ไปหน้าที่ 1, 2, 3
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
ผู้ตั้ง
ข้อความ
ออนไลน์
ดาวเตะพรีเมียร์ลีก
Status: I Try So Hard and got so far but IN The End.......
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 22 Oct 2013
ตอบ: 13312
ที่อยู่: เรียน ปตรี ที่ชิคาโก้ จบปริญญาโทที่เมืองเช็ค แล้วววววว เข้าร่วม: 11 Jan 2020
โพสเมื่อ: Wed May 14, 2014 10:17
จากอดีตสู่ปัจจุบัน ยูฟ่าแชมป์เปียนลีค 1992- Present ( โหลดโหดที่สุด )
ใกล้แล้วสินะกับ ลิสบอน 2014 ณ กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ซึ่งนับเป็นการชิงชัยกันของสองทีมจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างสเปน และเป็น ดาบี้แมตซ์ นอกสถานที่ ของ เรอัล/แอตเลตีโก มาดริด แต่ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาในนัดชิงต่างๆ เป็นที่จดจำน่าสนใจในทุกๆ ปี ทั้งเรื่อง ชัยชนะ ศักดิ์ศรี และ มิตรภาพ เชิญชมครับ

อย่างที่เรารู้ๆ กันว่า โอลิมปิค มาร์กเซย ยอดทีมจากแดนน้ำหอม คือทีมแรกสุด ที่คว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยนคัพ ในปี 1993 ที่ทางยูฟ่าได้ประกาศเปลี่ยนชื่อของ ทัวนาเมนต์นี้เป็น ยูฟ่าแชมเปียนลีค

zzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzz


1992 เอฟซี บาร์เซโลน่า(สเปน) 1-0 ซามพ์โดเรีย(อิตาลี)
สนาม : เวมบลีย์ สเตเดี้ยม , กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักรอังกฤษ


ปีสุดท้ายของยูโรเปียนคัพ คือการที่ทีมที่ได้ชื่อว่าทีมแห่งความฝัน บาร์เซโลน่า กับ " ลาซามพ์ " ซามพ์โดเรีย จากอิตาลี

ด้านคีย์แมนของลาซามพ์ไม่ใช่ใครอื่นเค้าคือ โรแบร์โต มันชินี่ อดีตกุนซือสุดที่รักของชาวเรือใบสีฟ้านั่นเอง


...............................


ซึ่งปะทะกับยอดจอมทัพหรือเพลย์เมกเกอร์คนแรกของประวัติศาสตร์ฟุตบอลสมัยใหม่ และก็ไม่ใช่ใครอื่นเช่นกัน เค้าคือ อดีตกุนซือ ของหงส์ขาวสวอนซี ไมเคิล เลาดรู๊ป


..........................





90นาที ทั้งสองทีมยังทำอะไรกันไม่ได้ ต้องต่อเวลาพิเศษ และเกิดเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น

ในนาทีที่ 111 บาร์ซ่าก็มาได้ฟรีคิก จากการทำฟาล์วของโรแบโต้ มันชินี่ แล้วก็ผู้ที่รับหน้าที่ก็เป็นโรนัลด์ คูมันยอดฟูลแบ็คตีนกระบือ ซัดลูกยิงทะลุกำแพงแหวกแบบสุดมันส์ และเป็นประตูชัยให้บาร์ซ่าเฉือนลาซามพ์ไปได้ 1-0 นับเป็นแชมป์สมัยแรกของพวกเค้า



••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••







1992-1993 โอลิมปิค มาร์กเซย(ฝรั่งเศส) 1-0 เอซี มิลาน(อิตาลี)
สนาม : โอลิมปิค สเตเดี้ยม, กรุงมิวนิคประเทศเยอรมนี


ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ปีแรก " โอแอม " โอลิมปิค มาร์กเซยจากฝรั่งเศส พบกับศึกหนัก อย่างการเจอกับ สุดยอดทีมแกร่งจากอิตาลีอย่าง " ปิศาจแดงดำ " เอซี มิลาน


ชุด 3 ทหารเสือในตำนาน???? โอแอมตกเป็นรอง.............



แต่........มาร์กเซยที่เป็นฝ่ายมาได้ประตูขึ้นนำก่อนในนาทีที่ 43
จากลูกเตะมุม และฮีโร่คือบาซิเล่ โบลี่ ปราการหลังของทีมเทคตัวขึ้นขวิดบอลเข้าประตูไป




จากนั้นตลอดเวลาที่เหลือมาร์กเซย์เล่นกันอย่างมีวินัย ถึงขนาดที่ยอดกองหน้าอย่างมาร์โก ฟาน บาสเท่น และ ฌอง ปิแอร์ ปาแปง ก็ยังจบสกอร์ไม่ได้ จบ 90 นาที มาร์กเซยเฉือนเอาชนะมิลานไปได้ 1-0 ชนิดที่ว่าเซียนแห่กันไปซื้อปี๊ปมาคลุมหัว

.........


Spoil
 





••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••









1993-1994 เอฟซี บาร์เซโลน่า(สเปน) 0-4 เอซี มิลาน(อิตาลี)
สนาม : โอลิมปิค สเตเดี้ยม, กรุงเอเธนส์ประเทศกรีซ







แชมเปียนส์ลีกปีนี้เป็นการพบกันของอดีตผู้ท้าชิงใน 2 ปีก่อนหน้าอย่างบาร์เซโลน่า และ เอซี มิลาน และเป็นการปะทะกึ๋นของ สุดยอดกุนซือโยฮัน ครัฟฟ์ และ ฟาบิโอ คาเปลโล่


จนเมื่อมิลานได้ประตูแรก เดยัน ซาวิเซวิช พาบอลมาทางริมเส้นขวาก่อนครอสไปเสาสอง และเป็น ดาเนี่ยล มาสซาโร่ หัวหอกที่ลงมาแทนฟาน บาสเท่นเข้าชาร์จเข้าประตูไป และมาได้ประตูที่สองจาก มาสซ่าโรคนเดิมกดด้วยซ้ายเข้าไป

ครึ่งหลังมิลานยังไม่ผ่อนเครื่องมาได้ประตูที่ 3 จากซาวิเซวิชที่ลากบอลไปและชิฟบอล ข้ามหัวซูบิซาร์เรต้าเข้าไปอย่างเหนือชั้น

สุดท้ายมิลานมาได้ประตูจากจังหวะลุยขึ้นมาของเดอไซญี่ที่ปีก่อนหน้านี้เพิ่งจะได้แชมป์ยูฟ่ามากับมาร์กเซย

นับเป็นนัดชิงที่ขาดลอยกันอีกคู่



................




Spoil
 







••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••



1994-1995 เอซี มิลาน(อิตาลี) 0-1 อาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม(เนเธอร์แลนด์)
สนาม : แอร์นส์ ฮัปเปล สเตเดี้ยม, เวียนาประเทศ ออสเตรีย


อาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัมยอดทีมจากฮอลแลนด์ในยุคนั้นภายใต้การคุมทีมของยอดโค้ชชาวดัทช์ หลุยส์ ฟาน กัล ตะลุยเข้ามาพบกับ เอซี มิลาน แชมป์เก่าเมื่อปีที่แล้ว ที่สร้างสถิติเข้าชิงสามปีซ้อน และนับเป็นการหักปากกาเซียนอีกครั้ง เมื่ออาแจกซ์สามารถยืดเยื้อเสมอกับมิลานและเกมส์ทำท่าจะต้องต่อเวลาพิเศษ

แต่แล้วในนาทีที่ 85 ก็เป็นพาทริค ไคลเวิร์ต กองหน้าดาวรุ่งของอาแจกซ์ ที่ลงมาเป็นตัวสำรอง รับบอลมาจากไรจ์การ์ดหน้าเขตโทษก่อนจะดีดด้วยซ้ายเข้าประตูไป ทำให้พวกเค้าเฉือนเอาชนะมิลานไปได้ 1-0 นับจากปี 1973
นับเป็นอาถรรพ์แชมป์เก่าเป็นปีแรก


............


................


Spoil
 







••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••




1995-1996 อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม(เนเธอร์เเลนด์) 1-1(2-4 pen.) ยูเวนตุส(อิตาลี)
สนาม : สตาดิโอ โอลิมปิโก้ ดิ โรม่า , กรุงโรมประเทศอิตาลี


อาแจ็กซ์แชมป์เก่า ต้องพบกับทีมจากอิตาลี่อีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้เปลี่ยนหน้ามาเป็นทีม ยูเวนตุส แทน และก็เป็นยูเวนตุสที่ได้ประตูก่อน จากจังหวะที่แฟรงค์ เดอร์ บัวร์ กองหลังของอาแจกซ์ ผิดพลาด โหม่งคืนหลังไม่ดี ทำให้ ฟาบริซิโอ ราวัลเนลี่ ฉกไปยิง ให้ยูเว่ขึ้นนำไปก่อน 1-0

แต่อาแจ็กซ์ก็สามารถตามตีเสมอได้ในครึ่งหลังจาก ยารี่ ลิตมาเน่นที่เก็บตกฟรีคิกหน้าประตูเข้าไป จบ 90 นาทีเสมอกัน 1-1

จนต่อเวลาพิเศษ แต่ก็ยังยิงกันไม่ได้ทำให้ต้องดวลจุดโทษ
แล้วก็เป็นเอ็ดการ์ ดาวิดส์ ที่พลาด ขณะทีนักเตะของยูเว่ยิงเข้ากันทุกคน ทำให้ยูเวนตุสเอาชนะการดวลจุดโทษกับอาแจ็กซ์และคว้าแชมป์ไปได้ในที่สุด
นับเป็นอาถรรพ์แชมป์เก่าเป็นปีที่สอง



