ไปหน้าที่ 1
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
ผู้ตั้ง
ข้อความ
ออนไลน์
แข้งบุนเดสลีกา
Status: พุงพลุ้ยคุยบอล กลับมาแล้ว
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 06 Oct 2010
ตอบ: 3491
ที่อยู่: บนโลกนี้แหละ...
โพสเมื่อ: Wed May 15, 2019 23:24
(Day 52)สรุปข่าวประจำวันแค่ 7 นาทียกระดับความรู้รอบตัวของพวกท่าน
{ (Day 52) มาร่วมสละเวลาเล็กน้อยเพิ่มความรู้รอบตัวกันครับ }

---จุดประสงค์เพื่อ---

⦿ ผลักดันตนเองให้อ่านหนังสือ
⦿ เป็นแนวทางให้เพื่อนสมาชิกเห็นว่า อย่างน้อยที่สุด อ่านวันละ 7 นาทีก็เพิ่มพูนความรู้ให้แก่ตนเองได้
⦿ ตราบใดมีลมหายใจ การศึกษาคือการเรียนรู้ตลอดชีวิต





ชาวเกาะ ยื่นฟ้องรัฐบาลจิงโจ้ ละเมิดสิทธิมนุษยชน เหตุไม่แก้ปัญหาโลกร้อนทำชีวิตเสี่ยง






ชนชาวเกาะซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมืองบนเกาะทอร์เรสสเตรท เกาะนอกชายฝั่งตอนเหนื่อของประเทศออสเตรเลีย ยื่นฟ้องรัฐบาลออสเตรเลีย ต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชอาร์ซี) กล่าวหาว่าดำเนินการอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน สืบเนื่องจากความล้มเหลวในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจนส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นทำให้บ้านเมืองและวัฒนธรรมของชนเผ่าบนเกาะต้องตกอยู่ในความเสี่ยง

ในคำฟ้องของตัวแทนชนเผ่ากลุ่มนี้เรียกร้องให้ยูเอ็นใช้กฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนบังคับให้ออสเตรเลียลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลงอย่างน้อย 65 เปอร์เซ็นต์ให้ต่ำกว่าระดับในปี 2548 โดยต้องดำเนินการภายในปี 2573 และออสตรเลียจะต้อยุติการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ภายในปี 2593 และต้องเลิกใช้รวมทั้งส่งออกถ่านหินอย่างถาวร



นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้รัฐบาลออสเตรเลียจัดสรรงบฉุกเฉินเพื่อสร้างสาธารณูปโภคอย่างกำแพงกันคลื่นเพื่อปกป้องชุมชนชาวเกาะจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นที่อาจส่งผลให้เกาะทั้งเกาะถูกน้ำท่วม

การยื่นฟ้องดังกล่าวมีขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนหน้าการเลือกตั้งออสเตรเลียซึ่งพรรคอนุรักษ์นิยมของนายสก็อตต์ มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียกำลังมีคะแนนนิยมลดน้อยถอยลง ผลจากมอร์ริสัน ถูกกล่าวหาว่าเป็นรัฐบาลที่ทำให้ความพยายามในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้นช้าลง ผลจากนโยบายสนับสนุนการขยายเหมืองถ่านหิน



ทั้งนี้การยื่นฟ้องของชุมชนชาวเกาะดังกล่าวมีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นความสำเร็จที่ไม่เคยมีมาก่อน หลังจากองค์การสหประชาชาติกำหนดให้หน้าที่ของรัฐในการปกป้องสิทธิมนุษยชนนั้นรวมไปถึงการปกป้องสิ่งแวดล้มจากการทุกทำลายซึ่งรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย









“กรุงเม็กซิโกซิตี้” โหวตแบน “พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง” คาดมีผลบังคับใช้ธันวาคมปี 2020






เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า สภานิติบัญญัติของกรุงเม็กซิโกซิตี้ เมืองหลวงเม็กซิโก โหวตสนับสนุนมาตรการห้ามภาคธุรกิจซื้อ ขาย หรือให้บริการแก่ลูกค้าด้วยพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เนื่องจากเห็นว่าพลาสติกเป็นปัญหาสำคัญที่มีผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม โดยหลังจากนี้สภานิติบัญญัติกรุงเม็กซิโกซิตีจะเปิดให้มีการอภิปรายเรื่องงบประมาณในการช่วยเหลือภาคเอกชนในการปรับเปลี่ยนการผลิตและหันมาใช้วัสดุที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติต่อไป


ทั้งนี้คาดว่ามาตรการนี้ ซึ่งจะครอบคลุมถึงถุงพลาสติกชนิดไม่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ หลอด มีดส้อมช้อนพลาสติก ถ้วย และกาแฟแคปซูล จะเริ่มมีผลบังคับใช้ได้ในเดือนธันวาคมปีค.ศ.2020 หรือเดือนมกราคมปีค.ศ.2021 เป็นต้นไป



การสนับสนุนมาตรการนี้ส่งผลให้กรุงเม็กซิโกซิตีที่มีประชากรราว 9 ล้านคน ร่วมอยู่ในแถวหน้าในความพยายามของโลกที่จะปกป้องสิ่งแวดล้อมและควบคุมปริมาณพลาสติกที่ใช้กันในโลกซึ่งสุดท้ายแล้วถูกทิ้งลงสู่มหาสมุทรถึงปีละประมาณ 8 ล้านตัน










ปิดตำนาน The Nation นสพ. ภาษาอังกฤษอายุกว่า 48 ปี ตีพิมพ์ฉบับสุดท้าย 28 มิ.ย.นี้








ปิดตำนานนสพ. The Nation หันไปลุยออนไลน์เต็มตัว
หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษรายวัน The Nation ในเครือ Nation ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2514 หากนับถึงวันนี้ถือว่ามีอายุกว่า 48 ปีแล้ว



ล่าสุด ผู้บริหารได้ประกาศยุติการพิมพ์หนังสือ The Nation แล้ว โดยหนังสือพิมพ์ฉบับสุดท้ายจะตีพิมพ์ในวันที่ 28 มิถุนายนที่จะถึงนี้
เส้นทางของ The Nation หลังจากนี้จึงจะเป็นการลุยทำคอนเทนต์ออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์อย่างเต็มตัว แหล่งข่าวไม่ระบุตัวตนให้ข้อมูลกับ Brand Inside ว่า มีความเป็นไปได้ที่หลังจากนี้ The Nation อาจจะเปิดเว็บไซต์ใหม่เพื่อทำข่าวในภาคภาษาอังกฤษอย่างเป็นทางการ เพราะตอนนี้คอนเทนต์ส่วนใหญ่ของ The Nation จะนำไปเผยแพร่ที่ Nationmultimedia ซึ่งมีฐานผู้อ่านประมาณ 20,000 รายต่อวัน



ภาพรวมของอุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์ถดถอยมาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาทั้งในไทยและต่างประเทศ สำหรับในประเทศไทย ก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์ Post Today ในเครือ Bangkok Post ก็ได้ประกาศยุติการพิมพ์ไปเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หรืออย่างนิตยสาร Student Weekly ของเครือ Bangkok Post เช่นกันก็ได้ประกาศยุติการพิมพ์ไปเมื่อปลายปี 2018 ที่ผ่านมา










วัยรุ่นมาเลย์โดดตึกปลิดชีพ หลังโพสต์ถามไอจีควร 'ตาย/อยู่'






ส.ส.มาเลเซียเรียกร้องให้สอบสวนกรณีวัยรุ่นหญิงฆ่าตัวตาย ภายหลังโพสต์ถามความเห็นทางอินสตาแกรมว่า เธอควรมีชีวิตอยู่หรือตาย จี้เอาผิดคนตอบโพลยุให้ฆ่าตัวตาย


