
อาร์เซนอลทำเอาผมหมดรักจริงๆ...
ทันทีที่คณะกรรมการพรีเมียร์ลีกที่ถูกตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจสอบสวนคดี"แต๊บ"แอชลี่ย์
โคลของเชลซีได้ลงมติให้ปรับเงินทั้งนักเตะ,โจเซ่ มูรินโญ่และสโมสรเชลซีกันบานตะไททำให้เกิดปัญหาตามมาและนั่นคือสิ่งที่แฟนบอล"เดอะกันเนอร์ส"ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วยเลย
หะแรก"โคล"ดูท่าจะหักด้ามพร้าด้วยเข่ากับการออกมาตำหนิทั้งอาร์แซน
เวนเกอร์และเดวิด ดีนโดยฝ่าย
แรกไม่ยอมให้การช่วยเหลือในเรื่องสัญญาใหม่เท่าที่ควรส่วนฝ่ายหลังนี่เหนียวค่าเหนื่อยแถมลากเขาขึ้นโรงขึ้นศาลจนโดนลงดทษปรับตัวอ้วนถึง
100,000 ปอนด์
"ยกสอง"นอกศาลของโคลกับต้นสังกัดอาร์เซนอลทำเอาเชลซีที่โดนปรับและถูกจับตามองถึงพฤติกรรมชอบ"แต๊บ"คงบรรลุผลดังที่ได้ตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่ทีแรกเสียที
โคลในวัย 24 ปีได้ให้สัมภาษณ์กับนสพ.นิวส์ออฟเดอะเวิร์ลดได้แฉถึงการเจรจาสัญญาใหม่ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ศึกยูโร
2004 เมื่อซัมเมอร์ก่อนนู่น,สโมสรเตะถ่วงยื้อมายาวนานถึง 12 เดือนก่อนที่จะแตกหักเมื่อแบ็คจอมบุกขอขึ้นค่าเหนื่อยจากปัจจุบัน
25,000 ปอนด์เป็น 60,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์
เดวิด ดีนรองประธานสโมสรซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ในการเจรจาสัญญาใหม่ตั้งแต่เริ่มต้นแถมสวมบทลิ้นสองแฉกเมื่อแจ้งให้โคลทราบก่อนถึงคริสมาสต์ว่าจะขอร้องให้บอร์ดอนุมัติค่าเหนื่อย
60,000 ปอนด์ตามที่ขอไว้แต่สุดท้ายบอกข่าวร้ายว่าบอร์ดลงมติให้น้อยกว่านั้น 5,000
ปอนด์
"เดวิด ดีนมาพบผมเมื่อเดือนพฤษภาคมตอนที่กำลังนั่งทานข้าวอยู่กับพี่โซล
แคมป์เบลล์และก็เสนอสัญญาใหม่ห้าปีที่ได้ค่าเหนื่อยเพิ่มขึ้นอีก 6,000 หรือ 7,000
ปอนด์ต่อสัปดาห์ซึ่งมากกว่าที่ผมได้รับอยู่ในตอนนั้น"โคลเริ่มสาธยายเรื่องราวในอดีต
"ในช่วงนั้นผมเหลือสัญญาอยู่เกือบๆสามปี
ตอนนี้ผมรู้ว่าอาร์แซน เวนเกอร์ได้บอกกับบอร์ดบริหารว่าผมได้รับค่าจ้างต่ำชนิดน่าเกลียดและควรได้รับเพิ่มขึ้นในทันที"
"สโมสรยังต้องการขยายระยะเวลาสัญญาด้วยเพื่อที่พวกเขาจะได้สามารถขายผมได้ตามใจชอบตามความต้องการ"
"ผมดีใจนะที่อาร์เซนอลอยากต่อสัญญาใหม่ให้ผมแต่ที่ไม่เข้าใจคือทำไมผมได้รับน้อยกว่าเพื่อนร่วมทีมเยอะขนาดนั้น"
"ผมรู้ว่ามีหลายคนในทีมได้ค่าเหนื่อยมากกว่าที่ดีนเสนอให้ผมสองหรือสามเท่าเลยล่ะ"
"ผมปรึกษากับเพื่อนๆในทีมและขอคำแนะนำจากเอเยนต์
ผมคิดอยู่หลายวันแต่ตอนนั้นผมรู้อยู่เสมอๆแหละว่าอยากมีอนาคตยาวๆกับสโมสรเหมือนกัน"
