ไปหน้าที่ 1, 2
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
ผู้ตั้ง
ข้อความ
ออฟไลน์
B2W
นักเตะหมู่บ้าน
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 05 Dec 2015
ตอบ: 1360
ที่อยู่: Pathum Thani
โพสเมื่อ: Fri Apr 29, 2016 21:45
::: Game of Thrones เปิดตำนานราชวงศ์ Targaryen อันเกรียงไกร จนถึงรัชสมัยแห่งการสิ้นสลาย :::


สวัสดีครับเพื่อนๆทุกท่าน วันนี้ผมจะพาไปรู้จักกับประวัติศาสตร์ในรัชสมัย Targaryen ตั้งแต่การพิชิตของ Aegon จากรุ่นสู่รุ่น
จนไปถึงรัชสมัยของกษัตริย์วิกลจริตคนสุดท้าย ที่เกิดการก่อกบฏ สงคราม จนกระทั่งทำให้เกิดการสิ้นสลายของราชวงศ์ Targaryen ที่ครองบัลลังก์ มายาวนาน ประวัติศาสตร์ครั้งนี้เพื่อนๆจะพบพานกับความสนุก ความเศร้า ความเจ็บปวดที่มนุษย์ต้องมารบราฆ่าฟันกันเอง



ผมขอเสนอสิ่งสำคัญสำหรับการผจญภัยในครั้งนี้เพื่อช่วยให้เข้าใจเรื่องราวมากยิ่งขึ้น



ในเนื้อหาของกระทู้นี้ผมจะแบ่งออกเป็นหัวข้อดังนี้นะครับ

1. War of Conquest
2. Faith Militant Uprising
3. Death of the Dragons
4. Incoporating Dorne
5. The Blackfyre Pretenders
6. The Great Spring Sickness
7. Mounting Problems
8. The Reign of King Aerys II
9. Robert's Rebellion (War of Usurpers)

ต่อไปเป็นไทม์ไลน์และลำดับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ที่ครองบัลลังก์ตั้งแต่ยุคการพิชิตนะครับ

NOTE: BC = Before Conquest คือยุคสมัยก่อนการพิชิตของ Aegon Targaryen
AC = After Conquest คือยุคสมัยหลังการพิชิตของ Aegon Targaryen




War of Conquest



War of Conquest เป็นสงครามครั้งใหญ่ที่ Aegon Targaryen ที่หนึ่ง สามารถพิชิต Westeros ได้ โดยมีน้องสาวสองคนและเป็นภรรยา มีมังกรและกองทัพขนาดเล็กอยู่ข้างกาย ตระกูล Targaryen สามารถพิชิตหกอาณาจักรจากเจ็ดอาณาจักร ไม่ใช่ทั่วทั้งทวีปที่พิชิตได้ทั้งหมด มีบางตระกูลและบางภูมิภาคที่สนับสนุน Targaryen อย่างเต็มใจ ส่วนที่เหลือก็ยอมรับ Targaryen อย่างสมัครใจ สงครามครั้งนี้กินเวลานานสองปี

สงครามเริ่มขึ้นในปี 2BC เมื่อ Aegon Targaryen กับน้องสาวสองคนที่มีฐานะเป็นภรรยา Rhaenys และ Visenya ยกพลขึ้นบกพร้อมกับคนอีกประมาณ 1,600 คน ทางชายฝั่งตะวันออกของ Westeros ตรงบริเวณปากอ่าว Blackwater Rush ทางตะวันออกของ Westeros มีเกาะๆหนึ่งที่เป็นที่มั่นของ Targaryen และเป็นด่านชั้นนอกทางตะวันตกไกลสุดของดินแดน Valyria มานานกว่า 100 ปีก่อนถึงวันพิพากษา นั่นคือ ปราสาท Dragonstone

Harren Hoare หรือ Harren the Black กษัตริย์แห่งเกาะเหล็กไหลและดินแดน Riverlands กำลังสร้างปราสาทขนาดยักษ์ Harrenhal ใกล้สำเร็จ และเป็นที่กล่าวกันว่าเขาอยากที่จะพิชิตดินแดนเพิ่มอีก Argilac Durrandon กษัตริย์วายุแห่งดินแดน Stormlands เกรงกลัวต่อภัยคุกคามของกษัตริย์ Harren เขาจึงเสนอตัวขอเป็นพันธมิตรกับ Aegon เป็นที่เชื่อกันว่าเขาต้องการที่จะสร้างพื้นที่กันชนระหว่างเขากับ Harren เขาจึงเสนอตัวลูกสาว Argella ให้เป็นมือขวาและแต่งงานพร้อมกับสินสอดเป็นที่ดิน แม้ว่าจริงๆแล้วพื้นที่ส่วนมากจะเป็นของ Harren the Black ก็ตาม



Aegon ปฏิเสธข้อเสนอของเขาและ Aegon ได้เลือกเพื่อนสนิทที่สุดของเขาเป็นมือขวานั่นคือ Orys Baratheon ทำให้ Argilac คิดว่าเรื่องนี้เป็นการเหยียมหยามอันน่าเศร้าและเขาได้ตัดความสัมพันธ์กับ Aegon ต่อมา Aegon ได้เรียกผู้ชูธงและน้องสาวมาประชุมและปรึกษากัน จากนั้นเขาก็ส่งนกราเวนไปยังผู้ปกครองทั้งเจ็ดอาณาจักร เขาชี้แจงว่า “ที่นั่นจะมีกษัตริย์แค่เพียงองค์เดียวเท่านั้น” และใครก็ตามที่ยอมศิโรราบต่อเขา ที่ดินและตำแหน่งก็จะยังครอบครองได้เหมือนเดิม แต่คนที่ไม่ปฏิบัติตาม ผู้นั้นจะต้องถูกทำลาย

Aegon ถูกยื่นข้อเสนอการแต่งงานและการเป็นพันธมิตรจากราชินีที่ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ Sharra Arryn แห่งอาณาจักรภูผาและหุบเขา ถ้า Aegon แต่งตั้งลูกชายของเธอให้เป็นทายาทในการสืบทอดราชบัลลังก์ของเขา Mariya Martell เจ้าหญิงแห่ง Dorne ได้ตอบกลับไปว่าเธอจะยอมเป็นพันธมิตรเพื่อต่อต้านดินแดน Stormlands คำร้องขอถูก Aegon ฉีกทิ้งทั้งหมดและเขาเห็นว่าไม่มีผู้ปกครองคนไหนเลยที่จะยอมจำนน

ก่อนเริ่มการบุกรุก Westeros เขาถูกกล่าวหาว่าได้ไปเยี่ยมเมืองและปราสาทใน Westeros บางแห่งอย่างลับๆ มีการบันทึกว่าได้มีการประเมินกำลังและความแข็งแกร่งของกษัตริย์และลอร์ดรวมไปถึงผู้จงรักภักดีแต่ละคนทั้งหมด รวมไปถึงได้มีการสั่งให้สร้างโต๊ะที่ตัดเป็นรูปแผนที่ภูมิศาสตร์ของ Westeros เขาคิดอย่างชัดเจนว่าเขาต้องการรวม Westeros ให้เป็นหนึ่งเดียวและอยู่ภายใต้การปกครองของเขา แม้ว่าความจริงแล้วในทวีปนี้จะถูกแบ่งออกเป็นเจ็ดอาณาจักรก็ตาม




The Conquest

ผู้ปกครองในเจ็ดอาณาจักรมีดังนี้

Torrhen Stark กษัตริย์แห่งแดนเหนือ
Ronnel Arryn กษัตริย์แห่งภูผาและหุบเขา (Vale) เป็นเด็กหนุ่มที่แม่ของเขา Sharra Arryn ปกครองแทนในฐานะผู้สำเร็จราชการ
Harren Hoare กษัตริย์แห่งเกาะเหล็กไหลและดินแดน Riverlands เป็นที่รู้จักกันในนามว่า Harren the Black.
Loren I Lannister กษัตริย์แห่งหินในดินแดนทางตะวันตก
Mern IX Gardener กษัตริย์แห่งดินแดน The Reach
Argilac Durrandon กษัตริย์วายุแห่งดินแดน Stormlands เป็นที่รู้จักกันในนามว่า Argilac ผู้เย่อหยิ่ง
Mariya Martell เจ้าหญิงแห่ง Dorne เป็นสตรีชราที่ตาบอดและหัวล้านมีอายุ 80 ปี เป็นที่รู้จักกันในนามคางคกเหลือง

ลำดับเหตุการณ์ในสงครามการพิชิตยังไม่เป็นที่แน่ชัด ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะขอเรียงตามด้านล่างดังนี้


Beachhead

พวก Targaryen ได้ขึ้นฝั่งที่ปากอ่าว Blackwater Rush ตรงถัดจากเนินเขาสามลูก บนยอดเนินเขาที่สูงที่สุด Aegon สร้างป้อมปราการเนินเตี้ย (motte and bailey) เพื่อเป็นการอ้างสิทธิ์แห่งความเป็นเจ้าของแผ่นดินใหญ่แห่งนี้ Visenya สวมมงกุฎให้ Aegon และ Rhaenys ก็เชิดชูยกย่องเขาเป็นกษัตริย์ Aegon Targaryen ที่หนึ่ง เขาส่ง Visenya และ Rhaenys ไปหาลอร์ดตามแห่งต่างๆเพื่อให้พวกเขายอมศิโรราบ ตระกูล Rosby ยอมจำนนต่อ Visenya ส่วนตระกูล Stokeworth ก็ยอมจำนนต่อ Rhaenys โดยไม่มีการเสียเลือดเนื้อ ส่วนตระกูล Darklyn แห่งเมือง Duskendale และตระกูล Mooton แห่งเมือง Maidenpool ไม่ยอมอ่อนข้อและมีการต่อสู้เกิดขึ้น แต่ก็ถูกจัดการได้ไม่ยาก


Battle of Gulltown

หลังจากที่ Aegon ถูกสวมมงกุฎจนมีตำแหน่งฐานะเป็นกษัตริย์ Aegon ได้ส่งทัพเรือที่นำโดย Daemon Velaryon เพื่อที่จะยึดเมือง Gulltown พร้อมกับน้องสาว Visenya Targaryen และมังกรของเธอ ในการสู้รบที่เกิดขึ้น ทัพเรือของตระกูล Arryn สามารถเอาชนะทัพเรือของ Targaryen และ Daemon Velaryon ก็ถูกสังหาร ส่วน Visenya ที่อยู่บนหลังมังกรของเธอ ซึ่งมังกรมีชื่อว่า Vhagar ได้เขาทัพเรือของ Arryn จนพินาศ แม้ว่า Targaryen จะพ่ายแพ้ต่อศึกครั้งนี้ ผู้คนในเกาะ Three Sisters ก็ปฏิวัติต่อต้านตระกูล Arryn เพราะว่าทัพเรือที่เสียหายจากสงครามก่อนหน้านี้




Conquest of the Riverlands and Iron Islands

Aegon เริ่มโจมตีครั้งแรกทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นที่มั่นของกษัตริย์แห่งเกาะเหล็กไหลและดินแดน Riverlands โดยมีกษัตริย์ Harren เป็นผู้ปกครองทั้งสองแห่งจากปราสาท Harrenhal ซึ่งเป็นปราสาทขนาดใหญ่ที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ และเป็นปราสาทที่ขนาดใหญ่ที่สุดใน Westeros เท่าที่เคยมีมา และถูกจัดว่าเป็นปราสาทที่ไม่สามารถทะลวงเข้าไปได้ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีหรือพายุ



เมื่อกษัตริย์ Harren ไม่ยอมจำนน Aegon จึงใช้ Belarion มังกรของเขาเผาทำลายปราสาทและสามารถเอาชนะปราสาทหลังนี้ ซึ่งเปลวเพลิงได้แผดเผา Harren และลูกชายที่อยู่ในหอคอยจนตาย ส่วนชาวเหล็กไหลที่ยังอยู่ก็ล่าถอยกลับไปยังเกาะเหล็กไหล Aegon ไล่ล่าพวกเขาทุกหนทางที่หนีกลับไปด้วยความช่วยเหลือของลอร์ดแห่ง Riverlands ที่สวามิภักดิ์ต่อ Aegon ชาวเหล็กไหลเลือก Vickon Greyjoy แห่งเกาะ Pyke ให้เป็นผู้นำ และตระกูล Greyjoy กับตระกูล Tully ก็เป็นตระกูลแรกๆที่สวามิภักดิ์ต่อ Aegon และเขาได้ตอบแทนตระกูล Tully ให้เป็นเจ้าศักดินาแห่ง Riverlands และให้ลอร์ดตระกูลอื่นๆที่อยู่ตามแม่น้ำ Trident สวามิภักดิ์ต่อตระกูล Tully



นี่คือ นี่คือ Balerion มังกรของ Aegon Targaryen นะครับ




The Submission of Crackclaw Point

เนื่องด้วยการเสียชีวิตของ Harren the Black แห่งปราสาท Harrenhal Aegon จึงส่งตัวน้องสาว ราชินี Visenya เพื่อเรียกร้องให้พวกลอร์ดแห่งคาบสมุทร Crackclaw Point ยอมจำนน พวกลอร์ดเข้าใจสถานการณ์ว่าพวกเขาคงไม่มีโอกาสเอาชนะได้แน่ ดังนั้นพวกเขาจึงวางดาบไว้แทบเท้าเธอ Visenya ได้ตอบรับพวกเขาเป็นพวกเดียวกันกับเธอ และเธอบอกพวกเขาว่าไม่จำเป็นต้องสวามิภักดิ์กับเธอ แต่จงสวามิภักดิ์กับบัลลังก์เหล็ก พวกเขาจึงยอมศิโรราบกับเธออย่างไม่มีความหวาดหวั่น เพื่อเป็นการตอบแทนเธอได้สัญญากับพวกเขาว่าพวกเขาจะได้รับที่ดินหรือศักดินาโดยตรงจาก Targaryen

Conquest of the Stormlands

ในทางตะวันออก Orys Baratheon เพื่อนสนิทของ Aegon ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นพี่น้องต่างบิดามารดานอกสมรสกับ Aegon ได้นำทัพเข้าโจมตี Storm’s End ด้วยความช่วยเหลือจาก Rhaenys และมังกรของเธอ Meraxes กษัตริย์ Argilac ผู้เย่อหยิ่ง ชื่อของเขาจะเป็นการพิสูจน์เรื่องราวถัดไปนี้ได้อย่างดี แทนที่เขาจะหลบภัยอยู่หลังกำแพงของปราสาท เขากับเลือกที่จะสู้รบบนพื้นราบ ซึ่งเขามั่นใจว่าเขาจะคว้าชัยชนะมาได้แน่นอน การสู้รบได้เกิดขึ้นและ Orys Baratheon สามารถสังหาร Argilac ได้ในการต่อสู้แบบตัวต่อตัว หลังจากการสู้รบ Argella Durrandon ลูกสาวของ Argilac ประกาศตัวเองว่าจะเป็นราชินีแห่ง Storm’s End และจะยังคงปกครองปราสาทแห่งนี้ต่อไป อย่างไรก็ตามกองทหารของ Storm’s End ได้ยอมจำนนหลังและพวกเขาได้นำตัวเธอมาให้กับ Orys และจับถอดเปลือยกับล่ามโซ่เอาไว้ แต่ต่อมา Orys ก็สวมเสื้อให้เธอ Aegon ที่หนึ่งจึงยกที่ดิน สัญลักษณ์ชูธง ปราสาท เป็นการตอบแทนแห่งชัยชนะของเขา รวมถึง Orys ได้แต่งงานกับลูกสาว และเป็นจุดเริ่มต้นของตระกูล Baratheon ณ ปราสาท Storm’s End



Conquest of the Westerlands and the Reach

หลังจากที่มีการแยกการสู้รบ ณ แห่งต่างๆ พวก Targaryen และมังกรของพวกเขาได้มาพบกันที่เมือง Stoney Sept เพื่อไปรวมตัวกันเป็นทัพขนาดใหญ่ในทางตะวันตก กษัตริย์ Loren Lannister แห่ง The Rock และกษัตริย์ Mern ที่เก้า แห่ง The Reach ได้จับมือเป็นพันธมิตรและรวมกองทัพของพวกเขาเป็นกองทัพที่มีขนาดใหญ่เพื่อเผชิญหน้ากับพวก Targaryen กองทัพของพวกเขามีจำนวน 55,000 นาย ในจำนวน 5,000 คนเป็นอัศวินขี่ม้า ขณะที่ฝั่ง Targaryen มีจำนวนคนเพียงแค่ 10,000 คนเท่านั้น และไม่รู้อีกว่าใน 10,000 คนนั่นจะมีความจงรักภักดีและมีความน่าเชื่อถือรึป่าว การสู้รบเกิดขึ้นและทางฝั่งกองทัพของ Targaryen มีความเสียเปรียบและย่ำแย่

ด้วยกองกำลังที่มีขนาดเล็กทำให้ตกอยู่ในอันตรายและอ่อนแอ Aegon และน้องสาวจึงเคลื่อนทัพมังกรสามตัวพร้อมกันทีเดียว เปลวไฟของมังกรที่ผสานกันทำให้ศัตรูบนสนามรบถูกขจัดไปอย่างมากมาย ผู้คนต้องสังเวยชีวิตไปมากกว่า 4,000 คน (รวมถึงกษัตริย์ Mern และทายาทของเขา) และการสู้รบครั้งนี้ถูกตั้งชื่อว่า “สนามรบแห่งเปลวเพลิง”



หลังจากที่กษัตริย์ Loren ถูกจับตัว เขายอมศิโรราบต่อ Targryen เขาจึงถูกแต่งตั้งให้เป็นลอร์ดแห่งปราสาท Casterly Rock และได้กลายเป็นผู้ดูแลทางตะวันตกคนแรก ด้วยการเสียชีวิตของกษัตริย์ Mern Aegon จึงยอมรับการจำนนของ Harlen Tyrell คนรับใช้ของกษัตริย์ Mern และเขาก็แต่งตั้ง Harlen ให้เป็นเจ้าศักดินาหรือลอร์ดแห่ง The Reach เรื่องนี้ทำให้ตระกูล Florent โกรธแค้นมาก เพราะพวกเขามีเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูล Gardener มากกว่าพวก Tyrell แต่ Aegon ก็ไม่สนใจ