Spoil
 





••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••





1996-1997 โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์(เยอรมัน) 3-1 ยูเวนตุส(อิตาลี)
สนาม : โอลิมปิค สเตเดี้ยม, กรุงมิวนิคประเทศเยอรมนี


แชมป์เก่าอย่างยูเวนตุสได้กลับมาลุ้นป้องกันแชมป์ คราวนี้พบกับม้ามืดจากเยอรมันอย่างเสือเหลือง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ภายใต้การคุมทีมของ
" ท่านนายพล " อ็อตม่าร์ ฮิตซ์เฟลด์

ด้านขุมกำลัง ม้าลายแห่งตูริน ได้ซีเนดิน ซีดาน ยอดจอมทัพคุมเกมส์

เกมเริ่มมาเป็นดอร์ทมุนด์ที่ขึ้นนำไปก่อน ในจังหวะที่พอล แลมเบิร์ตโขก บอลลอยมาเข้าทางคาร์ล ไฮนซ์ รีดเลย์ พักอกหนึ่งแล้วซัดด้วยซ้ายเข้าไปให้เสือเหลืองขึ้นนำ 1-0

5 นาทีต่อมาดอร์ทมุนด์มาได้ประตูที่ 2 เป็นรีดเล่คนเดิมที่ขึ้นเทคตัวโหม่งลูกเตะมุมเข้าไป

และครึ่งหลังยูเว่ก็ได้ไล่คืนได้ 1 ลูกจากลูกไขว้ระดับโลกของเดล ปิเอโร่

แต่ทีมม้าลายก็ต้องพบกับจุดจบ เมื่อสเตฟาน ชาปุยซาต์ไหลบอลทะลุให้ลาร์ส ริคเค่นทางริมเส้นขวา และริคเค่นชิพบอลข้ามหัวอังเจโล่ เปรุซซี่เข้าไปอย่างเหนือชั้น ให้ทีมเสือเหลืองดอร์ทมุนด์โค่นแชมป์เก่ายูเวนตุส เถลิงบัลลังก์แชมป์ไปครองได้อย่างยิ่งใหญ่


นับเป็นอาถรรพ์แชมป์เก่าเป็นปีที่สาม



Spoil
 





••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••





1997-1998 เรอัล มาดริด(สเปน) 1-0 ยูเวนตุส(อิตาลี)
สนาม : อัมสเตอร์ดัม อารีน่า, กรุงอัมสเตอร์ดัมประเทศเนเธอร์แลนด์


ยูเวนตุสเข้าชิงได้เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน หนนี้ต้องมาปะทะกับราชันชุดขาว เรอัล มาดริด

เกมนี้ทั้ง 2 ทีมเปิดเกมแลกกันอย่างสนุก แต่แนวรับทั้งคู่ก็ไม่โชว์ความผิดพลาดให้เห็นแต่แล้ว........

โรแบร์โต้ คาร์ลอสได้ยิงเก็บตกจากริมกรอบด้านซ้าย บอลไปแฉลบผู้เล่นยูเว่มาเข้าทางมิยาโตวิช แตะหลบโกลก่อนที่จะยิงเข้าไปอย่างเยือกเย็น ให้มาดริดขึ้นนำ 1-0 และกลายเป็นประตูชัยของทีม ทิ้งให้ยูเวนตุสต้องอกหักเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน




Spoil
 






••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••





ฤดูกาล 1998-1999 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด(อังกฤษ) 2-1 บาเยิร์น มิวนิค(เยอรมัน)
สนาม : คัมป์ นู, เมืองบาร์เซโลน่าประเทศสเปน


อีกหนึ่งเกมส์การแข็งขันยอดเยี่ยมตลอดกาลของ แมนฯ ยูไนเต็ด คงไม่มีใครลืม

ปิศาจแดงแห่งเกาะอังกฤษ กำลังมีลุ้นสามแชมป์มาเจอกับ เอฟซี ฮอลลีวูด เสือใต้ บาเยิร์น มิวนิค โคตรทีมจากแคว้นบาวาเรียน

การดวลถุงมือของ สุดยอดนายทวารอันดับ 1 ของโลกทั้งสอง อย่าง
ปีเตอร์ ชไมเคิล และ โอลิเวอร์คาห์น

ทันทีที่เริ่มเกมไปได้แค่ 6 นาที ก็ดูเหมือนความหวังที่จะคว้าสามแชมป์เลือนราง เมื่อทีมเสียฟรีคิก และเป็นมาริโอ บาสเลอร์ที่ปั่นบอลอ้อมกำแพงเข้าไป บาเยิร์นขึ้นนำ 1-0



ซ้ำยังเกือบเสียประตูที่สองเพิ่มจากทั้ง โชล และ ยังเคอร์ แต่ยังดีที่มีทั้งเสาและคานประตู รวมถึงปีเตอร์ ชไมเคิ่ล อีกหนึ่งโคตรโกลช่วยเซฟชีวิตแมนยูไม่ให้โดนทะลุทะลวงไปมากกว่านี้ แล้วเวลาก็เดินไปจนครบ 90 นาที เรด อาร์มี่ ทุกคนสิ้นหวังแล้ว...........

ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีแรก เกิดภาพยนต์สั้นเรื่องหนึ่ง

แมนยูไนเต็ด ได้ลูกเตะมุมทางฝั่งซ้าย เดวิด เบ็คแฮมเปิดเตะมุมเข้าไป แต่กองหลังเสือใต้สกัดบอลไม่ขาด ไรอัน กิ๊กส์ได้โอกาสเก็บตกหน้ากรอบเขตโทษ และเป็นเท็ดดี้ เชอริ่งแฮมตัวสำรองตวัดลูกยิงของกิ๊กส์ตามน้ำเข้าไปให้ปิศาจแดงตามตีเสมอได้ 1-1 แบบสุดช็อค นาทีนั้น รดอาร์มี่ มองไปถึงการดวล จุดโทษที่ยังพอมีความหวังอยู่บ้าง


โอเล่ กุนนา โซลชา พระเอกของเรื่อง มาแเล้ว

เบ็คแฮมคนเดิมที่ปั่นเข้าเขตโทษ บอลมาถึงเชอริ่งแฮมโหม่งเช็ดไปทางเสาสอง และก็กลายเป็นโอเล่ กุนนาร์ โซลชา ท่ามกลางนักเตะเสือใต้ที่ถ้วยพร้อมส่งไปยังมิวนิชแล้ว ผู้ตัดสินก็เป่านกหวีดหมดเวลา ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดปล้นชัยชนะมาจากบาเยิร์น มิวนิคด้วยสกอร์ 2-1 สร้างตำนานคว้า 3 แชมป์ มาครองได้สำเร็จดังภาพยนต์พันล้านของฮอลลีวูด





Spoil
 






••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••






1999-2000 เรอัล มาดริด(สเปน) 3-0 บาเลนเซีย(สเปน)
สนาม : สต๊าด เดอ ฟรองซ์, แซงต์ เดอนิส์ประเทศ ฝรั่งเศส


ราชัน ชุดขาว พบกับทีมร่วมลีกซึ่งเป็นม้ามืดแห่งปีอย่าง ไอ้ค้างคาว บาเลนเซีย

เปิดฉากมาเป็นมาดริดที่เหนือกว่า จนมาได้ประตูขึ้นนำจากซัลกาโด้ ที่เก็บจากกรอบเขตโทษด้านขวาแล้วชิพบอลมาที่เสาสอง และก็เป็นเฟอร์นันโด มอริเอนเตส โคตรเพชรฆาต เทคตัวขึ้นโขกเข้าไปให้มาดริดขึ้นนำ 1-0

ครึ่งหลังมาดริดบุกแหลก และมาได้ประตูนำห่างเป็น 2-0 จากสตีฟ แม็คก้า ที่กระโดดวอลเลย์ลูกเคลียไม่ขาดของกองหลังบาเลนเซีย เข้าไป

และ มาดริดจะได้โอกาสสวนกลับอีกหนึ่งจังหวะ เป็นราอูล กอนซาเลสที่เก็บบอลได้จากครึ่งสนามหลุดเดี่ยวเข้าไปเลี้ยงหลบซานติอาโก คายิซาเรซ ก่อนจะยิงเข้าไปแบบนิ่มๆ ตอกฝาโลงให้มาดริดถล่มเอาชนะบาเลนเซียไปได้ถึง 3-0 เถลิงแชมป์สมัยที่ 8







Spoil
 








••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••





2000-2001 บาเยิร์น มิวนิค(เยอรมัน) 1-1(5-4) บาเลนเซีย(สเปน)
สนาม : ซาน ซิโร่, เมืองมิลานประเทศอิตาลี



เกมเริ่มมาได้เพียงแค่ไม่กี่นาที โอกาสทองของไอ้ค้างคาวก็มาถึงก่อน .......