สื่อมาเลเซียรายงานเมื่อวันอังคารที่ 14 พฤษภาคม ว่าเด็กสาวชาวมาเลเซียวัย 16 ปี จากเมืองกูชิง รัฐซาราวัก กระโดดตึกฆ่าตัวตายเมื่อวันจันทร์ หลังจากเธอโพสต์ถามทางอินสตาแกรมให้คนช่วยโหวตว่า เธอควรจะมีชีวิตอยู่หรือตายดีกว่ากัน สำนักข่าวอัสโตร อวานี รายงานข้อความที่เธอโพสต์ว่า "เรื่องสำคัญมาก, ช่วยฉันเเลือกระหว่าง ดี/แอล"

ไอดิล โบลฮัสซัน ผู้บังคับการตำรวจท้องที่ เผยกับหนังสือพิมพ์บอร์เนียวโพสต์ว่า จากการสอบถามเพื่อนสนิทของวัยรุ่นที่ฆ่าตัวตายรายนี้ ระบุว่า "ดี/แอล" หมายถึง "เดธ/ไลฟ์" โดยผู้ใช้อินสตาแกรมเลือก "ดี" ให้เธอ 69%



รัมคาร์ปัล ซิงห์ ทนายความและ ส.ส.มาเลเซียกล่าวเมื่อวันพุธว่า ผู้ที่โหวตให้วัยรุ่นผู้นี้ตายควรถูกดำเนินคดีในข้อหาสนับสนุนให้ผู้อื่นฆ่าตัวตาย และเรียกร้องให้ตำรวจสอบสวนสถานการณ์ที่นำไปสู่การฆ่าตัวตายของเด็กสาวรายนี้ เธอคงไม่ตายถ้าชาวเน็ตส่วนใหญ่โหวตไม่ให้เธอฆ่าตัวตาย และแทนที่เธอจะเชื่อคำแนะนำของชาวเน็ต เธอควรไปขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ




กฎหมายมาเลเซียกำหนดบทลงโทษผู้ที่สนับสนุนให้ผู้เยาว์ฆ่าตัวตายตั้งแต่ประหารชีวิตจนถึงจำคุก 20 ปี

ไซเอ็ด ซาดิก ไซเอ็ด อับดุล ราห์มาน รัฐมนตรีกระทรวงเยาวชนและกีฬาของมาเลเซีย ทวีตเรียกร้องให้ตำรวจสอบสวนเรื่องนี้เช่นกัน และเขามีความกังวลอย่างยิ่งกับอัตราฆ่าตัวตายที่เพิ่มสูงขึ้นและปัญหาสุขภาพจิตของเยาวชน ถือเป็นเรื่องระดับชาติที่จะต้องมีการอภิปรายกัน




ในปี 2560 เคยเกิดเหตุการณ์ มอลลี รัสเซล เด็กหญิงชาวอังกฤษวัย 14 ปี ฆ่าตัวตายหลังจากอ่านเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายทางออนไลน์ และนำไปสู่การถกเถียงเรื่องข้อห้ามของเด็กในการใช้โซเชียลมีเดีย.






‘ทรัมป์’ เตรียมออกกม.ห้ามเอกชนใช้ ‘หัวเว่ย’ อ้างเป็นภัยคุกคามความมั่นคง







เจ้าหน้าที่อเมริกัน 3 รายที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมการเพื่อออกกฎหมายใหม่ที่จะส่งผลให้มีการห้ามบรรดาเอกชนในสหรัฐอเมริกาทั้งหมดใช้อุปกรณ์สื่อสารและอุปกรณ์เครือข่ายสำหรับเครือข่ายการสื่อสารไร้สายรุ่นที่ 5 หรือเครือข่าย 5จี ในสหรัฐอเมริกาทั้งหมด เปิดเผยตรงกันว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมลงนามในคำสั่งเชิงบริหารโดยอาศัยอำนาจของประธานาธิบดี ที่จะส่งผลห้ามเอกชนใช้อุปกรณ์ของหัวเว่ยดังกล่าวภายในสัปดาห์นี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสี่ยงซึ่งเป็นการคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ หลังจากที่เคยใช้วิธีเดียวกันนี้ห้ามหน่วยงานของรัฐใช้อุปกรณ์ของหัวเว่ยและ แซดทีอี มาแล้วเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา ดังนั้นหากมีการลงนามในคำสั่งดังกล่าวจริง จะส่งผลให้หัวเว่ยไม่สามารถดำเนินธุรกิจเครือข่ายในสหรัฐอเมริกาได้ทั้งหมดนั่นเอง




