ไว้คราวหน้า X
ไว้คราวหน้า X
ไม่ต้องแสดงข้อความนี้อีกเลย

เพจ Soccersuck โดนปิดอีกแล้ว

ขอแรงสมาชิก ช่วยตามไปกดติดตามเพจใหม่ เพื่ออัพเดทข่าวฟุตบอลก่อนใคร ด้วยจ้า



ไปหน้าที่ 1, 2
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
ผู้ตั้ง
ข้อความ
ออฟไลน์
นักบอลไทยพรีเมียร์ลีก
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 31 Dec 2009
ตอบ: 2282
ที่อยู่: Manchester
โพสเมื่อ: Thu Mar 21, 2019 20:47
Leeds United 2000/01

หากจะพูดถึงสโมสรฟุตบอลทีมลีดส์ ยูไนเต็ด แฟนบอลรุ่นหลังๆอาจจะไม่ค่อยใกล้ชิดหรือผูกพันธ์กับทีมๆนี้สักเท่าไหร่นัก เพราะนับตั้งแต่ฤดูกาล 2003/04 ทีมที่บ้านเราคุ้นชินกันกับฉายา "ยูงทอง" ก็ไม่ได้โลดแล่นในเวทีพรีเมียร์ ลีก อีกเลยนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อีกทั้งที่แย่ไปกว่านั้นคือสโมสรเคยถูกปรับให้ล้มละลาย ถึงขั้นต้องขายสนามที่เราคุ้นหูกันอย่าง "เอลแลนด์ โร้ด" และยังเคยร่วงไปสู่ลีกวันมาแล้ว แต่ถ้าจะพูดถึงความยิ่งใหญ่ในอดีตแฟนบอลรุ่นลายครามคงจะได้ยินกิตติศักดิ์ของลีดส์เป็นอย่างดี ย้อนไปยุค 90's พวกเค้าเคยประกาศศักดาคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 เดิม หรือที่เรารู้จักกันในปัจจุบันว่าพรีเมียร์ ลีก ได้ในฤดูกาล 1991/92 ด้วยนักเตะอย่าง เอริค คันโตน่า, ลี แชปแมน, กอร์ดอน สตรัคคั่น, เดวิด แบ็ตตี้, แกรี่ สปีด และแกรี่ แมคอัลลิสเตอร์ ฯลฯ เหนือแมนฯ ยูไนเต็ด โดยเป็นแชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 3 ซึ่งตอนนั้นผมมีอายุได้เพียง 1 ขวบเศษ แต่เรื่องที่พูดในวันนี้ไม่ได้จะย้อนความหลังไปถึงอดีตกาลของลีดส์แต่อย่างใด จะขอหยิบยกหนึ่งความเชื่อ ความทะเยอทะยานของลีดส์ที่เปรียบเสมือนเป็นดาบสองคมมาให้ได้ชมกัน

Leeds United's 2001 Champions League

ในฤดูกาล 1999-2000 ลีดส์สามารถจบอันดับที่ 3 ในลีกเหนือลิเวอร์พูลและเชลซี คว้าตั๋วใบสุดท้ายในฟุตบอลถ้วยที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปอย่างศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งในเวลานั้นลีกอังกฤษได้โควต้าไปเล่นแชมป์เปี้ยนส์ ลีก เพียง 3 ทีม ซึ่งแชมป์และรองแชมป์สามารถเข้าไปเล่นรองแบ่งกลุ่มได้เลยอัตโนมัติ จึงทำให้ลีดส์ต้องไปเล่นในรอบคัดเลือก รอบที่ 3 โดยโคจรมาพบกับ 1860 มิวนิค จากเยอรมัน แน่นอนการที่ลีดส์สามารถมาเล่นในเวทียุโรปได้ย่อมมีการคิดการณ์ใหญ่ โดยปีเตอร์ ริดสเดล ประธานสโมสรได้ไปกู้เงินจากธนาคารเพื่อมาทุ่มซื้อนักเตะมากมายไม่ว่าจะเป็น มาร์ค วิดูก้า, โอลิวิเยร์ ดากูร์, ริโอ เฟอร์ดินานด์, โดมินิค มัตเตโอ และร็อบบี้ คีน ที่ยืมมาจากอินเตอร์ ด้วยขุมกำลังของทีมที่ใหญ่ขึ้น บวกกับแทคติคที่แยบยลของเดวิด โอเลียรี่ ผู้จัดการทีม ทำให้สามารถผ่านทีมจากเมืองเบียร์ได้ไม่ยากนัก จากการชนะทั้งเหย้า-เยือน ด้วยสกอร์รวม (3-1)


First group stage

หากคิดอยากจะประสบความสำเร็จเราต้องทำงานให้หนักขึ้นและหนักขึ้น บททดสอบแรกของลีดส์ได้มาถึงในรอบแบ่งกลุ่มรอบแรก เมื่อลูกทีมของโอเลียรี่ต้องอยู่กลุ่มที่เรียกว่าโคตรหินร่วมกับ เอซี มิลาน, บาร์เซโลน่า และเบซิคตัสทีมดังจากตุรกี ซึ่งด้วยประสบการณ์ในเวทียุโรปที่ห่างหายไปเกือบ 10 ปี ทำให้นัดแรกในการบุกไปเยือนบาร์ซ่าที่คัมป์นู ถูกอัดมาอย่างราบคาบ 0-4 ทำให้ทั้งนักวิจารณ์และเหล่าแฟนบอล เริ่มตั้งโจทย์คำถามแล้วว่า เส้นทางของลีดส์ในเวทียุโรป อาจจะจบที่รอบแรกหรือไม่?


นัดที่สอง ลีดส์ต้องเปิดสนามเอลแลนด์ โร้ด รับการมาเยือนของทีมแกร่งจากแดนมักกะโรนีอย่าง เอซี มิลาน แน่นอนลีดส์เป็นรองตั้งแต่การแข่งขันยังไม่เริ่ม ถึงแม้จะได้เล่นในบ้าน เพราะมิลานคือขาประจำในเวทียุโรปบวกกับซุปตาร์ค่อนทีม ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรำ ในค่ำคืนของวันที่ 19 กันยายน ปี 2000 ในนาทีที่ 89 ของการแข่งขันแฟนบอลก็เจ้าถิ่นก็ได้เฮลั่นกันทั้งสนาม จากลูกยิงไกลที่ไม่น่าจะมีพิษสงอะไรของ ลี โบวเยอร์ แต่กลับเป็นนายทวารทีมเยือนอย่าง"ดีด้า" รับลูกหลุดปลิ้นเข้าประตูไป ด้วยประตูที่ได้มาในช่วงท้ายเกมนี้เอง ส่งผลให้ลีดส์คว้า 3 แต้มแรกมาครองได้อย่างสุดเซอร์ไพรส์


ลีดส์ต้องเปิดบ้านอีกครั้งเป็นเกมที่สองในแชมเปี้ยน์ ลีก ติดต่อกัน โดยรับการมาเยือนของเบซิคตัส ที่เวลานั้นมีกองหน้าอย่าง นิฮัต คาห์เวซี่ ด้วยแรงเชียร์ในการเล่นในบ้านตัวเอง และความมั่นใจที่เต็มเปี่ยมของนักเตะลีดส์ ทำให้เกมส์นี้ลีดส์เปิดฉากเกมรุกตั้งแต่ต้นเกม ดาหน้าไล่ถล่มยอดทีมจากแดนไก่งวงอย่างไม่เกรงใจ 6-0 ด้วยสองประตูจาก ลี โบวเยอร์, มาร์ค วิดูก้า, โดมินิค มัตเตโอ, เอริค บัคเค่ และดาร์เรน ฮัคเคอร์บี้ และยังสามารถบุกไปยันเสมอเบซิคตัสได้ถึงถิ่น 0-0 ส่งผลให้ลีดส์เก็บ 7 คะแนนจากการลงเล่น 4 นัด