บาเลนเซียได้โอกาสทอง จากจังหวะที่ เมนดิเอต้าโดน เสียบสกัดแบบโหดร้าย ในกรอบเขตโทษ และเจ้าตัว อาสารับหน้าที่สังหารไปแบบเฉียบขาด บาเลนเซียขึ้นนำก่อน 1-0 อย่างรวดเร็ว

แต่หลังจากนั้นบาเยิร์นก็มีโอกาสทองที่จะตีเสมอ จากลูกจุดโทษเช่นกันแต่ก็ทำไม่ได้

ในครึ่งเวลาหลัง เสือใต้ก็ได้จุดโทษอีกครั้งจากจังหวะแฮนด์บอล
เอฟเฟ่นแบร์ก เป็นผู้สังหารซัดไม่พลาดให้บาเยิร์นตีเสมอเป็น 1-1สำเร็จ

จนในช่วงต่อเวลาพิเศษ โลกได้รู้จัก สุดยอดนายทวารที่ชื่อ
" เดอะคิงส์คาห์น " โอลิเวอร์ คาห์น

เกมยืดเยื้อมาจนถึงการยิงจุดโทษ ในการยิง 5 คนแรกก็ยังเชือดเฉือนกันไม่ได้ ทำให้ต้องยิงต่อแบบนับสกอร์ใหม่

และก็เป็นความสุดยอดของโอลิเวอร์คาห์นที่เซฟฮีโร่ จากลูกยิงของกองหลังไอ้ค้างคาวที่ยิงพลาดเป็นคนสุดท้าย เสือใต้คว้าแชมป์โดยอัตโนมัติ ทำให้ไอ้ค้างคาว บาเลนเซีย ต้องอกหักเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ส่วนบาเยิร์นก็สามารถลบฝันร้ายที่แพ้แมนยูแบบช็อคตาตั้งเมื่อปี 1999 และนับเป็นแชมป์สมัยที่ 4 ของทีม






Spoil
 





••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••






2001-2002 เรอัล มาดริด(สเปน)2-1ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น(เยอรมัน)
สนาม : แฮมพ์เด้น ปาร์ค, เมืองกลาสโกว์ประเทศสก็อตแลนด์


ทีมนายห้างยา ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ม้ามืดจากเยอรมันในปีนั้นที่มีมิชาเอล บัคลัคมิดฟิลด์คนสำคัญเป็นห้องเครื่องของทีม ได้สร้างชื่อให้ตัวเอง ในการพาทีมที่ไม่น่าจะมีอะไรเข้ามาชิงกับ ราชัน ชุดขาว ชุดที่ดีที่สุดตลอดกาลหรือ เดอะ การาติกอส ที่นำทัพโดย ซีเนดิน ซีดานและหลุยส์ ฟิโก้

นาทีที่ 8 ชุดขาวได้ประตูขึ้นนำก่อน จากจังหวะที่โรแบร์โต้ คาร์ลอส โคตรฟูลแบ็ค ที่ทุ่มไกลจากเกือบครึ่งสนามมาถึงเขตโทษ และเป็น
ราอูล กอนซาเลซ ยิงด้วยอีซ้ายเข้าไปเป็น 1-0

ไม่กี่นาทีต่อมา ห้างยา ก็มาได้ลูกนิ่ง และเป็นแบร์น ชไนเดอร์ที่เปิดเข้าไปให้ลูซิโอ กองหลังประสปการณ์สุดยอดของทีมกระโดดลอยขึ้นโหม่งผ่านมือนายทวาร อย่าง อิเคร์ กาซิยาส ที่ยึดมือหนึ่งมาแล้วตอนนั้น เป็นการตามตีเสมอ

แต่ภาพที่ทุกคนจดจำ สุดยอดนักเตะนามว่า ซีเนดีน ซีดาน ได้เปิดฉากขึ้น โรแบโต้ คาลอส ได้เปิดบอลมา เข้าทาง ซีดาน แล้วจัดการกระโดดลอยตัว จักรยารอากาศ เข้าไปแบบ ชนิดที่ว่า มนุษย์ ธรรมดา มิอาจทำได้

จบเกม แชมป์ สูงสุดสมัยที่ 9 ของพวกเค้ายืนยาวจนทุกวันนี้ และกำลังมีลุ้น สมัยที่ 10 ในปัจจุบัน ที่จะกล่าวถึงในต่อๆไป







Spoil
 




••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••






2002-2003 ยูเวนตุส(อิตาลี) 0-0(2-3) เอซี มิลาน(อิตาลี)
สนาม : โอลด์ แทรฟฟอร์ด, เมืองแมนเชสเตอร์ สหราชอาณาจักรอังกฤษ


ยูเวนตุส และเอซี มิลาน โคตรทีมจากอิตาลี ได้โอกาสโคจรมาพบกันในนัดชิงปีนี้ แต่ทั้งคู่ก็เล่นด้วยความรัดกุมรอบคอบ แม้จะมีโอกาสทำประตูบ้าง แต่ก็ไม่ผ่านแนวรับของทั้งคู่ จนจบ 120 นาทีเสมอ 0-0

มิลานสามารถดวลจุดโทษชนะ ยูเว่ คว้าแชมป์ยุโรปโดยที่มิลานคว้าแชมป์สมัยที่ 6 น่าเบื่อสุดๆ เกมส์นี้




Spoil
 





••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••





2003-2004 อาแอส โมนาโก(ฝรั่งเศส) 0-3 เอฟซี ปอร์โต้(โปรตุเกส)
สนาม : ชาลเก้ อารีนา, เมืองเกลเซ่นเคียร์เช่นประเทศเยอรมนี


ม้ามืดทีมแรก อาแอส โมนาโก ภายใต้การคุมทีมของดิดิเยร์ เดส์ชองส์ ผู้เคยคว้าแชมป์รายการนี้มาแล้ว กับโอแอมในฐานะนักเตะ
และ เอฟซี ปอร์โต้ ม้ามืดทีมที่สอง ของเทรนเนอร์หนุ่มวัย 43 ปีโจเซ่ มูริญโญ่ ที่ผ่านเข้ามาชิงกันได้แบบรถผ้าป่าคว่ำ

เป็นเกมนัดชิงที่ไม่มีอะไรน่าติดตามดึงดูดใจมากนัก

เกมส์เปิดฉากขึ้น ปอร์โต้ได้ประตูแรกจากคาร์ลอส อัลแบร์โต้ ศูนย์หน้าบราซิลเลี่ยนของทีมก่อนจะมาได้อีกประตูในครึ่งหลังจากเดโก้ จอมทัพ ที่ได้ยืนยิงโล่งๆในเขตโทษ ปิดท้ายด้วยจังหวะสวนกลับ และก็เป็นดิมิทรี อเลนิเชฟได้หลุดขึ้นไปกดนิ่มๆ

ปอร์โต้ทุบเอาชนะโมนาโกไป 3-0 อย่างไม่ยากเย็นเป็นถ้วยที่ 3 ของทีมในปีนั้น พร้อมกับเปิดตำนาน เดอะ สเปเชี่ยล วัน โจเซ่ มูริญโญ่ ก่อนเจ้าตัวจะย้ายมาคุมทีมสิงโตน้ำเงินคราม เชลซี ตามคำชวนของ โรมัน อบราโมวิช ในฤดูกาลถัดมา


........

Spoil

 





••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••






2004-2005 ลิเวอร์พูล(อังกฤษ) 3-3(3-2) เอซี มิลาน(อิตาลี)
สนาม : อตาเติร์ก โอลิมปิค สเตเดี้ยม, กรุงอิสตันบุลประเทศตุรกี




ปี 1999 ภาพยนต์ลูกหนังระดับโลกได้เลอโฉม ให้แฟนๆ อึ้ง ทึ่ง เสียว กันไปแล้วสำหรับนักสู้อิงลิงชน มาคราวนี้ ภาคต่อของภาพยนต์ดังกล่าวเปิดฉากขึ้น และเข้มข้น ครบรสมากกว่าเดิม

เมื่อบทสรุปของเกมเริ่มเมื่อครึ่งแรกเท่านั้น
เปาโล มัลดินี่ยอดกองหลังกัปตันทีมก็วอลเลย์จากลูกเปิดฟรีคิกของปิร์โลด้วยขวาเข้าไปให้มิลานออกนำ 1-0 ตั้งแต่นาทีแรกๆ

จากนั้นในท้ายครึ่งแรก มิลานได้จังหวะสวนกลับ ริคาร์โด้ กาก้าแทงทะลุช่องให้ยอดกองหน้าชาวยูเครน อังเดร เชฟเชนโก้ หลุดมาทางขวา
จ่ายให้เฮอร์นัน เครสโปเข้าฮอสตามสูตรหนีห่างไปเป็น 2-0 และก่อนหมดครึ่งแรกเพียงแค่นาทีเดียว .........