Conquest of the North

ชาวเหนือที่นำโดย Torhen Stark กษัตริย์แห่งแดนเหนือ ได้เคลื่อนทัพลงทางใต้มายัง Riverlands ทำให้ Aegon หยุดเคลื่อนทัพลงทางใต้ชั่วคราวและรวบรวมทัพและมังกรขึ้นไปยังริมแม่น้ำ Red Fork แห่งแม่น้ำ Trident ทางตะวันออกของปราสาท Riverrun กษัตริย์ Torhen ตั้งใจที่จะเข้าร่วมในการสู้รบกับ Aegon แต่เมื่อเขาเห็นกองทัพและมังกร ทำให้ Torhen ตระหนักได้ว่านั่นเป็นความโง่เขลาและเขาก็ยอมจำนนและยอมศิโรราบต่อ Aegon กษัตริย์ Aegon จึงแต่งตั้งให้ Torhen เป็นลอร์ดแห่งแดนเหนือและลอร์ดแห่ง Winterfell


Conquest of the Vale

ผู้นำแห่งตระกูล Arryn และกษัตริย์แห่งภูผาและหุบเขา คือเด็กหนุ่ม Ronnel Arryn แต่เขาอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ แม่ของเขา Sharra Arryn ปกครองแทนในฐานะผู้สำเร็จราชการ เธอได้ส่งกองทัพขนาดใหญ่ไปยังประตู Bloody Gate ตรงทางเข้าของ Vale ส่วนเธอไปหลบภัยที่ Eyrie เพื่อความปลอดภัย Visenya Targaryen ได้ขี่หลัง Vhagar มังกรของเธอไปยังสนามหญ้าของปราสาท Eyrie Sharra จึงวิ่งออกมาจากปราสาทเพราะเห็นลูกชายเธอได้ขอนั่งบนหลังมังกรของ Visenya พอ Sharra ได้เห็นมังกรเข้า เธอจึงยอมรับความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์ Aegon และกษัตริย์หนุ่มก็ได้ขี่บนหลังมังกร




Battle with Dorne

Rhaenys ได้นำทัพในการบุกรุก Dorne เพื่อที่จะรักษาความมั่นคงทางแดนใต้สุด กองทัพได้เคลื่อนผ่านเทือกเขา Red Mountain แต่ชาว Dorne ได้เรียนรู้ความผิดพลาดจากเหตุการณ์ในสนามรบแห่งเปลวเพลิงและที่ Harrenhal พวกเขาจึงไม่สู้รบแบบเปิดเผยหรือซ่อนตัวอยู่ในปราสาท พวกเขาได้โจมตีขบวนเสบียง สู้รบแบบกองโจร และสลายตัวกันไปก่อนที่มังกรจะมาถึง

Rhaenys พบแต่ฐานของพวก Dorne เพราะพวก Dorne หลบหนีออกกันไปหมดแล้ว ทิ้งแต่พวกคนแก่และคนป่วย ทำให้ Rhaenys จึงรู้สึกท้อแท้และเธอก็มุ่งหน้าไปยังปราสาท Sunspear ที่มั่นของตระกูล Martell ทันที Rhaenys ได้ขอให้เจ้าหญิง Mariya ยอมจำนน แต่ Mariya บอกกลับไปว่า “ที่นี่คือ Dorne” “พวกเจ้าไม่เป็นที่ต้องการ ณ ที่แห่งนี้ กลับไปซะ” Rhaenys ตอบกลับไปว่าเธอจะกลับพร้อมกับ “ไฟและเลือด” แต่ Mariya ก็ตอบกลับไปแบบง่ายๆว่า “ไม่ก้มหัว ไม่อ่อนข้อ ไม่แตกสลาย (Unbowed Unbent Unbroken)” อันเป็นคำขวัญประจำตระกูล Martell พวก Targaryen จึงถอนกำลังจาก Dorne และปล่อยที่แห่งนี้ไป เพราะไม่สามารถยึดดินแดนแห่งนี้ได้ Aegon ก็เห็นด้วยที่ให้ถอนกำลังออกจาก Dorne และก็ปล่อยให้ Dorne เป็นประเทศอิสระ




Conquest of Oldtown

เมื่อมีข่าวการขึ้นฝั่งของ Aegon และน้องสาวมายังเมือง Oldtown High Septon ได้สวดมนต์เป็นเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืนอยู่ข้างในโบสถ์ Starry Sept จากนั้นเขาได้ประกาศว่าเทพเจ้าทั้งเจ็ดจะไม่ยอมให้ใครมาขัดขวางพวก Targaryen เพราะเทพหญิงชรา (Crone) ได้แสดงให้เห็นว่าถ้าทำอย่างงั้น จะทำให้เกิดความเสียหายมหาศาลต่อเมือง Oltown ด้วยเปลวเพลิงของมังกร ลอร์ดแห่งตระกูล Hightower เป็นชายผู้เคร่งทางศาสนา เขาได้รับฟังคำพยากรณ์จาก High Septon และรักษากำลังไว้อยู่ในเมือง และเมื่อ Aegon เคลื่อนทัพมาถึงเมือง Oldtown เขาจึงยอมเปิดประตูให้ Aegon เข้ามา และยอมจำนนต่ออำนาจของ Aegon จากนั้น High Septon จึงเจิม Aegon และก็ยอมรับเขาสถานะกษัตริย์ของ Aegon ใน Westeros

จากตอนนี้กษัตริย์ Aegon Targaryen ที่หนึ่ง ได้ครอบครอง 6 อาณาจักรจากเจ็ดอาณาจักร เขาเป็นที่รู้จักกันในนามว่า Aegon ผู้พิชิต (Aegon the Conqueror) Aegon ได้ประกาศให้สร้างปราสาท Red Keep และเมืองหลวงแห่งใหม่ King’s Landing อยู่ตรงบริเวณที่เขายกพลขึ้นบกทางชายฝั่งของ Westeros จากนั้น Aegon ก็หลอมดาบของคนที่ต่อต้านเขาจำนวนมากมายเป็นบัลลังก์ หรือที่เรียกกันว่า บัลลังก์เหล็ก (Iron Throne) เป็นเครื่องเตือนใจของคนที่จำนนต่อ Targaryen ส่วน Dorne เป็นดินแดนเดียวที่ไม่ถูกพิชิตและถูกยอมรับว่าเป็นดินแดนที่มีตระกูล Martell แห่งปราสาท Sunspear เป็นผู้มีอำนาจในการปกครองสูงสุด และ Aegon ได้อุทิศตนชีวิตที่เหลือในการรวมอาณาจักรของเขาเป็นหนึ่งเดียว




นี่คือแผนผังต้นไม้ของราชวงศ์ Targaryen นะครับ เอาไว้ใช้ต่อไปจนจบเรื่อง




Faith Militant Uprising

ในปี 37AC หลังจากการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ Aegon Targaryen ที่หนึ่ง ศาสนาของเทพเจ้าทั้งเจ็ดได้คัดค้านต่อการขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์ Aenys Targaryen ที่หนึ่ง เพราะเขาเกิดมาจากการสมสู่ร่วมสายเลือด ซึ่งเป็นบาปในสายตาของเทพเจ้าทั้งเจ็ด เมื่อ Aenys ครองบัลลังก์และเป็นกษัตริย์อยู่ตอนนี้ คณะทหารของเทพเจ้าทั้งเจ็ด Faith Militant ได้ลุกฮือปฏิวัติต่อต้านอำนาจของราชวงศ์ Targaryen กษัตริย์ Aenys ที่หนึ่งได้แสดงความไร้ประสิทธิภาพในการรับมือวิกฤตการณ์และในการทำสงครามส่วนมากเป็นการรับผิดชอบของน้องชายและทายาท Maegor Targaryen ที่หนึ่ง และเขาคอยรับใช้ Aenys ในฐานะพระหัตถ์ของกษัตริย์



Aenys I Targaryen เป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอ เขาชอบงานศิลปะมากกว่าการรบ หลังครองบัลลังก์ได้ 5 ปีเขาก็เสียชีวิต พี่ชายต่างแม่ Maegor I Targaryen ขึ้นครองบัลลังก์สืบแทน Maegor เป็นนักรบเต็มตัว เป็นคนโหดร้าย เขาจัดการการกบฏอย่างโหดเหี้ยม ไม่มีการประณีประนอม ฝ่ายกบฏล้มตายมากมาย แต่แม้จะใช้วิธีรุนแรงอย่างไรก็ตาม การกบฏก็ยังคงดำเนินต่อไปตลอด 6 ปีของการครองบัลลังก์ของเขา Maegor จึงคิดวิธีการอันแข็งกร้าวเพื่อขยี้พวกกบฏให้สิ้นซาก ด้วยการตั้งค่าหัวของพวกคณะทหาร เหรียญทองมังกรแก่ผู้ที่ถลกหนังหัวเหล่าคณะทหาร Warrior’s Son เหรียญเงินรูปกวางสำหรับผู้ที่ถลกหนังหัวกลุ่มพวก Poor Fellows ได้ และเขาได้สั่งสลายกลุ่มของกองทหารลงและสั่งห้ามไม่ให้มีการรวมกลุ่มหรือจับอาวุธขึ้นอีก ความโหดร้ายของ Maegor ทำให้เขาได้รับสมญานามว่า "Maegor the Cruel" เมื่อ Maegor สิ้นพระชนม์ Jaehaerys I Targaryen ลูกชายของกษัตริย์ Aenys I Targaryen ได้ครองบัลลังก์สืบแทน Jaehaerys เป็นคนประณีประนอม เขาเสนอการนิรโทษกรรมต่อฝ่ายกบฏ ซึ่งในที่สุดก็ทำให้การกบฏจบลงได้ในที่สุด กองทัพศาสนาถูกยกเลิกไปในที่สุด Jaehaerys ได้รับการยกย่องในความสำเร็จเป็นอย่างมาก จนได้รับสมญานามว่า "the Conciliator" ยุคสมัยของ Jaehaerys ถือเป็นยุคทองของ Westeros บ้านเมืองสงบสุข ประชาชนมีความสุข Jaehaerys ครองบัลลังก์อยู่ 55 ปี ยาวนานที่สุดในบรรดากษัตริย์ตระกูล Targaryen ทั้งหมด




Death of the Dragons

หลังจากการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ Jaeherys Targaryen ที่หนึ่ง หลานชายของเขา Viserys Targaryen ที่หนึ่งเป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์ต่อจากเขา Viserys ปกครองบ้านเมืองได้เป็นอย่างดียกเว้นเรื่องการแต่งงาน เขาแต่งตั้งให้ลูกสาว Rhaenyra เป็นทายาทของเขา แต่ความปรารถนาของเขาถูกท้าทายอำนาจจากผู้บัญชาการองครักษ์กษัตริย์ Ser Criston the Kingmaker ผู้ที่ได้รับฉายาจากการสวมมงกุฎให้แก่ Aegon Targaryen ที่สอง ลูกชายของ Viserys ที่เกิดจากการแต่งงานครั้งที่สอง ตรงจุดนี้จึงทำให้เกิดสงครามจากการสืบทอดสันตติวงศ์ขึ้น ซึ่งเรียกเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า “การร่ายรำของเหล่ามังกร (Dance of the Dragons)” ลูกสาว Rhaenyra ถูกมังกร Sunfyre ของ Aegon Targaryen ที่สองเผาตาย อย่างไรก็ตาม Aegon ที่สอง ได้รับบาดเจ็บอย่างหนักและเขาก็ได้สิ้นใจตั้งแต่วัยยังหนุ่ม ซึ่งทำให้ Aegon Targaryen ที่สาม ลูกชายของ Rhaenyra ได้ครองบัลลังก์เหล็ก



ผลลัพธ์หลังสงครามครั้งนี้ทำให้วงศาคณาญาติของ Targaryen เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และมังกรส่วนมากก็ตายลงในช่วงสงคราม ความสูญเสียของสงครามครั้งนั้นทำให้ราชวงศ์ Targaryen มีแต่ความอ่อนแอ ตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งนั้นราชวงศ์ Targaryen ได้ดัดแปลงการสืบทอดทายาทโดยลูกคนแรก ด้วยการตั้งให้ลูกสาวที่มีเชื้อสายของตระกูลไปวางอยู่ลำดับท้ายสุดของการสืบทอดบัลลังก์ แม้แต่การสืบทอดจากญาติพี่น้อง ผู้สืบทอดที่เป็นเพศหญิงก็จะต้องถูกวางอยู่ลำดับท้ายสุด




Incoporating Dorne

ตั้งแต่การต่อต้านกษัตริย์ Aegon Taragryen ที่หนึ่งของตระกูล Martell เจ้าชายแห่ง Dorne ได้ปกครองผืนแผ่นดินในฐานะผู้มีอำนาจสูงสุดแห่งอาณาจักรมาตลอด จนปี 157AC กษัตริย์ Daeron Targaryen ที่หนึ่ง ลูกชายคนโตอายุ 14 ปี ของกษัตริย์ Aegon Targaryen ที่สาม เขาได้ตัดสินใจที่จะยุติเรื่องนี้ลง แม้ว่าเขาจะยังเยาว์วัยและไม่มีมังกร แต่เขาก็ปราบชาว Dorne ได้ในการบุกรุกครั้งนี้ อย่างไรก็ตามทั้งเขาและกองทหารกว่า 40,000 คน ต้องมาเสียชีวิตลงในการปราบพวกกบฏ เขาสิ้นพระชนม์ตอนอายุเพียงแค่อายุ 18 ปี โดยไม่มีผู้สืบสกุล

ลูกชายคนที่สองของกษัตริย์ Aegon ที่สาม คือ Baelor Targaryen ที่หนึ่ง หรือ Baelor ผู้ศักดิ์สิทธิ์ (Baelor the Blessed) ผู้ถูกฝึกฝนให้เป็นนักบวชหรือ Septon เขาเป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์ สิ่งแรกที่เขาทำคือการผูกสันติภาพกับ Dorne ด้วยการให้ลูกพี่ลูกน้องของเขา เจ้าชาย Daeron แต่งงานกับเจ้าหญิง Myriah Martell เขาเป็นบุคคลที่ประชาชนจดจำได้เป็นอย่างดี แต่เมสเตอร์และคนอื่นๆที่เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ต่างๆก็นึกถึงความศรัทธาทางศาสนาอันแรงกล้าของเขาในฐานะที่เป็นผู้ทำลาย Baelor มีพระหัตถ์คือ Viserys ลุงของเขา Viserys เคยปกครองและรวมอาณาจักรเข้าเป็นหนึ่งเดียวในช่วงที่ Daeron ทำสงคราม ส่วน Baelor ก็จะคอยสวดมนต์ในฐานะนักบวช

ในรัชสมัยของ Baelor เขาได้ขังสามสาวพี่น้องของเขาไว้ในห้องใต้หลังคาของปราสาท Red Keep เนื่องจากพวกเขามีความคิดในเรื่องของกามารมณ์ ซึ่งต่อมาห้องใต้หลังคาถูกตั้งชื่อว่า “Maidenvault” โดยเท่าที่ทราบมีรายละเอียดของ Daena Targaryen ที่มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับลูกพี่ลูกน้องของเธอ Aegon Targaryen ที่สี่เท่านั้น เมื่อกษัตริย์ Baelor สิ้นพระชนม์ โดยไม่มีทายาทในปี 171AC ลุงของเขาก็ได้สืบทอดราชบัลลังก์ในฐานะกษัตริย์ Viserys Targaryen ที่สอง หลังจากช่วงเวลาในรัชสมัยของเขาผ่านไปช่วงสั้นๆ Aegon Targaryen ที่สี่ หรือ Aegon ผู้ไม่คู่ควร (Aegon the Unworthy) ลูกชายของ Viserys ที่สอง ได้สืบทอดราชบัลลังก์ ในช่วงเวลาที่เขามีลูกชาย Daeron Targaryen ที่สอง เป็นช่วงที่ Dorne ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิ Targaryen และ Daenerys Targaryen ที่หนึ่ง ลูกสาวของ Aegon ที่สี่ก็ได้แต่งงานกับเจ้าชาย Maron Martell




House Blackfyre

เป็นตระกูลชั้นสูงที่สาบสูญไปจากดินแดน Crownlands ตระกูล Blackfyre เป็นตระกูลที่เกิดจากการแตกสาขาย่อยของตระกูล Targaryen ก่อตั้งโดย Daemon Blackfyre ลูกนอกสมรสที่ถูกต้องตามกฎหมายของกษัตริย์ Aegon Targaryen ที่สี่ ตระกูลนี้ถูกตั้งชื่อตามชื่อดาบของ Aegon Tagaryen ที่หนึ่ง




The Blackfyre Pretenders

กษัตริย์ Aegon Targaryen ที่สี่ มีเมียน้อยหลายคนและมีลูกนอกสมรสหลายคน ลูกคนโตสุดที่เกิดจากเจ้าหญิง Daena มีคุณสมบัติของ Targaryen ที่โดดเด่น เขาเติบโตขึ้นมาเป็นอัศวินที่ดูมีอนาคตดี เขาได้รับดาบที่มีนามว่า Blackfyre ซึ่งเป็นดาบของ Aegon Targaryen ที่หนึ่งที่สืบทอดกันมา ตัวใบดาบทำจากเหล็กกล้า Valyrian ซึ่งต่อมานามของเขาที่เป็นที่รู้จักกันคือ Daemon Blackfyre ก่อนที่กษัตริย์ Aegon ที่สี่จะสิ้นพระชนม์ เขาได้ทำให้ลูกนอกสมรสที่เกิดจากเขาทั้งหมดถูกต้องตามกฎหมายและวางตำแหน่งการสืบทอดราชบัลลังก์ต่อจากลูกแท้ๆของเขาคือ Daeron Targaeryen ที่สอง

รูปด้านล่างคือกษัตริย์ Aegon IV Targaryen



ครั้งหนึ่งลูกนอกสมรสของกษัตริย์ Aegon ที่สี่ คนหนึ่ง Aegor Rivers หรือ Bittersteel เขาไม่ชอบขี้หน้า Daeron เขาไม่เคยสนว่า Daeron จะมีนิสัยเป็นยังไง เขาเริ่มแพร่ข่าวด้วยพรายกระซิบว่า Daeron ไม่ใช่ลูกแท้ๆของ Aegon ที่สี่ แต่เขาเป็นลูกชายของ Aemon Targaryen น้องชายของ Aegon ที่สี่ ซึ่งทำให้ Daeron รู้สึกสงสัยต่อสิทธิ์อันชอบธรรมของตัวเองในการปกครอง

