ไว้คราวหน้า X
ไว้คราวหน้า X
ไม่ต้องแสดงข้อความนี้อีกเลย
ไปหน้าที่ 1
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
ฝากรูป
ผู้ตั้ง
ข้อความ
ออฟไลน์
ผู้เยี่ยมชม
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 22 Oct 2012
ตอบ: 11695
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Fri Jun 20, 2014 19:36
ถูกแบนแล้ว
สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า ROCK STAR
อาจจะยาวหน่อยนะครับ แต่ถ้าใครเสพสากล รับรองว่าอ่านเพลินแน่ๆ




**ห้าวเป้ง!

ร็อคเกอร์ขวัญใจขาโจ๋แทบทุกคนคล้ายจะมีความ “ห้าว” อยู่ในสายเลือด อย่างในช่วงต้นยุค 60 ขณะที่ The Beatles ยังขายความใสอยู่นั้น ก็มีวงร็อคหน้าใหม่นาม The Rolling Stones ที่ทำตัวเป็นคู่ขนาน พวกเค้ามีความห่าม ดิบ เถื่อน เป็นจุดขาย จนถูกขนานนามว่าเป็น bad boy แห่งวงการเพลง สิ่งหนึ่งที่สร้างความแตกต่างก็คือ บนปกอัลบั้มแรกๆ นั้น แทนที่จะยิ้ม แต่สมาชิกทุกคนกลับทำหน้าบึ้งตึง แถมยังเคยมีการใส่คำโปรยว่า “คุณจะยอมยกลูกสาวให้แต่งงานกับ โรลลิ่ง สโตน มั้ย?” จนฮือฮามาแล้ว!

ยิ่งห้าวเท่าไร กิตติศัพท์ของห้าหนุ่ม Rolling Stones ก็ยิ่งขจรขจาย! ทั้งเรื่องราวของการทำตัวไม่แคร์สื่อ การถ่มน้ำลายใส่นักข่าว เนื้อหาเพลงสองแง่สองง่าม และโดยเฉพาะกับการถูกสาปส่งจากรายการทีวี Ed Sullivan Show หลังจากที่วงหินกลิ้งได้ไปก่อวีรกรรมเอาไว้ในการเป็นแขกรับเชิญครั้งแรก และนักวิจารณ์ชาวอังกฤษเคยกล่าวถึง Rolling Stones เอาไว้ว่า “พวกเค้าทั้งวิตถาร ห้าว ป่าเถื่อน น่าชัง น่ารังเกียจ ไร้รสนิยม และเป็นพวกชอบล้อเลียน แต่ว่านั่นล่ะคือสิ่งที่ดีของพวกเค้า”





**ขบถ!

ขบถในที่นี้มีหลายระดับ ตั้งแต่ขบถต่อวงการเพลง ขบถต่อสังคม ไปยันขบถต่อการเมือง ประเทศชาติ และศาสนา!

Bob Dylan ถูกยกให้เป็นขบถตัวพ่อ เค้าถูกขนานนามว่าเป็นนักปฏิวัติเงียบ ศิลปินที่เสียงร้องไม่ค่อยเพราะแต่แต่งเพลงได้ราวบทกวีผู้นี้ เป็นผู้ให้กำเนิดดนตรีโฟล์คแบบใหม่ รวมทั้งบทเพลงเพื่อสังคมและบทเพลงต่อต้าน

เพลง “Mr. Tambourine Man” ของเค้าได้ถูกคนนำมาถกเถียงตีความนานหลายทศวรรษ และเพลงต่อต้านสงครามเวียดนามอย่าง “Blowin’ In The Wind” ก็เป็นเพลงต่อต้านแบบผู้ดีที่สะท้อนภาพความสูญเสียได้อย่างคมคายเหลือเกิน!

