เปิดใจวันก่อนลา ‘นิรุฒ’ ผู้ว่ารถไฟ องค์กรม้าเหล็ก เมื่อปี 67
ด้วยความที่ผมนั่งรถไฟกลับลงสายใต้ตจว.บ่อย(บ้านเกิดราชบุรี) ก็เลยขอแชร์บทความผู้ว่ารถไฟที่ผมคิดว่าแกน่าจะดีคนหนึ่งเลย

และอีก 1 หน่วยงานที่ถึงเวลาผลัดเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงคือ องค์กรม้าเหล็ก ‘รฟท.-การรถไฟแห่งประเทศไทย’ ที่มี ‘นิรุฒ มณีพันธ์’ นั่งเป็นผู้ว่าการ โดยจะครบวาระตามสัญญาจ้างในวันที่ 23 เม.ย. 2567 นี้
แม้จะเป็นหน่วยงานที่มีแต่ปัญหา มีหนี้สินพะรุงพะรังเหยียบแสนล้านบาท แต่ตัวโครงการลงทุนที่รออนุมัติก็ระดับพันล้าน หมื่นล้านบาทแทบทุกโครงการ ทำให้การผลัดเปลี่ยนผู้บริหารแต่ละครั้ง กลายเป็นสิ่งที่น่าจับตามอง
เมื่อเร็วๆนี้ สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) มีโอกาสติดตามนายนิรุฒไปปฏิบัติภารกิจที่ จ.ลำปาง จึงได้โอกาสสนทนาถึงเวลาที่เหลืออีกเพียง 10 กว่าวัน สิ่งที่ยังไม่ได้ทำ สิ่งที่ทำแล้ว สิ่งที่ภูมิใจ งานยาก มรสุมโควิด และอื่นๆ รวมถึงโอกาสที่จะกลับมานั่งเก้าอี้กุมบังเหียนองค์กรม้าเหล็กแห่งนี้
...ยังเป็นไปได้หรือไม่?
[color=red]@ไม่ให้การเมืองแทรกการบริหาร
ผู้ว่ารถไฟคนปัจจุบันเริ่มต้นว่า ในการมานั่งบริหาร รฟท. จะให้ความสำคัญกับการแต่งตั้งคนก่อน โดยจะใช้ระบบคุณธรรมเข้ามาช่วยจัดการ พอพูดแบบนี้ มีแต่คนไม่เชื่อว่า รฟท.สามารถเอาระบบคุณธรรมมาใช้ได้จริงๆเหรอ? แต่ในยุคนี้ขอบอกตรงๆว่า ทำได้ แม้ว่าในช่วงแรกๆของการทำงานจะอยู่ภายใต้การบริหารของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยก็ตาม แต่ได้ยืนยันกับทางรัฐมนตรีศักดิ์สยามไปว่า รฟท.ในยุคนี้จะทำงานแบบนี้ จะมีระบบแต่งตั้งคนกันแบบนี้ พูดตรงๆคือ จะพยายามไม่ให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงความเป็นมืออาชีพของ รฟท.
“เวลามีการสรรหาคน จะตรวจเช็กกัน 360 องศาเลย เช็กรายบุคคลด้วย เช่น คนนี้จากระดับ 5 ขึ้งระดับ 6 ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งสูงเลย แต่เราเช็ก แล้วพอเราใส่ระบบนี้เข้าไปมันก็ถูกฝังลงไป และพิสูจน์ว่าทำได้ มันต้องกล้าทำ เพราะเรารู้ว่าแรงบีบมันเยอะ และมีกลอุบายกันเยอะ รวมถึงรถไฟเป็นองค์กรที่มีไซโล หมายถึง แต่ละแผนก แต่ละด้านมีรั้วของแต่ละแผนก พอละลายตรงนี้ลงเอามาคุยกันในห้องทำงานของผม เรื่องที่ค้างๆมา 2 ปี คุยกัน 5 นาที ก็เซ็นออกได้เลย” นายนิรุฒระบุ
@มีใบสั่งการเมือง แต่ไม่ให้ยุ่งมาก
ต่อมา ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งใกล้ครบวาระมีใบสั่งการเมืองในบางประเด็นบ้างหรือไม่ ผู้ว่ารฟท.ตอบว่า มีบ้าง แต่ก็พูดคุยกับคนที่มาบอกว่า การเมืองต้องหลีกทางสัก 70% ให้มันสร้างระบบคุณธรรมในองค์กรให้ได้ ส่วนอีก 30% ถือว่าไม่ยุ่งเกี่ยวกัน และไม่ได้อยู่ในกระบวนการสำคัญๆขององค์กร ซึ่งเคยพูดออกไปด้วยซ้ำว่า “ถ้าไม่สนใจสิ่งที่ได้บอกกล่าวกันมา ก็พร้อมที่จะลาออกให้”
“ผมเคยพูดกับผู้ใหญ่บางท่านว่า ผมไปทำงานอย่างอื่น ผมได้ผลตอบแทนดีกว่าทำที่นี่เยอะ เพราะที่นี่ทำงานหนักมาก ปัญหามันมีทุกมิติ เหมือนเล่นกายกรรมต้องระวังทุกอย่าง บาลานซ์ไม่ให้มีอะไรตกหล่น ผมมีเป้าหมายในชีวิตของผมที่จะมานั่งที่นี่ ผมไม่อยากเสียเวลาชีวิตมาหายใจทิ้งที่นี่” นายนิรุฒกล่าว
เมื่อถามว่า ในฐานะที่เป็นผู้ว่าคนนอก ต่อสู้กับแรงเสียดทานในองค์การรฟท.อย่างไรบ้าง นายนิรุฒกล่าวว่า มีแรงเสียดทานน้อยมาก พอเข้ามาก็ถูกพนักงานลองของว่า เมื่อเข้ามาแล้วจะทำงานอย่างไร ก็แค่แสดงตัวตนออกไปว่า เราทำงานอย่างไร และในกลุ่มคนที่ไม่แฮปปี้กับการมาของตนมี 2 แบบ แบบที่ 1 คือ ยังไม่สนิทคุ้นเคย และ 2. ประโยชน์บางอย่างที่เคยได้ จะหายไป ซึ่งกับคนประเภทที่ 2 ก็ต้องบริหารจัดการกันไป เพราะพนักงานที่นี่รู้แล้วว่า ผู้ว่าคนนอก (ชี้มาที่ตัวเอง) เป็นนักกฎหมายมาก่อน คนก็กลัวกัน
บทสนทนาจบลงเพียงเท่านี้ สำหรับผู้ว่ารถไฟที่ชื่อ ‘นิรุฒ มณีพันธ์’...
หลังจากนี้ คงต้องลุ้นกันว่า ใครจะเข้ามาคุมองค์กรม้าเหล็กแห่งนี้ เพราะกระแสข่าวตอนนี้ออกมาในทางที่ ‘ไม่เอาคนเก่า’
ส่วนจะเป็นใครมา คงต้องรอคณะกรรมการสรรหาผู้ว่ารฟท. ที่มีนายอภิรัฐ ไชยวงศ์น้อย อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) เป็นประธาน คัดสรรกันต่อไป
เพราะภารกิจของ รฟท. ยังมีอีกมากมายที่ต้องสะสาง โดยเฉพาะการฟื้นฟูกิจการที่ยังค้างเติ่งมาตั้งแต่สมัย คสช. ไม่รู้ว่าผู้ว่าคนใหม่ที่เข้ามา จะสะสางภารกิจนี้ได้หรือไม่[/color]