BLOG BOARD_B
ติดต่อรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Line ID: @saless เบอร์โทรศัพท์ 0654695416 , 0654693944 โปรโมชั่นลดจากเดิม 30% (ไม่รับโฆษณาผิดกฏหมายทุกประเภท)
ไว้คราวหน้า X
ไว้คราวหน้า X
ไม่ต้องแสดงข้อความนี้อีกเลย
ไปหน้าที่ 1
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
ฝากรูป
ผู้ตั้ง
ข้อความ
ออนไลน์
แข้งเจลีก
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 03 Mar 2019
ตอบ: 982
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Tue Oct 27, 2020 23:56
ฉันทามติใหม่ และข้อเสนอจากพรรคก้าวไกล-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
[ New Normal ทางการเมือง - ฉันทามติใหม่ และข้อเสนอจากพรรคก้าวไกล ]
.
ก่อนที่สถานการณ์บ้านเมืองจะตึงเครียดขนาดนี้ พรรคก้าวไกลเคยพยายามเตือนรัฐบาล เคยพยายามเสนอทางออกเพื่อให้วิกฤติครั้งนี้คลี่คลายลง แต่เหมือนว่าท่านไม่ได้รับฟังข้อเสนอของพวกเราเลย เมื่อเกือบสี่เดือนที่แล้วกรกฎาคม ผมได้อภิปรายไว้ว่ามันถึงเวลาแล้วที่เราควรหยุดแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นสิ่งที่ไม่อยากเห็น ผมได้เตือนให้สังคมไทยต้องมีวุฒิภาวะ ที่จะรับมือกับ inconvenient truth หรือความจริงอันน่ากระอักกระอ่วน รับมือกับความรู้สึกแห่งยุคสมัย ซึ่งเป็นผลผลิตของปัญหาที่พวกเราล้วนมีส่วนร่วมสร้างขึ้นมาและหมักหมมเอาไว้ให้ลูกหลาน ผมยังได้เชิญชวนพวกเราตั้งสติใหม่ เปิดใจ ปรับมุมมอง แล้วลงมือหาทางออกของประเทศไปด้วยกัน ไม่มองอนาคตของชาติเป็นภัยต่อความมั่นคง เป็นภัยคุกคามต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
.
เมื่อต้นเดือนกันยายน ผมได้อภิปรายถึงความมืดมนของประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤติรอบด้านทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งปัจจัยสำคัญที่หน่วงรั้งไม่ให้ประเทศขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ คือ “วิกฤติผู้นำ” ซึ่ง 6 ปีที่ผ่านมาของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มันชัดเจนแล้วว่าท่านเป็นผู้นำที่ไม่มีความสามารถที่จะนำพาประเทศออกจากความมืดนี้ได้ และถ้าท่านไม่ยอมถอย ท่านจะพาพวกเราลงเหวกันหมด
.
และเมื่อปลายเดือนกันยายน เป็นช่วงที่พวกเราน่าจะลดอุณหภูมิการเมืองบนท้องถนนได้ แต่รัฐสภากลับเลือกทิ้งโอกาส ตัดสินใจถ่วงเวลา ยื้ออำนาจให้กับผู้นำประเทศและระบอบการเมืองที่ล้มเหลวและหมดความชอบธรรมแล้ว แทนที่เราจะพาประเทศไทยเดินไปข้างหน้าต่อได้ กลับกลายเป็นฉุดประเทศให้ถอยหลังลงไปอีก ท่านเลือกจะกอดอดีตของท่านไว้อย่างหนาแน่น ในขณะที่เยาวชนของพวกเรากำลังถามหาอนาคต มาถึงวันนี้เดือนตุลาคม ไม่กี่สัปดาห์จากวันนั้น สิ่งที่พวกผมได้เตือนไป ภาพนั้นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ
.
"ระบอบประยุทธ์ไปต่อไม่ได้"
ไม่ว่าผมจะเตือนอะไรกับ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เพียงแต่ท่านจะไม่ฟัง ท่านกลับทำตรงข้าม สุมฟืนเข้ากองไฟในทุกโอกาสที่เป็นไปได้ เมื่อเดือนกรกฎาคมเยาวชนเพิ่งออกมาชุมนุม มีข้อเรียกร้องคือ หยุดคุกคามประชาชน ยุบสภา และแก้รัฐธรรมนูญ พล.อ.ประยุทธ์ก็ออกมากล่าวหาว่ามีผู้อยู่เบื้องหลัง แล้วก็ไล่ปราบปราม จับกุมแกนนำ เมื่อเดือนกันยายน การลงมติเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ เป็นกุญแจสำคัญและโอกาสทองของรัฐสภาที่จะคลี่คลายความขัดแย้ง แต่ ส.ว. ที่คสช. แต่งตั้งขึ้นมาก็ยื้อเวลาออกไปไม่ลงมติ
.
เมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นักเรียนนักศึกษา ประชาชนออกมาชุมนุมอย่างสันติ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาล ก็กล่าวหาว่า พวกเขาขัดขวางขบวนเสด็จและประทุษร้ายต่อพระราชินี ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ยกกำลังตำรวจทหารเข้ากรุง สลายการชุมนุมโดยไม่เป็นไปตามหลักสากล มุ่งจับกุมปราบปรามนักเรียนนักศึกษาประชาชน มองพวกเขาเป็นอริราชศัตรู นอกจากนี้ท่านยังปิดหูปิดตาประชาชน ด้วยความพยายามปิดสื่อที่พวกเขาตั้งใจเสนอข้อเท็จจริง พยายามปิดช่องทางการสื่อสารของประชาชน
.
พล.อ.ประยุทธ์ไม่ฟังไม่พอ ท่านยังพยายามสร้างสถานการณ์ให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกในหมู่ประชาชน รัฐบาลและรัฐมนตรีบางคนข้างท่าน พยายามใช้กลไกรัฐปลุกม็อบเสื้อเหลือง เกณฑ์ข้าราชการมาเดินขบวนต่อต้านนักเรียนนักศึกษาในเวลาที่ควรจะบริการประชาชน ผมเคารพถ้าประชาชนจะแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์โดยสันติ แต่สิ่งที่พวกผมคัดค้านคือ การใช้กลไกรัฐไปสุมไฟความเกลียดชัง ปลุกระดมให้เพื่อนร่วมชาติทำร้ายต่อกัน
.
พล.อ.ประยุทธ์ เรียนผูก ไม่เรียนแก้ นอกจากผูกมัดรัฐธรรมนูญไว้เพื่อสืบทอดอำนาจของตนเองและพวกพ้องแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ยังพยายามผูกตนเองไว้กับสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อรักษาอำนาจของตนเองด้วย รัฐบาลในราชอาณาจักรต้องมีบทบาทเป็นเกราะกำบังให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องมีกุศโลบายเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชน รัฐบาลต้องทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นของประชาชนทุกคน ไม่ว่าประชาชนแต่ละคนจะมีความคิดเห็นต่อสถาบันแตกต่างกันอย่างไร แต่ พล.อ.ประยุทธ์กลับทำในสิ่งตรงกันข้าม กลับนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเกราะกำลังให้แก่ตนเอง การกระทำเช่นนี้สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ความขัดแย้งยิ่งหยั่งลึกลงไป