ลีดส์ต้องกลับโคจรมาพบกับทีมที่ยัดเยียดความปราชัยให้พวกเค้าในนัดแรก โดยเปิดบ้านรับการมาเยือนของบาร์เซโลน่า เริ่มต้นผ่านไปเพียง 5 นาที ลีดส์ได้ประตูขึ้นนำจากลี โบวเยอร์ เจ้าเก่า เกมทำท่าจะจบลงด้วยชัยชนะของลีดส์ และการันตีการกรุยทางเข้าสู่รอบต่อไปอยู่แล้ว แต่ทว่าริวัลโด้ ก็มายิงประตูตีเสมอได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เกมจบลงด้วยผลเสมอ 1-1 ซึ่งตอนนี้ลีดส์ต้องการเพียงแค่ผลเสมอในนัดสุดท้าย ที่จะพบกับมิลาน ก็จะเพียงพอต่อการเข้ารอบตามมิลานไป ซึ่งทีมปีศาจแดงดำการันตีการเข้ารอบ 100% เพียงแค่ลุ้นว่าจะเข้ารอบเป็นที่หนึ่งของกลุ่มหรือไม่ มิลานพลาดการได้ประตูขึ้นนำไปก่อน จากลูกจุดโทษของอังเดร เชพเชนโก้ ที่ยิงบอลออกข้างเสาไป ในเมื่อปิดบัญชีไม่ได้ก็ย่อมโดนลงโทษ ก่อนหมดเวลาครึ่งแรกโดมินิค มัตเตโอ โหม่งประตูขึ้นนำให้ลีดส์ 1-0 ซึ่งหากจบด้วยผลการแข่งขันนี้ จะทำให้ลีดส์เข้ารอบเป็นที่หนึ่งของกลุ่มทันที แต่มีหรือว่าเจ้าถิ่นจะยอม สามารถตามตีเสมอได้จากแซร์จินโญ่ ที่ยิงผ่านมือพอล โรบินสันเข้าไป เวลาที่เหลือทั้งสองทีมไม่สามารถทำประตูเพิ่มได้ จบเกมการแข่งขันเสมอกันไปด้วยสกอร์ 1-1 เป็น 1 คะแนนอันล้ำค่าของลีดส์ แม้ว่าบาร์เซโลน่าจะเปิดบ้านถล่มเบซิคตัส 5-0 แต่ก็ไม่เพียงพอต่อการเข้ารอบ ทำให้ 6 นัดในรอบแบ่งกลุ่มรอบแรก ลีดส์มีผลงาน ชนะ 2 เสมอ 3 แพ้ 1 เข้ารอบต่อไปได้อย่างหักปากกาเซียน



Second group stage


เส้นทางของลีดส์ในเวทียุโรป ก้าวเข้ามาสู่รอบแบ่งกลุ่มรองที่สอง เพราะเนื่องจากในสมัยนั้นยังใช้ระบบจับฉลากแบ่งกลุ่มสองรอบ ไม่เหมือนแพ้คัดออกในสมัยนี้ และโชคชะตาก็ยังคงเล่นตลกกับลีดส์อีกครั้ง เมื่อในรอบนี้ต้องอยู่ในกลุ่มเดียวกับแชมป์เก่า เรอัล มาดริด, แชมป์กัลโช่ เซเรียอาอย่างลาซิโอ ซึ่งหากใครเป็นแฟนฟุตบอลอิตาลี จะรู้ว่าได้ว่าพวกเค้าคือโคตรทีมในเวลานั้น และอันเดอร์เลชท์แชมป์ลีกจากเบลเยี่ยม ที่ผ่านเข้ารอบจากรอบแบ่งกลุ่มรอบแรกในฐานะแชมป์กลุ่ม เหนือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีศูนย์หน้าร่างยักษ์อย่าง แยน โคลเลอร์ คอยไล่ล่าประตู โดยในนัดแรกลีดส์ต้องเปิดบ้านรับการมาเยือนเรอัล มาดริด ซึ่งก็ไม่สามารถต้านทานความแข็งแกร่งของแชมป์เก่าดีกรี 8 สมัยได้ พ่ายไป 0-2 จากประตูของเฟร์นานโด เอียโร่ และ ราอูล กอนซาเลซ หลังจากนั้นเกมในนัดที่สอง ลีดส์ต้องบุกไปเยือนลาซิโอถึงรังโอลิมปิคสเตเดียม ซึ่งทางเจ้าถิ่นในนัดแรก บุกไปพ่ายอันเดอร์เลชท์มา 0-1 ซึ่งทางผู้จัดการทีมสเวน โกรัน อิริคสันเอง ก็ต้องการเก็บชัยให้ได้ในนัดนี้ จัดผู้เล่นชุดใหญ่เต็มสูบไม่ว่าจะเป็น พาเวล เนดเวด, มาร์เชโล่ ซาลาส, เฮอร์นัน เครสโป, ฮวน เซบา เวรอน, ดิเอโก ซิเมโอเน่ และกัปตันทีมอเล็กซานโดร เนสต้า เกมแลกกันอย่างสนุก จนมาถึงในนาทีที่ 80 จากการประสานงานของแฮร์รี่ คีล มาถึงอลัน สมิธ ก่อนเคาะสั้นๆให้มาร์ค วิดูก้า ก่อนที่วิดูก้าจะแตะหนึ่งจังหวะแล้วไขว้บอลคืนให้สมิธ แปบอลสวนตัวอันเจโล่ เปรุซซี่ นายทวารเจ้าถิ่นเข้าไปอย่างสวยงาม และเป็นประตูชัยที่ทำให้ลีดส์บุกมาเอาชนะลาซิโอได้อย่างพลิกล็อค 1-0


ผ่านไปสองนัดในรอบแบ่งกลุ่มรอบที่สอง ลีดส์รั้งอันดับที่ 2 ของกลุ่ม เกมนัดที่สามได้เปิดบ้านรับทีมผู้มาเยือนอย่างอันเดอร์เลชท์ ทีมอันดับ 3 ของกลุ่ม ที่มีแต้มเท่ากันที่ 3 คะแนน แต่ทว่าลีดส์มีประตูได้-เสีย ที่ดีกว่า โดยลูกทีมของโอเลียรี่แทบจะพับสนามบุกอยู่ข้างเดียว แต่ก็ไม่สามารถเจาะประตูของผู้มาเยือนได้ จนกระทั่งเกมดำเนินมาถึงในครึ่งเวลาหลังได้ 15 นาที เอลแลนด์ โร้ดก็ต้องเงียบสงัด เมื่ออัลลิน สตอยกา ยิงประตูขึ้นนำให้อันเดอร์เลชท์ 1-0 แต่หลังจากนั้นไม่นาน โอเลียรี่ก็ได้มีการแก้แทคติคของทีม แล้วมาสัมฤทธิ์ผลในอีก 9 นาทีถัดมา จากลูกฟรีคิกของเอียน ฮาร์ท ที่โค้งหนีมือผู้รักษาประตูแบบเห็นๆ เกมทำท่าจะจบลงด้วยผลเสมอ แต่ทว่าก่อนทดเวลาบาดเจ็บ 3 นาที ลีดส์ก็ทำประตูขึ้นนำได้สำเร็จจากลี โบวเยอร์ ซึ่งนับเป็นประตูที่ 5 ในรายการนี้ของเจ้าตัว และยังเป็นประตูชัยที่ทำให้ลีดส์ พลิกกลับมาเอาชนะอันเดอร์เลชท์ไปได้ 2-1 เก็บ 6 แต้มจาก 3 นัด รั้งอันดับ 2 ของกลุ่มได้อย่างเหนียวแน่น


นัดที่สี่ในรอบแบ่งกลุ่มรอบสอง ลีดส์ต้องพบกับอันเดอร์เลชท์อีกครั้ง โดยเกมนี้ต้องยกพลไปเยือนถึงเบลเยี่ยม ซึ่งในเกมนี้ขาดตัวสำคัญอย่างลี โบวเยอร์ที่ติดโทษแบน โอเลียรี่จึงส่งเอริค บัคเค่ ลงมาประจำในริมเส้นด้านขวาแทน ซึ่งเกมนี้ลีดส์เริ่มต้นได้ดีเยี่ยม ทำประตูขึ้นนำเจ้าถิ่นได้ 3-0 จากสองประตูของอลัน สมิธ และมาร์ค วิดูก้า ตั้งแต่ยังไม่หมดครึ่งเวลาแรก แม้แยน โคลเลอร์จะโหม่งประตูตีไข่แตกให้อันเดอร์เลชท์ ในช่วง 15 นาทีสุดท้ายของครึ่งเวลาหลัง แต่ในอีก 5 นาทีถัดมา ลีดส์ก็ได้ประตูตอกฝาโลงจากลูกจุดโทษจากเอียน ฮาร์ท จบเกมการแข่งขันด้วยสกอร์ 4-1 ลีดส์คว้าชัยชนะ 3 นัดติดต่อกัน ต้องการอีกเพียง 1 คะแนนจาก 2 นัดที่เหลือ เพื่อเข้าสู่รอบต่อไป