หงส์แดงเสียประตูที่ 3 อีกจากการจ่ายบอลทะลุช่องฉีกแนวรับของกาก้า ให้เครสโปคนเดิมหลุดไปดีดบอลข้ามตัวของดูเด็คเข้าไป จบครึ่งแรกลิเวอร์พูลตามหลัง 3-0 ท่ามกลางความสิ้นหวังของเดอะค็อป ( ตัวผู้เขียนด้วย ฮ่าๆ )

ผ่านครึ่งแรกของเรื่อง มาช่วงกอบโกยเงิน ที่เรียกทั้งน้ำตา ความหวัง และโชคชะตาที่มิอาจคาดเดาได้

เมื่อพระเอกเจมส์บอน สตีเว่น เจอราร์ด ซูเปอร์กัปตันทีมหน้าใหม่ ของหงส์แดงขึ้นโหม่งลูกเปิดจากรีเซ่เข้าไปตีตื้นเป็น 3-1 หลังเริ่มครึ่งหลังไม่กี่นาที และประตูนั้นก็เหมือนเป็นการจุดประกายเมื่อเจอราร์ดกระตุ้นทั้งลูกทีมและแฟนบอลไม่ให้สิ้นหวัง และเห็นผลจริงๆ

ถัดมาอีกแค่ 2 นาที วลาดิเมียร์ ชมิเซอร์ ตำนานแนวรุกของทีมได้โอกาสยิงไกลนอกกรอบ บอลฉีกหนีมือดิด้าเข้าไปให้ลิเวอร์พูลไล่มาเป็น 3-2

มิลานตั้งท่าอุดเพื่อจบสกอร์นี้ แต่กลายเป็นบอลได้ใจของนักเตะหงส์แดงได้อีกแล้ว

เมื่อเจอร์ราร์ดได้ทะลุเข้ากรอบเขตโทษแล้วโดนเสียบในกรอบ ผู้ตัดสินไม่ลังเลเป่าให้เป็นจุดโทษทันที เป็นชาบี้ อลองโซ่ กองกลางมากคุณชาย
ที่รับหน้าที่สังหาร ติดเซฟของดิด้า จังหวะเสี้ยวนาทีนั้น แฟนบอลสิ้นหวังแต่ คุณชายทุ่มสุดตัว ปรี่วิ่งยิงซ้ำเข้าไปได้ ให้ลิเวอร์พูลไล่ตามกลับมาตีเสมอเอซี มิลานได้ 3-3

ในช่วงต่อเวลาพิเศษมิลานก็มามีโอกาสจะได้ประตูขึ้นนำอีกครั้งจากเชพเชนโก้ที่โหม่ง แต่ก็ถูกดูเด็คซูเปอร์เซฟไวได้นับเป็นช็อตระดับตำนานที่แฟนๆ มิอาจลืม ยอดนายทวารคนนี้ หนำซ้ำเจ้าตัวจะตามซ้ำ แต่ก็ยังติดขาดูเด็คออกไปอีก จนต้องตัดสินกันด้วยการยิงลูกโทษ

มิลานได้ยิงก่อน แต่ก็มาพลาดไปสองคน ทำให้เชพเชนโก้ที่ยิงคนสุดท้ายต้องยิงให้เข้าเพื่อลุ้นกับคนสุดท้ายของลิเวอร์พูล ก่อนเจ้าตัวจะถูกดูเด็คเจ้าของรางวัลผู้รักษาประตูยอดเยียมเซฟชนิดทีเรียกได้ว่า เดอะค็อป เฮกันทั่วทุกสารทิศ ลิเวอร์พูล สร้างปาฏิหาริย์พลิกจากตามหลังถึง 3 ประตูกลับมาตีเสมอและชนะไปด้วยลูกโทษในท้ายที่สุด

ตำนานสุดยอดแห่งการคัมแบ็คในค่ำคืนที่อิสตันบูล มิอาจเลือนหายไปจากวงการลูกหนังตลอดกาล

และการคัมแบ็คเป็นเครื่องหมายการค้าของทีมจากอังกฤษไปแล้ว





Spoil
 



ปล. ขนรุก




••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••






2005-2006 เอฟซี บาร์เซโลน่า(สเปน) 2-1 อาร์เซน่อล(อังกฤษ)
สนาม : สต๊าด เดอ ฟรองซ์, แซงต์ เดอนิสประเทศฝรั่งเศส



นัดชิงครั้งนี้เป็น การพบกันของ 2 ทีมพันธมิตรที่เล่นบอลละม้ายคล้ายคึงกัน " เจ้าบุญทุ่ม " บาร์เซโลน่า และ " ไอ้ปืนใหญ่ "อาร์เซน่อล

หลังจากปืนใหญ่โหมบุกได้ตลอด จังหวะช็อคเริ่มขึ้น เมื่อ เยนส์ เลห์มันถูกใบแดงไล่ออกจากสนามไป

แต่ 10 คนของอาร์เซน่อล กลับมาได้ประตูขึ้นนำไปก่อนเมื่อได้ฟรีคิก อองรีเปิดบอลไปให้โซล แคมป์เบลล์เทคตัวขึ้นโหม่งผ่านมือบัลเดซตุงตาข่ายให้ปืนใหญ่ออกนำไปก่อน 1-0 และจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นี้

แชมป์สมัยแรกของปืนโตกำลังจะบังเกิดขึ้นแต่เเล้วนาทีที่ 75 บาร์ซ่าก็มาตีเสมอได้สำเร็จเมื่ออันเดรา อิเนียสต้า กองกลางดาวรุ่งตัวน้อย แทงบอลเข้าเขตโทษ เป็นเฮนริค ลาร์สัน ตัวสำรองชิ่งบอลไปให้เอโต้เข้าไปเป็น 1-1

ต่อมาความหวังของทัพปืนโตพังทลายลง เมื่อลาร์สันรับบอลมาจากชูเลียโน่ เบลเล็ตติ ก่อนพลิกตัวจ่ายทะลุกลับคืนไป ให้เบลเล็ตติยิงยัดมุมแคบลอดขาอัลมูเนียเข้าไป ให้ทีมของแฟรงค์ ไรจ์การ์ดกลับมาเอาชนะไปได้ 2-1 คว้าแชมป์สมัยที่ 2 ของทีม







Spoil
 








••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••






2006-2007 ลิเวอร์พูล(อังกฤษ) 1-2 เอซี มิลาน(อิตาลี)
สนาม : สไปค์โร หลุยส์ สเตเดี้ยม, กรุงเอเธนส์ประเทศกรีซ


นัดชิงเมื่อ 2 ปีก่อนอีกครั้ง .....ผีกาก้า ???

เมื่อลิเวอร์พูลกลับมาพบกับเอซี มิลาน แต่เกมในคราวนี้ดูจะแตกต่างจากเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เมื่อครึ่งแรกทำท่าจะจบด้วยสกอร์ 0-0 แต่มิลานมาได้ฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษ อันเดรีย ปิร์โล่ ได้โอกาสปั่นฟรีคิกแฉลบตัวอินซากี้เข้าประตูไป ทำให้มิลานออกนำไปก่อน 1-0 ในครึ่งแรก

ครึ่งหลังลิเวอร์พูลพยายามจะตามตีเสมอเหมือนที่พวกเขาเคยทำได้ แต่ก็ยังไม่เป็นผลสำเร็จ

จนนาทีที่ 82 กาก้าก็โชว์เทพ จ่ายคิลเลอร์พาสผ่านแผงหลังหงส์แดงไปให้เจ้ากุ้งคนเดิม แตะบอลหลบเรน่าก่อนจะหักยิงมุมแคบเข้าไปให้มิลานนำห่างเป็น 2-0 แม้ลิเวอร์พูลจะสามารถยิงคืนมาได้ 1 ประตูจาก เดิร์ก เคาท์ ที่โหม่งเข้าไปในนาทีที่ 89 แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะสร้างปาฏิหาริย์ได้เหมือนคราวที่แล้ว ทำให้มิลานล้างแค้นหงส์แดงได้สำเร็จพร้อมกับคว้าแชมป์สมัยที่ 7 ของตัวเอง ขณะเดียวกันก็กลายเป็นปีทองของริคาร์โด้ กาก้า ที่เปิดตำนานผีกาก้า ทั้งยิงทั้งจ่าย จนได้รางวัล บัลลง ดอร์ ในปีนั้นไป เฉือน โรนัลโด้ และ เมสซี่




Spoil

 







••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••







2007-2008 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด(อังกฤษ) 1-1(6-5) เชลซี(อังกฤษ)
สนาม : ลุซกินิ สเตเดี้ยม, กรุงมอสโค สาธารณรัฐรัสเซีย


ครั้งแรกของ 2 ทีมจากเกาะอังกฤษในนัดชิงชนะเลิศของถ้วยใบนี้เป็นการพบกันระหว่าง แมนฯ ยูไนเต็ด อดีตแชมป์ 2 สมัย กับเชลซี ที่เข้ามาชิงได้เป็นปีแรกของสโมสร

เกมช่วงแรกเป็นไปอย่างสนุกเร้าใจ และเป็นแมน ยูไนเต็ดที่มาได้ประตูขึ้นนำไปก่อน จากจังหวะที่เวส บราวน์เติมขึ้นมาก่อนเปิดด้วยซ้ายเข้าเขตโทษให้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ขึ้นโหม่งเข้าไป เป็น 1-0

แต่ก่อนจะเข้าสู่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บในครึ่งแรก มิกาเอล เอสเซียงได้โอกาสยิงไกล บอลไปแฉลบหลังริโอ เฟอร์ดินานด์ มาเข้าทางแฟรงค์ แลมพาร์ดที่เติมขึ้นมายิงสวนเอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์เข้าไปให้เชลซีตามตีเสมอเป็น 1-1 ได้สำเร็จ

ครึ่งหลังทั้ง 2 ทีมก็ต่างก็มีโอกาสจะบวกสกอร์เพิ่มแต่ทำไม่ได้ ทำให้ต้องเวลาพิเศษ และก่อนจะหมดเวลา เชลซีก็ต้องมาเหลือผู้เล่นแค่ 10 คน เมื่อดร็อกบาไปตบหน้าเนมานย่า วิดิชในจังหวะที่กำลังมีเรื่องมีราวกัน ทำให้โดนใบแดงไล่ออกไป