คำสั่งดังกล่าวไม่ได้ระบุชื่อประเทศหรือชื่อบริษัทเป็นการเจาะจง แต่เป็นการอาศัยอำนาจตามรัฐบัญญัติว่าด้วยการใช้อำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ที่ให้อำนาจประธานาธิบดีสามารถดำเนินการตอบโต้หรือควบคุมในเชิงพาณิชย์ต่อกิจการธุรกิจใดที่เชื่อว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ คำสั่งดังกล่าวจะมีผลให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานรัฐอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต้องออกระเบียบและวางแผนในการบังคับใช้เพื่อให้เป็นไปตามนั้น คำสั่งเชิงบริหารดังกล่าวนี้ถูกเลื่อนลงนามมาแล้วหลายครั้ง และเป็นไปได้เช่นกันว่าอาจมีการเลื่อนลงนามอีกครั้งหนึ่ง





ทางด้านนายเหลียง หัว ประธานของหัวเว่ยซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนอังกฤษ ขณะที่รัฐบาลอังกฤษกำลังหารือกันเครียดว่าจะเปิดทางให้หัวเว่ยมีส่วนร่วมในการพัฒนาเครือข่าย 5จี ของอังกฤษหรือไม่ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า หัวเว่ย พร้อมที่จะลงนามในความตกลงรับประกันการไม่มีการทำจารกรรมหรือ “โน สปาย อะกรีเมนต์” กับรัฐบาลอังกฤษ เพื่อผูกมัดตัวเองและอุปกรณ์ของหัวเว่ยเข้ากับมาตรฐานความปลอดภัย ว่าจะไม่มีการจารกรรมหรือเปิดช่องให้มีการทำจารกรรมผ่านเครือข่ายอย่างที่ถูกกล่าวหานั่นเอง









“บิ๊กตู่” เบรกวิจารณ์ ส.ว. เตือนโปรดเกล้าฯมาแล้ว โต้ สภาร้อยนายพล ชี้ เกษียณกันหมดแล้ว







“บิ๊กตู่” เบรกเอี๊ยดวิจารณ์ส.ว. เตือนโปรดเกล้าฯลงมาแล้ว ขอให้แยกแยะ​ สรรหาไม่ได้จิ้มตามอำเภอใจ ย้อนนักการเมืองยังหน้าเก่า บอกทุกคนมีพี่มีน้อง ทำงานมา 5 ปีมีใครไม่รู้จักกันบ้าง ป้อง “บิ๊กติ๊ก” ปมขาดประชุมถี่​ บอกสภาตรวจสอบแล้ว​ ทำไมยังไม่จบ

เมื่อเวลา 16.00 น.​ วันที่​ 15​ พฤษภาคม​ ที่ศูนย์บริการสาธารสุข 41 คลองเตย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เป็นคนคุ้นเคยในรัฐบาล​ ว่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯมาแล้ว จำไว้นะ อะไรที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯลงมาแล้ว ที่ส่งมาแล้ว ที่ทรงมีพระราชวินิจฉัยมาแล้ว ทุกอย่างมีการตรวจสอบทั้งหมด ทำไมคุณถึงไม่แยกแยะ การเมืองที่เข้ามาก็เห็นแต่คนเก่าๆเข้ามาทั้งนั้น แล้วทำไมคนพวกนี้ที่เป็นคนเก่าๆถึงเข้ามาทำงานไม่ได้ ในเมื่อเขาเข้ามาสานต่องาน ตนก็ต้องเลือกคนที่รู้งานมาส่วนหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ทั้งหมด มีตั้ง 250 คน มีสักกี่คนที่เข้าไป​ ไม่เกิน 1 ใน 2 อยู่แล้ว




ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่คนเก่าก็เป็นพี่เป็นน้องกับคนในรัฐบาล นายกฯสวนกลับทันทีว่า “เป็นไง มีใครไม่เป็นพี่เป็นน้องกันมั่งล่ะ มีใครไม่รู้จักผมบ้าง มีใครไม่รู้จักพี่ป้อม มีใครไม่รู้จักพี่ป๊อก ก็รู้จักกันทั้งหมดนั่นแหละ ทำงานมา 5 ปีไม่รู้จักกันหรือ​ สื่อไม่รู้จักฉันหรือ ก็รู้จัก สื่อก็คนเก่านะ”

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทย(พท.)​เรียกร้องให้เปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการสรรหาส.ว. นายกฯ กล่าวว่า​ “ทำไม คุณก็รู้อยู่แล้วว่าใครเป็นประธาน การสรรหา​ ผมไม่ได้เป็นคนทำ การสรรหาไม่ใช่อยู่ดีๆเขาไปจิ้มว่าเอาคนนี้มา แต่ต้องมีการพิจารณาว่าใครสมัครใจ เมื่อเขาสมัครเข้ามา ก็คัดเลือกจากผู้ที่สมัครเข้ามาและมีคณะทำงาน รวมถึงคสช. ที่เข้ามาคัดกรองตรงนี้ ไม่ใช่ผมคนเดียว ก็ไม่ใช่อีก ให้เกียรติกันบ้างสิครับ เข้าใจไหม ผมไม่ได้ทำอะไรเสียหายสักอย่าง”




เมื่อถามว่า กรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ส.ว. ไม่ค่อยเข้าร่วมประชุมในช่วงที่เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ​แห่งชาติ​(สนช.) นายกฯ กล่าวว่า เขาบอกมาแล้ว​ เขาชี้แจงมาแล้ว ทางสภาก็ชี้แจงมาแล้ว ประธานสภาก็ชี้แจงมาแล้ว ทำไมยังไม่จบเสียที





เมื่อถามว่า มีการพูดถึงงบประมาณที่ใช้ในการสรรหา ส.ว. ทั้งหมดถึง 1,300 ล้านบาท พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นคนเลือกมา 50 คน เมื่อถามอีกว่า เขาบอกว่าส.ว.ที่เข้ามา หน้าตาคุ้นเคยและเป็นเครือญาติกัน พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า “เฮ้ย ตรงนั้น 50 คนมาจาก 400 คน และคัดเหลือ 200 คน ผ่านการพิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติ จนกระทั่งเหลือ 50 คน บวกกับอีก 50 คน ที่เป็นส.ว.สำรอง ซึ่งเมื่อคัดเข้ามา อย่ารังเกียจกันเลย ทหารเขาก็เกษียณกันหมดแล้ว”









‘ทรัมป์’ เผยพบ ‘สี จิ้นผิง’ มิ.ย. หุ้นร่วงระนาวทั่วโลกรับสงครามการค้าจีน-สหรัฐ







ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ระบุเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมาตามเวลาในสหรัฐว่า เขาจะพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ในเดือนมิถุนายนนี้ คำประกาศดังกล่าวมีขึ้นขณะที่การทำสงครามการค้าระหว่างประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด 2 อันดับแรกของโลกทวีความร้อนแรงมากขึ้น




การประกาศของทรัมป์ยังมีขึ้นหลังจากที่จีนประกาศว่าจะขึ้นกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐมูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 1.92 ล้านล้านบาท นับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนเป็นต้นไป โดยการประกาศปรับขึ้นกำแพงภาษีสินค้าสหรัฐดังกล่าวมีขึ้นหลังจากสหรัฐได้เริ่มเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน 2 แสนล้านดอลลาร์รอบใหม่ได้ 3 วัน




ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีทรัมป์ออกมาเตือนจีนว่าอย่าคิดจะใช้มาตรการขึ้นกำแพงภาษีเพื่อตอบโต้ ขณะที่จีนออกมาย้ำว่าจะไม่ยอมกลืนกินผลไม้ขมซึ่งส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศจีน



ภายใต้คำประกาศดังกล่าวจีนจะปรับขึ้นภาษีกับสินค้านำเข้าของสหรัฐมากกว่า 5,000 รายการจาก 5% เป็น 25% ตั้งแต่เนื้อวัว เนื้อแกะ และเนื้อหมู รวมถึงผักหลากชนิด น้ำผลไม้ น้ำมันประกอบอาหาร ไปจนถึงชาและกาแฟ




ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนออกมาย้ำจุดยืนในการบรรยายสรุปข่าวที่กระทรวงการต่างประเทศว่า ประเทศจีนจะไม่ยอมแพ้ต่อแรงกดดันจากภายนอกอย่างแน่นอน



แนวโน้มการขยายตัวของสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐส่งผลให้ตลาดหุ้นทั้งในสหรัฐและยุโรปพากันร่วงลงทันที โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ลดลงกว่า 600 จุด หรือ 2.25% ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 2.49% ดัชนีแนสแดกลดลง 3.4% ส่วนตลาดหลักทรัพย์ในกรุงลอนดอนลดลง 0.5% ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ที่แฟรงค์เฟิร์ตรวมถึงปารีสปรับตัวลดลง 1%






“พาเลซ” ทุ่ม 100 ล้านปรับโฉม รับมือตลาดนมข้นทรงตัว








“พาเลซ” ทุ่ม 100 ล้านปรับลุก 360 องศา ทั้งดีไซน์สินค้า-การตลาด-ช่องทางขาย มุ่งจับวัยรุ่น-คนรุ่นใหม่ ชิงส่วนแบ่งรับมือตลาดนมข้นหวาน-จืด 1-1.2 หมื่นล้านทรงตัว มั่นใจกลยุทธ์ใหม่สร้างรายได้ 3 พันล้านบาท พร้อมส่วนแบ่งตลาด 25%

นายกฤษณพน ปฏิมาวิรุจน์ กรรมการบริหาร บริษัท เดลี่ฟู้ดส์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมข้นหวานภายใต้แบรนด์พาเลซ กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดนมข้นหวานและนมข้นจืดในปี 2562 นี้ มีแนวโน้มทรงตัวที่มูลค่าประมาณ 1-1.2 หมื่นล้านบาท เพราะกลุ่มผู้บริโภคยังคงเป็นคนกลุ่มเดิมและไม่มีการขยายตัว


เพื่อรับมือกับสภาพตลาด บริษัทจะสร้างการเติบโตด้วยการชิงส่วนแบ่งตลาดเพิ่ม โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มคนรุ่นใหม่ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ไม่ยึดติดกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง พร้อมที่จะทดลองสินค้าใหม่ ๆ เสมอหากสามารถตอบโจทย์ของตนได้




โดยเดินหน้าทุ่มงบฯกว่า 100 ล้านบาท ปรับลุกใหม่ให้กับแบรนด์แบบ 360 องศา ตั้งแต่ดีไซน์บรรจุภัณฑ์ใหม่ทั้งหลอดบีบ กระป๋อง และถุง ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เป็นมากกว่าความหวาน” ปรับโลโก้ให้มีความเรียบง่าย ลดความซับซ้อนเพิ่มความเท่-ทันสมัย และเตรียมออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาและวิจัยตลาด คาดว่าจะนำผลิตภัณฑ์รสชาติใหม่ออกสู่ตลาดในช่วงปลายปีนี้อีกด้วย




ด้านการสื่อสารจะใช้กลยุทธ์มิวสิกมาร์เก็ตติ้ง อาศัยนักร้องหนุ่ม “โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร” ซึ่งมีแคแร็กเตอร์สอดคล้องกับแบรนด์และเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์อยู่แล้ว มาจัดกิจกรรมที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็น คอนเสิร์ต “MORE THAN SWEET CONCERT” รวมถึงส่งโรดโชว์ไปตามโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล พร้อมคาราวานไปตามออฟฟิศใหญ่ เปิดบูทกิจกรรมชมชิมกระตุ้นการทดลองผลิตภัณฑ์ตลอดทั้งปี รวมกับการโปรโมตผ่านสื่อทุกช่องทาง





