ไปหน้าที่ 1
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
ผู้ตั้ง
ข้อความ
ออนไลน์
แข้งลีกเอิง
Status: The sands of time were eroded by The river of con
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 05 Sep 2013
ตอบ: 23422
ที่อยู่: The Gates of Delirium
โพสเมื่อ: Sat Jun 07, 2014 18:04
"หยิบสิบ" เพลงเอกของ 10 วงโปรเกรสซีฟร็อค : ภาค 1 "The Garden of Eden"
เอามาจากหนังสือ Mojo ฉบับ Prog ที่ผมเคยลง 40 อัลบั้มโปรเกรสซีฟยอดเยี่ยมมาแล้ว

คราวนี้จะมาเน้นที่เพลงของแต่ละวงหลักๆ ซึ่งได้แก่ Genesis, Yes, King Crimson, ELP, Pink Floyd, Rush, Jethro Tull, Marillion, Van Der Graaf Generator และ Soft Machine ทั้งหมด 10 วงพอดี โดยจะเลือก 10 เพลงเอกของแต่ละวงมานำเสนอ รวมทั้งหมด 100 เพลงพอดี

สำหรับภาค 1 จะเป็น 10 เพลงเอกของวง Genesis ซึ่งใช้ชื่อว่า "สวนแห่งอีเดน" (The Garden of Eden)




1). The Musical Box - Nursey Cryme (1971)

เพลงแรกจากอัลบั้มที่สามของวง ซึ่งได้มีสมาชิกใหม่เข้ามาแทน 2 คนคือ Steve Hackett และ Phill Collins ซึ่งแฟนของวงส่วนใหญ่ถือว่า นี่คือสมาชิกยุค "คลาสสิค" โดยแท้

หนังสือ Mojo บอกว่าเพลงนี้คือ "The Blueprint for the early Genesis sound, in which seemingly discreet units are combined to form a song" ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง

ด้วยความยาวของเพลงกว่า 10 นาที เพลง The Musical Box เริ่มต้นด้วยเสียงของอาคูสติคกีตาร์ 3 ตัวเล่นพร้อมๆกันโดย Tony Bank และ Mike Rutherford ร่วมกับ Steve Hackett ซึ่งคนที่เคยฟังชุดก่อนหน้านี้จะเห็นได้ชัดเลยว่า มันคือ สไตล์ที่ Anthony Phillips มือกีตาร์คนก่อนได้วางไว้เลย นั้นคือแนวออกโฟลค์นุ่มๆ แต่ที่แตกต่างคือ พอเล่นมาซัก 3 นาที ดนตรีเริ่มหนักขึ้นทุกที จนกระทั้งเสียงกีตาร์ของ Steve Hackett แผดแทรกขึ้นมา พร้อมกับการเล่นกลองที่หนักหน่วง ดั่งเป็นการประกาศว่านี้คือ Genesis ที่พร้อมจะลุยแล้ว ตลอด 6-7 นาทีที่เหลือ ก็เต็มไปด้วยการเล่ยบรรเลงอย่างเมามันส์ระหว่างกีตาร์และคีย์บอร์ด จนกระทั่งมาถึง climax ตอนท้ายในช่วงที่ Peter แหกปากร้องว่า "Touch me now !"

ว่ากันว่าในการแสดงสดของเพลงนี้ Peter Gabrieal มักจะหายตัวไปหลังเวทีเพื่อไปแต่งตัวใหม่ในช่วงท่อนบรรเลง โดยกลับออกมาหร้อมหน้ากาก "คนแก่" ในช่วงที่ร้องว่า Touch me now นั่นแหละ The Musical Box คือเพลงคลาสสิคเพลงแรกของวงอย่างไม่ต้องสงสัย

Spoil
 


2). Super's Ready - Foxtrot (1972)

มหากาพย์ของวงโดยแท้ ด้วยความยาวกว่า 23 นาทีที่ประกอบด้วย 7 ภาคย่อยๆ เพลง Supper's Ready คือผลงานที่ทางวงภูมิใจนำเสนอท้าดวลกับมหากาพย์ของวงอื่นๆ อย่าง Close to the Edge ของ Yes หรือ Tarkus ของ ELP ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