นอกจากนี้ Bob Dylan ยังได้ปฏิวัติวงการเพลงด้วยการปล่อยซิงเกิ้ล “Like A Rolling Stone” ในปี 1965 ที่มีความยาวเกิน 6 นาที ซึ่งขัดกับขนบของรายการวิทยุสมัยนั้นที่ไม่ยอมเปิดเพลงที่ยาวเกิน 3 นาทีเด็ดขาด แต่ท่ามกลางการคัดค้านของต้นสังกัด มันกลับกลายเป็นเพลงที่ดังที่สุดของ Dylan ไปเสีย! และในแง่ของดนตรี... นี่ถือเป็นการปฏิวัติตัวเองของเขา ด้วยการทิ้งกีตาร์โปร่งแล้วหันไปจับกีตาร์ไฟฟ้า ซึ่งสร้างความขุ่นเคืองใจให้กับแฟนเก่าแฟนแก่ของเขาอย่างมาก จนแฟนเพลงคนหนึ่งถึงกับเคยตะโกนใส่ Dylan ว่า “ไอ้ยูดาส!”







นอกจากนี้ เรายังมีตัวอย่างความขบถของร็อคสตาร์รายอื่นๆ เช่น

- ราชันย์ร็อคแอนด์โรล Elvis Presley ท่าเต้นโยกคลึงของเค้านั้นเคยถูกแอนตี้อย่างหนักในช่วงแรกๆ โดยมีการต่อว่าต่อขานว่า มันเป็นท่าเต้นที่ยั่วยุกามารมณ์ และบ้างก็ว่า Elvis เป็นคนขาวที่พยายามจะเต้นแบบคนดำ จนรายการทีวีหลายรายการตัดปัญหาด้วยถ่ายเฉพาะช่วงบนของ Elvis เท่านั้น! แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครที่จะสามารถหยุดกระแสคลั่งไคล้นี้ไปได้

- David Bowie สร้างความแตกตื่นให้กับแฟนๆ ด้วยการประกาศตนว่าเป็น ‘ไบเซ็กช่วล’ ตั้งแต่ต้นยุค 70! ซึ่งเป็นยุคสมัยที่สังคมยังไม่เปิดรับเรื่องความหลากหลายทางเพศ และ Bowie เองก็ยอมรับอย่างซื่อๆ ว่าเคยใช้เรื่องนี้เป็นจุดขายด้วยซ้ำ! เขาเคยให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่า “ผมคิดว่าการประกาศตนว่าเป็นไบเซ็กช่วลนั้นเป็นเรื่องพลาดอย่างมหันต์ ในยุโรป มันไม่ใช่สิ่งที่ผิดเลย แต่ในอเมริกา มันทำให้ผู้คนเอาแต่จับจ้องผมด้วยประเด็นเรื่องนี้”

- Sex Pistols วงพังค์ร็อคที่ดังระเบิดในปลายยุค 70 หนุ่มๆ เหล่านี้มาจากชนชั้นกรรมาชีพของอังกฤษ พวกเค้าถือเป็นตัวจุดชนวนการปฏิวัติทั้งในแง่ของดนตรี แฟชั่น สังคม และยุคสมัย ลองนึกภาพของวงดนตรี 4 หนุ่มที่บ้าระห่ำ แต่งตัวแนวๆ รุ่งริ่งๆ (ซึ่ง Vivienne Westwood มีส่วนร่วมในการออกแบบด้วย) พวกเค้าร้องและเล่นแบบรั่วๆ พ่นคำหยาบเป็นว่าเล่น แถมด้วยเนื้อเพลงที่ยั่วยุหยอกเย้าวิพากษ์ท้าทายสังคม ทั้งหมดนี้ทำให้ Sex Pistols กลายเป็นปรากฏการณ์แห่งยุคที่ผู้คนโจษจัน!










**โหด! (ชอบทำลาย)


เปรียบดั่งหยิน-หยาง ร็อคสตาร์ที่เปี่ยมด้วยพลังสร้างสรรค์ ก็ล้นด้วยพลังทำลาย!