ทั้ง 2 ทีมจะต้องมายิงจุดโทษตัดสิน

และกลายเป็นโรนัลโด้ที่กำลังจะแปรสภาพจากฮีโร่กลายเป็นผู้ร้าย เมื่อเป็นคนเดียวที่ยิงไปติดเซฟของปีเตอร์ เช็ค ทำให้เชลซีจ่อคว้าแชมป์ ทันทีที่จอห์น เทอร์รี่คนสุดท้ายยิงเข้าไป แต่แล้วพระเจ้าก็เหมือนจะเล่นตลก เมื่อเทอร์รี่เสียหลักลื่นล้มก่อนจะยิงไปชนเสา

ยูไนเต็ดฟื้นจากความตาย ทำให้ต้องยิงกันใหม่

ลูกสุดท้ายของเชลซีก็เป็นนิโคล่าส์ อเนลก้าออกมายิงแต่ถูกฟาน เดอร์ ซาร์เซฟเอาไว้ได้ ทำให้แมนยู พลิกล็อคกลับมาเอาชนะเชลซีในการดวลจุดโทษพร้อมกับคว้าแชมป์สมัยที่ 3 ของตนเองไปได้อย่างบีบครั่นหัวใจแฟนบอล



Spoil

 





••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••




2008-2009 เอฟซี บาร์เซโลน่า(สเปน) 2-0 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด(อังกฤษ)
สนาม : สตาดิโอ โอลิมปิโก้ ดิ โรม่า, กรุงโรมประเทศอิตาลี


แมนฯ ยูไนเต็ดได้กลับมาลุ้นป้องกันแชมป์อีกครั้ง แต่คราวนี้ต้องเจอคู่ต่อกรระดับพระกาฬอย่างบาร์เซโลน่าที่นำทัพโดยลีโอเนล เมสซี่ดาวยิงของทีม

เริ่มเกมช่วงแรกเป็นยูไนเต็ดที่ทำได้ดีกว่า มีโอกาสได้ลุ้นประตูหลายครั้งจากคริสเตียโน่ โรนัลโด้ แต่ก็ยังไม่เข้าเป้า จนกระทั่งบาร์ซ่าตั้งหลักได้และเป็นอันเดรส อิเนียสต้าที่เก็บบอลได้กลางสนามก่อนพาบอลจ่ายออกข้างไปให้ซามูเอล เอโต้ ล็อคบอลหลบเนมันย่า วิดิชแล้วยิงจิ้มยัดเสาแรกเข้าไปให้บาร์เซโลน่าขึ้นนำ 1-0 ทันทีที่ขึ้นนำ

รูปเกมก็ตกเป็นของบาร์ซ่าอย่างสมบูรณ์จนทำให้นักเตะปิศาจแดงหาบอลกันแทบไม่เจอ

ครึ่งหลังขณะที่ยูไนเต็ดพยายามหาจังหวะทวงประตูคืน ก็กลายเป็นชาบี้ เฮอร์นันเดซที่เก็บบอลจังหวะสองก่อนตักบอลไปที่เสาสองอย่างเหมาะเหม็งให้เมสซี่ทะยานขึ้นโขกเสียบเสาสอง ชนิดที่ฟาน เดอร์ ซาร์ได้แต่ยืนมอง ทำให้บาร์ซ่าหนีห่างไปเป็น 2-0 และนั่นก็เป็นเรื่องยากเกินกว่าที่ยูไนเต็ดจะทวงประตูคืนได้ จบเกมบาร์ซ่าโลน่าเอาชนะแมนฯ ยูไนเต็ดไปได้ 2-0
นับเป็นอาถรรพ์แชมป์เก่าครั้งที่ 4


Spoil

 







••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••




2009-2010 บาเยิร์น มิวนิค(เยอรมัน) 0-2 อินเตอร์ มิลาน(อิตาลี)
สนาม : ซานติอาโก เบอร์นาบิว, กรุงมาดริดประเทศสเปน


บาเยิร์น มิวนิคที่สามารถพาตัวเองเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้อีกครั้ง หลังจากโดนบาซ่าถล่มยับ 4-0 เมื่อปีที่แล้ว มาพบกับ อินเตอร์ มิลาน ของโจเซ่ มูริญโญ่ ที่กำลังลุ้นทริปเปิ้ลแชมป์หลังได้มาแล้ว 2 ถ้วยจากอิตาลี

และเป็นการพบกันระหว่าง ศิษย์-อาจารย์ของ โจเซ่ มูริญโญ่ กับ หลุย ฟานกัล

เริ่มเกมมาบาเยิร์นขึ้นเกมบุกได้อย่างวูบวาบ จากความสามารถของอาร์เยน ร็อบเบน ปีกจรวดของทีม แต่อินเตอร์ก็อาศัยความเหนียวแน่นและความเฉียบคมทำประตูขึ้นนำไปก่อนเพียงการเล่นบอลแค่ 3 จังหวะ จากฮูลิโอ เซซ่าร์ที่เตะเปิดบอลมาให้ดิเอโก้ มิลิโต้โหม่งชงให้เวสลีย์ สไนจ์เดอร์ทำชิ่งกลับคืนไปให้มิลิโต้ดึงหนึ่งจังหวะก่อนยิงเข้าไปอย่างเลือดเย็นเป็นสกอร์ 1-0

ครึ่งหลังทั้ง 2 ทีมยังเป็นฝ่ายผลัดกันรุกผลัดกันรับอย่างสูสี แต่อินเตอร์ที่เกมสวนกลับมีประสิทธิภาพมากกว่าก็มาได้ประตูที่สอง จากจังหวะสวนกลับของทีม เอโต้ไหลออกทางปีกซ้ายให้มิลิโต้เลี้ยงขึ้นมา ก่อนทำท่าจะเลี้ยงเข้ากลางแล้วล็อคหลบจนฟาน บุยเต็นหลังหัก แล้วเอี้ยวตัวยิงด้วยขวาเข้าไปอย่างเหนือชั้น และก็กลายเป็นประตูปิดกล่องให้ มูริญโญ่ที่ทำอินเตอร์เฉียบคมกว่าบดเอาชนะเสือใต้ไปได้ 2-0 พร้อมกับคว้าถ้วยที่ 3 เป็นทริปเปิ้ลแชมป์ทิ้งท้ายให้กับทีม ก่อนจะลาไปคุมเรอัล มาดริดในฤดูกาลถัดมา และต่อด้วยบอลโลกในปีดังกล่าว สร้างชื่อกระฉ่อนให้ เวสลีย์ สไนจ์เดอร์




Spoil
 







••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••







2010-2011 เอฟซี บาร์เซโลน่า(สเปน) 3-1 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด(อังกฤษ)
สนาม : เวมบลีย์ สเตเดี้ยม, กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักรอังกฤษ




แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีอะไรที่คล้ายๆ กับลิเวอร์พูลมากๆ ทั้งการพลิคล็อคแบบเหนือความคาดหมาย รวมถึงได้เข้าชิงกับคู่ชิงเดิมที่สมน้ำสมเนื้อ ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน

ครั้งนี้พวกเค้าไร้เงาของ จอมสับพันล้าน คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ย้ายไปราชัน ชุดขาว ด้วยค่าตัว สถิติโลก แต่พวกเค้าได้ความยอดเยี่ยมของเวย์น รูนีย์นำทัพมา

ด้านบาเซโลน่าก็มีสามนรก เมสซี่ ชาบี อิเนสต้าตามเดิม

เปิดเกมส์มาบาซ่าได้ประตูขึ้นนำก่อนจากเปรโด โรดิเกวซ จากการแทงทะลุช่องของ ชาบี ขึ้นนำ 1-0 แต่บาซ่าก็ยังคงเดินเกมส์รุกต่อไปเรื่อยๆ ทางด้านแมนยูก็ตามเก็บจังหวะผิดพลาดของนักเตะ บาซ่า เรื่อย ๆ โดยใช้เกมส์สวนกับที่ถนัดช่ำชอง

จนแมนยูไม่ยอมแพ้ได้ประตูตามตีเสมอจากการที่ รูนีย์ ลากมาทางริมเส้นขวาก่อนชิ่งกับนานี่ และซัดเข้าไปเป็น 1-1 ท่ามกลางความมันส์สะใจของแฟนบอลเรดอาร์มี่

แต่ความหวังของปิศาจแดงเริ่มพังทลาย เมื่อ ลิโอเนล เมสซี่ สับไกลนอกกรอบเขตโทษ เข้าไปชนิดที่ว่า สวยงามหมดจด บาซ่าขึ้นนำ 2-1

และบาซ่ามาได้ประตูตรอกย้ำชัยชนะหลังจากเดินเกมส์บุกอยู่นาน
เมื่อดาบิด บีญ่า ปั่นโค้งเข้าไปทำประตูอย่างงดงามเช่นเดียวกัน เป็น 3-1 คว้าแชมป์สมัยที่ 4 ของพวกเค้า และประกาศศักดาของ โจเซฟ กวาดิโอลา กุนซือหนุ่ม ที่สามารถพาทีมกอบโกยความสำเร็จ แบบบ้าคลั่ง รวมถึงสามารถคว้าถ้วยหูโต 2 ครั้ง ในรอบ 3 ปี กับคู่ชิงเดิม











••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••







2011-2012 เชลซี (อังกฤษ)(5) 1-1 (4) บาเยิร์น มิวนิซ(อังกฤษ)
สนาม : อาลิอันซ์ อารีน่า , กรุงมิวนิซประเทศเยอรมนี