หนังสือ Mojo บอกว่ามีการอ้างว่า เพลงนี้ได้รับอิทธิพลจากการที่ "ว่าที่" ภรรยาของ Peter ในขณะนั้น "ถูกผีเข้าสิง" !! จริงๆแล้วเนื้อหาของเพลงนี้ก้อค่อนข้างสับสนน่าดูเลย เพราะในภาคแรก (Lover's Leap) ของเพลงเป็นเรื่องธรรมดาๆของสามีภรรยาที่กำลังจะกินข้าวเย็นกัน แต่ถ้าอ่านไปดูในเนื้อหาของภาคสุดท้าย (As Sure as Eggs Is Eggs) ดันกลายเป็นเรื่องวันล้างโลก (Apocalypse) ไปซะ ซึ่งจริงๆแล้วภาคก่อนหน้านี้ก้อใช้ชื่อว่า Apocalypse in 9/8 ด้วย

โดยตัวดนตรีแล้ว เพลง Super's Ready ประกอบด้วยเพลงสั้นๆหลายๆเพลงที่ถูกนำมาต่อกันเป็นจนกลายเป็น Suite ไปนั้นเอง ซึ่งคนที่เคยฟังเพลงนี้ ต้องยอมรับว่าทางวงสามารถทำให้เพลงเหล่านี้ต่อกันเป็นเนื้อเดียวกันได้ลงตัวมากๆ อาจเป็นเพราะแต่ละเพลงสั้น มันเป็นเพลงที่ดีอยู่แล้วก้อได้ ภาคที่ประทับใจคือภาค Apocalypse in 9/8 นั่นเองที่ (ไอ้ตัวเลข 9/8 หมายถึง time signature ของเพลงครับ) แต่ไฮไลท์ของภาคนี้อยู่ที่การโซโลคีย์บอร์ดของ Tony Bank บนจังหวะการตีกลองของ Phil Collins ที่เข้ากันได้อย่างประหลาด

ในช่วงแสดงสด Peter มักจะสวมหน้ากากแบบที่เป็นเหลี่ยมๆ ดังในรูปข้างล่าง

แฟน Genesis หลายคนบอกว่า Supper's Ready คือ "The Defintive Genesis song" ในบางอารมณ์ผมเห็นด้วย

Spoil
 


3). Firth Of Fifth - Selling England by The Pound (1973)

จากอัลบั้มที่หลายคนยกย่องว่าเป็นอัลบั้มมาสเตอร์พีซของวง Genesis เพลง Firth Of Fifth คือหนึ่งในเพลงเอกของวงอย่างถ่องแท้ ใน Mojo ถึงกับกล่าวว่า "A stately piano sets up one of Genesis's most powerful songs" แน่นอนอินโทรที่ว่านั้น เป็นการเล่นเปียนโนที่บ่งบอกถึง "ลายเซ็น" ของ Tony Banks อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในแง่ตัวเมโลดี้ที่สวยงาม

แต่เพลงนี้ไม่ใช่มีพระเอกคนเดียว การเล่นโซโล่ของ Steve Hackett ได้แสดงถึงความสามารถในการเล่นกีตาร์อันแสนจะไพเราะ โดยเฉพาะการใช้เทคนิคการหรี่เสียงโวลุ่มของกีตาร์ (volume pedal) ที่ผมว่ามันเพอร์เฟคจริงๆ บางคนถึงบอกว่า Steve คงไม่สามารถโซโลกีตาร์ได้ดีกว่าในเพลงนี้อีกแล้ว

แฟนโปรเกรสซีฟหลายๆคนยกย่องเพลงนี้ว่า หนึ่งในเพลงซิมโฟนิคโปรเกรสซีฟยอดเยียมตลอดกาลเลย ส่วนตัวผมเห็นด้วย 120 % โดยเฉพาะในเวอร์ชั่นแสดงสดในชุด Seconds Out ตอนที่ช่วงการดวลท่อนกลางของเพลงระหว่างคีย์บอร์ดและกีตาร์ ท่ามกลางการเล่นกลองและเบสที่ใส่กันอย่างสุดๆ แต่ดันยังส่งให้ในการเล่นโซโลได้เด่นอีกด้วย

