เบน ฟรีคิกบุกเขมร...

(เอาเมาส์ลากผ่านรูปเพื่ออ่านคำบรรยายภาพนะครับ)

ช่วงสิ้นปีคือเวลาที่เบน ฟรีคิกจะมีเวลาออกนอกกรุงเทพซักที เบน ฟรีคิกในวัด"Angkor"ที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศกัมพูชานั่นเองในปีหนึ่งๆผมจะพยายามไม่ลาป่วยหรือลากิจเพื่อแลกกับวันหยุดพิเศษเพิ่มขึ้นอีกซักวัน(ถ้าได้รับการเห็นชอบนะ)เพราะถ้าจะให้ไปเที่ยวต่างจังหวัดเพียงสองสามวันแค่เดินทางก็น่าจะไม่พอแล้ว

ปีก่อนลุยภาคเหนือก็ไปแม่ฮ่องสอนแต่คราวนี้ห้าวจัดครับลองของแปลกด้วยการถ่อสังขารตะลอนถึงประเทศกัมพูชานู่นแนะ(ฮา)

ด้วยความเคารพต่อประเทศกัมพูชา ผมรู้ก็รู้อยู่นะครับว่าบ้านเมืองนี้ยังล้าหลังกว่าเมืองไทยเยอะแต่ก็ไม่คิดว่าจะเยอะขนาดนี้ ประชากรที่นี่กว่า 80 เปอร์เซนต์เป็นคนยากจนครับแต่ที่สังเกตและเห็นได้ชัดคือพวกมีเงินที่นี่นิยมใช้รถเก๋งโตโยต้า"คัมรี่"กันเยอะมาก วิ่งกันเกลื่อนถนนเลยแถมเวลาจะแซงจะบีบแตรกันยาวและเสียงดังสุดๆ ถ้าเป็นเมืองไทยรับรองมีมองหน้าด่ากันเปิงแน่แต่ที่นี่เฉยๆครับเพราะเป็นวัฒนธรรมไปแล้ว

หลังจากทำการยื่นพาสปอร์ตทำวีซ่าตรงชายแดนอรัญญาประเทศอย่างรวดเร็วแล้วก็ต้องเผชิญกับขุมนรกที่เบน ฟรีคิกไม่คาดคิดว่าจะต้องเจอมาก่อนในชีวิตนี้

ทำพาสปอร์ตเสร็จก็เจอ"ขอทาน"เขมรที่ชายแดนทันที

จุดหมายของบริษัทหนุ่มสาวทัวร์ที่จะพาเราไปคือจังหวะ"เสียม เรียบ"(Siem Reab)ซึ่งเป็นจังหวัดที่เจริญที่สุดรองจากพนมเปญเมืองหลวงของประเทศกัมพูชาและมีวัดวาอารามเฉพาะที่นี่ก็นับพันเลยครับ

เข้าประเทศเขมรมาไม่กี่เมตรไกด์ทัวร์ก็พาเรามาแวะห้องน้ำใน"สตาร์ เวกัส"บ่อนใหญ่สุดหรูที่คุณ"สาคร"ไกด์ชาวเขมรที่เติบโตในยุคปฏิวัติอันสุดโหดของ"พอล พต"(เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่าโหดยังไง)บอกว่ากว่า 70 เปอร์เซนต์บ่อนนี้เป็นชาวไทยที่ถือหุ้นอยู่

หลังจากเข้าห้องน้ำเสร็จสรรพผมก็หยิบมือถือ k700i หมายจะถ่ายเก็บภาพเป็นที่ระลึกแต่โดนยามหรือเรียกให้สุภาพหน่อยก็"ซีเคียวริตี้"มาไล่บอกถ่ายรูปไม่ได้แถมบอกไหนๆขอดูรูปหน่อย ผมก็บอกยังไม่ได้ถ่ายเลยแล้วจะมีรูปได้ไง นางเอกมิวสิควิดีโอเพลงเขมรที่หน้าตาน่ารักเหลือเกินคือมันจะดูให้ได้จนแล้วจนรอดก็เลิกเจ๊าะแจ๊ะผมเพราะข้างๆมีอีกคนถือกล้องอันเป้งกดอย่างเมามันส์ ผมก็เลยชิ่งหนีดีกว่า