โชคชะตาของทีมจากอังกฤษ ขลัง และ ทรงพลังเสมอ อังเดร วิลลาสโบอาส ส่งเผือกร้อน ที่แพ้ นาโปลี 3-1 แก่ โรแบโต้ ดิ มัตเตโอ พลิคกลับเข้ารอบรองสำเร็จ ก่อนผ่าน บาเซโลน่า มาเข้าชิง อีกครั้ง ที่มิวนิซ นับจากปี 2008 โรมัน อบราโมวิช ใกล้ทำความฝันของตนสำเร็จ แต่ก็ต้องริบหรี่เมื่อ ทีมที่พบด้วยคือสุดยอดทีมแห่งยุค บาเยิร์น มิวนิซ ที่เข้าชิงอีกครั้งในรอบ 3ปี แถมที่สำคัญนับเป็นการเข้าชิงครั้งแรกที่มีทีมเหย้า ทีมเยือน แต่ทีมงานอาลิอันซ์ก็ให้เกียรติ ทีมเยือนด้วยการเปิดไฟสีฟ้าอันเป็นเครื่องหมายการค้าของเชลซีรอบสนาม รวมถึงนาทีที่ 84 โธมัส มุลเลอร์ ทำสกอร์ ขึ้นนำ 1-0 ท่ามกลางความสิ้นหวัง ที่ว่าเรามาเพียงเท่านี้ก็ดีพอแล้ว รวมถึงปัญหาที่เกิดในแคมป์สิงห์บลูในขณะนั้น

แต่ปาฏิหาริย์ เกิดขึ้นกับทีมจากแดนผู้ดีอีกครั้งเมื่อ ไอ้แมลงสาป ดิดิเย่ ดร็อคบา จุดประกายความหวังให้ทีมด้วยการทำประตูตามตีเสมอ จากที่ก่อนหน้านั้น เชลซีเล่นเกมรับชนิดที่แฟนบอลเปรียบเหมือนเอา รถบัสมาขวางหน้าประตู ประกอบกับดวงแชมป์ที่ โคจรมาพอดิบพอดี ปีเตอร์ เช็ค นายทวาร หมายเลข 1 ของโลก ขณะนั้น เซฟอุดตลุด ช่วยทีมได้หลายครั้ง และ แฟนๆ ก็เกือบสิ้นหวังอีก จากจังหวะจุดโทษที่ ดร็อคบาเกือบกลายเป็นตัวร้าย แต่เป็นอีกหนึ่งฮีโร่ เช็คทำได้เซพลูกยิงของ อาเยน ร็อบเบน เพื่อนซี้เก่า จนจบ 120 นาที ต้องดวลจุดโทษ

บาสเตียน ชไวสไตเกอร์ ยิงพลาดชนเสา โอกาสของสิงห์บลูมาถึง
ใครจะรู้หละ ว่าเรื่องเหลือเชื่อที่ว่า การสัมผัสบอลครั้งสุดท้าย ของดิดิเย่ ดร็อกบา คือการทำให้ เชลซีคว้าแชมป์ประวัติศาสตร์ ก่อนจากทีมไปในฐานะ ตำนาน อันดับ 1 ของสโมสร

ืุ




Spoil
 






••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••




2012-2013 บาเยิร์น มิวนิช (เยอรมัน) 2-1 โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์(เยอรมัน)
สนาม : เวมบลีย์ สเตเดี้ยม, กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักรอังกฤษ



การโคจรมาพบกันของยอดทีมจากเยอรมัน ทั้งคู่ต่างล้มสองยักษ์จากสเปน ชนิดขาดลอย รวมถึงเป็นการเอาคืนหลังจากที่ ทีมจากอังกฤษ เคยมาคว้าแชมป์ที่เยอรมัน จนตอนนี้ พวกเค้าเดินทางมาที่ อังกฤษเสียเอง บาเยิร์นที่เค้าชิงได้ถึง 3 ครั้ง ใน 4 ปี

ทีมของจุ๊ป ไฮเกรส ได้ชื่อว่าแกร่งทั่วแผ่น ทั้งการโจมตรีจากทุกทิศทาง แนวรับที่แข็งแกร่ง กับ ทีมของ เจอเกนส์ คล็อปที่ เน้นเพลสซิ่งเร็ว และอาศัยเลือดนักสู้ เยอรมันเป็นหลัก

เปิดเกมส์ เสือใต้ได้ประตูขึ้นนำก่อนจากจังหวะที่ริเบรี่ ลากบอลมาทางฝั่งซ้ายก่อนผ่านให้ ร็อบเบน กึ่งผ่านกึ่งยิง กองหลังเสือเหลืองเคลียไม่ขาด เข้าทาง มาริโอ มานซูคริด ยิงเข้าไป 1-0

เสือเหลืองมาได้โชคบ้างจากจังหวะที่ มาร์โก้ รอยส์ ถูกดันเต้ยันเข้าใส่ล้มในเขตโทษ กรรมการชี้เป็นลูกจุดโทษ และเป็น อิสคายส์ กุนโดกันสังหารเข้าไป เป็น 1-1

เกมส์ทำท่าจะจบลงและต้องต่อเวลา จนเสือใต้ ได้ประตูชัย ร็อบเบนได้เกี่ยวบอลหลุดเข้าไปยิง เป็น 2-1 จนจบเกมส์ที่สกอร์นี้

และเสือใต้ บาเยิร์น มิวนิช ก็คว้าแชมป์รายการนี้เป็นสมัยที่ 5 เทียบเท่า ลิเวอร์พูลสำเร็จ รวมถึงคว้าทริปเปิลแชมป์อย่างยิ่งใหญ่ เป็นการสั่งลาการวางมือของ อดีตโค้ช ราชัน ชุดขาว ที่เคยคว้าแชมป์นี้เมื่อปี 1997

รวมถึงไฮไลต์สำคัญอย่าง มาริโอ เกิตเซ่ที่เตรียมย้ายไป เสือใต้ในปัจจุบัน




Spoil
 




2013-2014 เรอัล มาดริด (สเปน)VS แอตเลติโก มาดริด(สเปน)
สนาม : สเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ ( เอสตาดิโอ ดาลูซ ) , กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส



ดาบี้แมตครั้งแรกในนัดชิงของศึกลูกหนังชิงแชมป์ยุโรป หรือ ยูฟ่าแชมเปี้นนลีค โดยเป็นการพบกันระหว่าง เรอัล มาดริดที่มีลุ้น ดับเบิล แชมป์ กับ ทีมร่วมเมือง ตรามี แอตเลติโก มาดริด ซึ่งจะชิงชัยในประเทศเพื่อนบ้านอย่างโปรตุเกส

มาดริดต้องสูญเสีย ชาบีอลอนโซ่ ที่จะหมดสิทธิ์เล่นนัดชิงรอบที่สามของตน ( ลิเวอร์พูล 2005 2007 ) แต่แกนหลักยังพร้อมนำทีมโดย โคตรบอลจอมทัพ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มอส/เป้ กาซิยาสกัปตันทีม และบรรดาน้องๆ สุดโหด แกเรธ เบล โมดริชและ อังเคล ดิมาเรีย

ทางฝั่ง ตราหมี นำทีมโดย ดิเอโก้ คอสต้า ยอดกองหน้าของทีม ดิเอโก้ โกดิน โกเก้ ตูราน กูร์กตัวร์ ครบทีม

ซึ่งจะฟาดฟันกันในวันที่ 24 พฤษภาคม แฟนๆลูกหนัง อย่าพลาดชม นับเป็นเกมส์ใหญ่ก่อนศึกลูกหนังโลก




















เสริมนิดหนึ่ง


- หลังจากจบนัดชิง 2008 เเมนยู - เชลซี แพท แลมพาร์ด ( คุณแม่ของแลมพ์ น้องสาวของ แฮรี่ เรดแน็ป น้าสาวของ เจมี่ เรดแน็ป ) ก็จากโลกไปอย่างสงบ หลังจากนั้นท่าดีใจของ แลมพาร์ดจึงเปลี่ยนไป

- เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน เป็นกุนซือที่พาทีมเข้าชิงมากที่สุดคือ 4 ครั้ง และ เป็นแชมป์ 2 ครั้ง ( 1999 2008 2009 2011 )

- คาร์โล อันเชล็อตติ เช่นเดียวกัน สามารถพาทีมเข้าชิง ได้มากถึง 4 ครั้งคือ ( 2003 2005 2007 2014 ) ได้ไป 2ครั้ง

- มิลาน คือเมืองที่ได้แชมป์มากสุดถึง 10 ครั้ง ( เอซี 7 อินเตอร์ 3 )
กรุงมาดริด 9 ครั้ง เมืองลิเวอร์พูล 5 ครั้ง มิวนิช 5 ครั้ง บาเซโลน่า 4 ครั้ง อัมสเตอดัม 4 ครั้ง

- ประเทศที่ได้แชมป์รวมมากที่สุดคือ สเปน 14 ครั้ง ( มาดริด 9 บาเซโลน่า 4 และครั้งนี้อีก 1 )

- ประเทศที่ได้แชมป์รวมมากที่สุด อันดับ 2 คือ อังกฤษ 12 ครั้ง ( ลิเวอร์พูล 5 แมนเชสเตอร์ ยุไนเต็ด 3 น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ 2 เชลซี 1 แอสตัน วิลล่า 1 ) และอิตาลี่ 12 ครั้ง ( มิลาน 7 อินเตอร์ 3 ยูเวนตุส 2 )

- โจเซฟ กวาดิโอล่า คือกุนซือที่ยังคุมทีมคนเดียว ที่คว้าแชมป์ทั้งตอนเป็นนักเตะ และโค้ช Edit คาร์โล อันเชล็อตติ สมัยยังเล่นในยุคสามทหารเสือดัตซ์กับเอซี มิลาน