ตามที่ Mojo บอกไว้ว่าเพลงนี้จบลงด้วยว่า "ending with Gabbriel intoning a quintessentially progrocking final couplet: 'The sands of time were eroded by the river of constant change.." มันยิ่งใหญ่ปานนั้นจริงๆครับ

Spoil
 



4). I Know What I Like (In Your Wardrobe) - Selling England by The Pound (1973)


ถ้า Pink Floyd มี Money, Yes มี Roundabout แน่นอน Genesis ก้อมี I Know What I Like นั่นคือเซ็นส์ของการทำเพลงป็อบนั่นเอง Moko บอกว่านี้คือ "Proof that Genesis had always had in them to do arty pop singles" เพลงนี้ถูกตัดเป็นซิ้งเกิ้ล และกลายเป็นเพลงฮิตแรกของวงไปเลย

ซึ่งไม่ใช่แค่ทำนองที่ทำออกมาให้ติดหู ในเรื่องของเนื้อหาก้อเช่นกัน ซึ่ง Mojo กล่าวถึงเพลงนี้ว่า "a playful spoken intro, sureliatic sing-along chorus and almost Hole In My Shoe-like cosmic psychedelia" ว่ากันว่าการวางเพลงนี้ในอัลบั้ม ถูกวางไว้ระหว่างเพลง Dancing with the Moonlit Knight และ เพลง Firth of Fifth พอดี ซึ่งทั้ง 2 พลงนี้ถูกมองว่าเป็นเพลงซีเรียส เลยเอาเพลงเบาๆสนุกๆมาคั่นกลางว่างั้นเถอะ

ส่วนเนื้อหาของเพลงก้อเป็นไปตามรูปในหน้าปกยังไงยังงั้นเลย แม้ว่าความหมายไม่ได้มีอะไรมากมาย แถมออกบ๋องๆด้วย ท่อนที่ว่า "You can tell me by the way I walk" ได้ถูกนำไปใช้ต่อในเพลงในอัลบั้มหลังๆ

เพลงนี้เป็นเพลงที่แฟนชอบให้วงเล่นในการแสดงสดมาก แม้ว่าในแง่ของความเป็นโปรเกรสซีฟแล้ว อาจจะสู้เพลงอื่นๆไม่ได้ก้อตาม ทางวงมักจะเล่นแล้วให้แฟนๆร้องตามในท่อน "I know what I like/And I like what I know"

Spoil
 



5). Carpet Crawl - The Lamb Lies Down On Broadway (1974)

จากอัลบั้มสุดท้ายที่ Peter อยู่ด้วย และเป็นอัลบั้มที่แฟนพันธ์แท้ของวงนี้บอกว่า เป็นสิ่งที่ทางวงได้ไปถึงจุดสูงสุดของการทำงานศิลปะแล้ว แม้ว่าจะมีหลายคนค่อนขอดว่า น่าเป็นอัลบั้มส่วนตัวของ Peter มากกว่าเพราะแกมีบทบาทมากในการทำอัลบั้มชุดนี้ ตั้งแต่การวางคอนเซ็ปท์ของเนื้อหาเลย

ส่วนตัวผมคิดว่า การเลือกเพลงเดียวจากอัลบั้ม The Lamb น่าจะปวดหัวพอควร เนื่องจากอัลบั้มชุดนี้เป็นคอนเซ็ปอัลบั้มที่มีหลายเพลงที่เด่นๆ แต่ Mojo ก้อเลือกเพลงCarpet Crawl โดยมองว่าเป็นเพลงอำลา โดยบอกว่านี่คือ "A perfect epitaph for the Gabriel era; "

โดยเนื้อหาแล้วคงต้องมองทั้งอัลบั้ม เพราะจะสัมพันธ์กันไปหมด โดยเนื้อหาย่อๆของเพลงเป็นไปตามนี้ "As Rael comes out of his daydreaming, he finds himself in a carpeted corridor where kneeling people slowly move towards a spiral staircase leading to a big wooden door. One of the Carpet Crawlers explains that going into the next chamber is the only way out." ใครำด้ดูมิวสิควิดิโอของเพลงนี้ คงมองภาพออกเพราะเป็นการแสดงตามนั้นเลย