รูปด้านล่างคือ Daemon Blackfyre



ต่อมาเจ้าหญิง Daenerys Targaryen น้องสาวของ Daeron ได้แต่งงานกับเจ้าชาย Maron Martell ทำให้ Daemon Blackfyre รู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างมาก ด้วยเหตุผลนี้ Daeron และกลุ่มผู้สนับสนุนจึงเริ่มก่อการปฏิวัติต่อต้านการปกครองของ Daeron Targaryen ที่สอง แต่ Baelor Targaryen ที่สองและ Maekar Targaryen ที่หนึ่งลูกชายของ Daeron และ Brynden Rivers หรือ Bloodraven น้องชายที่เป็นลูกนอกสมรสของ Daeron ได้รับมือกับพวกกบฏ Daemon Blackfyre ถูกสังหารโดย Bloodraven ในการสู้รบแห่งทุ่งหญ้าสีแดง (Battle of the Redgrass Field) และ Bittersteel ก็ถูกขับเนรเทศข้ามทะเลแคบไปยังทวีป Essos ซึ่งเป็นที่ๆเขาก่อตั้งกลุ่มทหารรับจ้าง Golden Company โดยตั้งในนามของ Blackfyre ลูกชายของกษัตริย์แห่ง Westeros ทำให้เจ้าชาย Baelor ที่สองถูกแต่งตั้งให้เป็นพระหัตถ์รวมถึงเป็นทายาทสืบสกุล

รูปด้านล่างคือ Bittersteel หรือ Aegor Rivers



แต่เขาได้เสียชีวิตลงในปี 209AC ในการไต่สวนโดยเทพเจ้าทั้งเจ็ดที่งานทัวร์นาเม้นท์ ณ เมือง Ashford ซึ่งเขาได้ต่อสู้กับน้องชาย Maekar ที่หนึ่ง เพื่อเป็นเกียรติแก่อัศวินพุ่มไม้ (Hedge Knight) ซึ่งมีนามว่า Dunk ส่วน Aerion Brightflame ลูกชายของ Maekar ถูกเนรเทศหลังจากการไต่สวน และ Maekar ก็ให้ลูกชายอีกคนนามว่า Aegon Targaryen ที่ห้าหรือชื่อเล่นว่า “Egg” ให้ไปเป็นอัศวินรับใช้ของ Dunk เพื่อถูกสอนให้รู้จักเกียรติและความถ่อมตน ในช่วงรัชสมัยของ Daeron ที่สอง เขาได้สร้างปราสาท Summerhall ณ ดินแดน Dornish Marches ที่มั่นของ Targaryen แห่งที่สามนับจากปราสาท Dragonstone ปราสาท Red Keep ในเมืองหลวง

รูปด้านล่างคือกษัตริย์ Daeron Targaryen II




The Great Spring Sickness

ในช่วงปี 207AC ได้เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปกว่าหลายหมื่นคน ซึ่งตามเมืองใหญ่ได้รับผลกระทบมากที่สุดทั้งในเมือง Lannisport เมือง Oldtown และโดยเฉพาะเมืองหลวง King’s Landing ซึ่งผู้คนเสียชีวิตไปกว่าสี่ในสิบ คนที่แข็งแรงตื่นขึ้นมาตอนเช้า แต่ตอนเย็นก็ตายลง เพราะโรคระบาดครั้งนี้แพร่ขยายเร็วมาก

ยกเว้น Vale of Arryn และ Dorne ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดครั้งใหญ่นี้ เพราะถนนที่เป็นทางเข้ารวมถึงท่าเรือถูกปิดตาย อัศวินพุ่มไม้ Dunk และอัศวินรับใช้ Egg ทั้งสองคนอยู่ใน Dorne พวกเขาจึงไม่ได้รับผลกระทบอะไร เชื้อโรคไม่เคยสนว่ามนุษย์จะเป็นใคร มนุษย์จะอยู่ชนชั้นไหนของสังคมไม่ว่าจะสูงหรือต่ำ ด้วยเหตุนี้ทั้งกษัตริย์ Daeron ที่สองสิ้นพระชนม์ รวมไปถึงพระหัตถ์ ทายาทของเขาทั้งสอง (เจ้าชาย Valarr และเจ้าชาย Matarys) รวมถึงเหล่าคณะทางศาสนาที่อยู่ในเมืองหลวง King’s Landing ทั้งหมด

รูปด้านล่างคืออัศวินพุ่มไม้ Dunk และอัศวินรับใช้ Egg




The Great Council

เนื่องจากการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ Daeron ที่สอง ทำให้ลูกชายคนรอง Aerys Targaryen ที่หนึ่ง เป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์ และแต่งตั้ง Bloodraven (Brynden Rivers) ลุงของเขาเป็นพระหัตถ์ จากควันหลงของเหตุการณ์บ้านเมือง Aerys ได้เพิกเฉยต่อปัญหาเหล่านั้นทั้งหมดทั้ง โรคระบาด ความแห้งแล้ง การค้าขายที่ย่ำแย่ลง การโจรกรรม รวมไปถึงการปล้นสะดมของ Dagon Greyjoy ขณะที่ Bloodraven กำลังรับมือกับปัญหาการก่อกบฏของ Blackfyre ที่กลับมาอีกครั้ง ซึ่งมี Bittersteel เป็นตัวยุยง ต่อมาปี 221AC น้องชายคนสุดท้องของ Aerys หรือ Maekar Targaryen ที่หนึ่งได้สืบทอดราชบัลลังก์ และจับตัว Bloodraven ลุงของเขาไปขังคุกใต้ดินในปราสาท Red Keep

รูปด้านล่างคือ Bloodraven



ส่วนทางด้านทวีป Essos ตระกูล Blackfyre ได้ดำเนินการก่อกบฏต่อฝั่งราชวงศ์ Targaryen อย่างต่อเนื่อง ในปี 233AC กษัตริย์ Maekar ได้เข้าสู้รบกับพวกกบฏซึ่งคาดเดาได้เลยว่าเป็นพวกกลุ่มสนับสนุนตระกูล Blackfyre แน่นอน

รูปด้านล่างคือกษัตริย์ Maekar Targaryen ที่หนึ่ง



เรื่องราวของความโชคร้ายและความหายนะต่อราชวงศ์ Targaryen ที่กินเวลามาหลายปีได้ดำเนินมาถึงจุดสูงสุดเมื่อกษัตริย์ Maekar ที่หนึ่งสิ้นพระชนม์ ทำให้การแต่งตั้งตำแหน่งกษัตริย์ใน*สภาใหญ่ (Great Council) อ้อมผ่านไปยังลูกชายคนที่ 4 ของกษัตริย์ Maekar นั่นคือ Aegon Targaryen ที่ห้า หรือ Egg นั่นเองและเขาได้รับฉายาว่า “กษัตริย์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น (Unlikely)” เพราะพ่อเขาเป็นลูกชายคนที่สี่และเขาเป็นลูกชายคนที่สี่ จริงแล้วๆ Aemon Targaryen พี่ชายคนที่สามของ Aegon จะต้องเป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์ แต่เขาปฏิเสธตำแหน่งเพราะเขาเป็นเมสเตอร์ ซึ่งเมสเตอร์จะสาบานว่าไม่สืบทอดตำแหน่งใดๆรวมถึงการมีภรรยา Aemon ได้เดินทางไปอยู่ที่กำแพงกับหน่วย Night’s Watch ในฐานะเมสเตอร์ ซึ่งเขาก็คือเมสเตอร์ Aemon ชายแก่ตาบอดที่เรารู้จักนั่นเอง และกษัตริย์ Aegon ได้ปล่อยตัว Bloodraven ให้ติดตามเมสเตอร์ Aemon ไปอยู่ที่กำแพงและเขาได้รับตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการของที่นั่น ส่วนตำแหน่งพระหัตถ์กษัตริย์ Aegon ได้แต่งตั้ง Dunk หรือ Ser Duncan อัศวินพุ่มไม้เป็นพระหัตถ์ของเขา

รูปด้านล่างคือกษัริย์ Aegon Targaryen ที่ห้า



*สภาใหญ่ (Great Council) เป็นสภาที่ถูกตั้งขึ้นเมื่อการสืบทอดทายาทไม่มีความชัดเจน จากการสืบทอดตำแหน่งต่อจากกษัตริย์ Maekar ที่หนึ่ง เขามีลูกรวมหกคน ลูกชายคนโตสุด เจ้าชายขี้เมา Daeron เขาเป็นคนเร่ขายโสเภณีอันเสเพลและเขาได้เสียชีวิตจากโรคซิฟิลิสที่ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ ลูกชายคนที่สอง Aerion Brightflame เป็นคนที่โหดเหี้ยมอำมหิต เขาเสียชีวิตจากการดื่ม Wildfire เพราะเขาเชื่อว่าถ้าดื่มมันลงไปจะทำให้เขากลายร่างเป็นมังกรได้ ลูกชายคนที่สาม Aemon Targaryen เขาก็เป็นเมสเตอร์อยู่ที่กำแพง ดังนั้นตำแหน่งจึงตกทอดมายังลูกชายคนที่สี่ นั่นคือ Aegon Targaryen ที่ห้านั่นเอง

รูปด้านล่างคือ Aemon Targaryen หรือ Maester Aemon แห่งหน่วย Night's Watch




War of the Ninepenny Kings

ในเวลาต่อมากษัตริย์ Aegon ได้ส่งกำลังไปที่หมู่เกาะ Stepstone เพื่อไปจัดการ Maelys Blackfyre หรือเป็นที่รู้จักกันว่า สัตว์ประหลาด Maelys สมาชิกแห่งตระกูล Blackfyre คนสุดท้าย อัศวินที่ไปร่วมศึกครั้งนี้มี Ser Barristan Selmy และ Brynden Tully ซึ่งพวกเขาได้ฝ่าผ่านกลุ่มทหารรับจ้าง Golden Company ที่มี Maelys Blackfyre เป็นหน้ากลุ่มและ Ser Barristan ก็สังหาร Maelys แห่งตระกูล Blackfyre คนสุดท้ายได้ในที่สุดในการต่อสู้แบบตัวต่อตัวและเป็นการยุติการแอบอ้างการสืบทอดราชบัลลังก์ของตระกูล Blackfyre อีกทั้งยังเป็นการยุติการก่อภัยคุกคามต่อเจ็ดอาณาจักร




Tragedy of Summerhall

Aerys เป็นลูกชายของเจ้าชาย Jaehaerys ซึ่งเจ้าชาย Jaehaerys เป็นบุตรคนที่สองของกษัตริย์ Aegon ที่ห้า ขณะตอนที่เขาเป็นวัยรุ่น Aerys แต่งงานกับน้องสาวของเขา Rhaella ตามธรรมเนียมการสมสู่ร่วมสายโลหิต (incest) ของราชวงศ์ Targaryen การแต่งงานถูกจัดเตรียมโดย Aegon ที่ห้า หรือปู่ของเขาซึ่งมีแรงจูงใจจากคำทำนายที่หลานชายของเขาจะเกิดมาตาม*คำพยากรณ์ “The Prince that was Promised.” หรือ “เจ้าชายที่ถูกสัญญา” ซึ่งสองพี่น้องที่แต่งงาน ไม่ได้มีความรักต่อกันเลย

รูปด้านล่างคือ Jaehaerys II Targaryen



กษัตริย์ Aegon Targaryen ที่ห้าได้รับแรงจูงใจจากคำทำนายที่หลานชายของเขาจะเกิดมาตาม*คำพยากรณ์ “The Prince that was Promised.” หรือ “เจ้าชายที่ถูกสัญญา” ทำให้เขาจับหลานชาย Aerys ที่สองแต่งงานกับ Rhaella น้องสาวของ Aerys ส่วน Rhaelle ลูกสาวของ Aegon ได้แต่งงานกับตระกูล Baratheon และ Duncan ลูกชายของ Aegon ได้ละทิ้งบัลลังก์เพื่อจะได้ไปอยู่กับคนรัก Jenny of Olstones ในเวลาต่อมาที่ปราสาท Summerhall เกิดการไฟไหม้ทำให้ทั้งกษัตริย์ Aegon และลูกชาย Duncan เสียชีวิต ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นถูกเรียกว่า “โศกนาฏกรรมแห่ง Summerhall (Tragedy of Summerhall)” การสืบทอดราชบัลลังก์จึงตกเป็นของ Jaehaerys Targaryen ที่สอง ลูกชายของ Aegon ผู้ที่มีอาการขี้โรค เขาปกครองได้ไม่กี่ปีก็สิ้นพระชนม์ในปี 262AC ทำให้ Aerys Targaryen ที่สองลูกชายของ Jaehaerys เป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์




เรื่องราวในครึ่งหลังจะเป็นการเล่าถึงช่วงรัชสมัยของกษัตริย์ Aerys ที่สองผ่านมุมมองสามคนนะครับ

1. King Aerys III Targaryen
2. Prince Rhaegar Targaryen
3. Lady Lyanna Stark

ซึ่งจากเนื้อหาข้างบนจะปูเนื้อหาไปสู่สงครามครั้งใหญ่ คือการก่อกบฏของ Robert หรือสงครามผู้ช่วงชิง (War of Usurpers)
ซึ่งนำมาสู่การล่มสลายของราชวงศ์ Targaryen นั่นเอง โดยเนื้อหาจะเรียงตามนี้นะครับ

1. War of Usurpers
2. Turning Points
3. Combatants
4. Courses of War
- Battle of Summerhall
- Battle of Ashford
- Battle of the Bells
- Wildfire Plot
- Battle of Trident
- Sack of King's Landing
- Siege of Storm's End
- Showdown at the Tower of Joy
- Assault of Dragonstone




Aerys II Targaryen



Aerys Targaryen ที่สอง หรือที่เรียกกันว่า ราชาวิกลจริต เป็นราชาลำดับที่ 17 และเป็นคนสุดท้ายของราชวงศ์ Targaryen ที่นั่งบนบัลลังก์เหล็กก่อนการล่มสลายของราชวงศ์ เขาปกครองตั้งแต่ปี 262AC จนถึงปี 283AC

Aerys ได้สัญญาต่อประชาชนตอนต้นรัชสมัยว่า เขาจะนำพาความสันติสุขและความรุ่งเรืองสู่เจ็ดอาณาจักร แต่ต่อมาพฤติกรรมของ Aerys ก็ได้ดิ่งลงเหวเนื่องจากความวิกลจริตที่สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์การลุกฮืออันโด่งดังที่เรียกกันว่า Defiance of Duskendale ซึ่งเขาได้กักขังนักโทษกบฏเป็นเวลานานหลายเดือน หลังจากนั้นอาการความหวาดระแวงและความอำมหิตของเขาก็ไม่สามารถควบคุมได้

ในช่วงวัยรุ่น Aerys เป็นคนที่มีเสน่ห์ จิตใจดี กล้าหาญและมีความหล่อเหลา แม้ว่าเขาจะโมโหง่ายในระดับหนึ่ง แต่ยิ่งเขาแก่ตัวลง เขายิ่งเป็นคนขี้สงสัย ริษยา โหดเหี้ยม และมีอารมณ์เดือดพล่านได้ง่าย

หลังจากเหตุการณ์ Defiance of Duskendale พฤติกรรมนิสัยของ Aerys ก็ยิ่งชัดเจน เขาเริ่มที่จะมองเห็นสิ่งต่างๆหรือการกระทำที่เกิดขึ้นเป็นทฤษฎีสมคบคิดที่อาจเป็นภัยคุกคามอยู่ตลอด เขาจึงได้คิดค้นบทลงโทษที่ซาดิสม์สำหรับคนที่เขาคิดไปเองว่าเป็นศัตรูของเขา ต่อมา Aerys เริ่มหลงใหลในเรื่องของไฟที่มันแผดเผาอย่างแรงกล้าจนเขารู้สึกเหมือนถูกกระตุ้นอารมณ์ทางเพศเมื่อมองดูการเผาคนทั้งเป็นจนตาย และการแต่งงานของ Aerys กับ Rhaella Targaryen น้องสาว เขาไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย

ในช่วงบั้นปลายชีวิต ความวิกลจริตของ Aerys ได้ทำให้ร่างกายของเขาเสื่อมโทรมจนเขามีอายุขัยเพียงแค่ 40 ปี แต่รูปร่างของเขาดูเหมือนคนแก่ อีกทั้งเขาเป็นคนที่กินอาหารน้อยมากเนื่องจากกลัวโดนวางยาพิษจนทำให้ร่างกายของเขาซูบผอม

หลังจากที่เขามักโดนกรีดตามตัวจากบนบัลลังก์เหล็กอยู่บ่อยๆ เขาเริ่มที่จะเป็นโรคกลัวของมีคม และสั่งห้ามไม่ให้ใครพกของมีคมตอนที่เขาอยู่ไม่ว่าจะเป็นของอะไรก็ตาม แม้แต่เล็บกับผมของเขาก็ยังไม่เคยตัดเลย เล็บมือของเขายาวถึงเก้านิ้วจนทำให้เล็บมีรอยแตกและมีสีเหลือง หนวดเคราของเขาไม่เคยโกนและไม่ทำความสะอาดเลย ผมสีทองเงินของเขาที่พันยุ่งเหยิงกันได้ยาวลงมาถึงเอว แขนและขาของเขามีสะเก็ดแผลและรอยแผลที่โดนกรีดจากบนบังลังก์เหล็ก




Early Life

Aerys เป็นลูกชายของเจ้าชาย Jaehaerys ซึ่งเจ้าชาย Jaehaerys เป็นบุตรคนที่สองของกษัตริย์ Aegon ที่ห้า ขณะตอนที่เขาเป็นวัยรุ่น Aerys แต่งงานกับน้องสาวของเขา Rhaella ตามธรรมเนียมการสมสู่ร่วมสายโลหิต (incest) ของราชวงศ์ Targaryen การแต่งงานถูกจัดเตรียมโดย Aegon ที่ห้า หรือปู่ของเขาซึ่งมีแรงจูงใจจากคำทำนายที่หลานชายของเขาจะเกิดมาตามคำพยากรณ์ “The Prince that was Promised.” หรือ “เจ้าชายที่ถูกสัญญา” ตามคำกล่าวอ้างของ Ser Barristan Selmy ที่อยู่ในงานแต่งตอนนั้น เขาบอกว่าสองพี่น้องที่แต่งงาน ไม่ได้มีความรักต่อกันเลย

ในปี 259AC Rhaella ได้ให้กำเนิดบุตรชายคนแรกและทายาท คือเจ้าชาย Rhaegar เขาเกิดมาพร้อมกับเลือดและความเศร้าโศก โดยหมายถึงว่าเขาเกิดมาในช่วงภัยพิบัติที่รู้จักกันในนามว่า “โศกนาฏกรรมแห่งซัมเมอร์ฮอลล์ (Targedy of Summerhall) ” ที่ Aegon ที่ห้า ปู่ของเขา เจ้าชาย Duncan ลุงของเขา และคนอื่นๆถูกไฟไหม้ตายในปราสาท Jaehaerys พ่อของ Aerys ปกครองได้ปกครองเพียงสามปีก่อนที่เขาจะสิ้นใจ Aerys จึงกลายเป็นกษัตริย์ Aerys ที่สอง