ลีดส์ต้องการเพียง 1 คะแนนจากเกมนัดนี้ เพื่อการันตีการเข้ารอบ แต่ทว่าต้องบุกไปเยือนเรอัล มาดริด ถึงซานดิอาโก เบอร์นาบิว ที่ลอยลำเข้ารอบไปอย่างแน่นอนแล้ว แต่ยังไม่การันตีการเป็นแชมป์ของกลุ่ม จึงจัดผู้เล่นชุดใหญ่ทั้งหลุยส์ ฟิโก้, ราอูล กอนซาเลซ, เฟร์นานโด มอริเอนเตส และสตีฟ แม็คมานามาน ลงเป็น 11 ผู้เล่นตัวจริง เริ่มต้นเกมได้เพียง 6 นาทีจากจังหวะสวนกลับเร็ว มาร์ค วิดูก้าขึ้นบอลทางด้านขวา ก่อนจะปาดบอลมาให้อลัน สมิธ ยิงบอลผ่านเซซาร์เข้าไปสู่ก้นตาข่าย เป็นประตูขึ้นนำให้ลีดส์อย่างช็อคแฟนบอลเจ้าถิ่น ทว่ายังไม่ทันได้หายดีใจเจ้าถิ่นก็ตามตีเสมอได้อย่างทันควัน ในนาทีถัดมาจากราอูล กอนซาเลซ เกมเปิดแลกกันทั้งสองฝ่าย มีโอกาสเข้าทำพอๆกัน จนก่อนหมดเวลาครึ่งแรก 4 นาที มาดริดก็ได้ประตูพลิกขึ้นนำ 2-1 จากหลุยส์ ฟิโก้ จนหมดครึ่งเวลาแรกด้วยสกอร์นี้ เริ่มครึ่งเวลาหลังได้ 9 นาที จากจังหวะลูกเตะมุมของเจ้าพ่อลูกนิ่งเอียน ฮาร์ท ครอสบอลให้มาร์ค วิดูก้า เทคตัวขึ้นโขกบอลกดลงพื้นลอดขานายทวารสแปนิชเข้าไปเป็นประตูตีเสมอให้กับลีดส์ ทว่าเจ้าถิ่นนั้นไม่ยอมผู้มาเยือนจากอังกฤษจริงๆ หลังจากนั้นไม่ถึง 10 นาที แชมป์เก่าก็ได้ประตูขึ้นนำอีกครั้งจากราอูลเจ้าเก่า แม้ลีดส์จะทำเกมรุกแบบไม่กลัวศักดิ์ศรีแชมป์เก่า แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ จบเกมเรอัล มาดริดจึงเปิดบ้านเอาชนะลีดส์ไป 3-2 แม้ว่าลีดส์จะแพ้ในเกมนัดนี้ แต่ผลของอีกคู่ที่ลาซิโอเปิดบ้านเอาชนะอันเดอร์เลชท์ไปได้ 2-1 นั้น ส่งผลให้ลีดส์จับมือกับเรอัล มาดริด เข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายไปได้อย่างยอดเยี่ยม ส่งผลให้ในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มรอบสอง ที่ลีดส์เปิดบ้านรับการมาเยือนของลาซิโอ เดวิด โอเลียรี่ มีการปรับทัพโดยโรเตชั่นผู้เล่นในหลายตำแหน่ง โดยให้โอกาสนักเตะอย่างพอล โรบินสัน, อลัน เมย์บิวรี่, เจคอป เบิร์นและเจสัน วิลค็อก เกมผ่านไป 20 นาที ทีมผู้มาเยือนจากอิตาลีได้ประตูขึ้นก่อนจากลูกโหม่งของ ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี่ แต่ 7 นาทีต่อมา ลีดส์ก็ได้ประตูตามตีเสมอ จากลูกยิงโคตรสวยของลี โบวเยอร์ นับเป็นประตูที่ 6 ของดาวเตะเลือดร้อนรายนี้ และเป็นอีกครั้งที่ลีดส์โดนประตูคืนอย่างรวดเร็ว ในนาทีถัดมา โดยลาซิโอได้ประตูขึ้นนำอีกเป็นครั้งที่สอง จากจุดโทษของ ซินิซ่า มิไฮโลวิช ท่ามกลางเสียงโห่ลั่นสนาม เกมครึ่งแรกทำท่าจะจบลงด้วยสกอร์นี้อยู่แล้ว ทว่าลีดส์ก็มาตามตีเสมอได้อีกเป็นคำรบที่สองเช่นกัน จากลูกเตะมุมของเอียน ฮาร์ท ก่อนที่จะเจสัน วิลค็อก จะหวดบอลตูมเดียวแบบไม่จับเข้าประตูไปอย่างสวยงาม จบครึ่งแรกด้วยสกอร์ 2-2 เริ่มครึ่งเวลาได้ไม่ถึง 10 นาที ลีดส์ก็ได้ประตูขึ้นนำเป็นครั้งแรกของเกม ในจังหวะครอสบอลจากลูกฟรีคิกของเอียน ฮาร์ท ก่อนที่จะเป็นมาร์ค วิดูก้า หนีจากตัวประกบแล้วโหม่งบอลผ่านมือลูก้า มาร์เคจานี่ เข้าไปอย่างสะใจแฟนบอล ชัยชนะควรจะเป็นของเจ้าถิ่นอยู่แล้ว แต่ซินิฮา มิไฮโลวิช ก็โชว์ความเป็นเจ้าพ่อลูกฟรีคิก ปั่นบอลเข้าประตูไปแบบชนิดที่เรียกว่าพอล โรบินสัน หมดสิทธิ์จะป้องกัน ทำให้จบเกมการแข่งขันเสมอกันไปอย่างคุณภาพและสุดมันส์ 3-3 ลีดส์กรุยทางเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้เป็นอันดับที่สองของกลุ่ม



Knockout stage



การเข้ามาสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย ไม่ว่าจะเจอทีมอะไรก็เรียกได้ว่าแข็งทุกทีม รอบนี้กำแพงที่ขวางกั้นลีดส์ก็คือ "ซุปเปอร์เดปอร์" เดปอร์ติโว ลา คอรุณญ่า แชมป์ฟุตบอลลาลีก้าของสเปน เรียกได้ว่าลีดส์เจอแชมป์ลีกยุโรปถึง 3 ทีมด้วยกันในแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้ โดยลีดส์ได้เล่นในบ้านเป็นนัดแรก เริ่มเกมไปได้ 26 นาที ลีดส์ก็ได้ประโยชน์จากลูกนิ่งของเอียน ฮาร์ทอีกครั้ง เมื่อลีดส์ได้ฟรีคิกจากลูกนอกกรอบเขตโทษอันตราย แล้วเป็นฟูลแบ็คชาวไอริชวิ่งเข้ามายิงชนิดที่เรียกได้ว่ามันส์เท้า เป็นประตูขึ้นนำให้ลีดส์จนกระทั่งจบครึ่งเวลาแรก 1-0 เริ่มครึ่งเวลาได้ไม่ถึง 6 นาที เอียน ฮาร์ท ก็ครอสบอลจากริมเส้นด้านซ้าย ก่อนที่เป็น "สมัดเจอร์' อลัน สมิธ ชิงขึ้นโหม่งก่อนแนวรับเดปอร์ เป็นประตูทิ้งห่างให้ลีดส์ 2-0 และยังมาได้ประตูที่สามจากลูกเตะมุมของเจ้าเก่าเอียน ฮาร์ท ที่ได้แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในเกมนี้ โดยเปิดบอลเข้ามาเสาแรก ฮวน การ์ลอส บาเรลอน มิดฟิลด์ทีมเยือนโหม่งสกัดไม่ดีบอลไปเข้าทางกัปตันทีม ริโอ เฟอร์ดินานด์ โหม่งเข้าประตูไป เป็นประตูปิดกล่องให้ลีดส์เปิดบ้านเอาชนะลา คอรุณญ่า 3-0 สามารถกุมความได้เปรียบในนัดแรกแบบไม่เสียอเวย์โกล ถึงแม้ในนัดที่สองลีดส์จะไปบุกแพ้ เดปอร์ถึงถิ่นริอาซอร์ 0-2 จากประตูของดัลมิญญ่า และดีเอโก ทริสตัน แต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ลีดส์ของโอเลียรี่ สามารถผ่านเข้าไปสู่รอบรองชนะเลิศได้อย่างเหนือความคาดหมายด้วยสกอร์รวม (3-2)