- กุนซือ ที่คว้าแชมป์ได้มากที่สุดคือ บ๊อบ เพสลีย์ ที่พาทีม คว้าชัยได้ 3 ครั้ง

- กุนซือ ที่คว้าแชมป์ได้มากที่รองลงมา คือ เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน ( 1999 2008 ) คาร์โล อันเชลอตติ ( 2003 2007 ) โจเซฟ กวาดิลา ( 2009 2011 ) โจเซ่ มูริญโญ่ ( 2004 2010 ) จุ๊ปป์ ไฮเกส ( 1997 2013 ) เอรินท์ แฮปเปล ( 1970 1982 )
Edit ออตม่าร์ ฮิตซ์เฟลด์ ( 1996 2001 )

- นักเตะที่เป็นคีย์แมนของทีมที่ คว้าแชมป์ยูฟ่า ที่ได้บัลลงดอร์
มัทธิอัส ซามเมอร์ ( 1996 ) หลุย ฟิโก้ ( 2000 ) อังเดร เชฟเชนโก้ ( 2004 ) ริคาโด้ กาก้า ( 2007 ) คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ( 2008 ) ลิโอเนล เมสซี่ ( 2009 2011 )

- คาร์โล อันเชลอตติ มีโอกาส ทำสถิติ กุนซือคว้าถ้วยหูโตมากที่สุด เทียบเท่า ปู่บ๊อบ หาก สามารถพามาดริด กำชัยชนะในครั้งนี้ และเป็นกุนซือที่ถูกโฉลกกับรายการนี้มากที่สุด



- คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ คือผู้ชนะแห่งรายการนี้อย่างแท้จริง คว้าแชมป์มาครองได้ 4 ครั้ง สมัยเป็นดาวโรจน์ คว้าแชมป์กับ อาแจกซ์ ในปี 1995 กับเรอัล มาดริด 1998 และย้ายมา มิลาน คว้าอีกในปี 2003 2007 นับเป็นอีกหนึ่งนักเตะคู่บุญของ อันเชล็อตติเลยทีเดียว



- บางคนอาจจะยังไม่ทราบโคตรนักเตะระดับพระเจ้า โล้นทองคำ ไม่เคยคว้าแชมป์ในรายนี้ได้เลย

- เรื่องเหลือเชื่ออย่างหนึ่งของเชลซี คือ ดิดิเย่ ดร็อกบา ครั้งสุดท้ายที่เค้าเตะสัมผัสบอล คือการส่ง เชลซีคว้าแชมป์ประวัติศาสตร์ ปิดฉากตำนาน อันยิ่งใหญ่ของดร็อกบา กับ เชลซี

- ไม่มีทีมใดคว้าแชมป์ได้ติดๆ กันเลย ( หรืออาถรรพ์แชมป์เก่า )

- ม้ามืดทีมเดียวที่คว้าชัยได้ คือ ปอร์โต้ ในปี 2004

- อาเซนอล คือทีมเดียวที่นักเตะโดนใบแดงในนัดชิง คือ ยอดนายทวารจอมหนึบ เยนส์ เลห์มันน์

- ประตูยอดเยี่ยมตลอดกาล นับตั้งแต่เปลี่ยนชื่อ คือ ลูกฮาฟ วอลเลย์ สุดสวย ของ ซิเนดีน ซีดาน

- แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ( 1999 ) และ บาเซโลน่า ( 2009 2012 )
คือทีมที่คว้าแชมป์ด้วยเด็กท้องถิ่นที่เป็นกำลังหลัก เป็นส่วนใหญ่

- นักเตะที่ไม่ใช่ผู้รักษาประตู อายุมากที่สุดที่คว้าแชมป์ได้ คือ ฮาเวียร์ ซาเนตติ ( 37 ปี ) โคตรฟูลแบ็คผู้ยิ่งใหญ่ ของเนรัซซูรี่

- นอกจากโล้นทองคำแล้ว กองหลังที่ได้ชื่อว่า เก่งกาจที่สุดตั้งมีแต่มีกีฬาฟุตบอลอย่าง ฟาบิโอ คันนาวาโร่ ก็ไม่เคยสัมผัสถ้วยใบนี้ รวมถึงเพื่อนซี้แนวรับอย่าง จานลุยจิ บุฟฟ่อน ก็ไม่เคยได้เช่นกัน

- โอลิวิเย่ ชิรูด์ ( 2014 ) คือนักเตะที่ล้ำหน้ามากที่สุดต่อหนึ่งซีซั่น โดยล้ำไปถึง 12 ครั้งด้วยกัน ฟิลิปโป้ อินซากี้ ( 2007 ) 10 ครั้ง

- ราอูล กอนซาเลซ คือนักเตะที่ทำประตูในทุกๆปี ถึง 14 ฤดูกาลติดต่อกัน

- ปาร์ค จี ซอง คือนักเตะเอเชียคนแรกที่เล่นในนัดชิงยูฟ่า

- สถิติระดับนอกโลก ลิโอเนล เมสซี่ คือคนที่ทำได้ 5 ประตูในหนึ่งเกมส์เพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ยูโรเปี้ยนคัพเลยทีเดียว ( 2012 ชนะเลเวอร์คูเซน 7-1 )






นอกจากมิลานคือเมืองที่คว้าแชมป์ได้มากที่สุด 10 ครั้ง ( ผีแดงดำ 7 งู 3 ) แล้ว มาดริดคือเมืองที่คว้าแชมป์ได้มากที่สุดแล้วแน่ๆ 10 ครั้งเช่นเดียว ( ชุดขาวอาจจะ 10 หรือ ตราหมี จะ 1 และชุดขาว 9 แล้วแต่บุญกุศล )



ผิดพลาดประการใดขออภัย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Pantip , Wiki และหนังสือ ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีคของทางสยามสปอร์ต และบรรดาผู้รู้ต่างๆ ( ท่าน Milanista_1899 )

แก้ไขล่าสุดโดย Cafitiliar เมื่อ Wed May 14, 2014 15:37, ทั้งหมด 12 ครั้ง
147
0
หากโดน 250 เรื้อน จะถูกแบน
ChampStamford , RockshiT_Devil , d-o-b , ★พลูโตที่รัก , BRADY350V2 , Tzuyu , Vegaz , gyarados , ปลา วาฬทราย , zenithindy , Borini 29 , JustReachingOut , ยักษ์ , Sherlock Holmes , Ted Teeran , เสี้ยมคุง , GREEN_SMOKER , Lee Kwang Soo , TheRedz , little-coffee , Chal2lotte , ชินโน๊ะ , Radiant , eve2soccer , [Red_scouser] , Joe Iceberg , Blue_eyes , balltour , NoFFuB , Arttillo , jirawat44 , ilfantatista , nutoasis12 , Wiizal2d , D.Dave , EnJoYzA , macventus , ปอนคุง , vankungnn , Semishots , REdTurtle , bbbank , wesborland , thttam13 , Yaaaaaaang , distefano , Startter , compresso , INNOCENT LIFE , System_Cm , FastAndFurious_Takumi , Hambretta , Kagawa@7 , Mthe_Bolt , sliper , อยากกินปลาทู , ป้าๆเพิ่มข้าว , spy154 , JM-000 , uาย||สuดี , zcopionkung , Langmatong , IceMono , K!nG , domedome , spurssoglad , Elcapitano , Lunchbox , markooomark11 , Fabio Flukero , nutsoy8za , Hesitate , ลูกโรงกลึง , niveousz , ไอ้หน้าแมว!! , BlazerDrive666 , warittuta , loppeooo , ira , Santa_Anna , TheKopHero , เบน ฟรีคิก , EarthEnter , gattuso- , เจ้าชาย แห่งแอนฟิลด์ , Markky , Hard2Register , MiSaKi_Returns , คุโรบูตะ , BadboyM , pikkachu , ต้มยำพุ่ง , toffyman , kidnap23 , ท่าน ชาย , Milan2003 , bossyeah! , metzelders , thierapat , puttiano , RuNgSII , Daboyvear , satoon , แหยมยะโส , cupidkitty , aloha_neko , Kittikarnder , paoteerapat , เกิดมาเพื่อArsenal , Mazans , ph4izz , Thepuyz , kielondon , เซจา , prinzejunior , Nemanja Vidic , หนุ่มแบงก์หัวเห็ด , santaJL , joe_thaimanu , Sifar , bestsytes , Sir_Gawain , QingYi , สายลับจับบ้านเล็ก , rbs_3 , 324 , Sankler , Lastapril , xing47 , lnwhanes , tOp_KunG , DucK_zaP , AMC 10 , wolfina , kanakon , MATAREUS811 , tigerbinban , 菅原茉椰 , 18 , juu24 , MR.EMRE , Max!Miz3 , zerox , LM10 , Bright Right , chokunsmart , piyakun
โหวตเป็นกระทู้แนะนำ
ออฟไลน์
นักบอลถ้วย ก.
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 23 Jul 2010
ตอบ: 1691
ที่อยู่: หน้ากรอบเขตโทษ
โพสเมื่อ: Wed May 14, 2014 10:19
[RE: จากอดีตสู่ปัจจุบัน ยูฟ่าแชมป์เปียนลีค 1992- Present]
เชลซีตอนได้แชมป์ น้ำตาจะไหล มันส์จริง
ดีใจกับเฮียดรอก