ต่อมากษัตริย์ Aerys และ Rhaella ได้ให้กำเนิดบุตรคนที่สองคือ Viserys และบุตรสาวสุดท้องเพียงคนเดียวคือ Daenerys แม้ว่าบุตรสองคนนี้จะกำเนิดหลังจากการตายขอกษัตริย์ Aerys ก็ตาม




Early Reign

รัชสมัยของกษัตริย์ Aerys เริ่มต้นในปี 262AC ด้วยคำมั่นสัญญาว่าจะนำพาความสันติสุขและความรุ่งเรืองสู่เจ็ดอาณาจักร ในช่วง 10 กว่าปีแรก เป็นช่วงเวลาที่มีแต่ความสันติสุข อาณาจักรก็กำลังฟื้นคืนจากอุบัติการณ์โศกนาฏกรรมแห่ง Summerhall ในอาณาจักรมีแต่ความเข้มแข็งและเจริญรุ่งเรือง อย่างไรก็ตามมีปัญหาภายในอาณาจักรบางอย่างเกิดขึ้น ที่ทำให้อุปนิสัยของกษัตริย์ Aerys เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

ในรัชสมัยของพ่อและปู่ของเขา ภายในวังหลวงที่ King’s Landing มีแต่พวกคนแก่หัวโบราณและอนุรักษ์นิยม ในรัชสมัยของ Aerys เขาจึงทำการเปลี่ยนแปลงโดยการแทนที่พวกหัวเก่าด้วยคนรุ่นใหม่ที่มีใบหน้าละอ่อนและมีความสามารถโดดเด่น กษัตริย์ Aerys รู้สึกประทับใจขุนนางหนุ่ม Lord Tywin Lannister ที่สามารถรับมือและปราบกบฏใน Casterly Rock ที่มั่นของตระกูล Lannister ลงได้ กษัตริย์ Aerys จึงแต่งตั้ง Lord Tywin ให้เป็นพระหัตถ์ของเขา

อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์ Aerys และ Tywin มีความซับซ้อนอยู่เรื่อยมา ตอนกษัตริย์ Aerys ยังเป็นเจ้าชายอยู่ เขาได้ตกหลุมรัก Joanna Lannister สาวสวยที่กำลังจะแต่งงานกับ Tywin และยังเป็นลูกพี่ลูกน้องกันอีก จนกระทั่งงานแต่งงานของ Tywin กับ Joanna กษัตริย์ Aerys ได้ดื่มเหล้าในงานเลี้ยงจนเมามาย จนเขาเล่นมุกตลกให้ Tywin ฟังว่ามันช่างน่าเสียดายจริงๆที่*ธรรมเนียม First Night จะถูกทำลายไปและสองคนพวกเจ้าก็มาหลับนอนกันอย่างดูดดื่ม จึงเป็นที่กล่าวกันว่า Tywin ยังไม่เคยลืมพฤติกรรมของ Aerys เลย



Aerys ได้นึกแค้นเสียใจต่อ Tywin ตลอดกาล ไม่ใช่เพราะเขาไร้ความสามารถ แต่มันตรงข้ามกันต่างหาก Tywin ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเป็นนักปกครองชั้นเยี่ยม และในฐานะพระหัตถ์เขายังมีชื่อเสียงที่โหดร้ายจนเป็นที่รู้จักและผู้คนให้ความเคารพเขากันอย่างกว้างขวางมากจนเรื่องราวข่าวลือที่มีชื่อเสียงต่างๆที่เกิดขึ้นมักจะตกเป็นของ Tywin ไม่ใช่ Aerys ที่คนๆนี้เนี่ยแหละที่เป็นผู้ปกครองอาณาจักรตัวจริง ด้วยเหตุนี้ Ser Ilyn Payne หัวหน้าองครักษ์ของลอร์ด Tywin โดนตัดลิ้นตามคำสั่งของกษัตริย์ Aerys เนื่องจาก Aerys มักได้ยินข่าวลือของ Tywin ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยความริษยาของ Aerys ทำให้ความเชื่อใจที่มีต่อ Tywin ได้ลดลง

ในปี 276AC Lord Tywin ได้จัดแสดงการแข่งขันที่เมือง Lannisport ใน Casterly Rock เพื่อเป็นเกียรติแก่กษัตริย์ ที่นั่น Tywin ได้เสนอการแต่งงานระหว่าง Cersei ลูกสาวของเขากับ Rhaegar ลูกชายคนโตของกษัตริย์ แต่อย่างไรก็ตามด้วยความหวาดกลัวของ Aerys ที่มีต่ออำนาจและความทะเยอทะยานของ Tywin ทำให้เขาปฏิเสธข้อเสนออย่างไม่ไยดี และได้พูดว่า Tywin ก็เป็นได้ไม่เกินขี้ข้าของกษัตริย์และไม่มีลูกสาวขี้ข้าคนไหนที่เหมาะจะแต่งงานกับเจ้าชายที่มีสายเลือดราชวงศ์หรอก การแข่งขันจึงจบลงแบบไม่มีงานเลี้ยงฉลองและ Aerys ก็ได้เดินทางกลับเมืองหลวงด้วยบรรยากาศที่ไม่เป็นมิตร จนถึงตอนนี้ Tywin ก็ยังไม่เคยลืมคำเหยียดหยามนี้เลย




The Defiance of Duskendale



ประมาณปี 276AC Lord Denys Darklyn แห่งเมือง Duskendale ได้สั่งระงับการจ่ายภาษีท่าเรือให้แก่กษัตริย์ เนื่องจากอิทธิพลของ Selera ภรรยาชาว Myrish ทำให้ Aerys ตัดสินใจจัดการปัญหาเหล่านี้ด้วยตัวเองเพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าเขาก็สามารถรับมือสถานการณ์นี้ได้ โดยไม่ต้องพึ่งความช่วยเหลือจากพระหัตถ์ แต่การตัดสินใจในเหตุการณ์ครั้งนี้จะส่งผลตรงกันข้ามที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง

กษัตริย์ Aerys ได้ยกกำลังขนาดเล็กที่นำโดยองครักษ์กษัตริย์เพียงคนเดียวไปยังเมือง Duskendale เพื่อจับกุมและประหารชีวิต Lord Denys แต่ด้วยความหวั่นวิตกของลอร์ดแห่ง Duskendale ทำให้เขาได้จับตัวกษัตริย์เป็นนักโทษ เมื่อ Lord Tywin รู้เรื่องเข้า เขาจึงตัดสินแก้ไขวิกฤติครั้งนี้ด้วยตัวเอง โดยการรวมทัพทหารและเข้าไปยึดเมือง Duskendale จนเป็นเหตุการณ์ที่รู้จักกันในนามว่า Defiance of Duskendale ณ ตอนนั้น สถานการณ์ยังมีการคุมเชิงกันอยู่เป็นเวลากว่าหกเดือน จนกระทั่ง Denys ได้ขู่ที่จะประหารชีวิตของกษัตริย์ Aerys ทำให้ Tywin ได้เริ่มที่จะโจมตีเมือง Duskendale และในที่สุดองครักษ์กษัตริย์ Ser Barristan Selmy ได้เข้าแทรกซึมและสามารถช่วยเหลือกษัตริย์ได้ในที่สุด

Lord Denys ได้ยอมจำนนและร้องขอความเป็นธรรม ด้วยความโกรธแค้นของ Aerys ทำให้เขาได้สั่งตัดหัวทันที แต่กระนั้นความโกรธแค้นของเขาก็ยังไม่ลดลงไป เขาได้สั่งให้ตระกูล Darklyn ต้องถูกทำลายพินาศพร้อมกับตระกูล Dollard ที่อยู่ฝั่งเดียวกัน สมาชิกของทั้งสองตระกูลถูกทำโทษด้วยการทรมานที่เจ็บปวดมากก่อนจะถูกเผาทั้งเป็น ยกเว้นเด็กคนหนึ่ง Dontos Dallard ที่ Ser Barristan ได้ร้องขอชีวิตให้แก่เด็กคนนี้



รูปด้านล่างคืออัศวินตกอับ Dontos Tallard คนที่ให้สร้อยคอ Sansa นั่นเองครับ



จากเหตุการณ์ Defiance of Duskendale ได้ทำให้ Aerys เริ่มมีอาการวิกลจริต เนื่องจากเขาเคยถูกกักขังอยู่ในคุกใต้ดินมานาน ทำให้เขาปฏิเสธที่จะออกจากปราสาท Red Keep เป็นเวลาหลายปี ความริษยาและความขี้สงสัยของเขาได้ตกลึกไปสู่อาการหวาดระแวงและเขาได้ก็มีอาการหลงผิด (delusion) โดยสมบูรณ์ มองเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องของการทรยศ กษัตริย์ Aerys จึงไม่เชื่อใจภรรยา ลูก และโดยเฉพาะพระหัตถ์อีกต่อไป เพราะ Aerys รับรู้ว่าพวกเขาทั้งหมดได้ละทิ้งเขาไปจากเหตุการณ์ในเมือง Duskendale ต่อมา Aerys ได้ยินชื่อเสียงทางพรสวรรค์ของ Varys ในเรื่องที่เขาเป็นนายหน้าด้านข้อมูลข่าวสารจากทวีป Essos เขาจึงแต่งตั้ง Varys ให้เป็นหัวหน้าที่ปรึกษาทางด้านการสืบข้อมูลราชการลับหรือ Master of Whisperer ในสภาเล็ก (Small Council) เขาเชื่อว่าชาวต่างแดนคนนี้จะไม่แก่งแย่งแข่งขันจงรักภักดีกับชนชั้นสูงคนอื่นใน Westeros ที่เขาคิดว่าชนชั้นสูงพวกนั้นเป็นภัยคุกคามต่อตัวเอง

กษัตริย์ Aerys เริ่มที่จะเป็นคนโหดเหี้ยม เอาแต่ใจ อีกทั้งยังชื่นชอบและลุ่มหลงไฟมากขึ้น โดยเฉพาะสารที่ติดไฟได้ง่ายอย่าง Wildfire เขาจึงเริ่มใช้ Wildfire ในการประหารชีวิตเหล่าคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกทรยศ ตอนกลางคืนเขาและภรรยาได้นอนหลับแยกห้องกันและตอนกลางวันทั้งสองคนจะต่างคนต่างอยู่ กษัตริย์ Aerys มักจะชอบพูดถึงสิทธิ์การแต่งงานหลังจากการประหารชีวิตด้วยการเผาทั้งเป็นอยู่เสมอ คือการข่มเหงภรรยาของเขาตอนหลับนอนอย่างทารุณ



ความสัมพันธ์ของกษัตริย์ Aerys กับ Lord Tywin เริ่มเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความริษยาของเขาต่อการแต่งงานของ Lord Tywin กับ Joanna Lannister แม้ว่า Tywin จะยังคงคาดหวังให้ลูกสาวของเขา Cersei Lannister แต่งงานกับเจ้าชาย Rhaegar Targaryen แต่สองปีต่อมา Aerys ได้เลือกที่จะผูกความสัมพันธ์กับ Dorne ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ด้วยการจับเจ้าชาย Rhaegar แต่งงานกับ Elia Martell (น้องสาวของเจ้าชาย Doran Martell และพี่สาวของเจ้าชาย Oberyn Martell) ต่อมา Aerys ได้แต่งตั้ง Jaime Lannister ลูกชายคนโตของ Lord Tywin ให้เป็นองครักษ์กษัตริย์ซึ่งมีอายุน้อยที่สุดตั้งแต่ที่เคยมีมา ทั้ง Tywin และ Jaime เชื่อว่าการกระทำของ Aerys ไม่ใช่เป็นการให้เกียรติแต่เป็นการเหยียดหยามตระกูล Lannister ซึ่ง Aerys ตั้งใจที่จะเพิกถอนตำแหน่งของ Tywin และแต่งตั้งตำแหน่งให้ลูกชายซึ่งเปรียบเสมือนว่าเขาได้จับ Jaime เป็นตัวประกันในเรื่องของความจงรักภักดีนั่นเอง ด้วยความโกรธแค้น Lord Tywin จึงลาออกจากตำแหน่งและกลับไปยัง Casterly Rock กษัตริย์ Aerys จึงได้แต่งตั้ง Lord Owen Merreyweatherให้เป็นพระหัตถ์คนใหม่แทน แต่ Lord Owen คนนี้เป็นคนที่มีความสามารถไม่ค่อยถึงตามคุณสมบัติของพระหัตถ์ที่ควรมี แต่นั่นเป็นความเต็มใจของเขาเองที่ทำแบบนั้น เช่นการจัดงานฉลองอย่างฟุ่มเฟือยอยู่บ่อยครั้งและการประจบประแจงกษัตริย์อย่างเสมอต้นเสมอปลาย




Lyanna Stark



Lyanna Stark เป็นน้องสาวของ Lord Eddard Stark และเธอได้หมั้นหมายกับ Robert Baratheon เพื่อนในวัยเด็กของ Lord Eddard เมื่อ Lyanna ถูกเจ้าชาย Rhaegar Targaryen ลักพาตัว ทำให้กลายเป็นการจุดชนวนของเหตุการณ์การก่อกบฏของ Robert (Robert’s Rebellion) และนำไปสู่การล่มสลายของราชวงศ์ Targaryen

Lyanna ถูกพรรณนาว่าเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นคนที่งดงาม ด้วยผมสีดำ นัยน์ตาสีเทาและใบหน้าเรียวยาวของเธอซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของตระกูล Stark ครั้งหนึ่ง Lord Eddard หรือ เน็ด เคยพูดว่าเธอมีความคล้ายคลึงกับพี่ชายคือมีสายเลือดหมาป่า ซึ่งมีนิสัยที่หัวแข็ง ดื้อรั้น กล้าหาญและอารมณ์ร้อน Ned ยังเปรียบเทียบน้องสาวกับ Arya ลูกสาวทอมบอยของเขาว่ามีความเหมือนกันทั้งรูปลักษณ์และบุคลิกนิสัย และ Ned ยังพูดอีกด้วยว่า Lyanna อาจจะได้ถือดาบถ้าพ่อของพวกเขายินยอม (การถือดาบหมายถึงการเป็นนักรบหรืออัศวินซึ่งมีแต่เพศชายเท่านั้นที่เป็นได้) Lyanna ชอบขี่ม้าเหมือนชาวเหนือทั่วไป และเป็นคนที่มีทักษะในการขี่ม้าอย่างดีเลิศ Lady Barbley Dustin เคยบอกว่าทั้ง Brandon และ Lyanna รักการขี่ม้ามาก เธอยังเคยเปรียบเทียบทั้งสองคนเหมือน Centaur อีกด้วย Roose Bolton เคยอ้างว่า Lyanna ครึ่งตัวของเธอนี่เป็นม้าไปแล้ว และ Lyanna ยังโปรดปรานดอกกุหลาบเหมันต์สีน้ำเงินที่ขึ้นอยู่ใน Winterfell



Robert Baratheon หลงใหล Lyanna อย่างมาก และก็ยังคงรักเธอมากๆด้วยแม้ว่าเธอจะสิ้นใจไปมากกว่าสิบปีก็ตาม จนถึงจุดที่ทำให้ความสัมพันธ์ของ Robert กับ Cersei Lannister หลังแต่งงานมีแต่ความตึงเครียด อย่างไรก็ตามเน็ดชี้ว่า Robert ไม่เคยรัก Lyanna เลยจริงๆ และบอกว่าทั้งสองอาจจะไม่เข้ากันและอยู่ร่วมกันไม่ได้เหมือนอย่าง Robert ที่ชอบนั่งคิดนั่งฝันอยู่คนเดียว ขณะที่ Robert เชื่อว่า Lyanna อาจจะไม่มีวันแข็งขืนต่อเขาเหมือนที่ Cersei ทำเลยแม้แต่น้อย เน็ดยังพูดอีกว่า Robert ยังมองและรัก Lyanna ที่ความสวยเท่านั้น และเขาก็ไม่เคยจดจำความกล้าหาญและความแข็งแกร่งที่เธอมีอยู่เลย เรื่องงานแต่ง Lyanna ก็ไม่ค่อยให้ความสนใจเท่า Robert เลย เธอยังเคยบอกเน็ดด้วยว่าความรักของ Robert ที่มีให้ต่อเธอก็ไม่สามารถปกป้องการนอกใจของเขาหลังการแต่งงานได้หรอก

Arya Stark มีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกับ Lyanna ตามที่เน็ดเคยบอก Margaery ก็ยังเคยถูกพูดถึงว่ามีความคล้ายคลึงกับ Lyanna ด้วย ครั้งหนึ่งที่เมืองหลวง King’s Landing นั้น Renly Baratheon น้องชายของ Robert ได้ขอให้ Lord Eddard ช่วยตรวจสอบภาพวาดขนาดเล็กรูป Margaery ในสไตล์การวาดแบบเมือง Myr เขาต้องการให้ช่วยดูว่ารูปนี้มีความคล้ายคลึงกับ Lyanna รึป่าว แต่ Lord Eddard ดูยังไงๆก็มองไม่เห็นว่าสองคนนี้จะมีจุดเชื่อมที่คล้ายกันเลย Kevan Lannister เคยนึกถึง Lyanna ว่าเป็นผู้หญิงที่ดูดุร้าย แต่ผิวของเธอดูซีดเมื่อเทียบกับหลานสาว Cersei Lannister



ครั้งหนึ่ง Bran Stark ลูกชายของ Lord Eddard เห็นนิมิตผ่านต้น Heart Tree ใน Winterfell ในนิมิตเขาเห็นเด็กสองคนกำลังดวลดาบกันด้วยกิ่งไม้ หนึ่งในนั้นเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูคล้าย Arya แต่ดูสูงกว่า และแก่กว่าเด็กผู้ชายอีกคนหนึ่ง เธอเอาสามารถเอาชนะเด็กผู้ชายคนนั้นได้ด้วยการฟันกิ่งไม้เข้าที่ต้นขา เด็กผู้ชายจึงเสียการทรงตัวและตกลงไปในบ่อน้ำและเริ่มสาดน้ำกับร้องตะโกน เด็กผู้หญิงคนนั้นจึงเตือนให้เขาเงียบและบอกว่าหรืออยากให้ Old Nan หญิงรับใช้ไปฟ้องพ่อล่ะ จากนั้นเธอจึงคุกเข่าและดึงเด็กผู้ชายขึ้นมาจากบ่อน้ำ แต่ว่าทันใดนั้นนิมิตของ Bran ก็เปลี่ยนไปเป็นเรื่องอื่น ทำให้ Bran ไม่สามารถเห็นนิมิตของสองคนนี้ได้อีก ซึ่งจากนิมิตบอกเป็นนัยๆได้ว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นคือ Lyanna ส่วนเด็กอีกคนหนึ่งคือน้องชายของเธอ Benjen Stark