.
ดังนั้น ประตูบานแรกที่จะช่วยถอนฟืนออกจากกองไฟ คือ พล.อ.ประยุทธ์ต้องลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี สิ่งหนึ่งที่เราต้องเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ทั้งของโลกและของไทย คือการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยโดยประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้ผู้นำประเทศที่มาจากการรัฐประหาร แต่ถ้าพล.อ. ประยุทธ์ยังดึงดันอยู่ในอำนาจหวงเก้าอี้นายกต่อไป เส้นทางข้างหน้าของท่านคือ ทรราชย์คนต่อไป
.
ผมเชื่อว่าพวกเราผู้แทนราษฎรโดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาล น่าจะเห็นร่วมกันแล้วว่า ระบอบประยุทธ์ไปต่อไม่ได้แล้ว พวกเราอยากแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย พวกเราอยากมีระบบการเมืองที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชน แต่ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ยังอยู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญในแบบที่เราต้องการจะไม่เกิดขึ้น พวกท่านรู้ดีว่าสัญญานการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องถูกเลื่อนออกไปครั้งแล้วครั้งเล่ามาจากที่ไหน
.
ผมอยากขอร้องให้เพื่อนๆ จากพรรคร่วมรัฐบาลให้ถอนตัวออกจากการสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ พวกท่านอย่าลอยตัวเหนือปัญหา อย่าปิดหูปิดตาไม่เห็นไม่ได้ยินสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศของเรา ถ้าพวกท่านไม่ช่วยกันตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เส้นทางข้างหน้าหากเกิดอะไรที่ไม่คาดฝันขึ้น ไม่ใช่พล.อ.ประยุทธ์คนเดียวเท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบ แต่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคที่ต้องรับผิดชอบด้วย
.
เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ลาออกแล้ว
(1) เราก็มาเริ่มกันใหม่ ใช้สภาเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยด้วยการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่จากบัญชีของพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นจากพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคอื่น หากพรรคใดได้รับเสียงสนับสนุนจาก ส.ส. มากที่สุด พวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแม้จะไม่ได้ร่วมรัฐบาลก็ยอมยกมือให้รายชื่อจากบัญชีของพรรคนั้นเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อไม่ต้องใช้เสียงจากสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งควรงดออกเสียง พรรคก้าวไกลแม้จะไม่ได้ร่วมรัฐบาลชุดใหม่และก็ไม่มีบัญชีรายชื่อเสนอใครเป็นนายก เรายืนยันว่าจะยอมยกมือให้นายกคนใหม่ที่มาจากเสียงข้างมากของ ส.ส. เพื่อให้มีเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภาโดยไม่ต้องใช้เสียงของ ส.ว. และไม่ต้องมีนายกคนนอก
.
(2) เมื่อเราได้รัฐบาลชุดใหม่ที่ชอบธรรมมากขึ้นแล้ว รัฐสภาก็เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็วให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนทั้งหมด เคารพอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนให้สามารถจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ทุกหมวดภายใต้กรอบที่ไม่ไปเปลี่ยนรูปของรัฐและระบอบการปกครอง พร้อมกันนั้นก็แก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตราที่จำเป็นไปด้วย โดยเฉพาะการยกเลิกอำนาจของวุฒิสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นต้น ถ้าเราแก้ปัญหาทางการเมืองด่านแรกไปได้แล้ว การเมืองก็จะมีเสถียรภาพมากขึ้นเพื่อสามารถจัดการปัญหาเศรษฐกิจที่หนักหน่วงได้ตามมา
.
(3) หลังจากที่แก้รัฐธรรมนูญให้มี สสร. รวมทั้งปิดสวิทซ์ ส.ว. หรือแก้ระบบเลือกตั้งได้แล้ว รัฐบาลชุดใหม่ก็ควรยุบสภา ซึ่งเราสามารถที่จะจัดการเลือกตั้ง ส.ส. พร้อมกับเลือก ส.ส.ร. พร้อมกันได้
.
นี่คือข้อเสนอทางการเมืองเฉพาะหน้าของผม ก่อนที่จะอภิปรายถึงปัญหาที่ใหญ่และลึกซึ้งกว่า ซึ่งหากเราไม่พูดกันอย่างมีวุฒิภาวะแล้ว ผมเกรงว่าจะสายเกินการณ์
.
New Normal ทางการเมือง - ฉันทามติใหม่
อีกประเด็นสำคัญหนึ่งที่รัฐสภาควรเป็นแบบอย่างในการพูดคุยกันอย่างมีวุฒิภาวะ ซึ่งอยู่ในข้อเรียกร้องของนักเรียนนักศึกษา อยู่ในญัตติที่รัฐบาลเขียนถึง และมีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายถึงแล้ว นั่นคือเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์
.
แน่นอนครับ ประเทศไทยของเราต้องการการปฏิรูปครั้งใหญ่อีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปองค์กรอิสระ กระบวนการยุติธรรม ระบบกฎหมาย และสถาบันตุลาการ ปฏิรูปยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ปฏิรูปเพื่อทำลายการผูกขาดทางเศรษฐกิจ ปฏิรูปภาษี ปฏิรูประบบสวัสดิการระบบสาธารณสุข ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูประบบราชการ ยกเลิกระบบราชการรวมศูนย์ คืนอำนาจให้แก่ท้องถิ่น ปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปการจัดการสิ่งแวดล้อม ปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปการเกษตร ปฏิรูปวัฒนธรรม เป็นต้น ทว่า หากวันนี้พวกเราไม่เป็นต้นแบบในการพูดคุยกันเรื่องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย แต่เลือกที่จะปิดหู ปิดตา ปิดปากในประเด็นนี้ ทั้งที่ประชาชนข้างนอกสภากำลังจะขัดแย้งกันอย่างกว้างขวาง ผมเกรงว่ามันจะสายเกินการณ์