กลับมาเข้าเรื่องต่อครับกับ"หายนะ"ที่ต้องนั่งรถบัสซึ่งจุคนได้ประมาณ 20 กว่าคนคือเส้นทางไปยังจังหวะ"เสียม เรียบ"มันสุดโหดพระเจ้าจอร์จครับเพราะว่าระยะทางเพียงแค่ 150 กม(โดยประมาณ)ซึ่งปกติเราๆท่านๆขับสบายๆน่าจะใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมงแต่ขอโทษครับผมต้องนั่งยาวถึงเกือบ 7 ชั่วโมง!!!

เพราะถนนไม่ได้ราดซีเมนต์หรือยางมะตอยเหมือนบ้านเราครับ งบเขมรไม่มีเลยต้องลุยลูกรังแดงๆที่มีหลุมและหินระเกะระกะซึ่งไม่ต้องบอกก็พอนึกภาพกันออกนะครับว่าต้องกระเด้งไปกระเด้งมาตลอดทางจน"ก้น"หรือ"ตูด"ระบมเจ็บปวดทรมานไปหมด

นอกจากสีหน้าของผู้โดยสารที่มาทัวร์ด้วยกันจะ"บอกบุญไม่รับ"ด้วยเหตุผลสืบเนื่องมาจากแสบ"ดาก"แล้วก็ยังต้องรับมือกับฝุ่นข้างนอกรถที่เล็ดลอดเข้ามาจนได้กลิ่นฉุนจมูกและมาเกาะจนหนาเตอะบนเลนส์แว่นกันแดดของผม

แว่วๆมาว่าอีกสองปีทางฝรั่งเศสจะเข้ามาสร้างถนนให้ซึ่งก็นาจะเป็นผลดีต่อประเทศกัมพูชาเองเพราะอย่างน้อยถ้าการเดินภาพถ่ายจ่อๆของผมในวัด"Sapeak mokol"ซึ่งเก็บโครงกระดูกบางส่วนจาก 3 ล้านคนที่ถูกพอล พตสั่งฆ่าระหว่างปี 1975-79ทางสะดวกรวดเร็วก็ดึงดูดให้ปากต่อปากแนะนำมาเยี่ยมเยือนกันเยอะๆซึ่งถ้าพูดกันตรงๆจุดขายของที่นี่คือประวัติศาสตร์ที่แฝงไปด้วยความน่าสนใจไม่น้อยครับ

ที่บอกว่าน่าสนใจเพราะสาเหตุที่ประเทศกัมพูชายังไม่เจริญและออกไปทางแนวล้าหลังสุดๆสืบเนื่องมาจากช่วงที่พอล พตผู้นำเขมรทำการปฏิวัติและนำระบบคอมมิวนิสต์มายังประเทศระหว่างปี 1975-1979 โดยในช่วงนี้มีประชาชนบริสุทธิ์ล้มตายเป็นเบือเกือบ 2 ล้านคน(ประมาณ 1.7 ล้านคน)ซึ่งคิดเป็นตัวเลขแล้ว 21 เปอร์เซนต์ของประชากรทั้งหมด

ฟังแล้วน่ากลัวโคตร!!! เหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่โลกต้องจารึกโดยถูกฝรั่งตราหน้าวีรกรรมครั้งนี้ว่า"Killig Field" ส่วนเหตุผลที่คนตายเป็นผักเป็นปลาก็เพราะพอล พตสั่งกวาดล้างประชาชนที่มี"ความรู้"ทั้งหมดให้เรียบประเทศเพราะไม่ต้องการให้พวก"หัวหมอ"รวมตัวกันซึ่งอาจนำมาสู่การล้มอำนาจของเขานั่นเอง