ตอนที่ Lyanna อยู่ใน Winterfell พ่อของเธอตั้งใจจะหมั้นหมายให้แต่งงานกับ Robert ในคืนนั้น Lyanna ได้บอกพี่ชาย Eddard ที่กำลังเป็นห่วงความคิดของเธอบางอย่างเกี่ยวกับ Robert ว่า Robert จะไม่หลับนอนกับผู้หญิงแค่คนเดียวแน่ เธอเคยได้ยินว่า Robert มีลูกสาวนอกสมรสใน Vale of Arryn ที่มีชื่อว่า Mya Stone แต่ Eddard ก็ยังพยายามโน้มน้าวเธอว่าสิ่งที่ Robert เคยทำก่อนการหมั้นหมายเป็นเรื่องไม่สำคัญแล้วและเขาก็สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้แน่นอน แต่ Lyanna ก็มินำพา




Harrenhal

ตอนงานทัวร์นาเม้นท์ที่ Harrenhal นั้น Lyanna ได้พบกับ Howland Reed (พ่อของ Meera และ Jojen) ที่กำลังถูกพวกอัศวินรับใช้สามคนรังแก เธอจึงตะคอกไปว่า “คนที่พวกเอ็งเตะนั่นน่ะคือคนของพ่อข้าโว้ย!!!” และเธอก็จัดการพวกนั้นด้วยดาบที่ใช้ในการแข่งขัน พวกอัศวินจึงวงแตกและ Lyanna ก็ได้พาชายที่กำลังบาดเจ็บอยู่ไปยังที่หลบซ่อนในเต็นท์ เธอได้ทำความสะอาดแผลและพันแผลด้วยผ้าลินิน และตอนนั้น Lyanna ได้พาเขามาแนะนำตัวกับสามพี่น้องของเธอได้แก่ Brandon Stark หมาป่าผู้ดุร้าย Eddard Stark หมาป่าผู้เงียบสงบ และ Benjen Stark ลูกหมาป่า

ตอนเย็นวันนั้น Lyanna ได้ชักชวน Howland ให้เข้าร่วมงานเลี้ยงที่เป็นเครื่องแสดงถึงการเริ่มงานทัวร์นาเม้นท์ เธอยืนกรานว่าเขาก็เป็นชนชั้นสูงและก็มีสิทธิ์อันชอบธรรมพอที่เข้าร่วมงานเลี้ยงอย่างคนอื่นๆได้เช่นกัน และเธอก็ไม่ปฏิเสธสิ่งที่พูดไปง่ายๆแน่ ต่อมา Benjen ได้หาชุดเสื้อผ้าให้ Howland ใส่ และภายใน Harrenhal Howland ก็ได้ดื่มและกินกับพวก Stark ในระหว่างช่วงงานเลี้ยงเจ้าชาย Rhaegar นักดนตรีที่มีชื่อเสียง ได้ขับบทเพลงอันไพเราะและท่วงทำนองที่เศร้าโศกถึงกับทำให้ Lyanna ร่ำไห้หลั่งน้ำตา Benjen จึงหยอกเย้าเธอให้หยุดร้องไห้ Lyanna จึงยกแก้วไวน์ราดหัวน้องชายตัวเอง



ในระหว่างงานเลี้ยงฉลอง Lyanna เห็นอัศวินรับใช้สามคนและจำพวกนั้นได้ คนหนึ่งรับใช้อัศวินส้อมเสียบแห่งตระกูล Haigh อีกคนรับใช้อัศวินเม่นแห่งตระกูล Blount และอีกคนรับใช้อัศวินหอคอยคู่แห่งตระกูล Frey เธอได้ชี้ตัวไปที่พวกนั้น Benjen อาสาจะหาเกราะให้ Howland สวมใส่ในกรณีที่เขาอยากท้าต่อสู้กับพวกนั้น ตอนกลางคืน Howland ได้นอนหลับในเต็นท์ของ Eddard ในช่วงงานทัวร์มาเม้นท์สองวันแรก อัศวินส้อมเสียบ อัศวินเม่น และอัศวินหอคอยคู่ แต่ละคนสามารถเอาชนะนักสู้ในการแข่งขันได้ แต่ตอนนั้นอัศวินแห่งต้นไม้ผู้ขบขันซึ่งปิดบังใบหน้าตัวเอง (Knight of Laughing Tree) ได้ท้าต่อสู้และสามารถเอาชนะอัศวินทั้งสามคนได้ และได้ยึดม้าและเกราะของพวกเขา เมื่อสามหน่อที่พ่ายแพ้ไปตะกี้ต้องการทวงของๆพวกเขาคืน อัศวินได้ประกาศเงื่อนไขว่าพวกเขาจะต้องสอนพวกอัศวินรับใช้ของพวกเขาให้รู้จักเกียรติและศักดิ์ศรี สามหน่อจึงได้ลงโทษพวกอัศวินรับใช้อย่างเด็ดขาด ซึ่งในภายใต้หน้ากากของอัศวินผู้นั้นยังไม่ทราบที่แน่นอนว่าเป็นใครระหว่าง Howland Lyanna หรือพวก Stark คนอื่นๆ

ในระหว่างงานทัวร์นาเม้นท์ มีอัศวินลึกลับคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นและได้เรียกร้องความสนใจจากคนที่อยู่ที่นั่น Robert Baratheon และ Richard Lonmouth ได้ตัดสินใจที่จะกระชากหน้ากากอัศวินลึกลับคนนั้น ขณะที่กษัตริย์ Aerys แน่ใจว่าชายคนนั้นคือศัตรูของเขาแน่นอน เช้าวันต่อมาอัศวินลึกลับคนนั้นได้หายตัวไป ทำให้ Aerys โกรธมากและเขาได้ส่งตัวเจ้าชาย Rhaegar ให้ไปตามหาอัศวินที่หายตัวไป แต่เจ้าชายกลับพบเพียงแค่โล่เท่านั้น ในงานทัวร์นาเม้นท์เจ้าชาย Rhaegar สามารถเอาชนะการแข่งขันได้หลายต่อหลายครั้งและเขาได้เซอร์ไพรส์ต่อผู้คนที่อยู่ในงานด้วยการสวมมงกุฎให้แก่ Lyanna ในฐานะราชินีแห่งความรักและความงดงาม โดยไม่แยแสภรรยาของตัวเอง ส่วน Robert Baratheon ที่อยู่ในตอนนั้นก็เล่นมุกตลกให้ Jon Arryn และ Eon Hunter ฟังเพราะคิดว่ามันเป็นแค่เรื่องล้อเล่นเท่านั้น ตามที่ Lord Eddard จำได้ วันนั้นเจ้าชาย Rhaegar สามารถเอาชนะ Brandon Stark Yohn Royce Arthur Dayne และ Barristan Selmy ได้ ตอนนั้นผู้ชนะแห่งงานทัวร์นาเม้นท์เจ้าชาย Rhaegar ได้ขี่ม้าผ่านภรรยาของเขา Elia Martell และวางดอกกุหลาบเหมันต์สีน้ำเงินบนตักของ Lyanna เพื่อเป็นเกียรติแก่ราชินีแห่งความงดงาม ทันใดนั้นรอยยิ้มของผู้คนทั้งหมดก็ได้จางหายไป (all the smiles died) วันนั้น Barristan Selmy ได้บ่นตัวเองที่เขาพ่ายแพ้ต่อเจ้าชาย ไม่งั้นเขาอาจจะสวมมงกุฎให้แก่ Ashara Dayne ผู้หญิงที่ตนรักก็ได้




Rhaegar Targaryen



เจ้าชาย Rhaegar มีรูปร่างสูง หล่อเหลา นัยน์ตามีสีม่วงเข้ม และมีผมสีเงินตามแบบฉบับตระกูล Targaryen หลายคนมักพูดกันว่าเจ้าชายมีความหล่อเหลาและมีความโฉมงาม เจ้าชาย Rhaegar เป็นคนที่มีสติปัญญาเหลือล้นและมีความสามารถยอดเยี่ยมในเรื่องใดก็ตามที่เขาสนใจและเอาใจใส่ เขาเป็นนักดนตรีที่มีพรสวรรค์และเป็นอัศวินที่มีทักษะชำนาญ เป็นที่กล่าวกันว่าปกติเจ้าชาย Rhaegar เป็นคนเงียบ ชอบอยู่สันโดษ และเป็นหนอนหนังสือ บางครั้งเจ้าชาย Rhaegar หน้าตาจะดูเศร้าโศก เนื่องจากเขาเป็นคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมใน Summerhall เพราะเขาเกิดมาพร้อมกับเลือดและความโศกเศร้า

ขณะที่ Robert Baratheon มักจะชอบดูแคลนเจ้าชาย แต่คนอื่นๆมักจะให้ความเคารพต่อเขาโดยเฉพาะพวกชนชั้นสูง Targaryen องครักษ์กษัตริย์ Ser Barristan Selmy มักจะคิดว่าเจ้าชาย Rhaegar อาจจะเป็นคนที่ดีเหนือกว่าคนอื่นในหลายๆด้าน น้องสาวของเจ้าชาย Rhaegar หรือ Daenerys Targaryen มักจะถูกเปรียบเทียบกับเจ้าชายซึ่งหมายถึงคำชื่นชมอยู่บ่อยๆ Eddard Stark มักจะจดจำเจ้าชาย Rhaegar ว่าเป็นคนประเภทที่มีนิสัยเป็นกลาง ส่วนคนที่มีความรู้สึกต่อเจ้าชาย Rhaegar แบบรักโรแมนติกประกอบไปด้วย Cersei Lannister และ Jon Connington



เจ้าชาย Rhaegar เป็นลูกชายคนแรกของกษัตริย์ Aerys และราชินี Rhaella เขาเกิดในปี 259AC วันเดียวกับการเกิดโศกนาฏกรรมที่ Summerhall ตอนวัยเด็กเจ้าชาย Rhaegar เป็นคนที่ชอบอ่านหนังสืออย่างหมกมุ่นจนถึงจุดที่เขารับนิสัยจากหนังสือที่เขาชอบอ่าน เขากลายเป็นนักรบทีมีชื่อเสียง แม้ว่าเริ่มแรกเจ้าชายดูเหมือนไม่มีแนวโน้มที่จะมีนิสัยชอบการต่อสู้เลย อย่างไรก็ตามเขาก็มีแรงจูงใจในการออกไปต่อสู้ในสนามรบเนื่องจากเขาได้รับอิทธิพลมาจากหนังสือที่เขาชอบอ่านนั่นเอง

ตอนอายุ 17 ปี เจ้าชาย Rhaegar ได้รับการแต่งตั้งเป็นอัศวิน และในตอนนั้นเขาก็ยิ่งเป็นนักสู้ที่มีทักษะและความสามารถมากยิ่งขึ้น ทำให้เจ้าชาย Rhaegar กลายเป็นอัศวินที่มีชื่อเสียงในการแข่งขันทัวร์นาเม้นท์อยู่เสมอ แม้ว่าเขาแทบจะไม่ได้เข้าแข่งขันเลยก็ตาม แต่เขาก็ไม่เคยรักการร่ายรำดาบและบทเพลงแห่งดาบเหมือนกับ Robert Baratheon และ Jaime Lannister เป็นที่กล่าวกันว่าเจ้าชาย Rhaegar รักพิณมากกว่าที่เขารักหอกเสียอีก

เจ้าชาย Rhaegar มักจะชอบไปเยี่ยมเยียนปราสาท Summerhall ที่เป็นซากปรักหักพังไปแล้วอยู่บ่อยๆ และเขาจะชอบไปเล่นพิณอยู่ที่นั่น เมื่อกลับมาเขาก็จะขับเพลงที่มีความไพเราะงดงามจนทำให้สตรีที่ร้องไห้สามารถหยุดหลั่งน้ำตาได้ ในงานทัวร์นาเม้นท์ที่เมือง Lannisport ชาวบ้านในเมืองนั้นส่งเสียงเชียร์ Lord Tywin ดังพอๆกับกษัตริย์ Aerys แต่เมื่อเจ้าชาย Rhaegar ปรากฏตัวออกมา ชาวบ้านส่งเสียงเชียร์ดังมากกว่าใครๆ ตอนจบงานกษัตริย์ Aerys ได้ปฏิเสธข้อเสนอการหมั้นระหว่าง Cersei กับเจ้าชาย Rhaegar ของ Lord Tywin อัศวินรับใช้ของเจ้าชาย Rhaegar คือ Myles Mooton และ Richard Lonmouth และหลังจากที่เจ้าชายได้แต่งตั้งพวกเขาเป็นอัศวิน พวกเขาก็ยังเป็นเพื่อนร่วมทางกันต่อไป เจ้าชาย Rhaegar มีเพื่อนอยู่คนหนึ่งคือ Jon Connington แต่เพื่อนที่สนิทและเก่าแก่ที่สุดคือ Ser Arthur Dayne

เนื่องจากสมาชิกทางสมาชิกทางสายเลือดของราชวงศ์ Targaryen มีจำนวนน้อยลง เมื่อเจ้าชาย Rhaegar อายุถึงเกณฑ์ ไม่มีสมาชิกร่วมสายเลือดคนไหนเลยที่จะแต่งงานกับเขา กษัตริย์ Aerys ที่ยังไม่วิกลจริตตอนนั้น ได้มอบหมายให้ Steffon Baratheon ลูกพี่ลูกน้องของเขา ไปหาเจ้าสาวให้แก่เจ้าชาย Rhaegar แต่ปัญหาที่ Steffon พบคือเมื่อไปค้นหาคนที่มีสายเลือด Valyrian ในทวีป Essos ปรากฏว่าไม่มีใครที่มีสายเลือดนั้นอยู่เลย อีกทั้งเขาก็ยังไม่สามารถหาผู้หญิงที่มีเชื้อสายชนชั้นสูงพอที่คู่ควรกับเจ้าชายอีกด้วย

ต่อมาเจ้าชาย Rhaegar ได้แต่งงานกับเจ้าหญิง Elia Martell แห่ง Dorne ซึ่งพวกเขาได้ให้กำเนิดบุตรสองคนเป็นลูกสาว Rhaenys และลูกชาย Aegon เนื่องจากสุขภาพที่อ่อนแอของเจ้าหญิง Elia ทำให้เธอต้องนอกพักอยู่บนเตียงกว่าครึ่งปีหลังจากที่ให้กำเนิด Rhaenys และเกือบเสียชีวิตหลังจากที่ให้กำเนิด Aegon ซึ่งเมสเตอร์ได้บอกเจ้าชาย Rhaegar ว่าเจ้าหญิงไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้อีกต่อไป เมสเตอร์ Aemon จำได้ว่าเจ้าชาย Rhaegar เข้าใจผิดที่ Aegon ลูกชายของเขาเป็น “เจ้าชายที่ถูกสัญญา (the prince that was promised)” ตามคำพยากรณ์




War of Usurpers (Robert's Rebellion)



หลังจากงานทัวร์นาเม้นท์ Lyanna ได้ถูกเจ้าชาย Rhaegar ลักพาตัวไปด้วยความช่วยเหลือ Arthur Dayne และ Oswell Whent ตามเนื้อเรื่องที่ Robert เล่า เจ้าชาย Rhaegar ได้ลักพาตัวและข่มขืนเธอ Barristan เชื่อว่าเจ้าชาย Rhaegar รักท่านหญิง Lyanna แม้ว่าความรักครั้งนั้นจะส่งคนหลายพันคนเข้าไปตายก็ตาม Viserys Targaryen น้องชายของ Rhaegar เคยบอกว่าเขาไม่มีความสุขกับการแต่งงานเลย ถ้า Rhaegar มีความสุขกับ Elia เขาคงไม่ต้องการ Lyanna หรอก และ Viserys ยังเคยบ่นว่าน้องสาวของตัวเอง Daenerys Targaryen เกิดมาช้าเกินไป ไม่งั้นก็คงได้แต่งงานกับ Rhaegar พี่ชายของเธอไปแล้ว แต่ Daenerys ก็ตอบกลับไปว่า Viserys ไม่ใช่ผู้หญิง ไม่งั้นก็อาจจะได้แต่งงานกับเจ้าชาย Rhaegar ไปแล้วก็ได้ Viserys ก็เลยทำร้ายเธออย่างรุนแรง Cersei Lannister ที่ตกหลุมรักเจ้าชาย Rhaegar เชื่อว่าสาเหตุที่เธอไม่ได้แต่งงานเป็นเพราะความวิกลจริตของ Aerys ซึ่งนำไปสู่การปฏิเสธคำขอการแต่งงาน Cersei คิดว่าถ้าเพียงเธอได้แต่งงานกับเจ้า Rhaegar ตามที่พระเจ้าดลบันดาล เขาอาจจะพึงพอใจในตัวเธอโดยไม่เหลียวไปมอง Lyanna แม้แต่น้อย




Turning Point

ระหว่างที่ Brandon Stark พี่ชายคนโตของ Lyanna เดินทางไปยัง Riverrun เขาได้รับข่าวการหายตัวไปของน้องสาว ทำให้เขามุ่งหน้าไปยังเมืองหลวง King’s Landing แทน Brandon ได้เดินเข้าไปในปราสาท Red Keep กับพรรคพวกจำนวนไม่มากนักประกอบไปด้วย Ethan Glover Jeffory Mallister Kyle Royce และ Elbert Arryn เขาได้ตะโกนคำรามเรียกชื่อ “Rhaegar” ให้ออกมาและตายซะ แต่ปรากฏว่าเจ้าชายไม่อยู่ที่นั่น กษัตริย์ Aerys ที่อยู่ในนั้นสั่งให้จับตัว Brandon และพรรคพวก Aerys ได้กล่าวหาว่าพวกเขาคิดก่อการฆาตกรรมและการก่อกบฏ ต่อมาเขาได้เรียกตัวพ่อของพวกเขามายังศาล เมื่อพวกเขารวมตัวอยู่ด้วยกันทั้งพ่อและลูก Aerys ตัดสินใจที่จะสังหารพวกเขาทั้งหมด