สำหรับช่องทางขายเดินหน้ารุกอีคอมเมิร์ซเพื่อรับเทรนด์ช็อปออนไลน์ โดยเร่งเปิดร้านในแพลตฟอร์มต่าง ๆ รองรับลูกค้าทั่วไป หรือ B2C ซึ่งเป็นฐานรายได้ 30% ส่วนลูกค้าองค์กร หรือ B2B ที่เป็นแหล่งรายได้อีก 70% นั้นส่งทีมตัวแทนจำหน่ายลงพื้นที่ทั่วประเทศพร้อมเพิ่มโอกาสขายด้วยโปรโมชั่นพิเศษทั้งนี้ มั่นใจว่ากลยุทธ์เหล่านี้จะช่วยให้บริษัทสามารถครองส่วนแบ่งทางการตลาดในช่วงสิ้นปีนี้ เพิ่มขึ้นเป็น 25% หรือคิดเป็นรายได้รวมกว่า 3,000 ล้านบาท







จีนซัดกลับ! สั่งขึ้นภาษีสูงสุด 25% กับสินค้ามะกันกว่า 5,000 รายการ ดีเดย์ 1 มิ.ย.นี้






สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐกำลังตอบโต้กันอย่างดุเดือดมากขึ้น หลังจากที่ เมื่อคืนวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา ทางการจีนประกาศเตรียมตอบโต้ทางภาษีต่อสหรัฐ ในอัตราระหว่าง 5-25% สำหรับสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐกว่า 5,140 รายการ เป็นมูลค่าราว 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


ทั้งนี้ รายงานของ “รอยเตอร์ส” ระบุว่า สินค้าส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากการที่จีนปรับขึ้นภาษี เพื่อเอาคืนสหรัฐ ได้แก่ สินค้าเกษตร สินค้าประเภทผักแช่แข็ง เมล็ดกาแฟ และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น



ในคำประกาศของทางการปักกิ่ง ระบุชัดเจนว่า นโยบายดังกล่าวคือ การตอบโต้การกีดกันการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมระบุว่า อัตราภาษีใหม่ดังกล่าวนี้ จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มิ.ย.2019 นี้



อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทางประธานาธิบดีทรัมป์ ทวีตข้อความก่อนหน้านี้ว่า จะยังเปิดทางสำหรับการเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน โดยหวังว่าจะมีการหารือที่ออกดอกออกผลกับผู้นำจีนในเดือนหน้า ระหว่างการประะชุม G20 ที่ประเทศญี่ปุ่น ทว่า ผู้นำสหรัฐได้มีคำสั่งให้เตรียมกระบวนการขึ้นภาษีสินค้าจีนที่เหลือ มูลค่าอีก 325,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือแค่เพียงประกาศนำมาใช้อย่างเป็นทางการเท่านั้น




ก่อนหน้านี้ อัตราอ้างอิงค่าเงินหยวนที่ 6.8 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลง 0.42% เป็นระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบ 4 เดือน และในวันนี้ค่าเงินหยวนยังอ่อนค่าลงต่อเนื่องเล็กน้อย ขณะที่รัฐบาลปักกิ่งก็ปล่อยให้เงินหยวนอ่อนค่า ซึ่งนักวิเคราะห์บางรายมองว่า เป็นไปได้ที่ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลง เป็นอีกหนึ่งอาวุธที่ใช้ตอบโต้สหรัฐ