.
ต่อประเด็นนี้ ผมขอย้ำว่า พวกเราต้องเริ่มต้นจากการเข้าใจสภาพความเป็นจริงให้ถูกต้องตรงกันเสียก่อน หากกลัดกระดุมเม็ดแรกผิดเสียแล้ว หากยังเข้าใจว่าสิ่งที่นักเรียนนักศึกษากำลังเรียกร้องกำลังแสดงออกอยู่นั้น เป็นผลมาจากการล้างสมอง การบงการ หรือการชักใยของพรรคก้าวไกลหรืออดีตพรรคอนาคตใหม่ไปจนถึงศัตรูต่างชาติ ผมกังวลว่า กระดุมเม็ดต่อๆ ไปจะกลายเป็นโศกนาฎกรรม
.
พวกเราต้องเข้าใจและยอมรับเสียก่อนว่า ตอนนี้สังคมไทยเปลี่ยนไปแล้ว โลกใบเก่าที่หลายคนคุ้นเคย ที่หลายคนโหยหานั้น ไม่มีอยู่อีกต่อไป แต่เรากำลังเผชิญกับ new normal หรือความปกติทางการเมืองแบบใหม่ การเคลื่อนไหวเรียกร้องทางการเมืองที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นสิ่งที่สังคมไทยไม่เคยเจอมาก่อน มันเป็นประสบการณ์ใหม่ เป็นข้อเท็จจริงใหม่ เป็นพลังและความรู้สึกแห่งยุคสมัยใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นจากปัญหาและความล้มเหลวทางการเมืองที่พวกเรามีส่วนร่วมก่อขึ้น
.
ถึงเวลาแล้วครับที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า ปัญหาทางการเมืองครั้งนี้เป็นผลมาจากความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ก่อนรัฐประหารปี 2549 ต่อเนื่องมาถึงรัฐประหารปี 2557 ซึ่งมีผู้นำกองทัพบางคนและบุคคลบางฝ่ายกระทำการทำให้ประชาชนเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งด้วย ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของรัชสมัย เมื่อสภาพความเป็นจริงและรากฐานของสังคมได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว สังคมจำเป็นต้องแสวงหาฉันทามติใหม่ หากยังปิดหูปิดตาแล้วกอดโลกใบเก่าเอาไว้ เราจะไม่ได้จับมือเผชิญโลกใบใหม่ไปด้วยกัน แต่กลับจะสร้างโศกนาฎกรรมบทใหม่ขึ้นมาแทน
.
สำหรับข้อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ของเยาวชนคนรุ่นใหม่ เรามีทางเลือกอยู่สองทางครับ ทางแรกคือทำเหมือนเดิม ไม่อยากฟังในสิ่งที่ไม่อยากฟัง ไม่อยากเห็นในสิ่งที่ไม่อยากเห็น ไม่ยอมรับการมีอยู่ของความเป็นจริงแบบใหม่ เลือกที่จะกดเอาไว้ หากปะทุขึ้นมาก็จับ ปราบ และเข่นฆ่าให้หลาบจำ ผมกังวลว่าหากดึงดันที่จะใช้แนวทางนี้จะไม่ช่วยทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชนจำนวนมากดีขึ้น
.
แนวทางที่สองคือ ยอมรับความปกติใหม่ของสังคมไทย แล้วสร้างบรรยากาศและพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยกันเรื่องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำความเข้าใจกันให้ชัดว่า ฝ่ายที่เรียกร้องการปฏิรูปต้องการอะไร เห็นว่าอะไรเป็นปัญหา มันเป็นปัญหาจริงหรือไม่ อย่างไร และการปฏิรูปที่ว่าไม่ใช่การล้มล้างสถาบัน ทำความเข้าใจกันให้ชัดว่า ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยหรือมีข้อกังขากับข้อเรียกร้องของนักเรียนนักศึกษาต้องการอะไร และมีความกังวลเรื่องอะไร
.
จากนั้นก็ใช้กระบวนการทางประชาธิปไตยในการแสวงหาฉันทามติใหม่ ภายใต้เป้าหมายร่วมกันคือ การทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่กับประชาชนภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอย่างมั่นคง เราควรใช้กลไกของรัฐสภาร่วมกับรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นกรรมาธิการ กระบวนการนิติบัญญัติ การอภิปรายปรึกษาหารือทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ หรือแม้แต่การทำประชามติอย่างระมัดระวัง เป็นต้น เพื่อแสวงหาข้อตกลงใหม่ที่ยอมรับกันได้
.
ในระบอบประชาธิปไตยที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์มั่นคงสถาพรเพราะทรง “ปกเกล้า แต่ไม่ปกครอง” ตามหลักการที่ว่ากษัตริย์ไม่ทรงกระทำผิดหรือ King can do no wrong
.
ในระบอบเช่นนี้จำเป็นที่จะต้องจัดวางพระอำนาจและพระราชฐานะอย่างประณีตผ่านการจัดทำรัฐธรรมนูญ การตรากฎหมาย ระเบียบแบบแผน การจัดสรรงบประมาณ การจัดการพระราชทรัพย์ในส่วนที่เป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน หรือกุศโลบายต่างๆ ให้สอดคล้องกับอำนาจอธิปไตยของประชาชนและพัฒนาการของแต่ละสังคมตามยุคสมัย เพื่อทำให้ไม่ว่าองค์พระมหากษัตริย์ในแต่ละรัชสมัยจะผลัดเปลี่ยนเช่นไร สถาบันพระมหากษัตริย์ก็ยังมั่นคงได้ เป็นที่เคารพของประชาชน นี่คือวิธีการที่จะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ในศตวรรษที่ 21
.
ถ้าเรายังหลีกเลี่ยงการแสวงหาฉันทามติใหม่ ยังไม่ยอมรับในความเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย ประเทศก็จะไปต่อไม่ได้ ไม่มีเวลา ไม่มีสมาธิ ที่จะพาเพื่อนร่วมชาติเดินไปข้างหน้าในโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทายใหม่ๆ และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลายสิ่งที่เราเถียงกันอยู่นั้น เถียงกันเมื่อ 40 ปีที่แล้ว 30 ปีที่แล้ว 20 ปีที่แล้ว 10 กว่าปีที่แล้ว เถียงกันบนชีวิตของเพื่อนร่วมชาติมาแล้วไม่รู้กี่ชีวิต ประเทศของเรามีโรงงานอุตสาหกรรมแห่งความเกลียดชัง เราต้องเลิกสร้างและผลิตซ้ำความเกลียดชังตั้งแต่วันนี้ แล้วแทนที่ด้วยความหวัง แทนที่ด้วยฉันทามติใหม่ ที่จะพาประเทศไทยเดินไปข้างหน้าได้อีกครั้งหนึ่ง
(ขอบคุณวิดิโอจากมติชน)