คุณ"สาตรงนี้แหละครับที่หนังเรื่อง"Tomb Raider"ที่แสดงนำโดยแองเจลิน่า โจลี่เคยมาถ่ายทำเมื่อปี 2001 ที่วัด Ta Prohmคร"ไกด์ชาวเขมรที่พูดไทยเป็นต่อยหอยเล่าให้ฟังว่าเขาเองก็เติบโตมาในยุคพอล พตที่มีทหารเขมรแดงเป็นใหญ่เพียงแต่ตอนนั้นยังเป็นเด็กเลยรอดตายแต่ก็ต้องทรมานจากระบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ที่ประชาชนทุกคนมีเสมอภาคเท่ากันหมด

พูดง่ายๆก็คือจนเหมือนกันหมดไม่มีใครรวยไปกว่าใครเพราะ"สินทรัพย์"หรืออะไรที่ครอบครองอยู่ก็แล้วแต่จะตกเป็นของรัฐในยุคพอล พตทั้งหมดและที่น่าตกใจก็คือทุกคนต้องทำนาครับโดยให้กินข้าวคนละมื้อเดียว ใครแอบไปตกปลาหรือกินอาหารเกินที่กำหนดจะถูกเอาไปฆ่าทันที!!!

ตรงนี้แหละครับที่ทำให้ประชาชนในยุคนั้นเรี่ยวแรงแทบไม่มี กินน้อยทำงานหนักจนโอกาสแทบเป็น"ศูนย์"ในการคิดทำการต่อต้านรัฐบาล...วัด,โรงเรียน,วัฒนธรรม ทุกๆอย่างๆถูกพอล พตประกาศยกเลิก(outlaw) ไม่ให้มีอยู่ในประเทศนี้ทั้งหมด

อย่างที่เกริ่นไปตอนแรกว่าคนที่ออกแนว"หัวหมอ"มีความรู้จะถูกเอาไปฆ่าเพื่อตัดไฟแต่ต้นลมโดยวีธีคือเอาเด็กอายุ 16-17 ปีเป็นผู้สังหารด้วยการเอามือไพล่หลังแล้วเอาไม้ทุบกระโหลก จะตายหรือไม่ตายก็ไม่รู้แต่จะถีบลงหลุมแล้วฝังทันที ใครไม่ตายก็ต้องตายแหละครับ...ถ้าเกิดโชคร้ายเป็นพ่อแม่ตัวเองก็ต้องฆ่าครับเพราะนี่คือคำสั่งจากผู้นำสุดโหดของเขมร คำสั่งถือเป็นเด็ดขาดแอบถ่ายฝรั่งจู๋จี๋กลางวัด"Angkor"

สุดท้ายแล้วในช่วงปี 1979 กลุ่มต่อต้านพอล พตร่วมมือกับทหารเวียดนามที่ขนมาเต็มกำลังบุกทำลายเขมรแดงจนพ่ายแพ้และยึดเมืองพนมเปญในวันที่ 7 มกราคมซึ่งสุดท้ายกลายเป็นวันชาติของประเทศกัมพูชาจนถึงทุกวันนี้ครับ

ปัจจุบันแม้ประเทศกัมพูชาห่างหายจากสงครามมาประมาณ 6-7 ปีแล้วแต่ก็ยังมีภาพแห่งความเสียหายอยู่กลาดเกลื่อนและรอวันบูรณะอยู่ครับโดยต้องพึ่งเงินจากต่างชาติไม่ว่าจะประเทศฝรั่งเศส,ญี่ปุ่นหรือแม้กระทั่งไทยเอง เช่นเดียวกันกับการกู้ทุ่นระเบิดที่มีมากถึง 2 ล้านลูกในประเทศกัมพูชาโดยตอนนี้ได้รับการกู้จาก"ยูเอ็น"อยู่ทุกๆปีจนลดลงมาเหลือเข้าหลักหมื่นเท่านั้นเอง

เกือบลืมไยานพาหนะยอดฮิตที่พาคนต่างชาติทัวร์วัดในจังหวัดเสียม เรียบปครับทุกวันนี้โรงเรียนของกัมพูชามี"สองกะ"คือช่วงเช้าตั้งแต่ 7 โมงถึงเที่ยงและอีกกะเป็นบ่ายถึง 5 โมงเย็นโดยสาเหตุเพราะทางรัฐบาลต้องการให้คุณครูเข้างานสองกะเพื่อที่ว่าจะได้มีเวลาไป"รับจ็อบ"หาเงินพิเศษเนื่องจากเงินเดือนราชการน้อยนิดเพียงพันกว่าบาทเท่านั้นเองครับ

จะเดินทางไปยังส่วนไหนของโลกสุดท้ายคงหนีไม่พ้นกับวลีอยู่ไหนก็ไม่สู้อยู่เมืองไทยตามเดิมครับ...