“การพังกีตาร์” แทบจะกลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่อยู่คู่กับวงการร็อคมานาน (ไม่เว้นแม้แต่ “น้าแอ๊ด” บ้านเรา ฮ่า~) แต่จากภาพจะเห็นได้ว่าภายใต้การทำลายล้างนั้นก็ยังมีการครีเอทอยู่ในตัว
[ซ้ายสุด] เป็นรูปของ Paul Simonon จากวง The Clash กำลังหวดเบสลงกับพื้น และมันได้ไปปรากฏอยู่บนปกอัลบั้มคลาสสิคอย่าง “London Calling” ด้วย [กลางล่าง] Pete Townshend แห่งวง The Who จ้วงกีตาร์เข้ากับแอมป์!
[ขวาสุด] Kurt Cobain แห่งวง Nirvana เหวี่ยงกีตาร์ฟาดพื้น
และ [บนสุด] แอ็คชั่นเด็ดสุดไม่มีใครเกิน Jimi Hendrix ที่ข่ม Peter Townshend ด้วยการเอากีตาร์มาแผดเผาบนเวทีในเดือนมีนา ปี 1967 และมันกลายเป็น 1 ในซีนเด็ดแห่งวงการร็อคยุค 60 ไปโดยปริยาย!

(ร็อคเกอร์คนไหนจะพังกีตาร์ก็พังกันไป แต่ Santana ขอบาย! โดยเค้ากล่าวว่า “ผมไม่เคยลองทำมันเลยด้วยซ้ำ จะให้ผมยอมเสียอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่กีตาร์ของผม”)








**นำแฟชั่น!


ร็อคสตาร์ กับ แฟชั่น เป็นเหมือนของคู่กัน...
พวกเค้าทำให้หนุ่มๆทั่วบ้านทั่วเมืองอยากไว้ผมหรือแต่งตัวตาม (ไม่ว่าจะเป็นจิ๊กโก๋ หนุ่มเซอร์ เด็กแว้น เด็กแนว!) เรื่องทรงผมนี่ก็ต้องยาวๆ เซอร์ๆ ส่วนเรื่องเครื่องแบบนี่... ถ้าจะเอาแบบคลาสสิคขึ้นหิ้งเลยก็ต้องเป็น “แจ็คเก็ตหนัง-กะ-ยีนฟิตๆ” แค่นี้ก็เท่เหลือหลายแล้ว! อ้อ...ที่สำคัญกางเกงนี่ต้องฟิตเปรี๊ยะด้วยนะ! (ว่าแต่รูปซ้ายสุดนี่... บองโจวี่น้อยจะหายใจออกมั้ยเนี่ย? ) รูปกลางนี่แน่นอน Gun N’ Roses ที่เคยแรงแบบสุดๆในยุค 80-90 (จะเห็นได้ว่าชาวเฮฟวี่เค้านำสมัย ใส่เดฟกันมานานแล้ว) ส่วนรูปขวาได้แก่วง The Strokes ที่ถือเป็นต้นแบบแฟชั่นให้กับเด็กแนวในยุค 2000 และทำให้กระแสขาเดฟกลับมาอีกระลอก









ศิลปิน “พังค์ร็อค” นี่ก็ถือเป็นอีกสายที่นำแฟชั่นมากๆ!


ในยุค 70 แฟชั่นพังค์ถูกขับเคลื่อนโดยศิลปินพังค์โดยเฉพาะจากฝั่งอังกฤษ และโดยหัวเรี่ยวหัวแรงอย่าง Malcolm McLaren กับ Vivienne Westwood (รายแรกเป็นผู้จัดการวงให้กับ New York Dolls และ Sex Pistols ส่วนรายหลังเคยเป็นแฟนกับ McLaren และปัจจุบันถือเป็น 1 ในแฟชั่นดีไซเนอร์ตัวแม่)

ลักษณะเด่นของแฟชั่นพังค์ ได้แก่ เสื้อยืดที่สกรีนคำแรงๆ แจ็คเก็ตหนัง หรือเสื้อนอกแบบเซอร์ๆ ส่วนทรงผมนี่แนวพังค์จะนิยมทำผมชี้โด่เด่ หรือไม่ก็โมฮอว์คไปเลย บ้างก็ทำสีแบบแสบๆ