ในแง่ของดนตรี ผมชอบมากเลย ในหนังสือ Mojo ก้อว่าไว้เช่นกัน ("unwinds with a pristine keyboard trill into one of the most beatiful melodies") โดยเฉพาะเสียงคีย์บอร์ดของ Tony Banks ทำได้เยี่ยมมากๆ เหมือนสายน้ำไหลยังไงยังงั้นเลย ในเวอร์ชั้นแสดงสด Steve Hacketts จะเล่นกีตาร์คลอไปด้วย เหมือนกับคลานได้จริงๆเลย

ในการแสดงสดของชุดนี้ Peter จะทำผมสั้นๆตามตัวละคร Rael เลย ออกแนวพังค์ๆหน่อย

Spoil
 

แก้ไขล่าสุดโดย tammy9838 เมื่อ Sun Jul 20, 2014 19:49, ทั้งหมด 1 ครั้ง
6
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
โหวตเป็นกระทู้แนะนำ

And when he had opened the seventh seal, there was silence in heaven about the space of half an hour


ออนไลน์
แข้งลีกเอิง
Status: The sands of time were eroded by The river of con
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 05 Sep 2013
ตอบ: 23422
ที่อยู่: The Gates of Delirium
โพสเมื่อ: Sat Jun 07, 2014 18:04
[RE: "หยิบสิบ" เพลงเอกของ 10 วงโปรเกรสซีฟร็อค : ภาค 1 "สวนแห่งอีเดน"]
6). Ripples - A Trick Of The Tail (1976)

อัลบั้มแรกหลังจาก Peter จากวงไป ทางวงพยายามหานักร้องใหม่ แต่สุดท้ายก็ให้มือกลองมาร้องแทนซะเลย ซึ่งก้อถือว่า Phil Collins ทำได้ไม่เลวเลย ในเรื่องของแนวดนตรีแล้ว อัลบั้ม A Trick Of The Tail ไม่ต่างจากผลงานก่อนๆหน้านี้มากนัก เพลงหลายเพลงจากชุดนี้ดีๆทั้งนั้น ไมว่าจะเป็น Robbery, Assault And Battery หรือ A Trick Of The Tail แต่ทำไม Mojo เลือกเพลงนี้ล่ะ

เหตุผลหนึ่งอาจจะเป็นเพราะ Ripples สามารถรวมความซับซ้อนของแนวโปรเกรสซีฟและความไพเราะของทำนองได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะท่อนกลางที่เล่นในแบบฉบับของ Genesis ในอดีตได้อย่างไม่เลวเลย และ Steve Hackett ก้อได้โอกาสโชว์การโซโลที่น่าประทับใจอีกครั้ง ส่วนในด้านทำนองนั้น หายห่วงอยู่แล้ว เพราะเพลงนี้คือหนึ่งในเพลงที่ไพเราะที่สุดของวงก้อว่าได้

หนังสือ Mojo ให้ความจำกัดความของเพลงนี้ว่า "Collins's sweet timbre is perfect for this epic. Hackett steals the show, thought, with a stunning solo: meandering, dreamy and quite beatiful."


ไม่เห็นด้วย ก้อไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว

Spoil
 



7). One For The Vine - Wind & Wuthering (1976)

สตูดิโออัลบั้มสุดท้ายที่ Steve Hackett อยู่ด้วย และก่อนจากไป Steve ก้อไม่วายที่จะทิ้งลายไอ้เสือไว้ให้ประทับจิตประทับใจ เพราะหลายเพลงที่แกร่วมแต่งในอัลบั้มชุดนี้เยี่ยมๆทั้งนั้น และยังฝากการโซโลกีตาร์ที่ประทับใจแฟนๆ Genesis พอควร แต่ในอัลบั้มชุดนี้พระเอกตัวจริงกลับเป็น Tony Banks ครับ โดยที่เพลงที่บ่งบอกความสามารถของแกได้ดีที่สุดก้อคือเพลง One for the wine นี้เอง