Lord Rickard Stark พ่อของเขาต้องการการไต่สวนโดยการประลอง (Trial by Combat) กษัตริย์ Aerys ก็ยินยอมต่อคำร้องขอ Lord Stark ถูกอนุญาตให้สวมชุดเกราะในการต่อสู้ได้ แต่คู่ต่อสู้ของเขาที่กษัตริย์เลือกให้คือ “ไฟ” Lord Stark จึงถูกเผาทั้งเป็นด้วย Wildfire และให้ลูกชายของเขา Brandon มองดูพ่อของตัวเองที่กำลังจะตายอย่างช้าๆ ที่คอของ Brandon ถูกผูกด้วยเชือก เขากำลังพยายามไปเอาดาบเพื่อเอาไปช่วยเหลือพ่อตัวเอง แต่ทว่าที่เชือกมีอุปกรณ์ติดอยู่ซึ่งไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาเคลื่อนไหวหรือขยับ เชือกที่พันอยู่รอบคอจะรัดแน่นมากขึ้น ในที่สุดเชือกก็รัดคอของ Brandon เองจนตาย ทำให้ไม่มีการไต่สวนของจริงเกิดขึ้นเลย และนี่จึงเป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่งที่เป็นแรงผลักดันให้ Robert ก่อการกบฏ ต่อมา Aerys ได้สั่งให้นำหัวของ Eddard กับ Robert มา พวกเขาทั้งคู่เป็นลูกบุญธรรมของ Lord Jon Arryn และ Arryn ตอบสนองตามคำขอของ Aerys ด้วยการตั้งตัวเองเป็นผู้ชูธงในการปฏิวัติต่อ Aerys




Combatant

เมื่อ Lord Arryn ได้ตั้งตัวเองเป็นผู้ชูธงในการปฏิวัติ ผู้ชูธงของเขาหลายคนเลือกที่จะอยู่ข้างกษัตริย์ Aerys หัวหน้ากลุ่มผู้ชูธงอีกฝั่งหนึ่งคือ Marq Grafton ซึ่งเขาได้เรียกร้องพวกรอยัลลิสต์ต่อกษัตริย์คนอื่นๆให้ไปขัดขวางพวกกบฏที่เมือง Gulltown Eddard Stark จึงตัดสินใจขึ้นเหนือผ่านทางแหลม Fingers การป้องกันเมือง Gulltown ล้มเหลวไม่เป็นท่า และ Robert Baratheon ก็ได้กลับไปยังปราสาทของเขา Storm’s End หลังจากที่เขาได้สังหาร Marq Grafton ในการสู้รบที่เมือง Gulltown ต่อมาทั้งเขาและ Eddard ก็ได้เรียกร้องผู้ชูธงคนอื่นๆให้มาร่วมทัพกับตัวเอง

ตระกูล Tully เป็นตระกูลถัดไปที่เข้าร่วมสงครามและอยู่ฝั่งกบฏ โดยทั้งสองคนจะต้องมีการแต่งงานกับลูกสาวของตระกูล Tully ได้แก่ Eddard Stark กับ Catelyn Tully และ Jon Arryn กับ Lysa Tully เป็นข้อแลกเปลี่ยน ตรงจุดนี้จึงเป็นการผูกมิตรที่แน่นแฟ้นของทั้งสามตระกูลคือ Stark Arryn และ Tully เข้าด้วยกัน อย่างไรก็ตามใน Arryn ก็มีผู้ชูธงบางส่วนที่ไม่ได้อยู่ฝั่งกบฏได้แก่ ตระกูล Ryger ตระกูล Darry ตระกูล Goodbrook และตระกูล Mooton ซึ่งพวกเขาอยู่ฝั่ง Targaryen ในสงครามครั้งนี้ ส่วนตระกูล Frey วางตัวเป็นกลางจนกว่าสถานการณ์จะชัดเจนกว่านี้



หลังจากกลุ่มกบฏต่างๆได้รวมตัวกัน พวกเขาได้ตัดสินใจแล้วจะยืนเคียงข้างกับ Robert ซึ่งย่าของ Robert คือลูกสาวของกษัตริย์ Aegon ที่ห้า ตรงจุดนี้จึงเป็นข้ออ้างที่ดีที่สุดในการทวงบัลลังก์จาก Aerys

ในอีกด้านหนึ่งกษัตริย์ Aerys ได้เรียกตัวผู้ชูธงต่างๆของเขา ผู้ชูธงแห่งราชวงศ์ Targaryen ใน Storm’s End ทั้งหมดตอบรับ รวมไปถึงผู้ชูธงตระกูล Tyrell และตระกูลอื่นๆก็ตอบรับด้วยเช่นกัน ซึ่งประกอบไปด้วยตระกูล Redwyne และตระกูล Hightower ส่วนตระกูล Martell ไม่เต็มใจที่จะช่วยเหลือซักเท่าไหร่แต่ท้ายที่สุดก็ยอมอยู่ฝั่งเดียวกับ Targaryen ส่วนตระกูล Lannister ที่นำโดย Tywin ซึ่ง Tywin ได้ลาออกจากตำแหน่งพระหัตถ์ไปเมื่อไม่นานนี้ เขาได้เมินเฉยต่อการเรียกตัว และตระกูล Greyjoy ได้ตัดสินใจวางตัวเป็นกลางท่ามกลางความขัดแย้งครั้งนี้




Course of the War



War of Usurpers' Map



อันนี้เป็นแผนที่แสดงการสู้รบ ณ จุดต่างๆตามเนื้อหาด้านล่างต่อไปนี้นะครับ

1 Summerhall, 2 Ashford, 3 Battle of the Bells, 4 The Trident, 5 King's Landing,
6 Storm's End. : Baratheon (สีเขียว). Stark (สีเทา).
Tyrell (สีน้ำตาล). Lannister (สีแดง). Targaryen (สีดำ).


Battle of Summerhall

Battle of Summerhall เป็นการสู้รบสามครั้งในวันเดียวที่ปราสาทอันผุพัง Summerhall แห่งดินแดน Stormlands

Robert Baratheon สามารถกลับไปยัง Storm’s End ได้ หลังจากเหตุการณ์ในเมือง Gulltown และเขาได้เรียกผู้ชูธงตระกูลต่างๆในการปฏิวัติต่อต้านกษัตริย์ Aerys อย่างไรก็ตามบางตระกูลใน Stromlands ที่ยังคงภักดีกับกษัตริย์ Aerys อยู่และได้ปฏิเสธที่จะทำตามคำสั่งของ Robert ลอร์ดแห่งตระกูล Fell ตระกูล Cafferen และตระกูล Grandison ได้ไปรวมกองทัพที่ Summerhall ในดินแดน Dornish Marches แล้วเคลื่อนทัพไปยัง Storm’s End เพื่อไปเผชิญหน้ากับฝั่งกบฏ Robert จับทิศทางลมของฝั่งตรงข้ามได้และเคลื่อนกำลังเพื่อไปเผชิญหน้ากับฝั่งตรงข้ามเช่นกัน

Robert เคลื่อนทัพมาถึงก่อนและสามารถเอาชนะฝั่งตรงข้ามด้วยสู้รบสามครั้งเพียงแค่ในวันเดียว นอกจากนี้ Robert ก็ยังได้สังหาร Lord Fell ในการต่อสู้แบบตัวต่อตัว

Robert ได้รวมอำนาจใน Stormlands ไว้เป็นหนึ่งเดียว เขาสามารถเอาชนะกลุ่มสนับสนุนใน Stormlands ที่เหลือได้ ซึ่งกลุ่มตรงข้ามได้ยอมให้ Robert เคลื่อนทัพไปยัง The Reach โดยไม่มีเชลยคนไหนสามารถหนีออกไปได้เลย Lord Fell ถูกฆ่าตาย ส่วนลูกชายของเขา Silveraxe รวมไปถึง Lord Grandison และ Lord Cafferen ถูกคุมตัวและนำตัวไปขังเป็นนักโทษที่ Storm’s End ต่อมานักโทษสามคนนี้ได้เข้าร่วมในการก่อกบฏหลังจากที่ถูกคุมขังไปพักหนึ่ง Randyll Tarly (พ่อของ Samwell Tarly) ฆ่า Lord Cafferen ตายในการสู้รบที่ Ashford ขณะที่ Lord Grandison เสียชีวิตจากบาดแผลหลังจากการสู้รบที่แม่น้ำ Tridents




Battle of Ashford

Battle of Ashford เป็นการสู้รบระหว่างฝ่ายกษัตริย์กับฝ่ายกบฏที่เมือง Ashford ซึ่งเป็นที่มั่นของตระกูล Ashford

กองทัพแห่ง Stormlands ที่รวมกันอยู่เบื้องหลัง Robert ให้น้องชายของเขา Stannis เป็นคนดูแลปราสาท Storm’s End และ Robert ก็เคลื่อนทัพไปทางทิศตะวันตกไปยังเมือง Ashford เมือง Ashford ตั้งอยู่ในดินแดน The Reach ซึ่งภักดีต่อตระกูล Tyrell โดยเป็นไปได้ว่าที่ Robert จะยึดเมือง Ashford เพราะเนื่องจากเขาต้องการรักษา Stormlands จากภัยคุกคามของตระกูล Tyrell ทางทิศตะวันตก (Tyrell เป็นตระกูลที่สามารถรวมกองทัพที่ใหญ่ที่สุดในเจ็ดอาณาจักร) หรือไม่ก็เขาอาจพ่ายแพ้ด้วยกลอุบายของ Randyll Tarly

การสู้รบเกิดขึ้นเมื่อขบวนทัพ Tyrell ที่บัญชาการโดย Randyll Tarly ได้เคลื่อนเข้าไปปะกับกองทัพของ Robert กองกำลังของ Randyll ได้รุกล้ำเข้ามายังทัพของ Robert ทำให้ Robert ต้องถอนกำลังจากสนามรบก่อนที่กองทัพหลักของตระกูล Tyrell จะมาเข้าร่วมการสู้รบ Lord Cafferen ที่เข้ามาอยู่ฝ่ายเดียวกับ Robert ในภายหลัง ถูก Randyll Tarly สังหาร และเขาก็นำหัวของ Cafferen ไปให้กษัตริย์ Aerys ส่วนในฝั่ง The Reach มีผู้บาดเจ็บคนหนึ่งที่บันทึกไว้ได้คือ Ser Quentin Tyrell ลูกพี่ลูกน้องของ Lord Mace Tyrell

ผลลัพธ์ของการสู้รบถูกบันทึกโดย Tyrion Lannister ว่าเป็นการสู้รบที่ไม่มีผลสรุปที่แน่ชัด ดังนั้นการสู้รบครั้งนี้จึงไม่ใช่การต่อสู้ขนาดใหญ่และกองทัพของ Robert ก็ไม่ได้รับความเสียหายใดๆ อย่างไรก็ตามการเผชิญหน้ากับกองทัพหลักขนาดใหญ่ของตระกูล Tyrell มันคงเป็นเรื่องไม่ดีแน่ Robert ไม่มีทางเลือกแต่ก็จำเป็นต้องถอนกำลังจาก Stormlands เพื่อไปรวมพันธมิตรในแดนเหนือ เรื่องนี้จบลงที่ Robert เคลื่อนทัพขึ้นทางเหนือไปยัง Riverlands ซึ่งการถอนกำลังของ Robert จาก Stormlands ทำให้กองทัพ Tyrell ที่มีชัยชนะเหนือฝั่งตรงข้าม ได้เคลื่อนทัพและบุกรุกดินแดน Stormlands และกำลังที่จะทำการยึดปราสาท Storm’s End ที่ดูแลโดย Stannis Baratheon




Battle of the Bells

Battle of the Bells หรือการสู้รบแห่งระฆัง เป็นการสู้รบกันระหว่างทัพหลวงฝ่ายกษัตริย์และทัพกบฏที่เมือง Stoney Sept ทางตอนใต้ของ Riverlands ชื่อของการสู้รบครั้งนี้มีที่มาจากตอนเริ่มต้นการสู้รบ ได้มีการสั่นระฆังที่โบสถ์เพื่อเตือนประชาชนให้อยู่แต่ในบ้าน ไม่ให้ออกมาภายนอก ผลของศึกครั้งนี้ฝ่ายกบฏสามารถเอาชนะได้ แม้ทัพหลวงจะล่าถอยไปก็ตาม

หลังจากความพ่ายแพ้ในการสู้รบที่ Ashford Robert ได้เคลื่อนทัพไปทางเหนือ เพื่อไปรวมทัพกับพวก Stark Arryn และ Tully ซึ่งการสู้รบในครั้งนี้ยังไม่ทราบที่แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นในเมือง Stoney Sept แต่ระหว่างการเดินทาง Robert ได้รับบาดเจ็บและเขาได้ซ่อนตัวอยู่ในโบสถ์เพื่อหนีจากพวกไล่ล่าก่อนที่การสู้รบในเมืองนี้จะเกิดขึ้น

เนื่องจากความล้มเหลวในการทำสงครามของพระหัตถ์ Owen Merryweather กษัตริย์ Aerys จึงปลดเขาออกจากตำแหน่งและแทนที่ด้วยคนใหม่ Lord Jon Connington เพื่อนของเจ้าชาย Rhaegar ซึ่งเขาสัญญาว่าจะนำหัวของ Robert มาให้ เมื่อ Jon Connington ได้ยึดเมือง เขาสั่งทหารให้ค้นทุกบ้านเพื่อหาตัวของ Robert ให้เจอ พวกเขาหาตัว Robert ไม่เจอ และทันใดนั้นทัพของ Stark และทัพของ Tully ได้เคลื่อนมาถึงเมืองแล้ว ทัพกบฏได้โจมตีกำแพงเมืองและต่อสู้กับทัพของ Connington ที่ตอบโต้กลับด้วยความเกรี้ยวกราด Jon Connington ทำให้ Lord Hoster Tully ได้รับบาดเจ็บและสังหาร Lord Denys Arryn ทายาทและลูกพี่ลูกน้องของ Jon Arryn ในเวลาเดียวกันทัพทั้งสองฝั่งก็ต่อสู้กันทั้งบนถนน ตรอกซอกซอย หรือแม้แต่บนหลังคา



ตรงจุดนี้ Robert ก็ได้ออกมาพร้อมกับผู้ติดตามบางส่วนและเริ่มการโจมตีกลับ Robert สังหาร Myles Mooton สหายและอดีตอัศวินรับใช้ของเจ้าชาย Rhaegar แม้จะดูเหมือนว่านี้เป็นจุดเปลี่ยนของการสู้รบก็ตาม Robert ก็ยังบอกว่า Eddard ต่อสู้จนชนะเพื่อเขา Jon Connington ตระหนักได้ว่าการสู้รบครั้งนี้มีแต่ความสูญเสีย เขาจึงถอยทัพกลับไป

การถอยทัพของ Jon Connington ดูเหมือนว่าค่อนข้างจะเป็นเรื่องดีเนื่องจากการสู้รบที่รุนแรงและสถานที่ต่างๆในเมืองก็ทำให้ทหารรวมตัวกันยาก แต่กระนั้นก็ตามกษัตริย์ Aerys ไม่พึงพอใจต่อผลงานครั้งนี้เลย เขาจึงเนรเทศและริบที่ดินของ Connington ทั้งหมด โทษฐานที่เขาทำภารกิจล้มเหลวต่อการรับมือกับพวกกบฏ อย่างไรก็ตามความพ่ายแพ้ครั้งนี้ได้ทำให้ Aerys ตระหนักว่า Robert เป็นแค่ขุนนางนอกกฎหมายทั่วไปที่จะต้องถูกขยี้ความเพ้อฝันบ้าๆนั่น แต่ Robert ดันเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ที่ราชวงศ์ Targaryen เคยเจอมานับตั้งแต่การก่อกบฏของ Blackfyre




Wildfire Plot

หลังจากความพ่ายแพ้ของการสู้รบที่เมือง Stoney Sept กษัตริย์ Aerys เกรงกลัวต่อภยันตรายของพวกกบฏ เขาได้คิดแผนการ “Wildfire” ขึ้นมา แผนนี้เป็นแผนการที่จะถูกใช้สำหรับการแก้แค้นต่อพวกกบฏในกรณีที่พวกเขาสามารถเข้ายึดเมืองหลวงได้ เขาสั่งให้นักเล่นแร่แปรธาตุ (Pyromancer) สร้างสาร Wildfire จำนวนมากและนำมันไปวางรอบเมืองหลวงและปล่อยให้มันไหลออก ซึ่งจะทำให้สาร Wildfire ติดไฟและเผาเมืองหลวงทั่วทั้งหมดและปล่อยให้เปลวเพลิงคร่าชีวิตผู้ที่อาศัยในเมืองกว่าครึ่งล้าน ซึ่งดีกว่าปล่อยให้พวก Robert เข้ามายึดเมืองหลวงได้ หลังจากแผนการถูกเปิดเผย พระหัตถ์คนใหม่ Lord Qarlton Chelsted ได้เข้าไปเผชิญหน้ากับกษัตริย์และคัดค้านต่อแผนการดังกล่าว ทำให้ Aerys ปลดเขาออกจากตำแหน่งและสั่งให้เขาถูกเผาทั้งเป็น สมาคมนักเล่นแร่แปรธาตุกำลังสนุกสนานกับการสร้าง Wildfire สืบเนื่องจากเหตุการณ์ใน Duskendale ที่ทำให้กษัตริย์ Aerys ลุ่มหลงกับ Wildfire ในเวลาต่อมา และเขาก็ได้แต่งตั้งหัวหน้าสมาคม Rossart เป็นพระหัตถ์คนใหม่ และเขาเป็นพระหัตถ์คนสุดท้ายก่อนการล่มสลายของราชวงศ์ Targaryen




Battle of Trident

Battle of Trident เป็นการสู้รบที่จะเป็นตัวชี้ชะตาของผลลัพธ์ในการก่อกบฏของ Robert การสู้รบเกิดขึ้นระหว่างฝ่ายกบฏและทัพหลวงที่แม่น้ำ Green Folk แห่งแม่น้ำใหญ่ Trident

หลังจากความพ่ายแพ้ของทัพหลวงที่เมือง Stoney Sept กษัตริย์ Aerys เพิ่งตระหนักได้ว่าการก่อกบฏครั้งนี้เป็นภัยคุกคามต่อราชวงศ์ Targaryen ที่อาจจะใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมานับตั้งแต่สมัยการก่อกบฏของ Blackfyre ทัพกบฏรวมตัวกันอยู่ทางตะวันออกริมแม่น้ำ Greenfolk และทันทีที่กองทัพของ Baratheon ได้เข้าร่วมกับทัพของ Stark Tully และ Arryn พวกเขาก็จะมีทัพที่แข็งแกร่งพอที่จะบุกเมืองหลวง King’s Landing ทัพกบฏบัญชาการโดย Robert Baratheon พวกเขาได้เคลื่อนทัพลงทางใต้ไปตามถนน Kingsroad เพื่อข้ามแม่น้ำ Trident ไปยังเมืองหลวง