เอกลักษณ์ของแฟชั่นพังค์ก็คือความอิสระและการแหกกรอบ โดยมันเป็นชุดที่ดูไม่เรียบร้อย(เซอร์) และพลิกแพลงได้หลากหลายตามความชอบของผู้ใส่ นอกจากนี้มันยังสะท้อนภาพของความเป็นชนชั้นล่าง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้เสื้อมือสองที่ดูเยินๆ รุ่งริ่ง หรือการตกแต่งชุดด้วยโลหะเงิน เช่น หมุดและโซ่

ปัจจุบันแฟชั่นพังค์ได้มีวิวัฒนาการไปหลายแนว มีทั้งสายหลักอย่างเช่น Green Day หรือ My Chemical Romance รวมทั้งสายโกธิคและอีโม ที่มีจุดเด่นอาทิ การทาขอบตาดำ และแต่งตัวสีดำทึม







**อินดี้! (สวนกระแส)


นี่ถือเป็นคุณสมบัติพิเศษของร็อคสตาร์บางรายที่ยากจะเลียนแบบได้!
อะไรที่มันกำลังดัง กำลังฮิต พวกเขาจะไม่ทำ... พวกเขาจะสวนกระแส ไม่แคร์สื่อ ไม่แคร์ตลาด!

หนึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ได้แก่ Nirvana… ในยุค 90 ที่เฮฟวี่ยังครองตลาดเพลงร็อค และเพลงป็อบยังครองชาร์ต จู่ๆ Kurt Cobain กับวงของเขาก็พาแนวดนตรีกรันจ์เข้ามากระชับพื้นที่ แถมยังขย่มบัลลังก์ของคิงออฟป็อบ Michael Jackson ด้วยการนำอัลบั้ม “Nevermind” มาเขี่ยอัลบั้ม “Dangerous” ลงจากอันดับ 1 ในชาร์ตบิลบอร์ด และนี่ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของแนวเพลงอัลเทอร์เนทีฟเลยก็ว่าได้!








**ปากดี!


มีสำนวนไทยเตือนใจเราว่าให้ระวัง “ปากพาจน” แต่สำหรับร็อคสตาร์แล้ว... มันคงจะกลับกันเป็น “ปากพารวย”!

ในยุทธจักรเพลงร็อค ดูเหมือนว่าจะยิ่งปากดีเท่าไร ก็จะยิ่งดัง ยิ่งมีกระแส! ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ “สองพี่น้องตระกูล Gallagher แห่งวง Oasis” ที่ในยุคบริทป็อบเฟื่องฟูนั้นพวกเขาเคยแขวะไปหมดทั่วทั้งวงการ!! ที่หนักที่สุดเห็นจะเป็นกรณีพิพาทกับวงคู่ปรับอย่าง Blur โดยในปี 1995 ป๋า Noel เคยกัดพวกเค้าว่า “อั๊วอยากให้ Damon กะ Alex ติดเอดส์แล้วก็ตายๆไปซะ!” ซึ่งก่อให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างหนัก จน Noel ต้องออกมาขอโทษขอโพยในภายหลัง...

ถัดจากนั้นในปี ’96 ในงาน Brit Awards ซึ่ง Oasis คว้ารางวัลวงบริติชยอดเยี่ยมเหนือ Blur นั้น สองพี่น้อง Gallagher จอมแสบก็ยังหักหน้าวงคู่อริด้วยการขึ้นไปร้องเพลง ‘Parklife’ บนเวทีแล้วแปลงเนื้อเป็น ‘Shite-life’ เสียนี่! (Shite ก็คือ Shit ไงล่ะครับทั่น! 55)...

สองแสบ Gallagher ยังเคยแขวะข้ามไปถึงวงการฮิพฮ็อพ โดย Noel ผู้พี่เคยแขวะ Jay-Z ว่า “หมอนี่เป็นตัวซวยที่ทำให้เทศกาลดนตรี Glastonbury ตกต่ำ!” (สืบเนื่องจากการที่ Jay-Z ได้รับเลือกให้เป็นเฮดไลน์ของงานในปี 2008 ซึ่งขัดกับธรรมเนียมของ Glastonbury ที่เน้นเพลงร็อคโดยสิ้นเชิง และ Jay-Z เองก็ได้โต้ตอบ Noel ผ่านสื่อ แถมยังเอาเพลง “Wonderwall” ขึ้นมาร้องโชว์บนเวทีแก้เกี้ยวซะงั้น!) ส่วน Liam ผู้น้องนั้นก็เคยแขวะว่า “แบรนด์เสื้อ Rocawear ของ Jay-Z นั้นเห่ย สู้แบรนด์ Pretty Green ของอั๊วก็ไม่ได้!”...