เปิดดูคลิปจากเว็บเฟสบุค 

วันนี้พิธาอภิปรายดีมาก ใช้ตรรกะและเหตุผล เต็มไปด้วยวุฒิภาวะในการสื่อสาร
และท้ายสุดมีเสนอทางออกให้ประเทศเปลี่ยนผ่านไปอย่างสันติ





อีกคนที่พูดดีแต่คนละสไตล์กับพิธาคือ สุทิน คลังแสง พูดสรุปของเพื่อไทยได้ดีเหมือนกัน

"สุทิน คลังแสง" ย้ำ "นายกฯ" คือศูนย์รวมของปัญหา อย่าเอา สถาบันฯ เป็นตัวประกัน




และอีกคนที่พูดเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ได้ดีมาก คือ ปดิพัทธ์ สันติภาดา สส พิษณุโลกจากก้าวไกล

รัฐสภาต้องกล้าหาญและเปิดกว้างพูดถึงการปฏิรูปสถาบันฯ




อ่า คลิปไม่ขึ้น
แก้ไขล่าสุดโดย 20th August เมื่อ Tue Oct 27, 2020 23:58, ทั้งหมด 1 ครั้ง
โหวตเป็นกระทู้แนะนำ
ออนไลน์
นักเตะหมู่บ้าน
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 15 Mar 2020
ตอบ: 343
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Wed Oct 28, 2020 00:02
[RE: ฉันทามติใหม่ และข้อเสนอจากพรรคก้าวไกล-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์]
20th August พิมพ์ว่า:
[ New Normal ทางการเมือง - ฉันทามติใหม่ และข้อเสนอจากพรรคก้าวไกล ]
.
ก่อนที่สถานการณ์บ้านเมืองจะตึงเครียดขนาดนี้ พรรคก้าวไกลเคยพยายามเตือนรัฐบาล เคยพยายามเสนอทางออกเพื่อให้วิกฤติครั้งนี้คลี่คลายลง แต่เหมือนว่าท่านไม่ได้รับฟังข้อเสนอของพวกเราเลย เมื่อเกือบสี่เดือนที่แล้วกรกฎาคม ผมได้อภิปรายไว้ว่ามันถึงเวลาแล้วที่เราควรหยุดแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นสิ่งที่ไม่อยากเห็น ผมได้เตือนให้สังคมไทยต้องมีวุฒิภาวะ ที่จะรับมือกับ inconvenient truth หรือความจริงอันน่ากระอักกระอ่วน รับมือกับความรู้สึกแห่งยุคสมัย ซึ่งเป็นผลผลิตของปัญหาที่พวกเราล้วนมีส่วนร่วมสร้างขึ้นมาและหมักหมมเอาไว้ให้ลูกหลาน ผมยังได้เชิญชวนพวกเราตั้งสติใหม่ เปิดใจ ปรับมุมมอง แล้วลงมือหาทางออกของประเทศไปด้วยกัน ไม่มองอนาคตของชาติเป็นภัยต่อความมั่นคง เป็นภัยคุกคามต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
.
เมื่อต้นเดือนกันยายน ผมได้อภิปรายถึงความมืดมนของประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤติรอบด้านทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งปัจจัยสำคัญที่หน่วงรั้งไม่ให้ประเทศขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ คือ “วิกฤติผู้นำ” ซึ่ง 6 ปีที่ผ่านมาของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มันชัดเจนแล้วว่าท่านเป็นผู้นำที่ไม่มีความสามารถที่จะนำพาประเทศออกจากความมืดนี้ได้ และถ้าท่านไม่ยอมถอย ท่านจะพาพวกเราลงเหวกันหมด
.
และเมื่อปลายเดือนกันยายน เป็นช่วงที่พวกเราน่าจะลดอุณหภูมิการเมืองบนท้องถนนได้ แต่รัฐสภากลับเลือกทิ้งโอกาส ตัดสินใจถ่วงเวลา ยื้ออำนาจให้กับผู้นำประเทศและระบอบการเมืองที่ล้มเหลวและหมดความชอบธรรมแล้ว แทนที่เราจะพาประเทศไทยเดินไปข้างหน้าต่อได้ กลับกลายเป็นฉุดประเทศให้ถอยหลังลงไปอีก ท่านเลือกจะกอดอดีตของท่านไว้อย่างหนาแน่น ในขณะที่เยาวชนของพวกเรากำลังถามหาอนาคต มาถึงวันนี้เดือนตุลาคม ไม่กี่สัปดาห์จากวันนั้น สิ่งที่พวกผมได้เตือนไป ภาพนั้นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ
.
"ระบอบประยุทธ์ไปต่อไม่ได้"
ไม่ว่าผมจะเตือนอะไรกับ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เพียงแต่ท่านจะไม่ฟัง ท่านกลับทำตรงข้าม สุมฟืนเข้ากองไฟในทุกโอกาสที่เป็นไปได้ เมื่อเดือนกรกฎาคมเยาวชนเพิ่งออกมาชุมนุม มีข้อเรียกร้องคือ หยุดคุกคามประชาชน ยุบสภา และแก้รัฐธรรมนูญ พล.อ.ประยุทธ์ก็ออกมากล่าวหาว่ามีผู้อยู่เบื้องหลัง แล้วก็ไล่ปราบปราม จับกุมแกนนำ เมื่อเดือนกันยายน การลงมติเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ เป็นกุญแจสำคัญและโอกาสทองของรัฐสภาที่จะคลี่คลายความขัดแย้ง แต่ ส.ว. ที่คสช. แต่งตั้งขึ้นมาก็ยื้อเวลาออกไปไม่ลงมติ
.
เมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นักเรียนนักศึกษา ประชาชนออกมาชุมนุมอย่างสันติ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาล ก็กล่าวหาว่า พวกเขาขัดขวางขบวนเสด็จและประทุษร้ายต่อพระราชินี ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ยกกำลังตำรวจทหารเข้ากรุง สลายการชุมนุมโดยไม่เป็นไปตามหลักสากล มุ่งจับกุมปราบปรามนักเรียนนักศึกษาประชาชน มองพวกเขาเป็นอริราชศัตรู นอกจากนี้ท่านยังปิดหูปิดตาประชาชน ด้วยความพยายามปิดสื่อที่พวกเขาตั้งใจเสนอข้อเท็จจริง พยายามปิดช่องทางการสื่อสารของประชาชน
.
พล.อ.ประยุทธ์ไม่ฟังไม่พอ ท่านยังพยายามสร้างสถานการณ์ให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกในหมู่ประชาชน รัฐบาลและรัฐมนตรีบางคนข้างท่าน พยายามใช้กลไกรัฐปลุกม็อบเสื้อเหลือง เกณฑ์ข้าราชการมาเดินขบวนต่อต้านนักเรียนนักศึกษาในเวลาที่ควรจะบริการประชาชน ผมเคารพถ้าประชาชนจะแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์โดยสันติ แต่สิ่งที่พวกผมคัดค้านคือ การใช้กลไกรัฐไปสุมไฟความเกลียดชัง ปลุกระดมให้เพื่อนร่วมชาติทำร้ายต่อกัน
.
พล.อ.ประยุทธ์ เรียนผูก ไม่เรียนแก้ นอกจากผูกมัดรัฐธรรมนูญไว้เพื่อสืบทอดอำนาจของตนเองและพวกพ้องแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ยังพยายามผูกตนเองไว้กับสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อรักษาอำนาจของตนเองด้วย รัฐบาลในราชอาณาจักรต้องมีบทบาทเป็นเกราะกำบังให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องมีกุศโลบายเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชน รัฐบาลต้องทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นของประชาชนทุกคน ไม่ว่าประชาชนแต่ละคนจะมีความคิดเห็นต่อสถาบันแตกต่างกันอย่างไร แต่ พล.อ.ประยุทธ์กลับทำในสิ่งตรงกันข้าม กลับนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเกราะกำลังให้แก่ตนเอง การกระทำเช่นนี้สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ความขัดแย้งยิ่งหยั่งลึกลงไป
.
ดังนั้น ประตูบานแรกที่จะช่วยถอนฟืนออกจากกองไฟ คือ พล.อ.ประยุทธ์ต้องลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี สิ่งหนึ่งที่เราต้องเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ทั้งของโลกและของไทย คือการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยโดยประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้ผู้นำประเทศที่มาจากการรัฐประหาร แต่ถ้าพล.อ. ประยุทธ์ยังดึงดันอยู่ในอำนาจหวงเก้าอี้นายกต่อไป เส้นทางข้างหน้าของท่านคือ ทรราชย์คนต่อไป
.
ผมเชื่อว่าพวกเราผู้แทนราษฎรโดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาล น่าจะเห็นร่วมกันแล้วว่า ระบอบประยุทธ์ไปต่อไม่ได้แล้ว พวกเราอยากแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย พวกเราอยากมีระบบการเมืองที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชน แต่ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ยังอยู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญในแบบที่เราต้องการจะไม่เกิดขึ้น พวกท่านรู้ดีว่าสัญญานการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องถูกเลื่อนออกไปครั้งแล้วครั้งเล่ามาจากที่ไหน
.
ผมอยากขอร้องให้เพื่อนๆ จากพรรคร่วมรัฐบาลให้ถอนตัวออกจากการสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ พวกท่านอย่าลอยตัวเหนือปัญหา อย่าปิดหูปิดตาไม่เห็นไม่ได้ยินสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศของเรา ถ้าพวกท่านไม่ช่วยกันตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เส้นทางข้างหน้าหากเกิดอะไรที่ไม่คาดฝันขึ้น ไม่ใช่พล.อ.ประยุทธ์คนเดียวเท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบ แต่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคที่ต้องรับผิดชอบด้วย
.
เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ลาออกแล้ว