ด้วยความยาวของเพลงที่ยาวเกือบ 10 นาที เพลง One for the Vine กลายเป็นหนึ่งในหลายเพลงคลาสสิคในแบบเอพิคของวง โดย Mojo บอกว่า "According to Tony Banks: One of the reasons wht the song went through all those different sections was that I knew that it was the best chance I was going to have to get all those bits onto the album, so I put them all in one song.." คนที่ฟังเพลงนี้ คงไม่แปลกใจที่เพลงนี้เต็มไปด้วยเสียงคีย์บอร์ดต่างๆ ทั้งเมโลตรอนและเปียนโน และมีการเปลี่ยนจังหวะไปมา ทั้งช้าทั้งเร็วตลอดทั่วทั้งเพลง สุดยอดจริงๆ และที่น่าประทับใจที่สุดคือ แต่ละ section มันกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันได้ดีจริงๆ

ใน almusic.com ถึงขนาดบอกว่า " it contains more musical ideas than the whole A Trick of the Tail album." ผมว่าเวอร์ไปหน่อย แต่ก็ยอมรับว่าเพลงนี้น่าจะเป็นเพลงที่ดีที่สุดของวงในยุคหลังจากที่ Peter ออกจากวงไปแล้ว

Spoil
 


8). Dance On A Volcano / Los Endos - Seconds Out (1977)

2 เพลงจากอัลบั้ม Trick of the Tail ที่นำมาต่อกันเป็นเมดเลย์ในอัลบั้มแสดงสดชุดที่สองของวง และเป็นชุดแสดงสดที่ผมชอบที่สุด โดย Mojo บอกว่าเป็นเรื่องที่ทางวงมักจะทำตอนจบคอนเสิร์ท "Mid-period Genesis used to end their shows with this marathon seque of two songs."

เมดเลย์สองเพลงนี้ จะไปเด่นในเพลงที่สองคือเพลง Los Endos ที่เป็นการดวลกลองกันระหว่าง Phil Collins กับ Chester Thompson คนที่เคยฟังเพลงนี้คงนึกออกนะครับ เป็นการจบการแสดงที่เหมาะจริงๆ

Spoil
 



9). Turn It On Again - Duke (1980)

เพลงจากยุคที่เหลือแค่ 3 คน และเป็นยุคที่วง Genesis ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงตั้งแต่ตั้งมาในปลายยุค 60 แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น เพลงนี้จากอัลบั้ม Duke ถือว่าเป็นก้าวแรกของการไปถึงดวงดาว

โดย Mojo บอกว่า "Genesis's second big hit had a 13/8 time signature, quirky drum beat and extra-long intro."

ส่วนตัวผมผมเฉยๆกับอัลบั้มที่ทำแบบครึ่งๆกลางๆแบบชุดนี้ ถ้าจะป็อบก็ป้อบไปเลยอย่างชุด Genesis หรือ Abcab ไปเลย

Spoil
 


10). Home By The Sea - Genesis (1983)

จากยุค 3 คนที่เล่นป้อบแบบเต็มตัว แต่ไม่ดาษดื่นเลย เพราะนี่คือเพลงป้อบชั้นดี โดย Mojo บอกว่า "A creepy, unquite-daed ghost story - and a welcome blast of the old Genesis magic. Banks's synth refrain is still one of the Genesis's most memorable" เห็นด้วยว่าเสียงซินท์ของ Bank ในท่อนกลางมันชวนขนหัวลุกจริงๆ และที่น่าสนใจคือเพลงนี้สามารถไปต่อกับเพลงต่อไปคือ เพลง Second Home by the Sea ได้พอดิบพอดีเลย ซึ่งเป็นอีกเพลงที่ banks โชว์การเล่นซินท์ได้เยี่ยมจริงๆ

Home by The Sea นี่คือเป็นเพลงที่ดีที่สุดในอัลบั้มนี้

Spoil
 


ผมชอบเพลง Firth Of Fifth ที่สุดละ ฟิน
เครดิต : http://topicstock.pantip.com/chalermkrung/topicstock/2006/03/C4167177/C4167177.html
6
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน

And when he had opened the seventh seal, there was silence in heaven about the space of half an hour