ปัจจุบัน นาย Liam ที่แยกตัวออกมาตั้งวง Beady Eye ก็ยังปากดีไม่เลิกรา! โดยเขาได้ออกมาแขวะวงอังกฤษหน้าใหม่วงแล้ววงเล่า อาทิ Franz Ferdinand, The Libertines, Bloc Party, Vaccines และ Brother ซึ่งบางวงกลับชอบใจและเห็นว่ามันเป็นการด่าเจิมของ Liam เสียด้วยซ้ำ!(โดน Liam ด่าแล้วยิ่งดัง)








และในยุค ’90 ที่เพลงอัลเทอร์กำลังขับเคี่ยวกับเฮฟวี่อย่างดุเดือดอยู่นั้น...
ตัวแทนจากทั้ง 2 ฝั่งอย่าง Kurt Cobain และ Axl Rose ถือเป็นคู่กัดแห่งวงการร็อคที่ไม่กินเส้นกันอย่างแรง

โดย Kurt เคยแขวะ Axl ว่า “Axl น่ะเล่นบทร็อคสตาร์มานานหลายปีแล้ว และมันน่าเบื่อว่ะ เค้าเป็นพวกกร่างอีโก้จัด และคงคิดว่าโลกนี้เป็นหนี้บุญคุณเค้าอยู่ล่ะมั้ง”

ส่วน Axl ก็เคยแขวะ Kurt กับเมียอย่างแรงว่า “Kurt กะเมียน่ะเป็นไอ้พวกขี้ยา ถ้าลูกของพวกนั้นออกมาพิกลพิการล่ะก็ สองผัวเมียนี่ควรจะไปเข้าคุกซะ” (แต่ทั้งนี้ความขัดแย้งของทั้งคู่ก็มีที่มาที่ไปอยู่ ที่จริงแล้วตอนแรก Axl ออกจะปลื้ม Nirvana ซึ่งอยู่ค่าย Geffen เหมือนกันด้วย และเค้าเคยขอให้ Nirvana ไปร่วมเล่นทัวร์คอนเสิร์ตกับ GNR หรือแม้แต่ไปงานวันเกิดของเค้า แต่ Kurt ปฏิเสธเนื่องจากไม่ชอบนิสัยและทัศนคติของ Axl พ่วงด้วยเหตุการณ์ในงาน MTV Awards 1992 ที่คู่ผัวเมีย Axl+Stephanie และ Kurt+Courtney ทะเลาะวิวาทกันหลังเวที และนั่นจึงทำให้ทั้งคู่กลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากันไปโดยปริยาย)











**หญิงตรึม!



แน่นอนว่าเมื่อคุณมีชื่อเสียงและเงินทองแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คงจะหนีไม่พ้น “นารี” และเรื่องคาวสวาททั้งปวง!

Gene Simmons มือเบสจอมพ่นไฟแห่งวง Kiss เคยให้สัมภาษณ์ครั้งฮือฮาว่า “ผมเคยนอนกับผู้หญิงมากว่า 4,600 คน” ซึ่ง Gene เองยอมรับว่าหลายคนคงจะไม่เชื่อ แต่เค้ายืนยันว่ามีหลักฐานพิสูจน์ได้จากรูปถ่ายของสาวแต่ละคนที่เค้าเคยได้แอ้มมา ซึ่งเค้าเองก็ชอบโชว์อัลบั้มรูปดังกล่าวให้เด็กๆในคาถาดูเสียด้วย!