 
แก้ไขล่าสุดโดย kneskung เมื่อ Wed May 15, 2019 23:24, ทั้งหมด 1 ครั้ง
โหวตเป็นกระทู้แนะนำ
ออนไลน์
ดาวเตะพรีเมียร์ลีก
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 13 Jun 2007
ตอบ: 18499
ที่อยู่: บ้านนอก
โพสเมื่อ: Thu May 16, 2019 00:29
[RE: (Day 52)สรุปข่าวประจำวันแค่ 7 นาทียกระดับความรู้รอบตัวของพวกท่าน]
ว้าว มาแนวสิ่งแวดล้อมเลยแฮะวันนี้ อเมริกานี่จะเผด็จการยิ่งกว่าจีนแล้วนะมีแบนไม่ให้ใช้ด้วย ส่วนเรื่อง สว.เอาเรื่องนั้นมาอ้างห้ามวิจารณ์อีกแระ งั้นคงต้องงดวิจารณ์ทุกตำแหน่งนั่นแระในรัฐบาลเพราะโปรดเกล้าทุกตำแหน่งอยู่แล้ว
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน


ออฟไลน์
นักเตะกลางซอย
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 09 Apr 2006
ตอบ: 1839
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Thu May 16, 2019 06:41
[RE: (Day 52)สรุปข่าวประจำวันแค่ 7 นาทียกระดับความรู้รอบตัวของพวกท่าน]
จากข่าวแรกผมว่าดีต่อรัฐบาลไทยเลยนะถ้าเค้าตัดสินว่ารบ.ออสแพ้ เราก็จะมีพอข้ออ้างให้ไม่ต้องเสียค่าโง่ได้
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออนไลน์
นักบอลถ้วย ข.
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 06 Apr 2017
ตอบ: 3310
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Thu May 16, 2019 07:15
[RE: (Day 52)สรุปข่าวประจำวันแค่ 7 นาทียกระดับความรู้รอบตัวของพวกท่าน]
อยากเสนอเรื่องยกเลิกการเซนเซอร์หน้าคนร้ายคดีปล้น ฆ่า ชิงทรัพย์ ข่มขืน จังครับ เพราะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชากรกว่า 65 ล้านคน ในการรับรู้และระวังภัยให้กับตัวเอง

ยกตัวอย่าง เช่น นาย A ฆ่าเหยื่อเพื่อชิงทรัพย์ --> ติดคุกสารภาพได้ลดโทษ --> วันสำคัญลดโทษอีก --> ออกจากคุก ดังนั้น ถ้าเรารู้จักหน้านาย A เวลาไปไหนมาไหน หากโชคดีที่เราจำหน้าได้ ก็จะได้ระวังตัวเมื่อพบเห็น นาย A เป็นต้น
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
กำเนิดดาวรุ่ง
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 21 Jan 2010
ตอบ: 85
ที่อยู่: พนักงานกรอกแป้งลงขวด
โพสเมื่อ: Thu May 16, 2019 08:56
(Day 52)สรุปข่าวประจำวันแค่ 7 นาทียกระดับความรู้รอบตัวของพวกท่าน
เฮ้ย!
กระทู้ดีงามมาก อยากจะกดให้ซัก 7 แพร่บ
เข้ามาอ่านแบบไม่หวังไรมาก
กลายเป็นสาระ ความรู้แบบง่ายๆ ใช้เวลาน้อยไปเลย

ขอบคุณมากครับ
โพสต์บนแอป Soccersuck บน Android
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
นักบอล ดิวิชั่น 1
Status: ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 02 Nov 2008
ตอบ: 2408
ที่อยู่: โพรงข้างต้นสะแบง
โพสเมื่อ: Thu May 16, 2019 18:46
[RE: (Day 52)สรุปข่าวประจำวันแค่ 7 นาทียกระดับความรู้รอบตัวของพวกท่าน]
ข่าวสุดท้ายนี่เป็นข่าวร้ายสำหรับมนุษย์เงินเดือนเลย




ช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ไปหน้าที่ 1
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
กรุณาระบุเหตุผลที่จะแจ้งความ
ผู้ต้องหา:
ข้อความ:
Submit
Cancel
กรุณาเลือก Forum และ ประเภทกระทู้
Forum:

ประเภท:
Submit
Cancel