(1) เราก็มาเริ่มกันใหม่ ใช้สภาเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยด้วยการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่จากบัญชีของพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นจากพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคอื่น หากพรรคใดได้รับเสียงสนับสนุนจาก ส.ส. มากที่สุด พวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแม้จะไม่ได้ร่วมรัฐบาลก็ยอมยกมือให้รายชื่อจากบัญชีของพรรคนั้นเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อไม่ต้องใช้เสียงจากสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งควรงดออกเสียง พรรคก้าวไกลแม้จะไม่ได้ร่วมรัฐบาลชุดใหม่และก็ไม่มีบัญชีรายชื่อเสนอใครเป็นนายก เรายืนยันว่าจะยอมยกมือให้นายกคนใหม่ที่มาจากเสียงข้างมากของ ส.ส. เพื่อให้มีเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภาโดยไม่ต้องใช้เสียงของ ส.ว. และไม่ต้องมีนายกคนนอก
.
(2) เมื่อเราได้รัฐบาลชุดใหม่ที่ชอบธรรมมากขึ้นแล้ว รัฐสภาก็เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็วให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนทั้งหมด เคารพอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนให้สามารถจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ทุกหมวดภายใต้กรอบที่ไม่ไปเปลี่ยนรูปของรัฐและระบอบการปกครอง พร้อมกันนั้นก็แก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตราที่จำเป็นไปด้วย โดยเฉพาะการยกเลิกอำนาจของวุฒิสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นต้น ถ้าเราแก้ปัญหาทางการเมืองด่านแรกไปได้แล้ว การเมืองก็จะมีเสถียรภาพมากขึ้นเพื่อสามารถจัดการปัญหาเศรษฐกิจที่หนักหน่วงได้ตามมา
.
(3) หลังจากที่แก้รัฐธรรมนูญให้มี สสร. รวมทั้งปิดสวิทซ์ ส.ว. หรือแก้ระบบเลือกตั้งได้แล้ว รัฐบาลชุดใหม่ก็ควรยุบสภา ซึ่งเราสามารถที่จะจัดการเลือกตั้ง ส.ส. พร้อมกับเลือก ส.ส.ร. พร้อมกันได้
.
นี่คือข้อเสนอทางการเมืองเฉพาะหน้าของผม ก่อนที่จะอภิปรายถึงปัญหาที่ใหญ่และลึกซึ้งกว่า ซึ่งหากเราไม่พูดกันอย่างมีวุฒิภาวะแล้ว ผมเกรงว่าจะสายเกินการณ์
.
New Normal ทางการเมือง - ฉันทามติใหม่
อีกประเด็นสำคัญหนึ่งที่รัฐสภาควรเป็นแบบอย่างในการพูดคุยกันอย่างมีวุฒิภาวะ ซึ่งอยู่ในข้อเรียกร้องของนักเรียนนักศึกษา อยู่ในญัตติที่รัฐบาลเขียนถึง และมีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายถึงแล้ว นั่นคือเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์
.
แน่นอนครับ ประเทศไทยของเราต้องการการปฏิรูปครั้งใหญ่อีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปองค์กรอิสระ กระบวนการยุติธรรม ระบบกฎหมาย และสถาบันตุลาการ ปฏิรูปยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ปฏิรูปเพื่อทำลายการผูกขาดทางเศรษฐกิจ ปฏิรูปภาษี ปฏิรูประบบสวัสดิการระบบสาธารณสุข ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูประบบราชการ ยกเลิกระบบราชการรวมศูนย์ คืนอำนาจให้แก่ท้องถิ่น ปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปการจัดการสิ่งแวดล้อม ปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปการเกษตร ปฏิรูปวัฒนธรรม เป็นต้น ทว่า หากวันนี้พวกเราไม่เป็นต้นแบบในการพูดคุยกันเรื่องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย แต่เลือกที่จะปิดหู ปิดตา ปิดปากในประเด็นนี้ ทั้งที่ประชาชนข้างนอกสภากำลังจะขัดแย้งกันอย่างกว้างขวาง ผมเกรงว่ามันจะสายเกินการณ์
.
ต่อประเด็นนี้ ผมขอย้ำว่า พวกเราต้องเริ่มต้นจากการเข้าใจสภาพความเป็นจริงให้ถูกต้องตรงกันเสียก่อน หากกลัดกระดุมเม็ดแรกผิดเสียแล้ว หากยังเข้าใจว่าสิ่งที่นักเรียนนักศึกษากำลังเรียกร้องกำลังแสดงออกอยู่นั้น เป็นผลมาจากการล้างสมอง การบงการ หรือการชักใยของพรรคก้าวไกลหรืออดีตพรรคอนาคตใหม่ไปจนถึงศัตรูต่างชาติ ผมกังวลว่า กระดุมเม็ดต่อๆ ไปจะกลายเป็นโศกนาฎกรรม
.
พวกเราต้องเข้าใจและยอมรับเสียก่อนว่า ตอนนี้สังคมไทยเปลี่ยนไปแล้ว โลกใบเก่าที่หลายคนคุ้นเคย ที่หลายคนโหยหานั้น ไม่มีอยู่อีกต่อไป แต่เรากำลังเผชิญกับ new normal หรือความปกติทางการเมืองแบบใหม่ การเคลื่อนไหวเรียกร้องทางการเมืองที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นสิ่งที่สังคมไทยไม่เคยเจอมาก่อน มันเป็นประสบการณ์ใหม่ เป็นข้อเท็จจริงใหม่ เป็นพลังและความรู้สึกแห่งยุคสมัยใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นจากปัญหาและความล้มเหลวทางการเมืองที่พวกเรามีส่วนร่วมก่อขึ้น