"ดังนั้นผมเลยยอมรับข้อเสนอตรงนั้นเลยแม้ว่ามันจะน้อยกว่าที่ผมควรจะได้และน้อยกว่าเพื่อนร่วมทีมส่วนใหญ่มากแต่ตอนนั้นผมมีความรู้สึกว่ามันเป็นตัวเลขค่าเหนื่อยโดยรวมของสโมสรที่เราไม่น่าจะมีปัญหาด้วย"
"ผมไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องเงินหรอกครับ ผมอยากให้อะไรต่อมิอะไรได้รับการสะสางซักที"
"ตอนแรกเริ่ม,อาร์เซนอลยิ้มแย้มตลอดเวลาและก็เพิ่มค่าเหนื่อยให้ทีละนิดๆ"
"ช่วงกลางเดือนธันวาคมเอเยนต์ผมนัดคุยกับดีน
ทั้งเขาและอาร์แซน เวนเกอร์แนะนำต่อบอร์ดว่าสโมสรควรตบปากรับคำกับสิ่งที่ผมขอไว้และก็หวังว่าผมจะเซ็นสัญญาใหม่ก่อนคริสมาสต์"
แต่สถานการณ์ที่ดูเหมือนจะราบรื่นไร้ปัญหากับกลายเป็นอาร์เซนอลที่พลิกลิ้นปล่อยให้แอชลี่ย์
โคลหัวเสียที่ถูกโกหกปลิ้นป้อนเช่นนี้
"จากนั้นผมก็เลยโทรศัพท์หาดีน น้ำเสียงเขาค่อนข้างแข็งกระด้างและพูดกับผมด้วยน้ำเสียงปั้นปึงว่าผมควรต่อสัญญาใหม่ซะ"
"เขาดูเหมือนจะไม่แคร์ว่าผมอยากต่อสัญญาใหม่กับอาร์เซนอลจริงๆหรือผมคิดว่าเราตกลงสัญญาอย่างยุติธรรมทั้งสองฝ่ายแล้วหรือยัง"
"ใจของเขาแค่ตามเสียงบอร์ดบริหารเท่านั้น
ดูเหมือนพวกเขาพยายามใช้ความรักที่ผมมีต่อสโมสรเพื่อจ่ายค่าเหนื่อยให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้"
"ผมรู้สึกเหมือนโดนทรยศ ผมแทบไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยินเลย,มันเหมือนความจงรักภักดีของผมแทบไม่มีความหมายอะไรเลย"
"ผมเริ่มคิดแล้วว่าอาร์เซนอลไม่ต้องการผมอีกต่อไปแล้วและอยากขายผมทิ้งมากกว่าจะต่อสัญญาใหม่ด้วยซ้ำ"
"นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมโกรธบอร์ดบริหารของสโมสรจนหน้าดำหน้าแดง
อาร์เซนอลยื่นข้อเสนอสุดท้ายที่ 55,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ไม่ใช่กับสิ่งที่เคยขอไว้ที่
60,000 ปอนด์
"ผมบอกเลยว่าไม่ มันไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินๆทองๆ
มันเป็นเรื่องของความถูกต้อง,ผมโคตรฉุนเลย...ผมเต็มใจที่จะทุ่มเททุกอย่างให้อาร์เซนอลอยู่ตลอดเวลา"
"แต่พวกเขากลับไม่เห็นคุณค่าผม ผมไม่เคยแม้กระทั่งขอค่าเหนื่อยระดับนักเตะเวิร์ดคลาสเลยด้วยซ้ำ"
"ผมไม่ต้องการเป็นนักเตะที่มีค่าเหนื่อยมากที่สุดในสโมสร,จริงๆแล้วผมไม่ได้อยากได้น้อยกว่าหนึ่งในนักเตะซีเนียร์เท่านั้นเอง"
00000000000000000000
Furious
จนถึงบัดนี้แอชลี่ย์ โคลยังเชื่อว่าการพบกับโจเซ่
มูรินโญ่และปีเตอร์ เคนยอนที่โรงแรมในกรุงลอนดอนไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด
"ผมได้อธิบายไปหมดแล้วถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงแรมตามที่พรีเมียร์ลีกสอบสวนแต่ผมไม่คิดว่าเหตุการณ์จะสิ้นสุดเหมือนที่พวกเขาทำเลย"
"มันไม่ได้ทำให้ผมระคายเคืองเลยกับการที่อยู่ห้องเดียวกันกับพวกเขาและจะเป็นการทาบทามที่ผิดกฏ"