4
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน

ออนไลน์
ดาวเตะพรีเมียร์ลีก
Status: I Try So Hard and got so far but IN The End.......
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 22 Oct 2013
ตอบ: 13312
ที่อยู่: เรียน ปตรี ที่ชิคาโก้ จบปริญญาโทที่เมืองเช็ค แล้วววววว เข้าร่วม: 11 Jan 2020
โพสเมื่อ: Wed May 14, 2014 10:21
[RE: จากอดีตสู่ปัจจุบัน ยูฟ่าแชมป์เปียนลีค 1992- Present ( โหลดโหดที่สุด )]
ChampStamford พิมพ์ว่า:
เชลซีตอนได้แชมป์ น้ำตาจะไหล มันส์จริง
ดีใจกับเฮียดรอก

 


ตอนนั้นผมปิดทีวีอะตอน ชไว ยิง เปิดมา เห็นภาพช้ายิงชนเสาโคตรดีใจ ( ตอนนี้เชียร์เชลซี )
1
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
แข้งเจลีก
Status: Gorilla
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 17 Jul 2008
ตอบ: 14398
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Wed May 14, 2014 10:26
[RE: จากอดีตสู่ปัจจุบัน ยูฟ่าแชมป์เปียนลีค 1992- Present ( โหลดโหดที่สุด )]
2004 - 2005
1
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออนไลน์
ดาวเตะพรีเมียร์ลีก
Status: I Try So Hard and got so far but IN The End.......
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 22 Oct 2013
ตอบ: 13312
ที่อยู่: เรียน ปตรี ที่ชิคาโก้ จบปริญญาโทที่เมืองเช็ค แล้วววววว เข้าร่วม: 11 Jan 2020
โพสเมื่อ: Wed May 14, 2014 10:27
[RE: จากอดีตสู่ปัจจุบัน ยูฟ่าแชมป์เปียนลีค 1992- Present ( โหลดโหดที่สุด )]
มันแกวเป็นผักรึผลไม้ พิมพ์ว่า:
2004 - 2005  


2006-2007

1
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
ปลายอาชีพค้าแข้ง
Status: ♥ Sana ♥ NaYeon ♥ Irene ♥ Ji Soo ♥
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 19 Jun 2008
ตอบ: 19251
ที่อยู่: ____________________ _________________________ _________________________ เข้าร่วม: 31 Feb 1994
โพสเมื่อ: Wed May 14, 2014 10:31
[RE: จากอดีตสู่ปัจจุบัน ยูฟ่าแชมป์เปียนลีค 1992- Present ( โหลดโหดที่สุด )]
ยอดเยี่ยม โหวตครับ
2
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
นักเตะเทศบาล
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 30 Aug 2007
ตอบ: 2003
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Wed May 14, 2014 10:41
[RE: จากอดีตสู่ปัจจุบัน ยูฟ่าแชมป์เปียนลีค 1992- Present ( โหลดโหดที่สุด )]
ยูเว่เมื่อไรจะกลับมา ลูกเอ๊ยยยย

2
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
FINO ALLA FINE FORZA JUVENTUS
ออฟไลน์
นักเตะอบต.
Status: ผมเชียร์ แมนยู ฮะ
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 15 Nov 2013
ตอบ: 1380
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Wed May 14, 2014 10:58
[RE: จากอดีตสู่ปัจจุบัน ยูฟ่าแชมป์เปียนลีค 1992- Present ( โหลดโหดที่สุด )]
ยิ่งอ่านยิ่งมันส์เอาไปเลย 5 แผล่บ


ล้อเล่นน๊ะ
1
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน



ถ้าผมโพสดีรบกวน บอกผมกลับมาสามทีว่า "เยี่ยมจริงๆ เยี่ยมจริงๆ เยี่ยมจริงๆ"
ออฟไลน์
ผู้เยี่ยมชม
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 29 Sep 2009
ตอบ: 20594
ที่อยู่: Anfield Road. & Miyoung Heart & Korean Idol Republic
โพสเมื่อ: Wed May 14, 2014 11:01
ถูกแบนแล้ว
[RE: จากอดีตสู่ปัจจุบัน ยูฟ่าแชมป์เปียนลีค 1992- Present ( โหลดโหดที่สุด )]
ค่ำคืนมหัศจรรย์ที่ อิสตันบลู แค่อ่านก็ ขนลุกเกรียว

นัดชิงปีแรกที่ได้ดู มาดริด vs ยูเว่ 97/98
3
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
กำเนิดดาวรุ่ง
Status: Chelsea & Madrid
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 31 Jan 2014
ตอบ: 5428
ที่อยู่: Runningman
โพสเมื่อ: Wed May 14, 2014 11:05
[RE: จากอดีตสู่ปัจจุบัน ยูฟ่าแชมป์เปียนลีค 1992- Present ( โหลดโหดที่สุด )]
เป็นกำลังใจให้ครับกระทู้ดีๆ แบบนี้ทำมาอีกนะครับชอบมากๆ ขอบพระคุณครับ
2
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออนไลน์
ดาวเตะพรีเมียร์ลีก
Status: I Try So Hard and got so far but IN The End.......
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 22 Oct 2013
ตอบ: 13312
ที่อยู่: เรียน ปตรี ที่ชิคาโก้ จบปริญญาโทที่เมืองเช็ค แล้วววววว เข้าร่วม: 11 Jan 2020
โพสเมื่อ: Wed May 14, 2014 11:09
[RE: จากอดีตสู่ปัจจุบัน ยูฟ่าแชมป์เปียนลีค 1992- Present ( โหลดโหดที่สุด )]
เสี้ยมคุง พิมพ์ว่า:
ยิ่งอ่านยิ่งมันส์เอาไปเลย 5 แผล่บ


ล้อเล่นน๊ะ  



5555
1
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
กำเนิดดาวรุ่ง
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 10 Sep 2013
ตอบ: 5313
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Wed May 14, 2014 11:10
[RE: จากอดีตสู่ปัจจุบัน ยูฟ่าแชมป์เปียนลีค 1992- Present ( โหลดโหดที่สุด )]
1999 ไม่เคยลืมเลย
1
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
3MtKzb.png
ออฟไลน์
ปลายอาชีพค้าแข้ง
Status: ♥ Sana ♥ NaYeon ♥ Irene ♥ Ji Soo ♥
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 19 Jun 2008
ตอบ: 19251
ที่อยู่: ____________________ _________________________ _________________________ เข้าร่วม: 31 Feb 1994
โพสเมื่อ: Wed May 14, 2014 11:10
[RE: จากอดีตสู่ปัจจุบัน ยูฟ่าแชมป์เปียนลีค 1992- Present ( โหลดโหดที่สุด )]
ขอเสริม จขกท นิสนึงครับ นอกจากเป๊บแล้ว อันเช่ก็เป็นคนที่ได้แชมป์ทั้งในฐานะนักเตะ (2 ครั้ง ปี 1989,1990) และในฐานะ ผจก ทีม (2003,2007)

ส่วนแอร์นส์ ฮัปเปิล พาเฟเยนูร์ดเป็นแชมป์ ปี 1970 และพาฮัมบูร์กเป็นแชมป์ ปี 1982 ครับ
นอกจากนี้ยังมีออตม่าร์ ฮิตซ์เฟลด์ ที่ได้แชมป์ 2 ครั้ง กับดอร์ทมุนด์ ปี 1997 และบาเยิร์น ในปี 2001
แก้ไขล่าสุดโดย Milanista_1899 เมื่อ Wed May 14, 2014 11:16, ทั้งหมด 1 ครั้ง
3
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
กำเนิดดาวรุ่ง
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 18 Mar 2010
ตอบ: 9
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Wed May 14, 2014 11:15
[RE: จากอดีตสู่ปัจจุบัน ยูฟ่าแชมป์เปียนลีค 1992- Present ( โหลดโหดที่สุด )]
2005 น้ามตาจิไหล จบครึ่งแรกจะปิดทีวีนอน

แต่คิดได้ว่าไหนๆก้อเข้าชิง ดูให้มันจบๆไปไม่รู้จะได้เข้ามาอีกเมื่อไหร่

หวังว่าปฏิหารย์คงมีจริงนะ รอบแบ่งกลุ่มนัดท้ายต้องชนะเหนือ กอส 2 ลูกก้อทำได้มาแร้วนี่ ขออีกรอบนะปาฏิหารย์
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน


ออฟไลน์
อวาตาร์&ลายเซ็นต์ผิดกฏ
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 30 Oct 2013
ตอบ: 1037
ที่อยู่:
โพสเมื่อ: Wed May 14, 2014 11:17
[RE: จากอดีตสู่ปัจจุบัน ยูฟ่าแชมป์เปียนลีค 1992- Present ( โหลดโหดที่สุด )]
กระทู้แบบนี้ซิคู่ควรกับแผล่บๆมหาศาล แต่ก็มักแปลกใจเสมอที่มู้แบบนี้ไม่ค่อยได้แผล่บๆ ส่วนใหญ่กับไปแผล่บๆมู้กากๆที่ตั้งแขวะชาวบ้าน น่ากดแผล่บๆรัวๆได้ ผมจะได้ให้ซัก 20-30 แผล่บๆครับ
2
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ไปหน้าที่ 1, 2, 3
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
กรุณาระบุเหตุผลที่จะแจ้งความ
ผู้ต้องหา:
ข้อความ:
Submit
Cancel
กรุณาเลือก Forum และ ประเภทกระทู้
Forum:

ประเภท:
Submit
Cancel