ในเวลานี้เจ้าชาย Rhaegar Targaryen ได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งเพื่อบัญชาการกองทัพหลวงด้วยตัวเอง กษัตริย์ Aerys นึกขึ้นได้ว่าตระกูล Martell ที่มี Elia Martell เป็นภรรยาของเจ้าชาย Rhaegar อยู่ในกำมือของเขา Aerys จึงส่งตัวองครักษ์ของเขา เจ้าชาย Lewyn Martell ลุงของ Elia ให้ไปบัญชาการทัพทหารชาว Dorne กว่า 10,000 นาย เพื่อเคลื่อนทัพขึ้นไปยังถนน Kingsroad และเข้าร่วมกับทัพหลวงของเจ้าชาย Rhaegar ที่อยู่ระหว่างทางไปยังแม่น้ำ Trident ในเวลาเดียวกัน Ser Barristan Selmy และ Ser Jonothor Darry ถูกส่งตัวให้ไปควบคุมทัพที่กระจัดกระจายของอดีตพระหัตถ์ Jon Connington และไปเข้าร่วมกับทัพหลวงของเจ้าชาย Rhaegar เช่นกัน นอกจากนี้เจ้าชาย Rhaegar ยังชักชวนให้พ่อของเขาไปร้องขอความช่วยเหลือจาก Lord Tywin Lannister

แม้ว่าจะมีกองทัพและทัพเรือขนาดใหญ่ที่อยู่ภายใต้บัญชาการของ Lord Mace Tyrell และ Lord Paxter Redwyne ซึ่งพวกเขากำลังจะไปยึดปราสาท Storm’s End แต่ก็แทบไม่มีทหารคนไหนที่ถูกเรียกตัวให้เคลื่อนทัพไปทางเหนือ ในที่สุดกองทัพหลวงภายใต้บัญชาการของเจ้าชาย Rhaegar จำนวนประมาณ 40,000 นาย เคลื่อนทัพไปตามถนน Kingsroad เพื่อไปยังจุดข้ามบริเวณแม่น้ำ Trident และทัพกบฏก็กำลังเคลื่อนทัพมาที่นี่เช่นกัน




Rebel Armies ประกอบไปด้วย

กองกำลังฝั่งเหนือทั้งหมด

กองกำลังใน Vale เกือบทั้งหมด แม้ว่าจะบางตระกูลที่ยังคงภักดีกับ Targaryen

กองกำลังครึ่งหนึ่งใน Riverlands ในดินแดน Riverlands ถูกแบ่งไปหลายส่วนในช่วงสงครามครั้งนี้ ตระกูล Tully และตระกูลที่ภักดีต่อ Tully ตระกูลอื่นๆอยู่ฝ่ายกบฏ ขณะที่ตระกูลอื่นๆเช่น ตระกูล Darry ตระกูล Mooton และตระกูล Ryger ยังคงผูกพันกับ Targaryen และอยู่ฝ่ายเดียวกับกองทัพหลวง ส่วนตระกูล Frey ตระกูลชูธงที่ใหญ่ที่สุดต่อ Tully ไม่เข้าข้างกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

กองกำลังจาก Stormlands บางส่วน แม้ว่า Robert Baratheon เป็นลอร์ดแห่ง Storm’s End และเป็นจุดศูนย์กลางของการก่อกบฏ กองกำลังใน Stormlands ส่วนมากติดกับดักอยู่ทางใต้และไม่สามารถออกมาได้ และเสียเลือดเนื้อจากการสู้รบที่ Ashford และการยึดปราสาท Storm’s End ดังนั้นการให้ความช่วยเหลือการสู้รบทางเหนือจึงทำได้จำกัด

กองทัพฝ่ายกบฏมีจำนวนประมาณ 35,000 นาย




Royal Armies ประกอบไปด้วย

ทหารชาว Dorne จำนวน 10,000 นาย

ผู้รอดชีวิตจากการสู้รบที่เมือง Stoney Sept (ประกอบไปด้วยพวกที่อยู่ใน Riverlands Stormlands และ Vale ที่ภักดีอยู่กับ Targaryen)

ตระกูลทั้งหมดแห่งดินแดน Crownlands

ทหารเกณฑ์จาก The Reach จำนวน 700 นาย

เป็นที่กล่าวกันว่ากองทัพหลวงมีขนาดใหญ่กว่า แต่กองทัพกบฏมีความแข็งแกร่งกว่า กองทัพหลวงมีจำนวนเกือบ 40,000 นายและมีจำนวนอัศวินถึงหนึ่งในสิบของกองทัพหลวง ที่เหลือเป็นพลธนู ทหารม้าและพลทหารเท้า ส่วนทหารราบประกอบไปด้วยพลหอกและพลทวน



การสู้รบเกิดขึ้นตรงทางข้ามแม่น้ำ Green Folk แห่งแม่น้ำ Trident ซึ่งบริเวณนี้เป็นที่รู้จักกันต่อมาว่า Ruby Ford ชาว Dorne ที่อยู่ภายใต้การบัญชาการของเจ้าชาย Lewyn Martell กำลังคุกคามกองทัพของ Robert ทางข้างซ้าย Ser Lyn Corbay นำกำลังเข้าจู่โจมกองทหารชาว Dorne ระหว่างการจู่โจม Ser Lyn ได้เผชิญหน้ากับเจ้าชาย Lewyn ซึ่งเขาได้รับบาดเจ็บ ทั้งสองคนต่อสู้กันและ Ser Lyn สามารถสังหารเจ้าชาย Lewyn ได้ ในระหว่างการสู้รบ Ser Barristan ฆ่าทหารไปได้หลายนาย และตัว Robert เองได้เข้าร่วมการต่อสู้และได้ต่อสู้กับเจ้าชาย Rhaegar แบบตัวต่อตัว

แม้ว่าลอร์ดและอัศวินจำนวนมากมายจะสูญเสียชีวิตหรือไม่ก็ได้ประกาศศักดาตัวเองในการต่อสู้ครั้งนี้ แต่การสู้รบจะเป็นตัวชี้ชะตาเมื่อ Robert ต่อสู้กับเจ้าชาย Rhaegar แบบตัวต่อตัวบนบริเวณน้ำตื้น แม้ว่า Robert จะได้รับบาดเจ็บ แต่เขาก็สามารถจู่โจมและปลิดชีพเจ้าชาย Rhaegar ด้วยค้อนอาวุธประจำกายของ Robert แรงทุบของค้อนหนักถึงขนาดทำให้ทับทิมที่ประดับบนเกราะของเจ้าชาย Rhaegar แตกกระจายและร่วงลงบนแม่น้ำ สมรภูมิแห่งนี้จึงถูกตั้งชื่อว่า Ruby Ford ขณะที่เจ้าชาย Rhaegar กำลังนอนตายอยู่บนพื้นแม่น้ำ คำพูดสุดท้ายของเจ้าชาย Rhaegar ก่อนที่เขาจะตาย คือ “Lyanna” เมื่อกองทัพหลวงไร้ผู้นำแล้ว กลุ่มทหารจึงแตกกระจายและหลบหนีกันไป

การต่อสู้เป็นการทำสงครามอันเด็ดเดี่ยว หลังจากทัพกบฏมีชัยชนะต่อศึกครั้งนี้ ตระกูล Frey ได้เข้าร่วมอยู่กับฝ่ายผู้ชนะ Hoster Tully ได้ตั้งฉายาแก่ลอร์ด Walder Frey ว่า “ลอร์ดผู้มาสาย (The Late Lord Frey)” เพราะเขาเลือกที่จะอยู่กับฝ่ายกบฏในช่วงสุดท้ายของสงคราม



ภาพนี้เป็นภาพที่เจ้าชาย Rhaegar พ่ายแพ้ต่อ Robert




Sack of King’s Landing



Lord Tywin Lannister ที่ยังคงวางตัวเป็นกลางจนกระทั่งการสู้รบที่แม่น้ำ Trident ได้เคลื่อนทัพมายังหน้าประตูของเมืองหลวง King's Landing ด้วยกองกำลัง 12,000 นาย เขาอ้างว่าเขายังจงรักภักดีต่อกษัตริย์ Aerys ที่สองและขอให้พวกเขาเข้าไป สมาชิกสภาเล็ก Grand Maester Pycelle ได้พูดชักชวนให้กษัตริย์ Aerys ทำตามคำร้องขอของพวก Lannister ให้เปิดประตู แต่สมาชิกสภาเล็กอีกคนหนึ่ง Varys คัดค้านต่อแผนการดังกล่าว Pycelle รู้สึกว่าอาณาจักรแห่งนี้ต้องการกษัตริย์คนใหม่หลังจากการเสียชีวิตของเจ้าชาย Rhaegar และเขาหวังว่ากษัตริย์คนต่อไปคือ Tywin เมื่อประตูหลักเปิดออกแล้ว กองกำลังของ Lannister ก็ได้เข้าโจมตีเมืองหลวงทันทีในนามของ “Robert Baratheon” กษัตริย์ได้สั่งให้พระหัตถ์ Rossart ไปจุดไฟบน Wildfire ที่เก็บซ่อนไว้อยู่ทั่วทั้งเมืองหลวง และเขาได้พูดว่า “ปล่อยให้มันเป็นกษัตริย์บนกระดูกที่เป็นเถ้าถ่านและเลือดเนื้อที่มอดไหม้ไปซะเถอะ”



Aerys ได้สั่งให้ Ser Jaime Lannister หนึ่งในองครักษ์ของเขาให้ดูแลปกป้องปราสาท Red Keep แห่งนี้ และสั่งให้ไปปลิดชีพ Tywin พ่อของตัวเอง แทนที่ Jaime จะทำตามคำบัญชา เขาได้สังหาร Rossart เพื่อป้องกันไม่ให้แผนการเผาเมืองหลวงด้วย Wildfire หลุดลอดออกไปได้สำเร็จและสามารถช่วยเหลือประชาชนในเมืองหลวงได้ จากนั้น Jaime ได้แทงและเฉือนคอของกษัตริย์ Aerys จนตายในที่สุด ก่อนที่เขาจะนั่งอยู่บนบัลลังก์เหล็ก ประมาณเวลาเดียวกัน ทหารของ Lannister คนอื่นๆได้ต่อสู้กับทหารที่ภักดีต่อ Targaryen ในปราสาท Red Keep และ Lord Eddard Stark ได้นำกองทหารแนวหน้าของ Robert ผ่านเข้าประตูเมืองหลวง Lord Roland Crakehall ได้ถาม Jaime ว่าเขาจะประกาศนามคนไหนให้เป็นกษัตริย์องค์ใหม่ระหว่าง Tywin Lannister Robert Baratheon หรือสมาชิกของราชวงศ์ Targaryen Jaime ได้ตอบกลับไปว่าเขาจะเลือกคนที่เขาอยากเลือก และเขาก็จะป่าวประกาศการเสียชีวิตของ Aerys ต่อผู้จงรักภักดีที่กำลังต่อสู้กันอยู่ ซึ่งเขาหวังให้พวกผู้จงรักภักดียอมจำนนต่อศึกครั้งนี้



Tywin สั่งให้อัศวินของเขา Ser Gregor Clegane หรือ The Mountain และ Ser Amory Lorch เข้าไปในป้อมปราการ Maegor’s Holdfast ที่อยู่ใจกลางของปราสาท Red Keep และจัดการกับเหล่าสมาชิกราชวงศ์คนที่เหลือ เพื่อเป็นการปกป้องบัลลังก์ให้ Robert และเป็นการพิสูจน์ว่า Lannister ได้ละทิ้งจากราชวงศ์ Targaryen ตลอดกาล Gregor ได้ฆ่าเจ้าชายที่ยังเป็นทารกอยู่ Aegon Targaryen ขณะที่แม่ของเขา Elia Martell ได้แต่มองดูและ Gregor ก็จับเธอข่มขืนและสังหารเจ้าหญิง Elia อย่างโหดเหี้ยม ส่วน Amory ก็ลากตัวเจ้าหญิง Rhaenys ที่อยู่ใต้เตียงของพ่อเธอ และทำการแทงเธอๆๆซ้ำแล้วซ้ำเล่ากว่าห้าสิบครั้ง เมื่อ Lord Eddard Stark มาถึงได้ไม่นาน เขาเห็น Jaime นั่งอยู่บนบัลลังก์เหล็กและซากศพของ Aerys ที่ล้มนอนลงอยู่เบื้องล่าง Tywin Lannister ได้นำร่างศพของ Elia และลูกๆของเธอมามอบให้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการสวามิภักดิ์ และเขาก็ได้นำร่างของพวกเขาวางใต้บัลลังก์เหล็กและห่อศพด้วยผ้าคลุมสีเลือดนก ส่วน Robert กับ Eddard ก็เถียงกันว่าใครจะลงไปทำภารกิจ ผลสรุปว่า Eddard ลงไปทางใต้คนเดียว

Eddard Stark และ Robert Baratheon ถกเถียงกันเรื่องการสังหารสมาชิกราชวงศ์ Targaryen Eddard เชื่อว่านี่เป็นการฆาตกรรมที่ไม่มีความยุติธรรม ส่วน Robert ก็พึงพอใจกับเรื่องการเสียชีวิตของลูกเจ้าชาย Rhaegar แม้แต่ Jon Arryn ก็ไม่สามารถทำให้พวกเขาสงบลงได้ ต่อมา Eddard ได้ลงไปทางใต้และไปยัง Storm’s End เพื่อเข้าไปยุติการยึดปราสาทของพวก Tyrell และจากนั้นก็ลงไปยังหอคอย Tower of Joy ซึ่งเป็นการสิ้นสุดภารกิจครั้งนี้




Siege of Storm’s End



การยึดปราสาท Storm’s End เกิดขึ้นหลังจากการสู้รบที่ Ashford โดยผู้กำชัยชนะอย่าง Lord Mace Tyrell และกองกำลังส่วนมากจาก The Reach ได้ทำการโอบล้อมปราสาท Storm’s End เป็นเวลากว่าหนึ่งปี การยึดปราสาทถูกยกเลิกเมื่อ Lord Eddard Stark มาถึงหลังจากการเข้าตีเมืองหลวงและการสู้รบที่แม่น้ำ Tridents

Lord Mace Tyrell ได้จู่โจมปราสาท Storm’s End ด้วยกองกำลังของ The Reach ขณะที่ Lord Paxter Redwyne ได้นำทัพเรือของเขาที่มาจากเกาะ Arbor ปิดล้อมอ่าว Shipbreaker เพื่อปิดกั้นการแลกเปลี่ยนค้าขายทั้งหมดและตัดขาด Storm’s End จากโลกภายนอก การยึดปราสาทยังคงดำเนินต่อเนื่องไปกว่าหนึ่งปี ซึ่งกองทหารที่อยู่ในปราสาทต้องประทังชีวิตด้วยการกินม้า แมว สุนัข และยังต้องฝืนกินศพเพื่อนทหารของพวกเขาที่ตายไปเพื่อความอยู่รอด แต่มีบางคนที่แหกกฎเพื่อหนีเอาตัวรอดคือ Ser Gawen Wlyde และอัศวินอีกสามคนได้พยายามหลบหนีออกไปยังประตูหลัง แต่ทว่าโดนจับได้ พวกเขาจึงถูกนำตัวไปขังและ Ser Gawen ก็ได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา

โชคดีที่มีนักลักลอบสินค้าคนหนึ่ง Davos Seaworth ได้แล่นผ่านทัพเรือของ Redwyne ไปอย่างเงียบๆและเข้าไปยังปราสาท Storm’s End ด้วยเรือที่บรรทุกหัวหอมและปลาเค็มเพื่อช่วยเหลือกองทหารรวมถึง Stannis ที่กำลังอดอยาก ซึ่งอาหารเหล่านี้เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาสามารถเอาตัวรอดได้นานพอก่อนที่ Lord Eddard Stark จะมาถึง



การยึดปราสาทที่ถูกยกเลิกลง และทันทีที่ Lord Eddard Stark กับทัพกบฏของเขาปรากฏตัวขึ้น ทำให้ Lord Mace Tyrell และกลุ่มต่างๆชูธงลงเพื่อแสดงถึงการยอมแพ้โดยไม่มีการเสียเลือดเนื้อ ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นไม่มีการสู้รบเกิดขึ้นและเป็นช่วงที่การสู้รบในแม่น้ำ Trident เสร็จสิ้นพอดี

Stannis สามารถปกครองดูแลปราสาท Storm’s End ได้สำเร็จด้วยความช่วยเหลือจากทัพกบฏ นั่นหมายความว่า Mace Tyrell ไม่สามารถเข้าร่วมทัพกับ Targaryen ได้ ซึ่งถ้าทัพ Tyrell ยังคงอยู่ก็จะทำให้การสู้รบ ที่แม่น้ำ Trident มีกองทัพเสริมเพื่อช่วยเหลือฝ่ายกษัตริย์มากยิ่งขึ้น

หลังจากที่ Lord Mace Tyrell ยอมแพ้ลง Stannis ได้รับคำสั่งจากพี่ชาย Robert ให้สร้างกองทัพเรือและเข้าโจมตีปราสาท Dragonstone ที่มั่นหลักของ Targaryen ลอร์ดและอัศวินหลักๆแห่งดินแดน The Reach ได้รับการอภัยโทษจาก Robert ในเวลาต่อมา Davos ได้รับการแต่งตั้งเป็นอัศวินเนื่องจากเขาได้ช่วยเหลือกองทหารที่อยู่ในปราสาท และเขาก็ได้สิทธิ์ในการดูแลและบัญชาการที่ดิน หอยคอยกลางในปราสาท และเรือรบ อีกทั้ง Devan ลูกชายคนโตของ Davos ได้ไปเป็นอัศวินรับใช้ของ Stannis Baratheon




Showdown at the Tower of Joy



เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นที่หอคอย Tower of Joy ใน Dorne หลังจากจบเหตุการณ์การก่อกบฏของ Robert Eddard เขาและเพื่อนร่วมทางอีกหกคน (ประกอบไปด้วย Howland Reed Lord Willam Dustin Ethan Glover Martyn Cassel Theo Wull และ Ser Mark Ryswell) ได้มาถึงหอคอยแห่งนี้และพบกับองครักษ์สามคนที่เป็นสมาชิกขององครักษ์กษัตริย์ ได้แก่ Ser Arthur Dayne Ser Oswell Whent และ Gerold Hightower พวกเขาได้ทำการต่อสู้กัน จนเหลือผู้รอดชีวิตอยู่แค่สองคนคือ Eddard และ Howland เท่านั้น ต่อมา Eddard ได้เจอ Lyanna อยู่ในหอคอยบนเตียงแห่งเลือด เธอกำลังใกล้จะสิ้นใจ เมื่อ Eddard นึกถึงเรื่องขัดแย้งที่อยู่ในความฝัน มันเป็นเรื่องราวในขณะที่พวกเขากำลังต่อสู้กันอยู่ Lyanna ได้กรีดร้องขึ้นมา ทันใดนั้นความฝันก็เปลี่ยนเป็นพายุแห่งกลีบดอกกุหลาบสีน้ำเงินที่ปัดเป่าท้องฟ้าสีเลือด