Gene ยังเคยกล่าวถึงประสบการณ์เซ็กซ์ติดตลกไว้ว่า “ผมเคยทาลายหน้าของผมให้กับสาวๆที่เต็มใจจะทามันในตอนมีเซ็กซ์... และครั้งหนึ่งผมเคยได้แอ้มแม่สาวคนหนึ่งที่มีรอยสักรูปหน้าผมบนหว่างขาเธอ และผมรู้สึกเสียใจแทนแฟนๆของเธอเหลือเกิน"









และในยุค 80-90 ที่ Gun N’ Roses ดังแบบสุดกู่ เรามักจะได้เห็นภาพพวกเค้าคลอเคลียกับสาวๆ ราวกับว่าอยู่ในฮาเร็มจนชินชา และนักร้องนำนาย Axl Rose นั้นก็เคยถึงขั้นคบหากับซูเปอร์โมเดลอย่าง Stephanie Seymour มาแล้ว แถมยังเอาเธอมาเล่นเอ็มวีเพลง “November Rain” และ “Don’t Cry” ให้หนุ่มๆอิจฉาตาร้อนเล่นอีกต่างหาก

อีกหน่อที่ไม่เบา ได้แก่ Bon Jovi ที่โดนอดีตผู้จัดการวง Rich Bozzet เขียนหนังสือแฉชีวิตวัยคะนองที่ชื่อว่า "Sex, Drugs And Bon Jovi" แถมยังเอารูปเค้ากับสาวๆแฟนคลับในชุดวันเกิดเมื่อปี ’85 มาลงอีกต่างหาก! โดย Bozzet ให้สัมภาษณ์ว่า “Jon ไม่อยากจะพูดถึงอดีตช่วงแรกๆของวงนักหรอก แต่หนังสือเล่มนี้จะเผยให้เห็นชีวิตจริงของวงดนตรีที่ต้องออกทัวร์ มันเป็นอีกโลกหนึ่งที่เต็มไปด้วยเหล้า ยา และเซ็กซ์”








ปิดท้ายกันด้วย ‘วีรกรรมวีรเวรเด็ดๆ ของ ROCK STAR!’

เชิญพบกับสารพัดเรื่องเล่าและตำนานร็อคสตาร์ จะแรงจะรั่ว จะห้าวจะเฮ้วแค่ไหน จะจริง/ไม่จริงยังไง เราไปพิสูจน์กัน!!!



** Ozzy ฉี่ใส่ป้อมอะลาโม! **

ในระหว่างการทัวร์คอนเสิร์ตครั้งหนึ่งของวง Black Sabbath ที่ประเทศสหรัฐในช่วงต้นยุค 80’ นักร้องนำจอมแสบ Ozzy Osbourne ปวดฉี่จะราดและหาส้วมแถวนั้นไม่เจอ เค้าจึงปลดทุกข์ใส่อาคารที่อยู่ใกล้ๆ และไม่ทันไรตำรวจก็เข้าจับกุมเค้าทันทีเนื่องจาก Ozzy ไปฉี่ใส่ป้อมอลาโม! ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการประกาศอิสรภาพของรัฐเท็กซัส โดยนายตำรวจบอกเค้าว่า “ไอ้หนู เมื่อเอ็งฉี่ใส่ป้อมอลาโม ก็เหมือนเอ็งเยี่ยวรดรัฐเท็กซัสนั่นแหละ!” (บางแหล่งบอกว่าที่จริง Ozzy ฉี่ใส่อนุสาวรีย์ผู้กล้าที่อยู่ตรงหน้าป้อมอลาโมต่างหาก) เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ Ozzy ถูกเมืองซานแอนโตนิโอแบนไปนานร่วม 10 ปี และเค้าพึ่งจะพ้นโทษแบนในปี 1991 หลังจากที่มอบเงิน 10,000 เหรียญให้แก่ผู้ดูแลของอลาโม