 

 

00000000000000

วันสุดท้ายของพอล พต

หลังจากรีไทร์ตัวเองอย่างเป็นทางการในปี 1985 แต่พอล โฉมหน้าชัดๆของพอล พตพตก็ยังอยู่เบื้องหลังในการควบคุมทหารกองโจรที่เป็นกลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่แข็งแกร่งที่สุดซึ่งอยู่ในเขตตะวันตกของประเทศกัมพูชาจนกระทั่งก๊กเหล่าพวกนี้จะสลายตัวก่อนที่เขาจะเสียชีวิตได้ไม่นาน

ภาพประวัติศาสตร์ที่เป็นจุดจบอย่างไม่มีวันหวนกลับของยุคพอล พตคือทหารเขมรแดงวัยรุ่นต่างยืนรอบๆศพของพอล พตที่นอนตายอย่างสงบในกระท่อมเล็กๆที่ยังมีกลิ่นฟอมะลินคลุ้งเตะจมูกโดยกระท่อมนี้จากชายแดนไทยเพียง 275 หลาในปี 1998 รวมอายุได้ 73 ปี

ช่อดอกไม้สีชมพูถูกวางอย่างเป็นระเบียบบนเตียงเหนือหัวในขณะที่รูจมูกทั้งสองมีสำลีอุดเอาไว้ เครื่องแต่งกายได้รับการแต่งอย่างง่ายๆด้วยเสื้อแขนสั้นกางเกงสแล็ก

นับตั้งแต่พอล พตสูญสิ้นอำนาจทั้งหมดก็ถูกทางการสั่งคุมเข้มในกระท่อมหลังนี้โดย"นอน นู"ผู้คุมได้กล่าวถึงภาพสุดท้ายครั้งนี้ว่า"ในช่วงเที่ยงคืนภรรยาของพอล พตเข้ามาหาเราหลังทราบว่าสามีเสียชีวิตในขณะที่กำลังกางมุ้ง"

"เขาเสียชีวิตในกระท่อมที่ถูกสร้างเอาไว้หลังหมดอำนาจ"นอนตายหมดสภาพในกระท่อมเมื่อปี 1998 (ทั้งสองภาพนี้จาก Cnn ครับ)

พระเจ้านโรดม สีหนุอดีตกษัติยร์ของกัมพูชาเคยกล่าวเอาไว้ว่า"พอล พตเป็นคนที่มีเสนห์เอามากๆ...ใบหน้าและการแสดงออกดูสุภาพเหลือเกินแต่เขากลับโหดร้ายป่าเถื่อนสุดๆ"

"พอล พตไม่เชื่อในพระเจ้าแต่เขากลับคิดว่าสวรรค์,พรหมลิขิตต้องการให้เขานำประเทศกัมพูชาไปในทิศทางที่เขาคิดว่าดีที่สุดซึ่งสิ่งนั้นบอกได้คำเดียวว่าชั่วร้ายไม่มีชิ้นดี"

"พอล พตบ้า,ก็อย่างที่คุณรู้ประมาณฮิตเลอร์นั่นแหละ"

0000000000000

ภาษาเขมรวันละคำพวกมือบอนเหมือนวัยรุ่นเมืองไทยที่สลักชื่อลงบนใต้ไม้ในวัด Ta Prohm

อรุณโซเซได๊(สวัสดีตอนเช้า)

ราตรีโซเซได๊(ราตรีสวัสดิ์)

ยำบ๋าย(กินข้าว)

ยำตึก(กินน้ำ)

บันตกตึก(เข้าห้องน้ำ)

ออกุน(ขอบคุณ)

เนียนละออ(น่ารัก)