Lyanna ที่กำลังจะสิ้นใจ นอนอยู่ในห้องที่มีกลิ่นเลือดและดอกกุหลาบ พิษไข้ทำให้เรี่ยวแรงของเธอแทบไม่มี เสียงของเธอเบาราวกับเสียงกระซิบ ดวงตาของเธอมีแต่ความหวั่นกลัว ขณะที่เธอเรียกชื่อพี่ชาย “เน็ด” เธอได้สัญญาบางสิ่งกับพี่ชาย เมื่อพี่ชายตอบรับคำขอของเธอ ความกลัวของเธอก็ได้จางหายไป เธอยิ้ม และนิ้วมือของเธอก็จับพี่ชายไว้แน่น พวกเขาจับสัมผัสกันและกัน แต่แล้วมือของเธอที่กำกลีบดอกกุหลาบสีน้ำเงินได้ร่วงลงจากฝ่ามือและสิ้นใจไปอย่างสงบ ต่อมา Howland Reed ก็พบ Eddard กำลังแบบศพน้องสาวตัวเอง Howland ได้แยกมือของคนเป็นและคนตายออกจากกัน แม้ว่า Eddard จะไม่มีความทรงจำของสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการสิ้นใจของ Lyanna แต่ช่วงเวลาสั้นๆก่อนที่เธอจะจากไป Lyanna ได้ให้พี่ชายตอบรับคำสัญญา ซึ่งเนื้อหาของคำสัญญาหรือการสิ้นใจของเธอยังไม่เป็นที่เปิดเผย คำพูดสุดท้ายของเธอเป็นวลีที่ตามหลอกหลอนพี่ชายของเธอในช่วงชีวิตที่เหลือของ Eddard เธอได้พูดว่า “สัญญากับข้าสิ เน็ด”



Lyanna มีอายุเพียงแค่ 16 ปีเท่านั้น หลุมฝังศพตั้งอยู่ในสุสานใต้ดินของ Winterfell ข้างๆเป็นหลุมฝังศพของ Lord Rickard Stark พ่อของเธอ ส่วนอีกด้านเป็นหลุมฝังศพของ Brandon Stark พี่ชายของเธอ รูปปั้นของ Lyanna ถูกแกะสลักบนหินและวางอยู่บนสุสานของเธอ แม้ว่า Robert จะอ้างว่ารูปแกะสลักนี้จะไม่สวยเท่าตัวจริงก็ตาม Eddard อ้างว่าตัว Lyanna เองต้องการให้พาเธอกลับไปยัง Winterfell เขามักจะนำดอกไม้มาวางบนสุสานของเธอไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาสามารถมาได้ เพราะน้องสาวของเขาชอบดอกไม้ Bran Stark เคยบอกว่ามีเพียงแค่กษัตริย์และลอร์ดแห่ง Winterfell ที่สมควรมีรูปปั้นเป็นของตัวเองไม่ใช่สมาชิกในครอบครัว แต่ Eddard ต้องการที่สร้างรูปปั้นเพื่อเป็นการให้เกียรติแก่น้องสาวผู้อันเป็นที่รักยิ่ง




Assault on Dragonstone



หลังจากที่กษัตริย์ Aerys รู้ว่าเจ้าชาย Rhaegar Targaryen ถูกสังหารโดย Robert Baratheon ในการสู้รบที่แม่น้ำ Trident เขาได้ส่งตัวราชินี Rhaella Targaryen และลูกชายของเขา เจ้าชาย Viserys Targaryen ไปยังปราสาท Dragonstone ปราสาทโบราณที่ตั้งอยู่บนเกาะและเป็นที่มั่นของตระกูล Targaryen คืนก่อนที่ราชินีและลูกๆจะจากไป เขาได้มีอะไรกันกับ Rhaella ด้วยอารมณ์อันเร่าร้อนเนื่องจากเขาได้สั่งประหาร Lord Qarlton Chelsted ด้วยการเผาทั้งเป็น ราชวงศ์ Targaryen ที่ยังอยู่ในเมืองหลวงตอนนั้นมี Aerys และลูกๆของเจ้าชาย Rhaegar ก่อนที่พวกเขาจะถูกสังหารในปี 283AC

Robert Baratheon ได้สืบทอดบัลลังก์ต่อจาก Aerys ในฐานะกษัตริย์แห่งเจ็ดอาณาจักร และเขาได้มอบหมายให้น้องชาย Stannis Baratheon ที่สามารถปกครองดูแลปราสาท Storm’s End ได้ สร้างกองทัพเรือที่เมืองหลวงแห่งตระกูล Baratheon

หม้ายของกษัตริย์ Aerys ราชินี Rhaella ได้เสียชีวิตหลังจากคลอดบุตรสาว Daenerys Targaryen ในเก้าเดือนต่อมาที่ Dragonstone ปราสาทแห่งสุดท้ายของ Targaryen ในคืนหนึ่งมีพายุที่รุนแรงมากเข้าทำลายทัพเรือของ Targaryen ขณะที่เรือทิ้งสมออยู่



Stannis ได้บัญชาการเรือรบที่สร้างเสร็จใหม่ๆ ชื่อว่า “Fury” พร้อมกับนำทัพเรือหลวงเพื่อไปยึดปราสาท Dragonstone กองทหารแห่ง Dragonstone ได้เตรียมพร้อมที่จะขายตัว Viserys และน้องสาว Daenerys ให้กับ Baratheon อย่างไรก็ตามก่อนที่ Stannis จะมาถึง Ser Willem Darry ได้นำพรรคพวกที่จงรักภักดีต่อ Targaryen จำนวน 4 คน ลักพาตัว Viserys และ Daenerys จาก Dragonstone ในช่วงกลางคืน พวกเขาได้แล่นเรือข้ามทะเลแคบไปยังเมือง Braavos แห่งทวีป Essos

การบุกโจมตี Dragonstone ของ Stannis ประสบความสำเร็จ และเขาได้พิชิตเกาะแห่งนี้ในนามของกษัตริย์ Robert Baratheon ด้วยการพิชิต Dragonstone ทำให้ที่มั่นสุดท้ายของ Targaryen แห่งเจ็ดอาณาจักรได้หายไป และทำให้ Stannis มีตำแหน่งเป็นลอร์ดแห่ง Dragonstone อย่างไรก็ตามรู้สึกโมโหเป็นอย่างยิ่งที่เด็ก Targaryen พวกนั้นหายตัวไปก่อนที่ Stannis จะมาถึง และ Robert ได้มอบปราสาท Strom’s End ที่มั่นของตระกูล Baratheon ตั้งแต่บรรพบุรุษให้แก่น้องชายคนสุดท้อง Renly Baratheon ซึ่งเรื่องนี้ Stannis โกรธเคืองมากว่าเป็นการมองข้ามตัวเขาอย่างจงใจ ส่วน Viserys และ Daenerys Targaryen อาศัยอยู่ในบ้านที่มีประตูสีแดงในเมือง Braavos กับ Ser Willem Darry



หลังจากการประสบความสำเร็จในการก่อกบฏและการครองบัลลังก์ของ Robert Baratheon เขาได้แต่งตั้ง Jon Arryn เป็นพระหัตถ์ และเนื่องจาก Lyanna ได้เสียชีวิตหลังจากการถูกลักพาตัว Robert ได้แต่งงานกับ Cersei Lannister ส่วน Jon Arryn ได้เจรจาพักรบกับ Dorne ทำให้เจ็ดอาณาจักรได้ยืนยันว่า Robert Baratheon ผู้นี้เป็นกษัตริย์แห่งเจ็ดอาณาจักร


จบแล้วครับ

CREDIT: Intimidate

SOURCE:
http://pantip.com/topic/32137981
http://awoiaf.westeros.org
http://gameofthrones.wikia.com
แก้ไขล่าสุดโดย B2W เมื่อ Sat Apr 30, 2016 15:38, ทั้งหมด 3 ครั้ง
104
0
หากโดน 177 เรื้อน จะถูกแบน
fetusun , AGGLE , ShinnZa , Titan , ๐mC๐ , 5O2BadGateway , brrless , Tethyz_ , nutmomqq , oniznightss , P1RaTE , ปืนใหญ่ไร้เทียมทาน , มนุษย์แกะ , มานีมีนามาดูฮวู๊ฮวู , skymile , ZzExoRoozZ , extinction , Lowlite , l3al3yDemons , darkwing13 , AcousticPlay , GD_The09 , -Owefil- , : P , takumi_hero , niveousz , ~Biggy69~ , ปลา วาฬทราย , supercamo , TheSam , pirese , gatunyou , Fergus , สัมมะคันจิง..! , Chokuunjubu , Sอยตรีน... , minyoyoza , Toplismz , PC , JasMiL , Badabing , biw_thekop , อุซึมากิ นารูโตะ , Shut-the-Fuck-Up , ๓ExCluSiVE๓ , Rock_N_Rolla , ArcuS , MaLiG2527 , Decolgen` , ป้าๆเพิ่มข้าว , TXI , TM_tentacle , Elizx , ปี๊สสะป๊าดเปรูจา , อันธพาน , #MAESTRO , khlongkhlaw , LeoNess , POMMY_MADRIDISTA , news22 , gyarados , อินดี้ , LittleDemon , Alfonso777 , oreocheez , EnterSandman , FatX , [W]eaThe[R] , , Bazenji , WHY NOT , tumMaiiWa , METRONOME , Armcub , lacoste , espnstar , xzinsomnia , nineoneone , นิ้วด้าน , Azlarn , kazeya , papalissi , giand , Nico39 , Butter Salmon , คุณกินโทกิ , Asakulast , zixer , Conroe , Mistlestoe , P4NG , BesTieZ , doxdox , Suck , GongTo , I'm Henry , avengeda7xx , Pitenashi , 아이유 , เทวีสุริยา , อี้จับซา , ake007xxx , urza , Theluckz
โหวตเป็นกระทู้แนะนำ

ออนไลน์
ซุปตาร์โอลิมปิก
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 04 Sep 2013
ตอบ: 13046
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Fri Apr 29, 2016 21:56
[RE: ::: Game of Thrones เปิดตำนานราชวงศ์ Targaryen อันเกรียงไกร จนถึงรัชสมัยแห่งการสิ้นสลาย :::]
ตระกูลใหญ่ๆที่มีอำนาจเยอะฆ่าคนได้เป็นว่าเล่น

ผมอยากรู้นัก ถ้าวันนึงซอมบี้น้ำแข็งมันบุกมาได้ทั่วประเทศ มันยังจะเก่งอยู่เหมือนเดิมเปล่า
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออนไลน์
นักเตะตำบล
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 03 Apr 2009
ตอบ: 3281
ที่อยู่: เมอซี่ไซด์
โพสเมื่อ: Fri Apr 29, 2016 21:59
[RE: ::: Game of Thrones เปิดตำนานราชวงศ์ Targaryen อันเกรียงไกร จนถึงรัชสมัยแห่งการสิ้นสลาย :::]
อ่านไปแค่นิดเดียว เข้าใจเลยว่า

ทำไมคนถึงบอกว่าหนังสือOriginalเกือบๆทุกเรื่อง ดีกว่าซีรี่
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
Mo Salah, Mo Salah, Mo Salah
Running down the wing
ออนไลน์
ปลายอาชีพค้าแข้ง
Status: ว่างมาก
: 0 ใบ : 0 ใบ
ตอบ: 36904
ที่อยู่: ____________________ _________________________ _________________________ เข้าร่วม: 04 Sep 1999
โพสเมื่อ: Fri Apr 29, 2016 22:00
[RE: ::: Game of Thrones เปิดตำนานราชวงศ์ Targaryen อันเกรียงไกร จนถึงรัชสมัยแห่งการสิ้นสลาย :::]
แค่เลื่อนลงมาข้างล่างยังเหนื่อยเลย
MANCHESTER UNITED


ออฟไลน์
กำเนิดดาวรุ่ง
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 21 Sep 2009
ตอบ: 862
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Fri Apr 29, 2016 22:02
[RE: ::: Game of Thrones เปิดตำนานราชวงศ์ Targaryen อันเกรียงไกร จนถึงรัชสมัยแห่งการสิ้นสลาย :::]
แม่มังกร
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
นักบอลถ้วย ง.
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 30 Oct 2014
ตอบ: 1059
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Fri Apr 29, 2016 22:05
[RE: ::: Game of Thrones เปิดตำนานราชวงศ์ Targaryen อันเกรียงไกร จนถึงรัชสมัยแห่งการสิ้นสลาย :::]
ขอบคุณครับ ที่เอามาแบ่งปันกันครับผม
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
ดาวเตะพรีเมียร์ลีก
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 19 May 2011
ตอบ: 9621
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Fri Apr 29, 2016 22:10
[RE: ::: Game of Thrones เปิดตำนานราชวงศ์ Targaryen อันเกรียงไกร จนถึงรัชสมัยแห่งการสิ้นสลาย :::]
5O2BadGateway พิมพ์ว่า:
แค่เลื่อนลงมาข้างล่างยังเหนื่อยเลย  


ผมเลื่อนลงมาเพื่อกดแผล่บให้จขกทเลย แล้วก็ไม่ได้อ่าน ท้อ
1
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน

ออฟไลน์
B2W
นักเตะหมู่บ้าน
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 05 Dec 2015
ตอบ: 1360
ที่อยู่: Pathum Thani
โพสเมื่อ: Fri Apr 29, 2016 22:12
[RE]::: Game of Thrones เปิดตำนานราชวงศ์ Targaryen อันเกรียงไกร จนถึงรัชสมัยแห่งการสิ้นสลาย :::
ปืนใหญ่ไร้เทียมทาน พิมพ์ว่า:
5O2BadGateway พิมพ์ว่า:
แค่เลื่อนลงมาข้างล่างยังเหนื่อยเลย  


ผมเลื่อนลงมาเพื่อกดแผล่บให้จขกทเลย แล้วก็ไม่ได้อ่าน ท้อ  


ขอบคุณครับ

ขนาดผมตั้งเองผมยังท้อเลย
โพสต์บนแอป Soccersuck บน iOS
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน

ออฟไลน์
กำเนิดดาวรุ่ง
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 17254
ที่อยู่: กิเลสท่วมใจทั้งคืนวัน คิดว่าปัญญาเพียงน้อยนิดจะเอาชนะกิเลสได้
โพสเมื่อ: Fri Apr 29, 2016 22:13
[RE: ::: Game of Thrones เปิดตำนานราชวงศ์ Targaryen อันเกรียงไกร จนถึงรัชสมัยแห่งการสิ้นสลาย :::]
แผล่บขวกโหวต
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน

ออฟไลน์
นักเตะหมู่บ้าน
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 19 Sep 2007
ตอบ: 4942
ที่อยู่: Emirates Stadium
โพสเมื่อ: Fri Apr 29, 2016 22:32
[RE: ::: Game of Thrones เปิดตำนานราชวงศ์ Targaryen อันเกรียงไกร จนถึงรัชสมัยแห่งการสิ้นสลาย :::]
ผมนี่เลื่อนเมื่อยเลย....กดแผล่บไปล่ะ
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน

ออนไลน์
ดาวซัลโวฟุตบอลโลก
Status: พอเลยพอ....กดพอสก่อนเลย
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 40783
ที่อยู่: Anfield ที่รัก ... :3
โพสเมื่อ: Fri Apr 29, 2016 22:55
[RE: ::: Game of Thrones เปิดตำนานราชวงศ์ Targaryen อันเกรียงไกร จนถึงรัชสมัยแห่งการสิ้นสลาย :::]
เอาแผล่บไปก่อนเดี๋ยวค่อยมาอ่าน
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
เรื่องบางเรื่อง ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด เพียงแต่สิ่งที่เราคิดมันต่างกัน
My Liverpool, the Kop will always rule
ออฟไลน์
นักบอลถ้วย ก.
Status: ไฝว้ได้ไอ้หนู
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 04 Sep 2013
ตอบ: 3770
ที่อยู่: ในดงตรีน...
โพสเมื่อ: Fri Apr 29, 2016 23:49
[RE: ::: Game of Thrones เปิดตำนานราชวงศ์ Targaryen อันเกรียงไกร จนถึงรัชสมัยแห่งการสิ้นสลาย :::]
เลื่อนมาแผล่บให้จริงๆ อ่านไปไม่ยาว
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
นักเตะท้ายซอย
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 22 Oct 2012
ตอบ: 348
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Sat Apr 30, 2016 02:25
[RE: ::: Game of Thrones เปิดตำนานราชวงศ์ Targaryen อันเกรียงไกร จนถึงรัชสมัยแห่งการสิ้นสลาย :::]
อ่านจนจบ แล้วค่อยมาแผล่บ
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน

ออฟไลน์
นักบอลถ้วย ง.
Status: อย่าโลกสวยขอร้อง !!
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 04 Sep 2013
ตอบ: 6412
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Sat Apr 30, 2016 02:34
[RE: ::: Game of Thrones เปิดตำนานราชวงศ์ Targaryen อันเกรียงไกร จนถึงรัชสมัยแห่งการสิ้นสลาย :::]
อ่านจบเลยกู ชั่วโมงครึ่ง อ่านไปเปิด google ดุตัวละครไป
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
Chelsea FC เข้าใจตรงกันนะ
ออฟไลน์
ขุนพลแข้งทอง SS
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 5752
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Sat Apr 30, 2016 03:04
[RE: ::: Game of Thrones เปิดตำนานราชวงศ์ Targaryen อันเกรียงไกร จนถึงรัชสมัยแห่งการสิ้นสลาย :::]
ตอนนี้ตระกูล สตาร์ค มีใครมีแววจะรอดบ้างเนี้ย ทำบทได้ลำเค็ญเหลือเกินแต่ละคน บทจะตายก็ตายง่ายเกิ้น
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ไปหน้าที่ 1, 2
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
กรุณาระบุเหตุผลที่จะแจ้งความ
ผู้ต้องหา:
ข้อความ:
Submit
Cancel
กรุณาเลือก Forum และ ประเภทกระทู้
Forum:

ประเภท:
Submit
Cancel