**Keith Moon พุ่งรถลงสระ!**


Keith Moon มือกลองสุดห่ามของวง The Who ถูกร่ำลือว่าเคยขับรถโรลส์รอยซ์พุ่งลงสระน้ำ แต่ภายหลังนักร้องนำ Roger Daltrey เผยว่ารถเจ้ากรรมจริงๆแล้วคือไครส์เลอร์ วิมเบิลดัน ต่างหาก โดย Keith ที่กำลังเมาได้ที่ขับมันลงไปในสระน้ำของโรงแรมในเมืองฟลินท์ รัฐมิชิแกน Keith ถูกตำรวจรวบตัวทันทีที่โผล่พ้นน้ำ และการเล่นผาดโผนครั้งนี้ทำให้เขาฟันหน้าหัก (เรื่องน่าขำก็คือมีการถกเถียงกันเรื่องรถ โดยในหนังสืออัตชีวประวัติระบุว่ามันคือรถลินคอล์น คอนติเนนตัล)








**Beatles ปุ๊นในวังบัคกิ้งแฮม!**



John Lennon เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อฝรั่งเศสว่าระหว่างที่สี่เต่าทองไปรับเครื่องราชย์ MBE ในวังบัคกิ้งแฮมเมื่อปี 1985 เขากับสหายแก้เครียดด้วยการสูบกัญชาในส้วม!... แต่ว่าที่จริงแล้ว John มุกปนโม้!! เพราะเขารับสารภาพในภายหลังว่า “เราไม่กล้าทำแบบนั้นจริงๆหรอก” และ Paul เสริมต่อว่าตอนนั้นพวกเค้าก็แค่สูบบุหรี่เพื่อคลายความตื่นเต้นเท่านั้นเอง









**Nikki Sixx ตายแล้วฟื้น!**


Nikki Sixx มือเบสวง Motley Crue เคยได้เจ้าหน้าที่กู้ชีพชุบชีวิตเอาไว้! โดยเมื่อปี 1987 Nikki ที่ตายไปแล้วจากการเสพย์ยาเกินขนาด ได้รับการฉีดอะดรีนาลีนเข้าที่หัวใจซึ่งช่วยให้เขาฟื้นขึ้นมาได้ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เข็ด! เพราะวันถัดมาเขาก็เสพย์ยาเกินขนาดอีกหน... และ Nikki ได้นำเอาประสบการณ์ดังกล่าวไปแต่งเป็นเพลง ‘Kickstart My Heart’

เกร็ดฮือฮาก็คือ มีเรื่องเล่าว่าที่ Nikki รอดมาได้ก็เพราะเจ้าหน้าที่กู้ชีพเป็นแฟนพันธุ์แท้ของวง Motley Crue นั่นเอง จึงไม่ยอมปล่อยให้เขาตายง่ายๆ และที่จริงพ่อค้ายาได้โยนร่างเขาลงถังขยะเนื่องจากคิดว่าเขาตายไปแล้ว!










**Led Zeppelin สอยโบอิ้ง!**



ในช่วงต้นยุค 70’ ที่วง Led Zeppelin กำลังทัวร์อเมริกา พวกเค้าทนใช้เครื่องบินส่วนตัว Falcon ที่ทั้งเล็กและบินโคลงเคลงไม่ไหว ก็เลยโชว์พาวด้วยการถอยเครื่องบินพี่เบิ้มอย่าง ‘The Starship’ ซะเลย! มันเป็นเครื่องบินโบอิ้ง 720 ที่ทางวงใช้ขนทั้งนักดนตรี ผู้ติดสอยห้อยตาม และสาวๆ บินตระเวนไปทั่วสหรัฐ ในยุคที่การเดินทางข้ามทวีปยังเป็นเรื่องสุดแสนอะเมซซิ่ง!











**Keith Richards เปลี่ยนเลือดหมดทั้งตัว?!?**


ก่อนการทัวร์ยุโรปในปี 1973 สื่อตีข่าวว่า Keith Richards ได้ไปเปลี่ยนถ่ายเลือดใหม่ใสบริสุทธิ์ปลอดเหล้าปลอดยามาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์! แต่ความเป็นจริงก็คือ Keith เพียงแต่เข้ารับการผ่าตัดเพื่อกำจัดสิ่งปนเปื้อนออกจากเลือด ซึ่งห่างไกลจากการเปลี่ยนถ่ายเลือดทั้งตัวโดยสิ้นเชิง และเขาสารภาพในภายหลังว่ากุเรื่องขึ้นมาเพราะเบื่อหน่ายที่จะต้องตอบคำถามนักข่าวเกี่ยวกับกระบวนการรักษานั่นเอง