ออฟไลน์
นักบอล ดิวิชั่น 1
Status:
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 11 Jun 2009
ตอบ: 7040
ที่อยู่: อยู่ตรงนี้ ก็เมืองไทย ก็ทนกันไปได้แต่ช่างมัน
โพสเมื่อ: Sat Jun 07, 2014 18:14
[RE: "หยิบสิบ" เพลงเอกของ 10 วงโปรเกรสซีฟร็อค : ภาค 1 "สวนแห่งอีเดน"]
นึกว่า
5
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
ออฟไลน์
นักเตะท้ายซอย
Status: ตูไม่รู้ ตูเป็นแมว!!
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 14 Aug 2012
ตอบ: 1283
ที่อยู่: สาธารณรัฐต๊อกต๋อย
โพสเมื่อ: Sat Jun 07, 2014 18:22
[RE: "หยิบสิบ" เพลงเอกของ 10 วงโปรเกรสซีฟร็อค : ภาค 1 "สวนแห่งอีเดน"]
นึกถึงนิค นิรนามเหมือนกัน mv 18+ ตามชายหาดป่าเขาลำน้ำลอยมาเลย
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน

ออนไลน์
กำเนิดดาวรุ่ง
Status: YouRockMyWorld
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 26 May 2011
ตอบ: 101
ที่อยู่: empty room `
โพสเมื่อ: Sat Jun 07, 2014 23:58
[RE: "หยิบสิบ" เพลงเอกของ 10 วงโปรเกรสซีฟร็อค : ภาค 1 "สวนแห่งอีเดน"]


โคตรลึกเลยท่าน

ขอถามนิดนึงครับ
บทความพวกนี้ท่านแปลหรือเขียนขึ้นมาเองเลยรึเปล่าครับ

ขอบคุณสำหรับความรู้
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
i ♥ man utd

ออนไลน์
แข้งลีกเอิง
Status: The sands of time were eroded by The river of con
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 05 Sep 2013
ตอบ: 23422
ที่อยู่: The Gates of Delirium
โพสเมื่อ: Sun Jun 08, 2014 00:19
[RE: "หยิบสิบ" เพลงเอกของ 10 วงโปรเกรสซีฟร็อค : ภาค 1 "สวนแห่งอีเดน"]
SRV ~ พิมพ์ว่า:


โคตรลึกเลยท่าน

ขอถามนิดนึงครับ
บทความพวกนี้ท่านแปลหรือเขียนขึ้นมาเองเลยรึเปล่าครับ

ขอบคุณสำหรับความรู้
 

ป่าวครับ ผมก๊อปมาอีกที ชอบอยากมาแบ่งปัน
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน

And when he had opened the seventh seal, there was silence in heaven about the space of half an hour


ออฟไลน์
กำเนิดดาวรุ่ง
Status: ฟุตบอล เพลงสากล ภาพยนตร์ และ เกมส์ HON
: 0 ใบ : 0 ใบ
เข้าร่วม: 24 Sep 2006
ตอบ: 454
ที่อยู่: อยู่ตรงไหนก็ได้ที่ความสุขและสันติภาพ
โพสเมื่อ: Wed Jul 16, 2014 21:45
[RE: "หยิบสิบ" เพลงเอกของ 10 วงโปรเกรสซีฟร็อค : ภาค 1 "สวนแห่งอีเดน"]
อ๋อ ๆ เคยอ่านนานละครับ
Genesis เป็น 1 ใน โปรเกรสซีพ ที่ชอบมากที่สุดในชีวิตผมเลยครับ

ว่าง ๆ คุยกันได้นะครับ ผมชอบมาก ๆ คุยกันนานแน่นอนครับ
0
0
หากโดน 40 เรื้อน จะถูกแบน
I Love Real Madrid Bayern Munich Aresenal & AC Milan
Rock & Roll Never Die , Heavy Metal Never Growth.
Rock & Roll Outside Box , Rock & Roll Is My Life.
ไปหน้าที่ 1
ไปที่หน้า
GO
ตั้งกระทู้ใหม่
กรุณาระบุเหตุผลที่จะแจ้งความ
ผู้ต้องหา:
ข้อความ:
Submit
Cancel
กรุณาเลือก Forum และ ประเภทกระทู้
Forum:

ประเภท:
Submit
Cancel