริงๆ
4
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
I choose to live, not just exist.


ออฟไลน์
ผู้ช่วยแมวมอง
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 04 Jul 2009
ตอบ: 29093
ที่อยู่: On The Top Of The World
โพสเมื่อ: Thu Dec 03, 2020 09:56
[RE: โควิดทำพระราชทรัพย์หายไปเท่าไหร่?]
ถ้าจะบอกว่ามันกระทบทุกภาคส่วนล่ะมันไม่ก็แปลกหรอกคนที่มีทรัพย์สินเยอะ

ก็ยิ่งเห็นผลกีะทบในทางตัวเลขเยอะเพราะมูลค่าธุรกิจมันมีเพิ่มมีลดตามวิกฤติเศรษฐกิจเป็นเงาตามตัวอยู่แล้ว

อีกอย่างต่อให้ลดไปจนเหลือแค่ครึ่งเดียว ก็ยังรวยที่สุดในประเทศอยู่ดีเทียบกับคนหาเช้ากินค่ำแล้ว

ไม่น่าจะมีผลกระทบอะไรกับคุณภาพชีวิตของเขาเลย สักนิดเดียว
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
Better to light one candle than to curse the darkness

ออฟไลน์
นักบอลถ้วย ค.
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 03 Dec 2013
ตอบ: 1423
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Thu Dec 03, 2020 09:57
[RE: โควิดทำพระราชทรัพย์หายไปเท่าไหร่?]
brrless พิมพ์ว่า:
ตายไปก็เอาไปไม่ได้  

เขาก็ส่งต่อให้ลูกเขา ส่วนลูกสมมุติก็จนกันต่อไป
3
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ไปหน้าที่ 1, 2, 3
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
กรุณาระบุเหตุผลที่จะแจ้งความ
ผู้ต้องหา:
ข้อความ:
Submit
Cancel
กรุณาเลือก Forum และ ประเภทกระทู้
Forum:

ประเภท:
Submit
Cancel