**Gene Simmons ต่อลิ้นวัว?!?**


มือเบสวง Kiss ป๋า Gene Simmons ที่ขึ้นชื่อว่ามีลิ้นยาวผิดมนุษย์มนา และใช้มันเป็นส่วนหนึ่งของโชว์บนเวทีบ่อยๆนั้น เคยมีคนโจษจันว่าเขาไปผ่าตัดต่อลิ้นวัวมา!
แต่มันเป็นแค่ข่าวลือ! เพราะอันที่จริง Gene ก็แค่มีลิ้นยาวกว่าคนทั่วไปและรู้จักใช้มันให้เป็นประโยชน์เท่านั้นเอง ที่สำคัญการแพทย์ในยุค 70’ ยังไม่สามารถทำการผ่าตัดต่อชิ้นส่วนสัตว์เข้ากับตัวคนได้










จบแล้วครับ


เครดิต จากคุณ : เบอท (albertpotjes)


Spoil
http://topicstock.pantip.com/chalermkrung/topicstock/2011/05/C10555037/C10555037.html  




แก้ไขล่าสุดโดย kankeroro เมื่อ Fri Jun 20, 2014 19:41, ทั้งหมด 1 ครั้ง
โหวตเป็นกระทู้แนะนำ
ออฟไลน์
ผู้เยี่ยมชม
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 27 Jan 2010
ตอบ: 35038
ที่อยู่: เบตง
โพสเมื่อ: Fri Jun 20, 2014 19:42
ถูกแบนแล้ว
[RE: สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า ROCK STAR]
เจ๋ง !!!!!!!!!!!!!!!!!


0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออนไลน์
ดาวเตะลา ลีกา
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 11 Jan 2014
ตอบ: 37307
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Fri Jun 20, 2014 19:43
[RE: สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า ROCK STAR]
แก้ไขล่าสุดโดย shinobiz13 เมื่อ Fri Jun 20, 2014 19:43, ทั้งหมด 1 ครั้ง
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
นักบอลถ้วย ค.
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 05 Sep 2013
ตอบ: 3236
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Fri Jun 20, 2014 19:43
[RE: สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า ROCK STAR]


คู่นี้จุ๋มจิ๋มน่ารักนั่งผลัดกันถอนปุ่มรสสัมผัสบนลิ้นซึ่งกันและกัน
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
ผู้เยี่ยมชม
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 14 Feb 2014
ตอบ: 3360
ที่อยู่: พระตำหนักชายโสด
โพสเมื่อ: Fri Jun 20, 2014 19:43
ถูกแบนแล้ว
[RE: สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า ROCK STAR]
นึกว่า ที่มา ของบริษัท ทำเกมส์
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
ซุปตาร์ยูโร
Status: The sands of time were eroded byThe river of con
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 05 Sep 2013
ตอบ: 34175
ที่อยู่: The Gates of Delirium
โพสเมื่อ: Fri Jun 20, 2014 19:47
[RE: สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า ROCK STAR]
เก๋าๆทั้งนั้น
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน


facebook.com/ProgSurround
ออฟไลน์
นักเตะเทศบาล
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 1002
ที่อยู่: Sir Matt Busby Way UK.
โพสเมื่อ: Fri Jun 20, 2014 20:19
[RE: สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า ROCK STAR]
มันมีเส้นบางๆกั้นอยู่ระหว่าง

เกรียน กับ rockstar

หลุดโลก กับ rockstar
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
ผู้เยี่ยมชม
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 06 Aug 2009
ตอบ: 12565
ที่อยู่: 193
โพสเมื่อ: Sat Jun 21, 2014 00:56
ถูกแบนแล้ว
[RE: สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า ROCK STAR]
Queen GNR และ Nirvana
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ไปหน้าที่ 1
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
กรุณาระบุเหตุผลที่จะแจ้งความ
ผู้ต้องหา:
ข้อความ:
Submit
Cancel
กรุณาเลือก Forum และ ประเภทกระทู้
Forum:

ประเภท:
Submit
Cancel