Semi-finals

การเดินทางของลีดส์ใกล้ที่จะเข้าสู่ฝันของของพวกเค้าอีกก้าวนึงแล้ว ทว่ากำแพงสู่ฝันของลีดส์ในรอบนี้คือ "ไอ้ค้างคาว" บาเลนเซีย ของเฮคตอร์ คูเปอร์ ที่สามารถผ่านอาร์เซน่อลมาด้วยกฏประตูทีมเยือน ซึ่งช่วงเวลานี้เองถือว่าเป็นบททดสอบสำคัญของลีดส์เลยก็ว่าได้ เพราะต้องเล่นเกมนัดสำคัญ 3 นัดใน 9 วัน ทั้งเกมยุโรป 2 นัด และคั่นกลางด้วยบอลลีกที่ต้องบุกไปเยือนอาร์เซน่อลที่ไฮบิวรี่ โดยลีดส์ได้เล่นในบ้านของตัวเองนัดแรกในการพบกับไอ้ค้างคาว ผลการแข่งขันจบลงด้วยการเสมอแบบไร้สกอร์ 0-0 แน่นอนถึงแม้ว่าจะไม่เสียประตูอเวย์โกล แต่การจะบุกไปเอาชนะบาเลนเซียถึงรังเมสตาย่า ย่อมเป็นเรื่องที่หินพอสมควร ด้วยเหตุนี้เองทำให้เกมที่คั่นด้วยฟุตบอลพรีเมียร์ ลีก ผลคือบุกไปพ่ายให้กับไอ้ปืนใหญ่ 1-2 ทำให้ทีมตกไปสู่อันดับ 4 ของตาราง โดยเหลือการแข่งขันอีก 2 นัดสุดท้าย ซึ่งแน่นอนว่าหากจบด้วยอันดับนี้ พวกเค้าจะไม่ได้เข้ามาเล่นในฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก การบุกมาเอาชนะหรือผลเสมอแบบมีสกอร์ที่เมสตาย่า คือหนทางเดียวที่จะเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ แต่ด้วยสถิติไร้พ่ายในบ้านของไอ้ค้างคาวในเกมยุโรปฤดูกาลนี้ 13 นัดหลังสุด บวกกับแรงกดดันอันมหาศาลของลีดส์ ทำให้ทีมความหวังเดียวจากแดนผู้ดีไม่สามารถผ่านทีมดังจากแดนกระทิงดุได้ โดยพ่ายไปอย่างราบคาบ 0-3 จากสองประตูของ ฆวน ซานเชส และกาอิซก้า เมนดิเอต้า หยุดปาฏิหารย์ในเวทียุโรปไว้ที่รอบรองชนะเลิศ แต่หากจะมองย้อนไปตั้งแต่รอบแรกที่ลีดส์สามารถผ่านทีมแกร่งของยุโรปมาได้ทั้ง บาร์เซโลน่า, เอซี มิลาน, เรอัล มาดริด, ลาซิโอ และลา คอรุณญ่า จนเข้ามาถึงรอบตัดเชือก เท่านี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าภูมิใจอย่างถึงที่สุดแล้ว


Top Scorers
7 ประตู : อลัน สมิธ
6 ประตู : ลี โบวเยอร์
4 ประตู : มาร์ค วิดูก้า, เอียน ฮาร์ท
2 ประตู : โดมินิค มัตเตโอ
1 ประตู : ริโอ เฟอร์ดินานด์, เจสัน วิลค็อก, เอริค บัคเค่, ดาร์เรน ฮัคเคอร์บี้


Formation

-------------------Martyn

--Mills----Radebe (c)---Ferdinand----Harte

--Bowyer----Dacourt------Batty------Matteo

-------------Smith---------Viduka


Consequences

แน่นอนทุกผลของการกระทำย่อมจะมีผลที่ตามมา แม้ใน 2 นัดสุดท้ายของฤดูกาลในลีก จะเปิดบ้านไล่ถล่มคู่แข่งอย่าง แบร็ดฟอร์ด ซิตี้ และเลสเตอร์ ด้วยสกอร์ 6-1 และ 3-1 ตามลำดับ แต่นั่นก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้ลีดส์สามารถเข้าไปสร้างปาฏิหารย์ในฟุตบอลแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ในฤดูกาลหน้า และการที่ไม่ได้เข้าไปเล่นในฟุตบอลยุโรป ย่อมที่จะเสียรายได้อันมหาศาล แต่ทว่าปีเตอร์ ริดสเดลก็ยังไม่หยุดความทะเยอทะยานได้ทุ่มซื้อนักเตะเป็นคำรบที่สองอย่างร็อบบี้ คีน และร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ในฤดูกาล 2001/02 ลีดส์จบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 5 ไม่ได้ไปเล่นฟุตบอลแชมเปี้ยนส์ ลีก และในรายการยูฟ่า คัพ ก็หยุดแค่รอบสี่ของรายการ ด้วยผลงานไม่ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ บวกกับสโมสรต้องแบกรับค่าเหนื่อยของบรรดาซุปเปอร์สตาร์ในทีม แน่นอนผลกำไรที่น้อยกว่าทุนและรายจ่ายของสโมสร ทำให้ฤดูกาล 2002/03 ลีดส์จำใจต้องขายสตาร์ในทีมเพื่อพยุงรายจ่ายของสโมสรไม่ว่าจะเป็น ริโอ เฟอรดินานด์, โจนาธาน วู้ดเกต, ร็อบบี้ คีน, ลี โบวเยอร์ และร็อบบี้ ฟาวเลอร์ อีกทั้งเดวิด โอเลียรี่ ผู้จัดการทีมยังถูกปลดออกจากตำแหน่ง ส่งผลให้ลีดส์จบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 15 และผลงานในฟุตบอลถ้วยเล็กของยุโรปอย่างยูฟ่า คัพเอง ก็ไปได้เพียงแค่รอบที่สาม และแล้วฤดูกาลที่แฟนลีดส์หลายต่อหลายคนไม่มีวันลืมก็มาถึง การเสียดาวเตะอย่างแฮรี่ คีล, โอลิวิเยร์ ดากูร์, แดนนี่ มิลด์ และไนเจล มาร์ติน ไป เหลือนักเตะตัวหลักชุดผลงานล้มยักษ์ในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก สองฤดูกาลก่อน เพียงแค่มาร์ค วิดูก้า, อลัน สมิธ, เอียน ฮาร์ท และโดมินิค มัตเตโอ แน่นอนในฤดูกาล 2003/04 ลีดส์ ยูไนเต็ดตกชั้นด้วยการจบอันดับที่ 19 และสโมสรถูกปรับให้ล้มลายในเวลาต่อมา


จากวันที่ลีดส์ตกชั้นจนถึงวันนี้เป็นระยะเวลาเกือบ 15 ปี ที่พวกเค้าไม่ได้โลดแล่นในเวทีพรีเมียร์ ลีก ก็ได้แต่หวังว่าในฤดูกาล 2018/19 พวกเหล่านักเตะยูงทองจะสามารถทำผลงานในเกมที่เหลือในลีกแชมเปี้ยนชิพ และพาสโมสรกลับมาสู่จุดที่ควรอยู่ให้ได้อีกครั้ง
แก้ไขล่าสุดโดย piyakun เมื่อ Sun Mar 24, 2019 02:30, ทั้งหมด 4 ครั้ง
โหวตเป็นกระทู้แนะนำ
ออฟไลน์
กำเนิดดาวรุ่ง
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 02 Oct 2009
ตอบ: 356
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Thu Mar 21, 2019 20:58
[RE: Leeds United 2000/01]
ผมลุ้นมากลัวจะเป็นเหมือนทุกฤดุกาล ตอนนี้แพ้แล้วเหลืออีกไม่กี่นัดไม่ต้องแชมป์ก็ได้ขอให้ได้ขึ้น
1
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
ซุปตาร์ยูโร
Status: I'm Gunner
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 03 Oct 2013
ตอบ: 17663
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Thu Mar 21, 2019 21:06
[RE: Leeds United 2000/01]
แชมเปี้ยนลีคเมื่อก่อน แบ่งกรุ๊ปกัน สองรอบ หาดูยากด้วย
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน


ออฟไลน์
นักเตะอบต.
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 05 Dec 2015
ตอบ: 2034
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Thu Mar 21, 2019 21:12
[RE: Leeds United 2000/01]
อ่านเพลินมากครับ
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
กำเนิดดาวรุ่ง
Status: I am Leeds United Fanclub!! *-*
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 21 Jan 2015
ตอบ: 315
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Thu Mar 21, 2019 21:28
[RE: Leeds United 2000/01]
สัปดาห์ที่แล้วพึ่งแพ้ ทีมอันดับ 3 ไป เลยหล่นมาที่ 3 แทนแล้ว หัวเสียมากกก
ยังหวังว่าจะเลื่อนชั้นแบบอัตโนมัติในปีนี้นะ
1
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน

ออฟไลน์
นักเตะหมู่บ้าน
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 27 Nov 2008
ตอบ: 2095
ที่อยู่: SUKHOTHAI F.C.
โพสเมื่อ: Thu Mar 21, 2019 21:31
[RE: Leeds United 2000/01]
แฟนผี ชอบคีเวลครับ

0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออนไลน์
กำเนิดดาวรุ่ง
Status: I'm RedDevil and Romanista
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 22 May 2010
ตอบ: 965
ที่อยู่: Theatre of Dreams
โพสเมื่อ: Thu Mar 21, 2019 21:33
[RE: Leeds United 2000/01]
สมัยก่อนนี่ติดตามรองจากแมนยูเลยครับ
เป็นทีมพลังหนุ่มที่เล่นดุดันมาก
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
นักบอลไทยพรีเมียร์ลีก
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 31 Dec 2009
ตอบ: 2282
ที่อยู่: Manchester
โพสเมื่อ: Thu Mar 21, 2019 21:40
[RE: Leeds United 2000/01]
NariChi พิมพ์ว่า:
สัปดาห์ที่แล้วพึ่งแพ้ ทีมอันดับ 3 ไป เลยหล่นมาที่ 3 แทนแล้ว หัวเสียมากกก
ยังหวังว่าจะเลื่อนชั้นแบบอัตโนมัติในปีนี้นะ  


