ไลน์เกอร์เงิบ? บีบีซีโชว์สตูดิโอบอลโลกไม่ใช่กล่องเขียว
อเล็กซ์ เคย์-เจลสกี ผู้อำนวยการกีฬาของบีบีซี ออกมาตอบโต้แบบนิ่มแต่เจ็บ หลังแกรี่ ลินิเกอร์ เคยจวกการตัดสินใจของสถานีที่ไม่ยกฐานไปตั้งในสหรัฐฯ ระหว่างฟุตบอลโลกครั้งนี้ พร้อมยืนยันสตูดิโอใหม่ไม่ใช่แค่ “กล่องเขียวในซอลฟอร์ด” อย่างที่ถูกแซว
ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนเมษายน ลินิเกอร์ อดีตพิธีกรคนดังวัย 65 ปี ออกอาการเหน็บบีบีซีว่าการลาออกของเขาทำให้ได้ไปทำงานช่วงฟุตบอลโลกที่นิวยอร์ก มองเห็นไทม์สแควร์ ขณะที่อดีตต้นสังกัดยังอยู่ซอลฟอร์ดกับฉากเขียว
ฝั่งบีบีซีเลือกอยู่ในสหราชอาณาจักรเกือบตลอดทัวร์นาเมนต์ 5 สัปดาห์ครึ่ง ก่อนจะเดินทางไปยังสหรัฐฯ ในสัปดาห์สุดท้าย โดยแก็บบี้ โลแกน เคยชี้ว่าค่าใช้จ่ายในการย้ายสตูดิโอไปอเมริกาตั้งแต่ต้นแพงมาก และไม่ทำให้การถ่ายทอดสดเสียหาย
ล่าสุด เคย์-เจลสกี เปิดตัวฐานปฏิบัติการฟุตบอลโลกของบีบีซี ซึ่งเป็นสตูดิโอสุดล้ำ มีจอพาโนรามาขนาดใหญ่เป็นพระเอก เพื่อสร้างภาพเหมือนมองออกไปยังเมืองเจ้าภาพทั้ง 16 แห่ง ไม่ว่าจะเป็นเม็กซิโกซิตี้หรือนิวยอร์ก แถมยังติดพัดลมข้างจอเพื่อจำลองลมอ่อน ๆ ให้บรรยากาศสมจริงยิ่งขึ้น
"มันไม่ใช่กล่องเขียวในซอลฟอร์ด แต่มันคือสตูดิโอสุดสวยและทันสมัยมาก ไม่มีใครได้เห็นมันจนถึงตอนนี้ ผมเข้าใจได้ถ้าคนจะคิดว่าสิ่งที่เคยมีอยู่เดิมจะเป็นแบบนั้นต่อไป และผมภูมิใจกับสิ่งนี้จริง ๆ" เคย์-เจลสกี เริ่มกล่าว
"ผลลัพธ์สุดท้ายที่ผู้ชมได้รับที่บ้าน ผมไม่คิดว่ามันต่างกันมากนัก ถ้าคนเหล่านี้ไปนั่งอยู่ที่อื่น การรับชมของคุณจะเปลี่ยนไปมหาศาลหรือไม่? ถ้าผมมายืนตรงนี้แล้วบอกว่าทุกอย่างจะทำจากสตูดิโอในดัลลัส พวกคุณก็คงถามผมอย่างถูกต้องว่า จะอธิบายค่าใช้จ่ายนั้นอย่างไร" ผู้อำนวยการกีฬาบีบีซีกล่าวต่อ
ลินิเกอร์เคยถูกคาดว่าจะเป็นตัวหลักนำเสนอฟุตบอลโลกให้บีบีซี ก่อนการอำลาถูกประกาศในปี 2025 หลังโพสต์โซเชียลมีเดียที่มีอีโมจิหนู ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่เคยปรากฏในสื่อเนื้อหาต่อต้านชาวยิว จากนั้นอดีตหัวหอกท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ และทีมชาติอังกฤษ ไปเซ็นสัญญา 14 ล้านปอนด์กับเน็ตฟลิกซ์ เพื่อจัดพ็อดแคสต์เดอะ เรสต์ อิส ฟุตบอลจากสตูดิโอในนิวยอร์ก
ฟุตบอลโลกจะเปิดฉากวันพฤหัสบดีนี้ โดยเจ้าภาพ “จังโก้” เม็กซิโก ดวล “โสมขาว” เกาหลีใต้ ส่วนเกมแรกที่คาดว่าบีบีซีจะถ่ายทอดคือแคนาดาพบ บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ในกลุ่มบี วันศุกร์นี้ งานนี้คนดูคงได้ตัดสินเองว่าสตูดิโอใหม่ของบีบีซีจะโชว์ของได้แค่ไหน
ขอขอบคุณแหล่งข่าวและรูปภาพจาก
Manchester Evening News