.
ถึงเวลาแล้วครับที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า ปัญหาทางการเมืองครั้งนี้เป็นผลมาจากความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ก่อนรัฐประหารปี 2549 ต่อเนื่องมาถึงรัฐประหารปี 2557 ซึ่งมีผู้นำกองทัพบางคนและบุคคลบางฝ่ายกระทำการทำให้ประชาชนเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งด้วย ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของรัชสมัย เมื่อสภาพความเป็นจริงและรากฐานของสังคมได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว สังคมจำเป็นต้องแสวงหาฉันทามติใหม่ หากยังปิดหูปิดตาแล้วกอดโลกใบเก่าเอาไว้ เราจะไม่ได้จับมือเผชิญโลกใบใหม่ไปด้วยกัน แต่กลับจะสร้างโศกนาฎกรรมบทใหม่ขึ้นมาแทน
.
สำหรับข้อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ของเยาวชนคนรุ่นใหม่ เรามีทางเลือกอยู่สองทางครับ ทางแรกคือทำเหมือนเดิม ไม่อยากฟังในสิ่งที่ไม่อยากฟัง ไม่อยากเห็นในสิ่งที่ไม่อยากเห็น ไม่ยอมรับการมีอยู่ของความเป็นจริงแบบใหม่ เลือกที่จะกดเอาไว้ หากปะทุขึ้นมาก็จับ ปราบ และเข่นฆ่าให้หลาบจำ ผมกังวลว่าหากดึงดันที่จะใช้แนวทางนี้จะไม่ช่วยทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชนจำนวนมากดีขึ้น
.
แนวทางที่สองคือ ยอมรับความปกติใหม่ของสังคมไทย แล้วสร้างบรรยากาศและพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยกันเรื่องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำความเข้าใจกันให้ชัดว่า ฝ่ายที่เรียกร้องการปฏิรูปต้องการอะไร เห็นว่าอะไรเป็นปัญหา มันเป็นปัญหาจริงหรือไม่ อย่างไร และการปฏิรูปที่ว่าไม่ใช่การล้มล้างสถาบัน ทำความเข้าใจกันให้ชัดว่า ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยหรือมีข้อกังขากับข้อเรียกร้องของนักเรียนนักศึกษาต้องการอะไร และมีความกังวลเรื่องอะไร
.
จากนั้นก็ใช้กระบวนการทางประชาธิปไตยในการแสวงหาฉันทามติใหม่ ภายใต้เป้าหมายร่วมกันคือ การทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่กับประชาชนภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอย่างมั่นคง เราควรใช้กลไกของรัฐสภาร่วมกับรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นกรรมาธิการ กระบวนการนิติบัญญัติ การอภิปรายปรึกษาหารือทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ หรือแม้แต่การทำประชามติอย่างระมัดระวัง เป็นต้น เพื่อแสวงหาข้อตกลงใหม่ที่ยอมรับกันได้
.
ในระบอบประชาธิปไตยที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์มั่นคงสถาพรเพราะทรง “ปกเกล้า แต่ไม่ปกครอง” ตามหลักการที่ว่ากษัตริย์ไม่ทรงกระทำผิดหรือ King can do no wrong
.
ในระบอบเช่นนี้จำเป็นที่จะต้องจัดวางพระอำนาจและพระราชฐานะอย่างประณีตผ่านการจัดทำรัฐธรรมนูญ การตรากฎหมาย ระเบียบแบบแผน การจัดสรรงบประมาณ การจัดการพระราชทรัพย์ในส่วนที่เป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน หรือกุศโลบายต่างๆ ให้สอดคล้องกับอำนาจอธิปไตยของประชาชนและพัฒนาการของแต่ละสังคมตามยุคสมัย เพื่อทำให้ไม่ว่าองค์พระมหากษัตริย์ในแต่ละรัชสมัยจะผลัดเปลี่ยนเช่นไร สถาบันพระมหากษัตริย์ก็ยังมั่นคงได้ เป็นที่เคารพของประชาชน นี่คือวิธีการที่จะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ในศตวรรษที่ 21
.
ถ้าเรายังหลีกเลี่ยงการแสวงหาฉันทามติใหม่ ยังไม่ยอมรับในความเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย ประเทศก็จะไปต่อไม่ได้ ไม่มีเวลา ไม่มีสมาธิ ที่จะพาเพื่อนร่วมชาติเดินไปข้างหน้าในโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทายใหม่ๆ และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลายสิ่งที่เราเถียงกันอยู่นั้น เถียงกันเมื่อ 40 ปีที่แล้ว 30 ปีที่แล้ว 20 ปีที่แล้ว 10 กว่าปีที่แล้ว เถียงกันบนชีวิตของเพื่อนร่วมชาติมาแล้วไม่รู้กี่ชีวิต ประเทศของเรามีโรงงานอุตสาหกรรมแห่งความเกลียดชัง เราต้องเลิกสร้างและผลิตซ้ำความเกลียดชังตั้งแต่วันนี้ แล้วแทนที่ด้วยความหวัง แทนที่ด้วยฉันทามติใหม่ ที่จะพาประเทศไทยเดินไปข้างหน้าได้อีกครั้งหนึ่ง
(ขอบคุณวิดิโอจากมติชน)