แผ่วปลายทุกทีเลยครับลีดส์
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออนไลน์
นักบอลถ้วย ง.
Status: ไก่แห่ง Valoran
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 03 Dec 2009
ตอบ: 6250
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Thu Mar 21, 2019 21:47
[RE: Leeds United 2000/01]
บริหารผิดคิดจนตัวตาย
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
GOOD LUCK MY LOVE, SEE YOU AGAIN
ออฟไลน์
นักเตะตำบล
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 12 Nov 2013
ตอบ: 3149
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Thu Mar 21, 2019 21:49
[RE: Leeds United 2000/01]
เพลินดีครับ

ช่วงเวลาเก่าๆ จำอะไรไม่ค่อยได้ พอได้อ่านแล้วเริ่มปะติดปะต่อเหตุการณ์ได้เลย

ช่วงเล่น CM ในปีนั้น นี้คือทีมที่คุมได้เพลินมากๆ จนไม่อยากลงตัวใหม่มาเล่นเลย
แก้ไขล่าสุดโดย เบนเทน เมื่อ Thu Mar 21, 2019 21:52, ทั้งหมด 1 ครั้ง
1
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
นักบอลถ้วย ข.
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 04 Mar 2006
ตอบ: 6819
ที่อยู่: Gunners
โพสเมื่อ: Thu Mar 21, 2019 21:57
[RE: Leeds United 2000/01]
จำได้ ลีดกำลังห้าว เจอรับแล้วสวนของค้างคาวเข้าไป โดยมีเมนดิเอต้าบันชาเกมส์ ซึ่งตากจากลีคที่ไม่มีคนคุมเกมส์ รับและรุก
เหมือนปืนยุคนั้นสตาร์ก็จริงแต่ตะบี้ตะบันบุก ไม่เน้นแผนการเล่นช้าแต่ชัวร์ แถมมีข่าวปืนจะเอาเมนดิเอต้าด้วย
1
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
กำเนิดดาวรุ่ง
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 30 Oct 2014
ตอบ: 548
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Thu Mar 21, 2019 22:00
[RE: Leeds United 2000/01]
หวังว่าปีนี้จะได้ขึ้นมาสักที MOT LUFC มาฉลอง 100 ปี สโมสรบนลีคสูงสุดทีเถอะ
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
นักบอลไทยพรีเมียร์ลีก
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 31 Dec 2009
ตอบ: 2282
ที่อยู่: Manchester
โพสเมื่อ: Thu Mar 21, 2019 22:16
[RE: Leeds United 2000/01]
ELEANOR พิมพ์ว่า:
จำได้ ลีดกำลังห้าว เจอรับแล้วสวนของค้างคาวเข้าไป โดยมีเมนดิเอต้าบันชาเกมส์ ซึ่งตากจากลีคที่ไม่มีคนคุมเกมส์ รับและรุก
เหมือนปืนยุคนั้นสตาร์ก็จริงแต่ตะบี้ตะบันบุก ไม่เน้นแผนการเล่นช้าแต่ชัวร์ แถมมีข่าวปืนจะเอาเมนดิเอต้าด้วย  


ค้างคาวเก๋าในบอลยุโรปมากครับยุคนั้น เข้าชิง 2 ปีติด แต่ก็อกหักทั้ง 2 ปี
1
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
นักบอลไทยพรีเมียร์ลีก
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 31 Dec 2009
ตอบ: 2282
ที่อยู่: Manchester
โพสเมื่อ: Thu Mar 21, 2019 22:40
[RE: Leeds United 2000/01]
แก้ไขล่าสุดโดย piyakun เมื่อ Thu Mar 21, 2019 22:41, ทั้งหมด 1 ครั้ง
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
นักเตะตำบล
Status: Bet on your risk
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 13 Aug 2006
ตอบ: 1566
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Fri Mar 22, 2019 00:11
[RE: Leeds United 2000/01]
Spoil
piyakun พิมพ์ว่า:

หากจะพูดถึงสโมสรฟุตบอลทีมลีดส์ ยูไนเต็ด แฟนบอลรุ่นหลังๆอาจจะไม่ค่อยใกล้ชิดหรือผูกพันธ์กับทีมๆนี้สักเท่าไหร่นัก เพราะนับตั้งแต่ฤดูกาล 2003/04 ทีมที่บ้านเราคุ้นชินกันกับฉายา "ยูงทอง" ก็ไม่ได้โลดแล่นในเวทีพรีเมียร์ ลีก อีกเลยนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อีกทั้งที่แย่ไปกว่านั้นคือสโมสรเคยถูกปรับให้ล้มละลาย ถึงขั้นต้องขายสนามที่เราคุ้นหูกันอย่าง "เอลแลนด์ โร้ด" และยังเคยร่วงไปสู่ลีกวันมาแล้ว แต่ถ้าจะพูดถึงความยิ่งใหญ่ในอดีตแฟนบอลรุ่นลายครามคงจะได้ยินกิตติศักดิ์ของลีดส์เป็นอย่างดี ย้อนไปยุค 90's พวกเค้าเคยประกาศศักดาคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 เดิม หรือที่เรารู้จักกันในปัจจุบันว่าพรีเมียร์ ลีก ได้ในฤดูกาล 1991/92 ด้วยนักเตะอย่าง เอริค คันโตน่า, ลี แชปแมน, กอร์ดอน สตรัคคั่น, เดวิด แบ็ตตี้, แกรี่ สปีด และแกรี่ แมคอัลลิสเตอร์ ฯลฯ เหนือแมนฯ ยูไนเต็ด โดยเป็นแชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 3 ซึ่งตอนนั้นผมมีอายุได้เพียง 1 ขวบเศษ แต่เรื่องที่พูดในวันนี้ไม่ได้จะย้อนความหลังไปถึงอดีตกาลของลีดส์แต่อย่างใด จะขอหยิบยกหนึ่งความเชื่อ ความทะเยอทะยานของลีดส์ที่เปรียบเสมือนเป็นดาบสองคมมาให้ได้ชมกัน

Leeds United's 2001 Champions League

ในฤดูกาล 1999-2000 ลีดส์สามารถจบอันดับที่ 3 ในลีกเหนือลิเวอร์พูลและเชลซี คว้าตั๋วใบสุดท้ายในฟุตบอลถ้วยที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปอย่างศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งในเวลานั้นลีกอังกฤษได้โควต้าไปเล่นแชมป์เปี้ยนส์ ลีก เพียง 3 ทีม ซึ่งแชมป์และรองแชมป์สามารถเข้าไปเล่นรองแบ่งกลุ่มได้เลยอัตโนมัติ จึงทำให้ลีดส์ต้องไปเล่นในรอบคัดเลือก รอบที่ 3 โดยโคจรมาพบกับ 1860 มิวนิค จากเยอรมัน แน่นอนการที่ลีดส์สามารถมาเล่นในเวทียุโรปได้ย่อมมีการคิดการณ์ใหญ่ โดยปีเตอร์ ริดสเดล ประธานสโมสรได้ไปกู้เงินจากธนาคารเพื่อมาทุ่มซื้อนักเตะมากมายไม่ว่าจะเป็น มาร์ค วิดูก้า, โอลิวิเยร์ ดากูร์, ริโอ เฟอร์ดินานด์, โดมินิค มัตเตโอ และร็อบบี้ คีน ที่ยืมมาจากอินเตอร์ ด้วยขุมกำลังของทีมที่ใหญ่ขึ้น บวกกับแทคติคที่แยบยลของเดวิด โอเลียรี่ ผู้จัดการทีม ทำให้สามารถผ่านทีมจากเมืองเบียร์ได้ไม่ยากนัก จากการชนะทั้งเหย้า-เยือน ด้วยสกอร์รวม (3-1)


First group stage

หากคิดอยากจะประสบความสำเร็จเราต้องทำงานให้หนักขึ้นและหนักขึ้น บททดสอบแรกของลีดส์ได้มาถึงในรอบแบ่งกลุ่มรอบแรก เมื่อลูกทีมของโอเลียรี่ต้องอยู่กลุ่มที่เรียกว่าโคตรหินร่วมกับ เอซี มิลาน, บาร์เซโลน่า และเบซิคตัสทีมดังจากตุรกี ซึ่งด้วยประสบการณ์ในเวทียุโรปที่ห่างหายไปเกือบ 10 ปี ทำให้นัดแรกในการบุกไปเยือนบาร์ซ่าที่คัมป์นูถูกอัดมาอย่างราบคาบ 0-4 ทำให้ทั้งนักวิจารณ์และเหล่าแฟนบอลเริ่มตั้งโจทย์คำถามแล้วว่าเส้นทางของลีดส์ในเวทียุโรปคงจะจบที่รอบแรกหรือไม่?