"เราแค่อยู่ในห้องเดียวกันแค่ 10 หรือ 12
นาทีเท่านั้นเอง"
โคลยังเชื่อว่าศาลจะช่วยล้างมณฑิลให้กับเขาหลังโดนลงโทษปรับเงินถึง
100,000 ปอนด์ทันทีที่กลับจากทัวร์อเมริกากับทีมชาติอังกฤษ
แบ็คซ้ายธรรมชาติถึงกับเต้นผางกับผลการตัดสินของพรีเมียร์ลีกและถ้าหมดหนทางก็เตรียมเอาคดีนี้ขึ้นศาลกีฬาโลกที่สวิตเซอร์แลนด์ไปเลย
"ผมแทบไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่คณะกรรมการพูดถึงผมและโจนาธาน"
"มันไม่ใช่เลยและผมโกรธสุดๆ มันเลยเถิดและพวกเขาก็ลากเรื่องนี้มาไกลจนเกินำแล้ว...ขอให้ผมชี้แจงเรื่องนี้นิดนึง
โจนาธานทำในสิ่งที่ผมขอร้องมาตลอดและนั่นคือค่าเหนื่อย 60,000 ปอนด์,แม้แต่เดวิด
ดีนต้องยอมรับอย่างอึกอักระหว่างไต่สวนว่าโจนาธานไม่เคยพยายามที่จะขึ้นค่าเหนื่อยเพิ่มแม้แต่เพนนีเดียว"
"เข้าทำหน้าที่ของตัวเองให้ผมอย่างถูกต้องครบถ้วนและนั่นเป็นสาเหตุที่ผมยังเคียงข้างเขาในฐานะเอเยนต์ผม"
"แต่สำหรับการทำหน้าที่ของตัวเองอย่างถูกต้อง,โจนาธานและผมกลับกลายเป็นแพะรับบาปไปในที่สุด"
การขึ้นศาลเป็นประสบการใหม่สำหรับโคลเพราะเขาเป็นคนขี้อายแต่กลับต้องมาเจอผู้คนมากมายในการไต่สวนจนสั่นกลัวไปหมด
"ผมเป็นคนค่อนข้างขี้อายและก็มีนักเตะ 13-14
คนอยู่ในนั้นทั้งทนายและคนอื่นๆบวกกับสมาชิกคณะกรรมการธิการอีก มันเป็นอะไรที่เกร็งมาก,ผมไม่ชอบมายืนพูดต่อหน้าคนเยอะๆ
มันทำให้ผมกลัวจริงๆฮะ"
"ผมแค่พูดความจริงเท่านั้น เมื่อการขึ้นศาลสิ้นสุดผมคิดว่าผมให้ความร่วมมือแล้วและก็คงหลุดพื้นคดีนี้แต่โทษปรับ
100,000 ปอนด์โอเวอร์เกินไปเมื่อเทียบกับสิ่งที่พวกเขาลงโทษมูรินโญ่และเชลซี"
"ผมรู้จักโจนาธานมาตั้งแต่อายุ 16 และเขาก็ไม่เคยแทงข้างหลังผมเลย"
"ผมแทบไม่อยากเชื่อตอนที่พวกเขาตัดสินว่าผมมีความผิด
ผมมีความรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้ฟังสิ่งที่ผมพูดเลย"
"ผมขออ้อนวอน ชื่อผมโดนดิสเครดิตแล้วและผมต้องการกู้มันกลับมา"
"ผมไม่อยากให้มันยาวเหมือนสงคราม ผมเพียงอยากให้ผลที่ถูกต้องและยุติธรรม
เราจะสู้ทุกๆวิถีทางครับ"
0000000000000000000
"คนทรยศ"
ชคงไม่มีช่วงเวลาไหนที่จะอึดอัดเท่ากับระหว่างอยู่ในกระบวนการพิจารณาไต่สวนที่โคลไม่สามารถเปิดปากให้สัมภาษณ์อะไรได้เนื่องจากอาจมีผลต่อรูปคดีและนั่นทำให้ความรักที่โคลมีให้อาร์เซนอลอย่างเต็มเปี่ยมกลับกลายเป็นเสียงด่าว่า"ทรยศ"ไล่หลังอย่างเจ็บปวด
"ผมต้องทนฟังเสียงคนประนามว่าผมมันพวกหิวเงิน"
"มีคนตะโกนเรียกผมตามท้องถนนว่าไอ้คนทรยศส่วนฝั่งตรงข้ามของสนามก็มีคนเย้ยหยันว่า'เชลซีพรากไอ้นี่ไปแล้วเว้ย'..."
"ตอนแม่มาชมเกมที่สนาม เธอต้องหัวเสียมากและนั่นก็มีผลกระทบกับผมอย่างช่วยไม่ได้เพราะผมไม่สามารถออกมาพูดและบอกความจริงอะไรกับพวกเขาได้เลย"