เปิดดูคลิปจากเว็บเฟสบุค 

วันนี้พิธาอภิปรายดีมาก ใช้ตรรกะและเหตุผล เต็มไปด้วยวุฒิภาวะในการสื่อสาร
และท้ายสุดมีเสนอทางออกให้ประเทศเปลี่ยนผ่านไปอย่างสันติ





อีกคนที่พูดดีแต่คนละสไตล์กับพิธาคือ สุทิน คลังแสง พูดสรุปของเพื่อไทยได้ดีเหมือนกัน

"สุทิน คลังแสง" ย้ำ "นายกฯ" คือศูนย์รวมของปัญหา อย่าเอา สถาบันฯ เป็นตัวประกัน




และอีกคนที่พูดเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ได้ดีมาก คือ ปดิพัทธ์ สันติภาดา สส พิษณุโลกจากก้าวไกล

รัฐสภาต้องกล้าหาญและเปิดกว้างพูดถึงการปฏิรูปสถาบันฯ




อ่า คลิปไม่ขึ้น  
2
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
นักเตะกลางซอย
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 3359
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Wed Oct 28, 2020 00:23
[RE]ฉันทามติใหม่ และข้อเสนอจากพรรคก้าวไกล-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
คุณทิมพูดดีมาก ออร่าเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ
โพสต์บนแอป Soccersuck บน iOS
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
กำเนิดดาวรุ่ง
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 22 Oct 2012
ตอบ: 776
ที่อยู่: แฟลต
โพสเมื่อ: Wed Oct 28, 2020 00:39
ฉันทามติใหม่ และข้อเสนอจากพรรคก้าวไกล-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
คุณทิมสื่อสารได้ดี ผมว่าดีที่สุดเท่าที่จะสื่อสารได้ในสภาละครับ คนเห็นด้วยไม่ฟังไม่เป็นไร สำคัญคือคนเห็นต่างต้องลองฟัง
โพสต์บนแอป Soccersuck บน Android
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
นักเตะท้ายซอย
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 1083
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Wed Oct 28, 2020 01:07
[RE: ฉันทามติใหม่ และข้อเสนอจากพรรคก้าวไกล-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์]
คุณสุทิน พูดดีเลย ถึงแม้จะซ้ำๆ น้ำบ้างบางครั้ง แต่มีประเด็นและไม่หยาบ

สุดท้ายพูดให้ตาย ตู่ก็ไม่ออก จะประชุมอีกกี่ครั้งก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
กำเนิดดาวรุ่ง
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 19 Jun 2020
ตอบ: 493
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Wed Oct 28, 2020 01:48
[RE: ฉันทามติใหม่ และข้อเสนอจากพรรคก้าวไกล-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์]
สลิ่ม กปปส มันเคยขัดขวางไม่ให้มีการเลือกตั้ง แล้วมันจะยอมให้ทำประชามติเรื่องสถาบันได้อย่างไร ทำไปก็แพ้ฝ่ายที่ต้องการปฏิรูปแน่นอน

การเคลื่อนไหวของนักศึกษาทำมาจนสุดทางแล้ว สมัยเสื้อแดงเคยเอาเลือดไปเทหน้าบ้านอภิสิทธิ์ เคยระดมมวลชนให้แห่ฏีกาไปถวาย ก็ไม่ได้รับการเหลียวมองลงมาเลย

มันคงจบด้วยการที่โดนยื้อเวลาในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่จะออกมาในทางที่ฝ่ายเราไม่อาจลงประชามติให้ผ่านได้ เพราะรัฐธรรมนูญใหม่ก็เป็นไปตามที่เขาต้องการสืบทอดอำนาจเหมือนเดิม เท่ากับเสียเวลาเปล่า

สิ่งที่พรรคการเมืองฝ่ายค้านทำในตอนนี้คือ การคุยกับหมา ไม่ได้คุยกับเจ้าของหมา เมื่อเสียงในสภาสู้เขาไม่ได้ ก็ควรลาออกกันให้หมด แล้วมาลงถนน เอาคนที่เลือกพรรคเพื่อไทย อนาคตใหม่ ฯลฯ ออกมาไล่รัฐบาลร่วมกับนักศึกษา

ไม่ต้องไปกลัวว่าอีกฝ่ายจะออกมา เพื่อนำไปสู่การทำรัฐประหารอีก เพราะการที่ไม่มีแกนนำ ก็คือไม่มีใครบอกใครได้ว่าให้ยอมแพ้ทหารเหมือนสมัยเสื้อแดงโดนกระชับพื้นที่

เมื่อเหตุการณ์ดำเนินไปเหมือนปี 35 เชื่อว่าจะมีนารีขี่ม้าขาว มายุติความวุ่นวาย เข้าใจตรงกันนะว่าใคร แล้วประเทศจะเปลี่ยนขั้วอำนาจทันที
1
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
นักเตะอบจ.
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 12 Aug 2017
ตอบ: 2039
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Wed Oct 28, 2020 07:02
ฉันทามติใหม่ และข้อเสนอจากพรรคก้าวไกล-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
คงต้องมีคำสุภาษิตใหม่
พูดให้ตายวัวควายก็ไม่รู้เรื่อง
โพสต์บนแอป Soccersuck บน Android
1
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
นักเตะท้ายซอย
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 13 Sep 2009
ตอบ: 795
ที่อยู่: Langasuga
โพสเมื่อ: Wed Oct 28, 2020 10:02
[RE: ฉันทามติใหม่ และข้อเสนอจากพรรคก้าวไกล-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์]
ถามหน่อยครับ
...ปกติเปิดฟังแล้วทำงานไม่เคยตั้งใจดูจริงจังแบบนี้
ข้อความข้างบนนี้คือ แกะจากที่เค้าพูด
หรือเป็นสคริปที่เค้าเตรียมอ่านตอนนั้นคับ
แก้ไขล่าสุดโดย Bj_sped เมื่อ Wed Oct 28, 2020 10:03, ทั้งหมด 1 ครั้ง
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
-----รักเมียพ่อ----
ไปหน้าที่ 1
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
กรุณาระบุเหตุผลที่จะแจ้งความ
ผู้ต้องหา:
ข้อความ:
Submit
Cancel
กรุณาเลือก Forum และ ประเภทกระทู้
Forum:

ประเภท:
Submit
Cancel