นัดที่สอง ลีดส์ต้องเปิดสนามเอลแลนด์ โร้ด รับการมาเยือนของทีมแกร่งจากแดนมักกะโรนีอย่าง เอซี มิลาน แน่นอนลีดส์เป็นรองตั้งแต่การแข่งขันยังไม่เริ่มถึงแม้จะได้เล่นในบ้าน เพราะมิลานคือขาประจำในเวทียุโรปบวกกับซุปตาร์ค่อนทีม ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรำ ในค่ำคืนของวันที่ 19 กันยายน ปี 2000 ในนาทีที่ 89 ของการแข่งขันแฟนบอลก็เจ้าถิ่นก็ได้เฮลั่นกันทั้งสนามจากลูกยิงไกลที่ไม่น่าจะมีพิษสงอะไรของ ลี โบวเยอร์ แต่กลับเป็นนายทวารทีมเยือนอย่าง"ดีด้า" รับลูกหลุดปลิ้นเข้าประตูไป ด้วยประตูที่ได้มาในช่วงท้ายเกมนี้เอง ส่งผลให้ลีดส์คว้า 3 แต้มแรกมาครองได้อย่างสุดเซอร์ไพรส์


ลีดส์ต้องเปิดบ้านอีกครั้งเป็นเกมที่สองในแชมเปี้ยน์ ลีก ติดต่อกัน โดยรับการมาเยือนของเบซิคตัสที่เวลานั้นมีกองหน้าอย่าง นิฮัต คาห์เวซี่ ด้วยแรงเชียร์ในการเล่นในบ้านตัวเองและความมั่นใจที่เต็มเปี่ยมของนักเตะลีดส์ ทำให้เกมส์นี้ลีดส์เปิดฉากเกมรุกตั้งแต่ต้นเกม ดาหน้าไล่ถล่มยอดทีมจากแดนไก่งวงอย่างไม่เกรงใจ 6-0 ด้วยสองประตูจาก ลี โบวเยอร์, มาร์ค วิดูก้า, โดมินิค มัตเตโอ, เอริค บัคเค่ และดาร์เรน ฮัคเคอร์บี้ และยังสามารถบุกไปยันเสมอเบซิคตัสได้ถึงถิ่น 0-0 ส่งผลให้ลีดส์เก็บ 7 คะแนนจากการลงเล่น 4 นัด



ลีดส์ต้องกลับโคจรมาพบกับทีมที่ยัดเยียดความปราชัยให้พวกเค้าในนัดแรก โดยเปิดบ้านรับการมาเยือนของบาร์เซโลน่า เริ่มต้นผ่านไปเพียง 5 นาทีลีดส์ได้ประตูขึ้นนำจากลี โบวเยอร์ เจ้าเก่า เกมส์ทำท่าจะจบลงด้วยชัยชนะของลีดส์และการันตีการกรุยทางเข้าสู่รอบต่อไปอยู่แล้ว แต่ทว่าริวัลโด้ ก็มายิงประตูตีเสมอได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เกมจบลงด้วยผลเสมอ 1-1 ซึ่งตอนนี้ลีดส์ต้องการเพียงแค่ผลเสมอในนัดสุดท้ายที่จะพบกับมิลาน ก็จะเพียงพอต่อการเข้ารอบตามมิลานไป ซึ่งทีมปีศาจแดงดำการันตีการเข้ารอบ 100% เพียงแค่ลุ้นว่าจะเข้ารอบเป็นที่หนึ่งของกลุ่มหรือไม่ มิลานพลาดการได้ประตูขึ้นนำไปก่อนจากลูกจุดโทษของอังเดร เชพเชนโก้ ที่ยิงบอลออกข้างเสาไป ในเมื่อปิดบัญชีไม่ได้ก็ย่อมโดนลงโทษ ก่อนหมดเวลาครึ่งแรกโดมินิค มัตเตโอ โหม่งประตูขึ้นนำให้ลีดส์ 1-0 ซึ่งหากจบด้วยผลการแข่งขันนี้จะทำให้ลีดส์เข้ารอบเป็นที่หนึ่งของกลุ่มทันที แต่มีหรือว่าเจ้าถิ่นจะยอมสามารถตามตีเสมอได้จากแซร์จินโญ่ที่ยิงผ่านมือพอล โรบินสันเข้าไป เวลาที่เหลือทั้งสองทีมไม่สามารถทำประตูเพิ่มได้ จบเกมการแข่งขันเสมอกันไปด้วยสกอร์ 1-1 เป็น 1 คะแนนอันล้ำค่าของลีดส์ แม้ว่าบาร์เซโลน่าจะเปิดบ้านถล่มเบซิคตัส 5-0 แต่ก็ไม่เพียงพอต่อการเข้ารอบ ทำให้ 6 นัดในรอบแบ่งกลุ่มรอบแรก ลีดส์มีผลงาน ชนะ 2 เสมอ 3 แพ้ 1 เข้ารอบต่อไปได้อย่างหักปากกาเซียน



Second group stage


เส้นทางของลีดส์ในเวทียุโรปก้าวเข้ามาสู่รอบแบ่งกลุ่มรองที่สอง เพราะเนื่องจากในสมัยนั้นยังใช้ระบบจับฉลากแบ่งกลุ่มสองรอบ ไม่เหมือนแพ้คัดออกในสมัยนี้ และโชคชะตาก็ยังคงเล่นตลกกับลีดส์อีกครั้ง เมื่อในรอบนี้ต้องอยู่ในกลุ่มเดียวกับแชมป์เก่า เรอัล มาดริด, แชมป์กัลโช่ เซเรียอาอย่างลาซิโอ ซึ่งหากใครเป็นแฟนฟุตบอลอิตาลีจะรู้ว่าได้ว่าพวกเค้าคือโคตรทีมในเวลานั้น และอันเดอร์เลชท์แชมป์ลีกจากเบลเยี่ยม ที่ผ่านเข้ารอบจากรอบแบ่งกลุ่มรอบแรกในฐานะแชมป์กลุ่ม เหนือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีศูนย์หน้าร่างยักษ์อย่าง แยน โคลเลอร์ คอยไล่ล่าประตู โดยในนัดแรกลีดส์ต้องเปิดบ้านรับการมาเยือนเรอัล มาดริด ซึ่งก็ไม่สามารถต้านทานความแข็งแกร่งของแชมป์เก่าดีกรี 8 สมัยได้ พ่ายไป 0-2 จากประตูของเฟร์นานโด เอียโร่ และ ราอูล กอนซาเลซ หลังจากนั้นเกมในนัดที่สองลีดส์ต้องบุกไปเยือนลาซิโอถึงรังโอลิมปิคสเตเดียม ซึ่งทางเจ้าถิ่นในนัดแรกบุกไปพ่ายอันเดอร์เลชท์มา 0-1 ซึ่งทางผู้จัดการทีมสเวน โกรัน อิริคสันเองก็ต้องการเก็บชัยให้ได้ในนัดนี้ จัดผู้เล่นชุดใหญ่เต็มสูบไม่ว่าจะเป็น พาเวล เนดเวด, มาร์เชโล่ ซาลาส, เฮอร์นัน เครสโป, ฮวน เซบา เวรอน, ดิเอโก ซิเมโอเน่ และกัปตันทีมอเล็กซานโดร เนสต้า เกมแลกกันอย่างสนุกจนมาถึงในนาทีที่ 80 จากการประสานงานของแฮร์รี่ คีล มาถึงอลัน สมิธ ก่อนเคาะสั้นๆให้มาร์ค วิดูก้า ก่อนที่วิดูก้าจะแตะหนึ่งจังหวะแล้วไขว้บอลคืนให้สมิธแปบอลสวนตัวอันเจโล่ เปรุซซี่ นายทวารเจ้าถิ่นเข้าไปอย่างสวยงาม และเป็นประตูชัยที่ทำให้ลีดส์บุกมาเอาชนะลาซิโอได้อย่างพลิกล็อค 1-0


ผ่านไปสองนัดในรอบแบ่งกลุ่มรอบที่สอง ลีดส์รั้งอันดับที่ 2 ของกลุ่ม เกมนัดที่สามได้เปิดบ้านรับทีมผู้มาเยือนอย่างอันเดอร์เลชท์ทีมอันดับ 3 ของกลุ่มที่มีแต้มเท่ากันที่ 3 คะแนน แต่ทว่าลีดส์มีประตูได้-เสีย ที่ดีกว่า โดยลูกทีมของโอเลียรี่แทบจะพับสนามบุกอยู่ข้างเดียวแต่ก็ไม่สามารถเจ้าประตูของผู้มาเยือนได้ จนกระทั่งเกมดำเนินมาถึงในครึ่งเวลาหลังได้ 15 นาที เอลแลนด์ โร้ดก็ต้องเงียบสงัด เมื่ออัลลิน สตอยกา ยิงประตูขึ้นนำให้อันเดอร์เลชท์ 1-0 แต่หลังจากนั้นไม่นานโอเลียรี่ก็ได้มีการแก้แทคติคของทีมแล้วมาสัมฤทธิ์ผลในอีก 9 นาทีถัดมา จากลูกฟรีคิกของเอียน ฮาร์ท ที่โค้งหนีมือผู้รักษาประตูแบบเห็นๆ เกมส์ทำท่าจะจบลงด้วยผลเสมอแต่ทว่าก่อนทดเวลาบาดเจ็บ 3 นาที ลีดส์ก็ทำประตูขึ้นนำได้สำเร็จจากลี โบวเยอร์ ซึ่งนับเป็นประตูที่ 5 ในรายการนี้ของเจ้าตัวและยังเป็นประตูชัยที่ทำให้ลีดส์พลิกกลับมาเอาชนะอันเดอร์เลชท์ไปได้ 2-1 เก็บ 6 แต้มจาก 3 นัด รั้งอันดับ 2 ของกลุ่มได้อย่างเหนียวแน่น


นัดที่สี่ในรอบแบ่งกลุ่มรอบสอง ลีดส์ต้องพบกับอันเดอร์เลชท์อีกครั้งโดยเกมนี้ต้องยกพลไปเยือนถึงเบลเยี่ยม ซึ่งในเกมนี้ขาดตัวสำคัญอย่างลี โบวเยอร์ที่ติดโทษแบน โอเลียรี่จึงส่งเอริค บัคเค่ ลงมาประจำในริมเส้นด้านขวาแทน ซึ่งเกมนี้ลีดส์เริ่มต้นได้ดีเยี่ยมทำประตูขึ้นนำเจ้าถิ่นได้ 3-0 จากสองประตูของอลัน สมิธ และมาร์ค วิดูก้า ตั้งแต่ยังไม่หมดครึ่งเวลาแรก แม้แยน โคลเลอร์จะโหม่งประตูตีไข่แตกให้อันเดอร์เลชท์ในช่วง 15 นาทีสุดท้ายของครึ่งเวลาหลัง แต่ในอีก 5 นาทีถัดมาลีดส์ก็ได้ประตูตอกฝาโลงจากลูกจุดโทษจากเอียน ฮาร์ท จบเกมการแข่งขันด้วยสกอร์ 4-1 ลีดส์คว้าชัยชนะ 3 นัดติดต่อกัน ต้องการอีกเพียง 1 คะแนนจาก 2 นัดที่เหลือเพื่อเข้าสู่รอบต่อไป





ลีดส์ต้องการเพียง 1 คะแนนจากเกมนัดนี้เพื่อการันตีการเข้ารอบ แต่ทว่าต้องบุกไปเยือนเรอัล มาดริด ถึงซานดิอาโก เบอร์นาบิว ที่ลอยลำเข้ารอบไปอย่างแน่นอนแล้ว แต่ยังไม่การันตีการเป็นแชมป์ของกลุ่ม จึงจัดผู้เล่นชุดใหญ่ทั้งหลุยส์ ฟิโก้, ราอูล กอนซาเลซ, เฟร์นานโด มอริเอนเตส และสตีฟ แม็คมานามาน ลงเป็น 11 ผู้เล่นตัวจริง เริ่มต้นเกมได้เพียง 6 นาทีจากจังหวะสวนกลับเร็ว มาร์ค วิดูก้าขึ้นบอลทางด้านขวาก่อนจะปาดบอลมาให้อลัน สมิธ ยิงบอลผ่านเซซาร์เข้าไปสู่ก้นตาข่าย เป็นประตูขึ้นนำให้ลีดส์อย่างช็อคแฟนบอลเจ้าถิ่น ทว่ายังไม่ทันได้หายดีใจเจ้าถิ่นก็ตามตีเสมอได้อย่างทันควันในนาทีถัดมาจากราอูล กอนซาเลซ เกมเปิดแลกกันทั้งสองฝ่าย มีโอกาสเข้าทำพอๆกัน จนก่อนหมดเวลาครึ่งแรก 4 นาที มาดริดก็ได้ประตูพลิกขึ้นนำ 2-1 จากหลุยส์ ฟิโก้ จนหมดครึ่งเวลาแรกด้วยสกอร์นี้ เริ่มครึ่งเวลาหลังได้ 9 นาที จากจังหวะลูกเตะมุมของเจ้าพ่อลูกนิ่งเอียน ฮาร์ท ครอสบอลให้มาร์ค วิดูก้า เทคตัวขึ้นโขกบอลกดลงพื้นลอดขานายทวารสแปนิชเข้าไปเป็นประตูตีเสมอให้กับลีดส์ ทว่าเจ้าถิ่นนั้นไม่ยอมผู้มาเยือนจากอังกฤษจริงๆ หลังจากนั้นไม่ถึง 10 นาที แชมป์เก่าก็ได้ประตูขึ้นนำอีกครั้งจากราอูลเจ้าเก่า แม้ลีดส์จะทำเกมรุกแบบไม่กลัวศักดิ์ศรีแชมป์เก่า แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ จบเกมเรอัล มาดริดจึงเปิดบ้านเอาชนะลีดส์ไป 3-2 แม้ว่าลีดส์จะแพ้ในเกมนัดนี้ แต่ผลของอีกคู่ที่ลาซิโอเปิดบ้านเอาชนะอันเดอร์เลชท์ไปได้ 2-1 นั้น ส่งผลให้ลีดส์จับมือกับเรอัล มาดริด เข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายไปได้อย่างยอดเยี่ยม ส่งผลให้ในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มรอบสอง ที่ลีดส์เปิดบ้านรับการมาเยือนของลาซิโอ เดวิด โอเลียรี่ มีการปรับทัพโดยโรเตชั่นผู้เล่นในหลายตำแหน่ง โดยให้โอกาสนักเตะอย่างพอล โรบินสัน, อลัน เมย์บิวรี่, เจคอป เบิร์นและเจสัน วิลค็อก เกมผ่านไป 20 นาทีทีมผู้มาเยือนจากอิตาลีได้ประตูขึ้นก่อนจากลูกโหม่งของ ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี่ แต่ 7 นาทีต่อมา ลีดส์ก็ได้ประตูตามตีเสมอจากลูกยิงโคตรสวยของลี โบวเยอร์ นับเป็นประตูที่ 6 ของดาวเตะเลือดร้อนรายนี้ และเป็นอีกครั้งที่ลีดส์โดนประตูคืนอย่างรวดเร็วในนาทีถัดมา โดยลาซิโอได้ประตูขึ้นนำอีกเป็นครั้งที่สองจากจุดโทษของ ซินิซ่า มิไฮโลวิช ท่ามกลางเสียงโห่ลั่นสนาม เกมครึ่งแรกทำท่าจะจบลงด้วยสกอร์นี้อยู่แล้ว ทว่าลีดส์ก็มาตามตีเสมอได้อีกเป็นคำรบที่สองเช่นกันจากลูกเตะมุมของเอียน ฮาร์ท ก่อนที่จะเจสัน วิลค็อก จะหวดบอลตูมเดียวแบบไม่จับเข้าประตูไปอย่างสวยงาม จบครึ่งแรกด้วยสกอร์ 2-2 เริ่มครึ่งเวลาได้ไม่ถึง 10 นาที ลีดส์ก็ได้ประตูขึ้นนำเป็นครั้งแรกของเกม ในจังหวะครอสบอลจากลูกฟรีคิกของเอียน ฮาร์ท ก่อนที่จะเป็นมาร์ค วิดูก้า หนีจากตัวประกบแล้วโหม่งบอลผ่านมือลูก้า มาร์เคจานี่ เข้าไปอย่างสะใจแฟนบอล ชัยชนะควรจะเป็นของเจ้าถิ่นอยู่แล้ว แต่ซินิฮา มิไฮโลวิช ก็โชว์ความเป็นเจ้าพ่อลูกฟรีคิกปั่นบอลเข้าประตูไปแบบชนิดที่เรียกว่าพอล โรบินสัน หมดสิทธิ์จะป้องกัน ทำให้จบเกมการแข่งขันเสมอกันไปอย่างคุณภาพและสุดมันส์ 3-3 ลีดส์กรุยทางเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้เป็นอันดับที่สองของกลุ่ม



Knockout stage



การเข้ามาสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย ไม่ว่าจะเจอทีมอะไรก็เรียกได้ว่าแข็งทุกทีม รอบนี้กำแพงที่ขวางกั้นลีดส์ก็คือ "ซุปเปอร์เดปอร์" เดปอร์ติโว ลา คอรุณญ่า แชมป์ฟุตบอลลาลีก้าของสเปน เรียกได้ว่าลีดส์เจอแชมป์ลีกยุโรปถึง 3 ทีมด้วยกันในแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้ โดยลีดส์ได้เล่นในบ้านเป็นนัดแรก เริ่มเกมไปได้ 26 นาที ลีดส์ก็ได้ประโยชน์จากลูกนิ่งของเอียน ฮาร์ทอีกครั้ง เมื่อลีดส์ได้ฟรีคิกจากลูกนอกกรอบเขตโทษอันตราย แล้วเป็นฟูลแบ็คชาวไอริชวิ่งเข้ามายิงชนิดที่เรียกได้ว่ามันส์เท้า เป็นประตูขึ้นนำให้ลีดส์จนกระทั่งจบครึ่งเวลาแรก 1-0 เริ่มครึ่งเวลาได้ไม่ถึง 6 นาที เอียน ฮาร์ท ก็ครอสบอลจากริมเส้นด้านซ้าย ก่อนที่เป็น "สมัดเจอร์' อลัน สมิธ ชิงขึ้นโหม่งก่อนแนวรับเดปอร์ เป็นประตูทิ้งห่างให้ลีดส์ 2-0 และยังมาได้ประตูที่สามจากลูกเตะมุมของเจ้าเก่าเอียน ฮาร์ท ที่ได้แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในเกมนี้ โดยเปิดบอลเข้ามาเสาแรก ฮวน การ์ลอส บาเรลอน มิดฟิลด์ทีมเยือนโหม่งสกัดไม่ดีบอลไปเข้าทางกัปตันทีม ริโอ เฟอร์ดินานด์ โหม่งเข้าประตูไป เป็นประตูปิดกล่องให้ลีดส์เปิดบ้านเอาชนะลา คอรุณญ่า 3-0 สามารถกุมความได้เปรียบในนัดแรกแบบไม่เสียอเวย์โกล ถึงแม้ในนัดที่สองลีดส์จะไปบุกแพ้ เดปอร์ถึงถิ่นริอาซอร์ 0-2 จากประตูของดัลมิญญ่า และดีเอโก ทริสตัน แต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ลีดส์ของโอเลียรี่ สามารถผ่านเข้าไปสู่รอบรองชนะเลิศได้อย่างเหนือความคาดหมายด้วยสกอร์รวม (3-2)


Semi-finals

การเดินทางของลีดส์ใกล้ที่จะเข้าสู่ฝันของของพวกเค้าอีกก้าวนึงแล้ว ทว่ากำแพงสู่ฝันของลีดส์ในรอบนี้คือ "ไอ้ค้างคาว" บาเลนเซีย ของเฮคตอร์ คูเปอร์ ที่สามารถผ่านอาร์เซน่อลมาด้วยกฏประตูทีมเยือน ซึ่งช่วงเวลานี้เองถือว่าเป็นบททดสอบสำคัญของลีดส์เลยก็ว่าได้ เพราะต้องเล่นเกมนัดสำคัญ 3 นัดใน 9 วัน ทั้งเกมยุโรป 2 นัด และคั่นกลางด้วยบอลลีกที่ต้องบุกไปเยือนอาร์เซน่อลที่ไฮบิวรี่ โดยลีดส์ได้เล่นในบ้านของตัวเองนัดแรกในการพบกับไอ้ค้างคาว ผลการแข่งขันจบลงด้วยการเสมอแบบไร้สกอร์ 0-0 แน่นอนถึงแม้ว่าจะไม่เสียประตูอเวย์โกล แต่การจะบุกไปเอาชนะบาเลนเซียถึงรังเมสตาย่า ย่อมเป็นเรื่องที่หินพอสมควร ด้วยเหตุนี้เองทำให้เกมที่คั่นด้วยฟุตบอลพรีเมียร์ ลีก ผลคือบุกไปพ่ายให้กับไอ้ปืนใหญ่ 1-2 ทำให้ทีมตกไปสู่อันดับ 4 ของตาราง โดยเหลือการแข่งขันอีก 2 นัดสุดท้าย ซึ่งแน่นอนว่าหากจบด้วยอันดับนี้ พวกเค้าจะไม่ได้เข้ามาเล่นในฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก การบุกมาเอาชนะหรือผลเสมอแบบมีสกอร์ที่เมสตาย่า คือหนทางเดียวที่จะเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ แต่ด้วยสถิติไร้พ่ายในบ้านของไอ้ค้างคาวในเกมยุโรปฤดูกาลนี้ 13 นัดหลังสุด บวกกับแรงกดดันอันมหาศาลของลีดส์ ทำให้ทีมความหวังเดียวจากแดนผู้ดีไม่สามารถผ่านทีมดังจากแดนกระทิงดุได้ โดยพ่ายไปอย่างราบคาบ 0-3 จากสองประตูของ ฆวน ซานเชส และกาอิซก้า เมนดิเอต้า หยุดปาฏิหารย์ในเวทียุโรปไว้ที่รอบรองชนะเลิศ แต่หากจะมองย้อนไปตั้งแต่รอบแรกที่ลีดส์สามารถผ่านทีมแกร่งของยุโรปมาได้ทั้ง บาร์เซโลน่า, เอซี มิลาน, เรอัล มาดริด, ลาซิโอ และลา คอรุณญ่า จนเข้ามาถึงรอบตัดเชือก เท่านี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าภูมิใจอย่างถึงที่สุดแล้ว


Top Scorers
7 ประตู : อลัน สมิธ
6 ประตู : ลี โบวเยอร์
4 ประตู : มาร์ค วิดูก้า, เอียน ฮาร์ท
2 ประตู : โดมินิค มัตเตโอ
1 ประตู : ริโอ เฟอร์ดินานด์, เจสัน วิลค็อก, เอริค บัคเค่, ดาร์เรน ฮัคเคอร์บี้


Formation

-------------------Martyn

--Mills----Radebe (c)---Ferdinand----Harte

--Bowyer----Dacourt------Batty------Matteo

-------------Smith---------Viduka


Consequences

แน่นอนทุกผลของการกระทำย่อมจะมีผลที่ตามมา แม้ใน 2 นัดสุดท้ายของฤดูกาลในลีก จะเปิดบ้านไล่ถล่มคู่แข่งอย่าง แบร็ดฟอร์ด ซิตี้ และเลสเตอร์ ด้วยสกอร์ 6-1 และ 3-1 ตามลำดับ แต่นั่นก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้ลีดส์สามารถเข้าไปสร้างปาฏิหารย์ในฟุตบอลแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ในฤดูกาลหน้า และการที่ไม่ได้เข้าไปเล่นในฟุตบอลยุโรป ย่อมที่จะเสียรายได้อันมหาศาล แต่ทว่าปีเตอร์ ริดสเดลก็ยังไม่หยุดความทะเยอทะยานได้ทุ่มซื้อนักเตะเป็นคำรบที่สองอย่างร็อบบี้ คีน และร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ในฤดูกาล 2001/02 ลีดส์จบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 5 ไม่ได้ไปเล่นฟุตบอลแชมเปี้ยนส์ ลีก และในรายการยูฟ่า คัพ ก็หยุดแค่รอบสี่ของรายการ ด้วยผลงานไม่ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ บวกกับสโมสรต้องแบกรับค่าเหนื่อยของบรรดาซุปเปอร์สตาร์ในทีม แน่นอนผลกำไรที่น้อยกว่าทุนและรายจ่ายของสโมสร ทำให้ฤดูกาล 2002/03 ลีดส์จำใจต้องขายสตาร์ในทีมเพื่อพยุงรายจ่ายของสโมสรไม่ว่าจะเป็น ริโอ เฟอรดินานด์, โจนาธาน วู้ดเกต, ร็อบบี้ คีน, ลี โบวเยอร์ และร็อบบี้ ฟาวเลอร์ อีกทั้งเดวิด โอเลียรี่ ผู้จัดการทีมยังถูกปลดออกจากตำแหน่ง ส่งผลให้ลีดส์จบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 15 และผลงานในฟุตบอลถ้วยเล็กของยุโรปอย่างยูฟ่า คัพเอง ก็ไปได้เพียงแค่รอบที่สาม และแล้วฤดูกาลที่แฟนลีดส์หลายต่อหลายคนไม่มีวันลืมก็มาถึง การเสียดาวเตะอย่างแฮรี่ คีล, โอลิวิเยร์ ดากูร์, แดนนี่ มิลด์ และไนเจล มาร์ติน ไป เหลือนักเตะตัวหลักชุดผลงานล้มยักษ์ในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก สองฤดูกาลก่อน เพียงแค่มาร์ค วิดูก้า, อลัน สมิธ, เอียน ฮาร์ท และโดมินิค มัตเตโอ แน่นอนในฤดูกาล 2003/04 ลีดส์ ยูไนเต็ดตกชั้นด้วยการจบอันดับที่ 19 และสโมสรถูกปรับให้ล้มลายในเวลาต่อมา


จากวันที่ลีดส์ตกชั้นจนถึงวันนี้เป็นระยะเวลาเกือบ 15 ปี ที่พวกเค้าไม่ได้โลดแล่นในเวทีพรีเมียร์ ลีก ก็ได้แต่หวังว่าในฤดูกาล 2018/19 พวกเหล่านักเตะยูงทองจะสามารถทำผลงานในเกมที่เหลือในลีกแชมเปี้ยนชิพ และพาสโมสรกลับมาสู่จุดที่ควรอยู่ให้ได้อีกครั้ง  
 


อ่านเพลินดีครับ
ปล.คนในลายเซ็นท่านนี่ชื่ออะไรหรอครับ ขอลายแทงหน่อย
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ไปหน้าที่ 1, 2
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
กรุณาระบุเหตุผลที่จะแจ้งความ
ผู้ต้องหา:
ข้อความ:
Submit
Cancel
กรุณาเลือก Forum และ ประเภทกระทู้
Forum:

ประเภท:
Submit
Cancel